ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
ตอนที่ ๑๔๑๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ คิดว่าคำของพระพุทธเจ้ายากไหม
ผู้ฟัง ส่วนตัวผมคิดว่า บางทีผมก็ฟังแค่ไม่กี่ครั้งอาจจะไม่ได้เข้าใจเลย
ท่านอาจารย์ เช่น คำอะไรบ้าง ที่ได้ยินมาแล้ว
ผู้ฟัง ที่ผมฟังมาก็รู้สึกว่าเหมือนกับว่า การที่ทำให้เราไม่ยึด ไม่เป็นอารมณ์ในหลายๆ เรื่องมากเกินไป ไม่ยึดถือแบบว่าเก็บมาคิด เก็บมาโกรธ เก็บมาเศร้า อะไรประมาณนี้ เหมือนให้เราทำตัวเป็นกลางไม่ยินดียินร้ายอะไรประมาณนั้น
ท่านอาจารย์ อันนี้ก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ธรรมดาต่างคนก็ต่างคิด มีเรื่องอะไรเพื่อนฝูงก็คุยกัน ความเห็นต่างๆ กัน แต่ให้ทราบว่าถ้าเราจะเข้าใจอะไรจริงๆ เราต้องฟังคำแต่ละคำ และก็พิจารณาไตร่ตรอง เช่น ใช้คำว่า ไม่ยึดถือกับยึดถือ ยึดถือมีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง คิดว่าไม่มี
ท่านอาจารย์ เราคิดอย่างนี้ แต่ว่าเราทุกวันนี้ยึดถือหรือไม่ เห็นไหม แค่คำเดียวแค่คำเดียวมันไม่กระจ่างเลย ถ้าเราจะคิดเอง แต่ถ้าเราจะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละคำ แล้วจะเข้าใจชัดเจนขึ้น ทุกคำประมาทไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องของธรรม เป็นเรื่องของสิ่งที่ทุกคนก็ใคร่ที่จะมีที่พึ่งใช่ไหม
เกิดมาแล้วบางคนก็คิดว่าชีวิตคืออะไร จะพึ่งอย่างไร มันเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วก็เหตุการณ์ต่างๆ มันก็ย่ำแย่ แต่ละเรื่อง เราจะพึ่งอะไร แต่ว่าตามความจริงก็คือว่า เราเกิดมาด้วยความไม่รู้อะไรเลย ใช่ไหม คือไม่รู้ว่าเราเป็นใครหรือเป็นอะไร มีแต่เรา เกิดมาก็เรา แต่ไม่รู้เลยว่าเรานี้คืออะไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงทั้งหมด ทุกอย่างไม่เหลือเลย ถึงที่สุดไม่ว่าตั้งแต่เกิดถึงตาย แล้วก็ทุกวัน ที่ขณะนี้เป็นอย่างนี้ พระองค์ประจักษ์แจ้ง ทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งไม่มีใครที่จะรู้อย่างนั้น ถ้าได้ฟังแล้ว ก็จะรู้ได้ว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน เช่นคำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง เคยได้ยินอย่างนี้ไหม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง
ผู้ฟัง ทุกอย่างก็เป็นธรรม เกิดขึ้นมีอยู่จริง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจริง เราจะพูดถึงทำไม เปล่าประโยชน์ใช่ไหม แต่ละคำต้องไตร่ตรอง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มี เราก็ไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะมันไม่มี แต่ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง แค่นี้ไม่พอ แล้วก็ไม่จบ ต้องหาอีก สิ่งที่มีจริงคืออะไร นี่คือการที่จะเข้าใจใช่ไหม ไม่ใช่เกิดมาแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย แล้วก็จากไป
ถูกใครถามก็ไม่รู้ทั้งนั้น ไม่สนใจทั้งนั้น แต่มันมี เกิดมานี้มันมีหมดเลยทั้งโลก โน่นนี่ นั่นมีหมด ความจริงมันคืออะไร เพราะฉะนั้นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ใช่ไหม ไม่มีพระพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้ ไม่มีจะเสียเวลาพูดถึงทำไม แต่ว่าจริงๆ แล้วธรรมคืออะไร ถ้ารู้ก็ต้องบอกได้ เมื่อกี้บอกว่าเป็นสิ่งที่มีจริง อะไรมีจริง
