ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433


    ตอนที่ ๑๔๓๓

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    ท่านอาจารย์ ก็เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่จะได้บูชาคุณ ด้วยการสนทนาธรรม ณ พระวิหารเชตวัน เพื่อจะได้เข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ และทรงพระมหากรุณาแสดง ๔๕ พรรษา ระหว่างที่ยังไม่ปรินิพพาน เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง แล้วก็ ณ สถานที่นี้ เป็นที่ที่พระองค์ประทับเพื่อแสดงธรรมมาก ตามพระสูตรต่างๆ ก็มีข้อความว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับ ณ พระวิหารเชตวัน เพราะฉะนั้น ณ ที่นี้ ก็เป็นที่ที่เราจะได้มีความเข้าใจธรรม แม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้ว นาน ๒,๕๐๐ กว่าปี จนถึงต่อไปอีกเท่าไหร่ พระธรรมจะคงดำรงอยู่ต่อเมื่อมีผู้ที่เข้าใจเท่านั้น

    ถ้าขณะนี้ ไม่มีใครเข้าใจพระธรรม พระธรรมก็อันตรธาน ไม่ต้องคอยนานเลย จะดำรงรักษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้วเพื่อทุกคน ก็โดยการเป็นผู้ไม่ประมาทในการฟังพระธรรม เพราะเดี๋ยวนี้เป็นธรรม อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะรู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม เพราะว่าเราเริ่มสนทนากันในเรื่องธรรมด้วยคำว่า ธรรมคืออะไร  เพราะว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะต้องการที่จะรู้ความละเอียด ต้องการรู้เรื่องมากกว่า  แต่ว่าตามความเป็นจริงสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ น่าสนใจที่จะเข้าใจมากกว่าหรือเปล่า ไม่ใช่เป็นเรื่องราวต่างๆ แต่ว่าเป็นสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ กำลังปรากฏให้เข้าใจในความเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เพียงปรากฏแล้วดับ แต่หาเป็นอย่างนั้นไม่ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ ก็เข้าใจผิด คิดว่าเพียงแต่จะไปนั่ง นั่งๆ นอนๆ ยืนๆ เดินๆ ที่สำนักแห่งหนึ่งแห่งใด แล้วก็จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นความประมาทอย่างยิ่ง เป็นการลบหลู่อย่างยิ่ง พระองค์ไม่ได้กระทำอย่างนั้น

    สาวกคือผู้ฟังพระธรรม เพื่อขัดเกลากิเลส เพื่อดับกิเลส กิเลสนี่ใครจะดับได้ ไม่มีทางเลย ถ้าไม่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งเพียงแค่เห็นดับ กิเลสก็เกิดแล้ว เพียงแค่ได้ยินดับ กิเลสก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นกิเลสมากมายมหาศาล ถ้าไม่มีการเห็นคุณของพระรัตนตรัย ไม่มีทางที่คนนั้นสามารถที่จะออกจากสังสารวัฏได้ มีใครอยากจะออกจากสังสารวัฏหรือยัง ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีทางเลย ก็ทนได้ในสังสารวัฏ ทนอะไร ทนเกิดแล้วตาย เพราะว่ามีใครบ้างที่เกิดแล้วไม่ตาย

    ทุกคนก็เกิด ต้องตายแน่ และความตายไม่น่ากลัวเลย เพราะเหตุว่าเร็วมาก แค่จิตหนึ่งขณะ เหมือนกับตอนที่ปฏิสนธิ ประเภทเดียวกันเลย และในขณะที่หลับสนิท ดำรงภพชาติ จนถึงขณะสุดท้าย ก็คือว่าหนึ่งขณะจิตซึ่งเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนพ้นความเป็นบุคคลนี้ และสืบต่อด้วยปฏิสนธิทันทีด้วยกรรมหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ว่ากรรมอะไร แค่ ๒ ขณะจิต แล้วเรานอนหลับนานเท่าไหร่ แล้วเป็นจิตประเภทเดียวกันด้วย เพราะเหตุว่าจิตที่เกิดนั่นแหละ เป็นประเภทเดียวกับจิตที่ดำรงภพชาติ และจิตที่เกิดดำรงภพชาตินั่นแหละก็จะถึงความสิ้นสุดขณะสุดท้าย ไม่มีการที่จะรู้ได้เลย เหมือนเดี๋ยวนี้ จิตเกิดดับระหว่างเห็นกับได้ยินมากกว่า ๒ ขณะ ไม่ปรากฏเลย แม้แต่เห็น ซึ่งไม่ใช่ได้ยิน และได้ยินก็ต่างกับเห็น ก็ปรากฏเหมือนพร้อมกัน โดยไม่มีความเข้าใจเลยว่า ความจริงสภาพธรรมไม่ใช่เรา แต่ก็จะต้องเกิดหมุนเวียนไปในสังสารวัฏ ตามเหตุตามปัจจัย ยับยั้งไม่ได้เลย แม้ขณะต่อไปที่จะเกิดขึ้น ก็เกิดเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    การฟังพระธรรม ต้องฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ไม่ประมาทในการฟัง เพราะเหตุว่าฟังคำของใคร ถ้าฟังคำของคนอื่น ไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ว่าใครทั้งสิ้น แต่คำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพื่ออะไร เพื่อรู้ว่าตลอดมาในสังสารวัฏ ไม่ได้เคยเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ จนกว่าพระองค์จะได้ทรงตรัสรู้ความจริง เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมที่กำลังปรากฏ เมื่อตรัสรู้ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง เพราะความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ชั่วขณะที่พิจารณาความลึกซึ้งที่ไม่น้อมพระทัย แต่หลังจากนั้นแล้ว ก็ทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก สมกับที่พระองค์ได้บำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือบุคคลใดทั้งสิ้นในสากลจักรวาล แล้วเรามีโอกาสได้ยินได้ฟัง แต่ต้องฟังด้วยความเคารพ ในแต่ละคำ

    เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาส ที่จะได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ จากคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว โดยการสนทนา เพื่อที่จะได้รู้ว่าความเข้าใจของเรา มากหรือน้อยแค่ไหน แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เทียบได้ไม่ต้องให้มีใครมาบอก แล้วเข้าใจอย่างที่ได้ฟังหรือยัง ถ้ายัง เข้าใจแค่ไหน ยังจะต้องเข้าใจจนคำของพระองค์ที่ตรัสไว้ทั้งหมด เป็นคำจริง ซึ่งผู้นั้นสามารถที่จะรู้แจ้งว่า คำใดก็ตามที่พระองค์ตรัส ตรัสจากพระปัญญาที่ได้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อ.อรรณพ ประโยชน์จริงๆ ที่ได้เดินทางมานมัสการสังเวชนียสถาน เช่น ที่พระเชตวัน ประโยชน์จริงๆ คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ มานมัสการ แสดงว่ารู้คุณของพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นต้องมีสัจจะ ความจริงใจ ต้องมีอธิษฐาน ความมั่นคงว่าคำที่ได้ยินได้ฟังได้ไตร่ตรองแล้วว่า เป็นคำจริง เป็นที่พึ่งที่จะทำให้สามารถรู้ความจริงที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะดับกิเลส ซึ่งลองคิดดู กิเลสอยู่ไหน อยู่ที่ใจ อะไรอยู่ภายในที่สุด หทย คือ ใจ ไม่มีอะไรลึกอยู่ในยิ่งกว่าใจ และกิเลสทั้งหมดก็อยู่ที่นั่น ติดอยู่ที่นั่น แน่นหนา แล้วก็ทับถม แต่ละขณะที่มีการเห็น การได้ยิน ในสังสารวัฏมาแล้ว และก็มีกิเลสหลายประเภท กิเลสซึ่งขณะนี้มี ไม่รู้เลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า หลังจากที่จิตเห็นดับไป ขณะนี้กำลังเห็น นับไม่ถ้วน แต่เพียงหนึ่งขณะจิตที่เกิดเห็นแล้วดับ สืบต่อด้วยจิตอีก ๓ ขณะ อกุศลเกิดแล้ว ไม่มีใครรู้เลย แต่ผู้สิ้นกิเลส คือผู้สิ้นอาสวะ

    เพราะฉะนั้นกิเลสซึ่งเกิดหลังเห็น หลังได้ยินพวกนี้ แม้ว่าเป็นกิเลสอย่างเบาบาง แต่ยังเหลือยังมีเป็นอาสวะ มาจากไหน มาจากกิเลสที่เคยเกิดแล้ว จิตเป็นสภาพที่สะสม ทั้งบุญและบาป ทุกอย่างที่เป็นสิ่งซึ่งเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม และสำหรับพระอรหันต์ ก็เป็นอัพยากตธรรม นี่ก็เป็นเรื่องที่พระองค์ตรัสไว้ทั้งหมด แต่สำหรับเราที่จะเข้าใจคร่าวๆ ก็คือว่า เรามีกิเลสมาก แล้วใครก็เอากิเลสออกไม่ได้ นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำทำให้เกิดปัญญา ธรรมเตชะ แต่ละคำที่สามารถจะทำให้เข้าใจสิ่งที่มี และเห็นโทษเห็นภัยอย่างยิ่งว่ากิเลสมีมากไหมวันนี้ นอนหลับยังมีเลย แล้วตื่นขึ้นจะไม่มีหรือ หลับสนิทมีกิเลสพร้อมที่จะเกิดอย่างบางที่สุดเป็นอาสวะ หลังเห็น ๓ ขณะ หลังได้ยิน ๓ ขณะ

    เมื่อรู้อย่างนี้ ก็รู้ว่าที่เกิดไม่ใช่เรา ถ้าไม่มีกิเลส หมดกิเลสไม่เกิด แสดงว่าทุกคนที่เกิดมีกิเลส แต่กิเลสก็ไม่ใช่เรา มีจริงๆ ทั้งหมดเป็นธรรม แต่ละคำให้รู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย แต่ไม่เกิดไม่ได้ เมื่อมีปัจจัยที่จะให้เกิดก็เกิด  กิเลสที่ละเอียด ที่นอนเนื่อง ติดแน่นอยู่ในจิตแม้กำลังหลับสนิท เป็นอนุสัยกิเลส เป็นอนุสยะที่ติดอยู่ในจิต กิเลสนี้แหละจะหมดได