ผู้ฟัง สิ่งของ
ท่านอาจารย์ อะไร พูดมาเลย แต่ละอย่าง
ผู้ฟัง เก้าอี้
ท่านอาจารย์ เก้าอี้มีจริง พระพุทธเจ้าตรัสรู้เก้าอี้หรือว่ามีจริง เห็นไหมแค่นี้สำหรับเราเก้าอี้มีจริง แต่พระพุทธเจ้าจะบำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้ว่า เก้าอี้มีจริงหรือ ไม่ใช่ ใช่ไหม แต่รู้ว่าที่เราว่าเป็นเก้าอี้คืออะไร ที่เราว่าเป็นคน ที่เราว่าเป็นวัดวาอาราม ที่เราว่าเป็นบ้านเรือน
ทั้งหมดนี้คืออะไร แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง มีจริงให้เราเห็น แต่เราไม่รู้ว่าคืออะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มี ไม่ใช่ให้ไปทำขึ้นมาเลย แต่สิ่งที่มีนี้คืออะไร เมื่อกี้นี้บอกว่าเก้าอี้มีจริง เพราะเห็นใช่ไหม
ผู้ฟัง ครับ
ท่านอาจารย์ เห็นเก้าอี้ เก้าอี้เลยมีจริง เห็นมีจริงไหม
ผู้ฟัง คิดว่ามีจริง จากการรับรู้
ท่านอาจารย์ เห็นมีจริงใช่ไหม แล้วก็เห็นเก้าอี้ แต่ลองคิดดีๆ สิ หลับตา มีเก้าอี้ไหม
ผู้ฟัง ไม่มีเลย
ท่านอาจารย์ อ้าว แล้วเมื่อกี้ลืมตาบอกเห็นเก้าอี้ อะไร..
ผู้ฟัง ไม่เห็นแล้ว
ท่านอาจารย์ ใช่ไหม แสดงว่าเป็นอย่างไร เรายังไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แม้แต่เห็นต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีเห็นไหม
ผู้ฟัง ก็ไม่มีอะไร
ท่านอาจารย์ ก็ไม่มีเห็น ใช่ไหม แล้วเห็นสิ่งที่กระทบตาได้ สิ่งที่อยู่ข้างหลังไม่มีทางจะเป็นเก้าอี้ เป็นโต๊ะ เป็นอะไรก็ไม่รู้ทั้งหมด เพราะไม่ได้กระทบตา แต่บอกว่าเห็นเก้าอี้ หมายความว่าต้องมีสิ่งที่กระทบตา แต่ตัวเก้าอี้ไม่ได้มากระทบตาแน่ๆ เลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเห็นอะไร แค่นี้เราไม่รู้แล้วจะไปทำใจกันอย่างไร
แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ฟังคำที่ได้ยิน และก็คิดไตร่ตรองให้เข้าใจถูกต้องว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังเริ่มจะรู้ความจริง ว่าเราเห็นมาตลอด เราเห็นเก้าอี้ เห็นรถยนต์ เห็นคน เห็นบ้าน แต่เห็นมีจริงๆ ถ้าไม่เกิดขึ้นก็ไม่เห็น คนตาบอดไม่เห็น ขณะนี้ที่กำลังเห็น เห็นเกิดขึ้น แต่เห็น เห็นอะไร เห็นสิ่งที่สามารถกระทบตาได้
เพราะอะไร หลับตาแล้วไม่เห็น ไม่มีอะไรมากระทบ แต่พอลืมตา สิ่งต่างๆ ที่กำลังกระทบตา ก็ปรากฏเป็นสีสันต่างๆ รูปร่างสัณฐานต่างๆ แล้วก็จำไว้ คนไม่ใช่เก้าอี้ใช่ไหม จากการเพียงเห็น ดอกบัวก็ไม่ใช่เก้าอี้ โต๊ะก็ไม่ใช่เก้าอี้
นี่เป็นความจำ แต่สิ่งที่ถูกเห็น ปรากฏให้เห็นมี ไม่ใช่เก้าอี้ ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่มีอย่างหนึ่งในโลกนี้ ที่ปรากฏให้เห็นว่ามีเมื่อลืมตา เพราะสิ่งนั้นกระทบตาได้ เห็นไหม นี่เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นตัวเราที่มองเห็น
ท่านอาจารย์ เมื่อกี้บอกว่าเห็นมีจริง เพราะว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ทีละคำอย่างไร แต่ละคำธรรมคือสิ่งที่มีจริง กำลังมีจริงๆ กำลังเห็นจริงๆ มีสิ่งที่ถูกเห็นจริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรมใช่ไหม เพราะมีจริง ในภาษาไทย ธรรมก็คือสิ่งที่มีจริง ธรรมเป็นคำภาษาบาลี ภาษามคธี ชาวเมืองนั้นเขาพูดกัน
ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลยไม่ว่าอะไร แต่สิ่งที่มีจริงต้องเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ปนกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเห็น เห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาได้ คนกระทบตาไม่ได้ โต๊ะ เก้าอี้กระทบตาไม่ได้ แต่มีสิ่งที่กระทบตาแล้วปรากฏเป็นสีสันวรรณะต่างๆ ลวง หลอก ให้จำ ให้เชื่อว่ามีคนนั่งอยู่เยอะเลย จะบอกว่าไม่มีไม่ได้
แต่ไม่รู้ความจริงที่ว่าคนคืออะไร ทุกอย่างทุกสิ่งนี่คืออะไร นี่คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจะว่าศาสนาไหนดี ใช่ไหม คิดว่าศาสนาอื่นดีกว่าพระพุทธศาสนาก็บอกมาว่าดีตรงไหน แต่ว่าพระพุทธศาสนาสอนให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงถึงที่สุด ใครก็เปลี่ยนไม่ได้
ไม่ว่าใครทั้งสิ้น ไม่ว่าเทวดาพรหมก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนสภาพธรรมที่มีจริงได้เลย ด้วยเหตุนี้แต่ละคำไม่ให้เชื่อทันที ฟังแล้วคิด แล้วไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ ว่าถูกไหม มีเห็นใช่ไหม แล้วมีสิ่งที่ถูกเห็น หลับตาแล้วไม่เห็น หายไปหมดเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาได้ สิ่งที่กระทบตามีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัว จริง
ท่านอาจารย์ เห็นไหม เริ่มรับรองในความถูกต้องแล้ว เริ่มมีความคิดของตัวเองแล้วว่าเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ไม่รู้ สิ่งที่มีจริงที่กำลังกระทบตา ปรากฏหลากหลายมาก สีต่างๆ ตัดกัน กว้าง ยาว เหลี่ยม กลม ทำให้จำแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ว่าเป็นอะไร อย่างเห็น ตาก็รู้ จำไว้ เห็นหูก็รู้ว่าไม่ใช่ตา
เพราะรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏต่างกัน ก็เริ่มจำเหมือนเด็กเล็กๆ เพิ่งเกิด รู้ไหม เห็นใครก็ไม่รู้ เห็นอะไรก็ไม่รู้ ใช่ไหม มีแค่เห็น แต่พอชินเข้า ชินเข้า เริ่มเห็นนิมิต รูปร่างสัณฐานที่ต่าง แล้วก็เริ่มจำ แล้วก็เริ่มคิดว่าเป็นอะไร
สามารถที่จะแยกได้ พอได้ยินเสียงก็เหมือนกัน เด็กเกิดใหม่ก็ไม้รู้ว่าใครพูดอะไรทั้งนั้น ใช่ไหม แต่อยู่ไปค่อยๆ ชิน ของเสียง สามารถจะค่อยๆ จับคำและความหมายได้ จนกระทั่งพูดได้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี่จริงไหม
ผู้ฟัง จริง
ท่านอาจารย์ จำมีจริงๆ เป็นเราจำหรือว่าเป็นจำเท่านั้น
ผู้ฟัง จำก็เป็นจำ
ท่านอาจารย์ จำเป็นเราได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ นี่เริ่มเข้าใจแล้วที่จะไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เห็นเมื่อกี้นี่ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้แล้ว ได้ยินเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ได้ยินเมื่อกี้นี้ เสียงเมื่อกี้นี้ก็ดับไป ไม่มีอะไรเหลือเลย
แต่ชีวิตของเรานี้ ผ่านไปเร็วเหมือนอะไรที่กลิ้งไปเร็วจี๋ตลอดเวลา ไม่ยับยั้งที่จะให้รู้ว่าอะไรที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไป แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทีละหนึ่ง ใช่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เร็วมากเกิดดับ เพิ่มความที่จะรู้ความต่างของสิ่งที่มีซึ่งเกิดดับเร็วมาก จากเพียงแค่ลืมตาเป็นคนตั้งหลายคน แต่ต้องทีละหนึ่งแล้วก็หลากหลายด้วย
สภาพจำก็จำละเอียดไม่ใช่ว่าไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร ใช่ไหม แต่จำเป็นจำ จำจะเป็นเราไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ว่าเรา เห็นเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเห็น เห็นเกิดขึ้นเห็น จำเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เป็นจำ ได้ยินเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เป็นได้ยินใช่ไหม คิดเป็นเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง คิดก็ไม่ใช่เห็น
ท่านอาจารย์ คิดก็ไม่ใช่เห็น คิดเป็นได้ยินหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคิดเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ก็ไม่ใช่ คิดก็คือคิด
ท่านอาจารย์ จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โลกว่างเปล่า เพราะว่าเมื่อไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีสิ่งของใดๆ ปรากฏเลย แต่เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเพราะเกิดขึ้น และไม่รู้ และเร็วมากก็ยึดถือ และจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมั่นคง เพราะฉะนั้นเป็นเราเกิด เป็นเขา เป็นภูเขา เป็นแม่น้ำ เป็นนก เป็นพระอาทิตย์ เป็นพระจันทร์ เป็นทุกอย่างแต่ความจริงต้องเกิดแต่ละหนึ่ง
แต่ละหนึ่ง แยกขาดออกจากกัน ด้วยการตรัสรู้ ความจริงว่าไม่มีอะไรนอกจากสิ่งนั้นเท่านั้น ที่จำเป็นจำ เห็นเป็นเห็น คิดเป็นคิด ชอบเป็นชอบ แล้วก็หมดไปๆ ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเรา แต่ว่าตอนที่ไม่ได้ฟังธรรมเรานั่งอยู่ตรงนี้ เป็นเรามั่นคงเลย ออกมาจากบ้าน รถติดเรื่อยก็ตามแต่ เราหมดเลย ไช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ความจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น แล้วดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ สิ่งใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจถูกต้องจนสามารถรู้จริงๆ
อ.วิชัย ดังนั้นก็ต้องค่อยๆ ฟังจนมั่นคง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดง ความเป็นจริงให้คนนั้นได้พิจารณา และเป็นปัญญาของตนไม่ได้บอกเพียงให้เชื่อแต่ลองฟัง และพิจารณาว่าจริงหรือไม่ เห็นมีจริงไหม
ผู้ฟัง ครับ
อ.วิชัย เห็นเป็นเห็นใช่ไหม เป็นเราเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
อ.วิชัย ไม่ใช่ ได้ยิน ได้ยินมีจริงใช่ไหม
ผู้ฟัง ครับ
อ.วิชัย ได้ยินเป็นได้ยิน ไม่ใช่เรา เพราะว่าเสียงมากระทบหูจึงเป็นเหตุให้เกิดการได้ยินขึ้น ถ้าไม่มีเสียงเลยจะได้ยินได้ไหม
ผู้ฟัง ก็จะไม่ได้ยิน
อ.วิชัย ถ้าเสียงนั้นดับไป จิตที่ได้ยินเสียงนั้นจะตั้งอยู่ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
อ.วิชัย ไม่ได้เพราะว่าได้ยินเกิดเพราะมีปัจจัย ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความเป็นจริงของสภาพธรรมว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่มีจริงเพียงแค่นี้ไม่พอ ก็ต้องกล่าวว่าอะไรที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แม้ใจ อย่างที่กล่าวถึงว่าใจ คิดว่าทำใจได้ แต่ว่ายังไม่รู้จักใจเลย ก็คิดว่าทำใจได้
แต่ความเป็นจริงแล้วใจเกิดอยู่แล้ว เมื่อสักครู่นี้ก็คิด ใช่ไหม ไม่ได้ทำใจแต่คิดเกิดแล้วใจก็เกิดแล้วทุกๆ ขณะ แต่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แต่เมื่อไม่เข้าใจก็หลงคิดว่าเราทำได้ นั่นคือยังไม่เข้าใจธรรมเลย ดังนั้นกว่าจะฟังพระธรรม ค่อยๆ มั่นคงขึ้น ก็ค่อยๆ ฟังแล้วก็พิจารณาแล้วค่อยๆ เข้าใจ ขณะที่เข้าใจ ก็สะสมความรู้เพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กับที่เราเห็นก่อนหน้านี้ ก็จะเป็นคนละอย่างกัน ไม่ได้เป็นของกันและกัน ถ้าไม่มีปัจจัยให้เกิดขึ้น เราก็จะไม่รู้สึก
ท่านอาจารย์ ยังมีเราอยู่ใช่ไหม
ผู้ฟัง ยังมี
ท่านอาจารย์ รู้สึกอะไร
ผู้ฟัง มีเห็น ก็รู้สึก มีสัมผัสสิ่งที่มาสัมผัสเรา
ท่านอาจารย์ เรารู้สึกอย่างไร เวลาเห็นเฉยๆ หรือว่าดีใจ หรือว่าเสียใจ หรือว่าเป็นทุกข์หรือเป็นสุข นั้นคือสภาพธรรมที่มีจริงๆ ธรรมแต่ละหนึ่งมีภาวะคือความเป็น เช่นนั้นไม่เปลี่ยน จึงใช้คำว่ามีสภาวะ คนไทยก็พูดว่าสภาพธรรม ไม่ได้หมายความว่าธรรมลอยๆ แต่ธรรมนั้นมีภาวะ เป็นอย่างนั้นซึ่งไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเห็นเกิดขึ้นเป็นภาวะหนึ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเห็นเท่านั้น ทำอะไรไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ครับ
ท่านอาจารย์ มีจริงๆ เป็นสภาพที่รู้ เพราะว่าโต๊ะ เก้าอี้ แข็งอ่อน เย็นร้อน ไม่รู้ แต่พอบอกว่าเห็น เห็นกำลังเห็น เห็นทำอะไร ก็เห็นว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ใช่ไหม ไม่เห็นอย่างอื่นเลย เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นจริงๆ เพราะฉะนั้นภาวะของเห็นก็คือรู้ว่ามีสิ่งนี้กำลังปรากฏ สิ่งนี้มีในที่นี้ โต๊ะ เก้าอี้ ไม่สามารถจะรู้ได้
เพราะฉะนั้นธรรมก็ต่างกันเป็น ๒ ประเภท รวมแล้วทุกอย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต้องเป็นหนึ่งในสอง คือเกิดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยอย่างหนึ่ง แต่อีกอย่างหนึ่ง เกิดแล้วรู้ เกิดแล้วไม่รู้ไม่ได้เลย เกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไป ไม่มีรูปร่าง ไม่มีอะไรเลย แต่รู้แล้วก็ดับไป
อย่างเช่นเห็น บอกว่าเห็นอะไร เห็นไหมแสดงว่าเห็นรู้ใช่ไหม ว่าเห็นอะไร ถูกต้องไหม เห็นอะไร มีสิ่งที่เห็นกำลังเห็นจึงรู้ว่าเห็นอะไร เพราะฉะนั้นเห็นเป็นสภาพรู้ แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่รู้ เป็นแต่เพียงสิ่งที่กระทบตา แล้วก็เป็นปัจจัยอาศัยทำให้เห็นเกิดขึ้น เพราะถ้าไม่มีตา ไม่มีสิ่งกระทบตา เห็นก็เกิดไม่ได้
เพราะฉะนั้นบางคนก็ชื่นชม สนใจคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ได้ยินแล้วเหมือนกับรู้ความลึกซึ้งอย่างยิ่ง หารู้ไม่ว่าก็เดี๋ยวนี้ แต่ไม่รู้ แต่ชอบชื่อ ใช่ไหม อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้าสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็มีไม่ได้ ถ้าไม่มีตาจะเห็นได้ไหม ก็เห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตซึ่งลึกซึ้ง
ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ให้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งนั้น ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่าธรรมทั้งหลายไม่เว้นเลย ทั้งหมดเป็นอนัตตา อัตตาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นี่อัตตาทั้งนั้นเลย
แต่อนัตตา ไม่ใช่ เป็นเพียงแค่สิ่งที่สามารถกระทบตาได้ เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นเรื่องตรง เรื่องละเอียด เรื่องเข้าใจถูกต้อง เริ่มต้นจากธรรมเป็นอนัตตา เห็นด้วยไหม ถูกต้องหรือไม่ ไปทำใจได้ไหม ทำธรรมได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้
ผู้ฟัง ค่ะ
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องตรง เรื่องจริง เรื่องไตร่ตรอง เรื่องเข้าใจ ถ้ายังติดขัดอยู่ก็หมายความว่าเราจะไม่ได้เข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นกำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง ทั้งหมดเลยเห็น กำลังเห็น เห็นมีจริงไหม
ผู้ฟัง ค่ะ
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือว่าเป็นเห็น
ผู้ฟัง เป็นเห็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็น เมื่อมีจริงๆ ก็เป็นธรรม ธรรมจึงไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ค่ะ
ท่านอาจารย์ เห็นก็ต้องเป็นเห็น เห็นจะเป็นเราได้อย่างไร ก่อนเห็นไม่มีเห็น นอนหลับก็ไม่มีเห็น และเกิดเห็น และเห็นก็ดับไป และเราจะอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจว่า นี่คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องว่า ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่เป็นอย่างนั้น
สิ่งนั้นที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น จึงจะชื่อว่าไม่มีเรา แต่สิ่งที่มีเป็นธรรม มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นและก็ดับไป เพราะฉะนั้นธรรมนี่ไม่รีบร้อนเลย ฟังแล้วก็ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ ถ้าสงสัยก็ไตร่ตรอง ถูกผิดอย่างไรก็ค่อยๆ พิจารณา
สิ่งที่มีจริงที่ใช้คำว่าธรรม ไม่ได้บอกว่าคนนั้นคนนี้ เพราะเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้น ไม่มีใครไปทำได้ แต่ตามปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น อย่างเห็นเกิดขึ้นเป็นเห็น คิดไม่ได้ เพราะขณะนั้นเกิดขึ้นเห็นแล้วจะไปคิดได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นเห็นมีจริงหนึ่งแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วเห็น แต่ก็ต้องรู้ว่าเห็นคือสภาพธรรม คือสิ่งที่มีจริงที่รู้ กับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่รู้ เพราะฉะนั้นธรรมทั้งโลกกี่โลกก็ตามแต่ ทั้งหมดมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่รู้อะไร รู้ไม่ได้เลย แข็งกระทบแข็ง แข็งก็ไม่รู้อะไร แต่ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้แข็งทันทีที่กระทบแข็ง ไม่ใช่เรารู้
ถ้าถามก่อนนี้ แข็งมีไหม ก็มี มีเมื่อไร มีเมื่อกระทบ พอเด็กกระทบแข็ง แล้วก็ถามเด็กว่าแข็งหรืออ่อน เด็กอาจจะตอบได้ขนมบางอย่างก็อ่อน บางอย่างก็แข็งกรอบ ใช่ไหม เด็กก็ตอบได้ แต่ไม่รู้หรอกว่าขณะนั้นไม่มีใครเลย นอกจากมีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้อ่อน หรือมีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้แข็ง หรือมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น หรือมีธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยิน ไม่อย่างนั้นก็มีแต่ภูเขา ต้นไม้ ลำธาร พระอาทิตย์ พระจันทร์ ไม่มีธาตุรู้เลย แต่นี่มีธาตุรู้ สิ่งต่างๆ จึงปรากฏว่ามี เช่น ดวงอาทิตย์ ถ้าไม่มีใครเห็น มีไหมเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง ไม่เห็นก็ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่เห็นก็ไม่มี ถูกต้อง ใครว่าผิด เห็นเมื่อไรจึงมี แต่เราไปจำว่ามีอยู่ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นพอเห็นอีกที ก็มีอยู่แล้วใช่ไหม แต่ความจริงพระอาทิตย์ก็เกิดดับ นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่เกิดไม่มี เกิดแล้วต้องดับด้วย แต่คนอื่นไม่รู้
เพราะปัญญาของพระองค์ที่ทรงแสดงธรรมให้เราฟัง เปรียบเหมือนใบไม้สองสามใบในฝ่าพระหัตถ์ แต่พระปัญญาเหมือนใบไม้ในป่า แค่นี้ยังไม่รู้เลย จะไปเอาในป่ามาให้รู้ทำไม ใช่ไหม แค่สองสามใบนี่ก็ต้องคิด ไตร่ตรอง จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ จึงจะรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะจริงแน่นอน เท่ากับคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงสิ่งที่มีจริง
อ.วิชัย ที่ฟังมาเมื่อสักครู่นี้ พอรู้ไหมว่าพุทธศาสนาคืออะไร
ผู้ฟัง ศาสนาที่สอนความจริงของธรรมทั้งหมด
อ.วิชัย อะไรบ้าง
ผู้ฟัง ก็สิ่งที่เรารู้สึกและเกิดขึ้นเป็นสภาพธรรม เราเรียกมันกันเอาเอง
อ.วิชัย ก็ยังมีเราใช่ไหม
ผู้ฟัง ครับ
อ.วิชัย เพราะว่ายังไม่ได้มั่นคงที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง ไม่มีเราเลย เพราะว่าความยึดถือว่าเป็นเรามานานแสนนาน ดังนั้นเพิ่งเริ่มฟังว่าความเป็นจริงที่เป็นจริงๆ อย่างที่กล่าวเห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน คิดเป็นคิด จำเป็นจำ ทุกอย่างเกิดแล้วดับแล้ว แม้ในขณะนี้ใช่ไหม
แต่ยังไม่รู้จักตัวธรรมจริงๆ เพียงฟัง ฟังในขณะนี้สัญญาก็จำด้วย ได้ยินคำว่าธรรม สัญญาก็จำคำว่าธรรม แต่ว่าขณะนั้น เข้าใจหรือไม่ เข้าใจอะไร ดังนั้นการศึกษา ต้องตั้งต้นแล้วก็มั่นคงว่าความเป็นจริงของธรรมมีจริงแน่ๆ
แต่เข้าใจในสิ่งที่มีจริงหรือไม่ อย่างก่อนที่มาก็ยังมีเห็น ใช่ไหม ก็เห็นหลายๆ อย่างเลย ใช่ไหม แต่เข้าใจเห็นไหม แต่พอฟังว่าเห็นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง มีจริงๆ เป็นธาตุรู้ รู้อะไร รู้สิ่งที่ถูกเห็น จากเห็นที่ไม่เคยเข้าใจ แล้วเมื่อฟังธรรม เริ่มเข้าใจเห็นขึ้นบ้างไหม
ผู้ฟัง ครับ
อ.วิชัย ความเข้าใจนี้มี เกิดได้อย่างไร เห็นไหม เกิดแล้วเพราะได้ฟังคำ เพราะว่าถ้าไม่ได้ฟังอย่างนี้จะเข้าใจเห็นได้ไหม ก็ยังเห็นอยู่นั่นใช่ไหม แต่ไม่สามารถจะเข้าใจเห็นได้ นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ฟัง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าโลกที่เราอยู่ ที่เราเข้าใจ เป็นโลกที่เราเข้าใจผิด เห็นผิด เพราะไม่ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้า แต่เมื่อได้ฟังธรรมของพระองค์ พระองค์ได้ตรัสว่าโลกในพระวินัยของพระอริยะเจ้านี้คืออย่างไร ต่างจากโลกที่เราเข้าใจว่าเป็นเก้าอี้ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นประเทศชาติอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะก่อนนี้ก็เข้าใจอย่างคุณนิรันดร์ที่พูด ใช่ไหม ว่าเราอยู่ในโลก โลกใบใหญ่ มีคนมีอะไรเยอะ แต่ว่าความจริงก็คือว่าสิ่งที่เราว่ามีมากๆ ต้องเกิด ใช่ไหม แล้วก็เกิดพร้อมกัน เร็วด้วย จึงปรากฏว่ามีเยอะ
ถ้าเกิดเพียงหนึ่งก็มีหนึ่ง เกิดเพียงสองก็มีสอง แต่ว่าปัจจัยที่จะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ นั้นมากมาย อุตุความเย็น ความร้อน วัชพืชต่างๆ ก็เกิดไปตามเหตุตามปัจจัย ยับยั้งไมได้เลย เพราะฉะนั้นโลกในความหมายที่แท้จริง ก็คือว่า สิ่งที่เกิด ถ้าไม่เกิด ไม่มีโลก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440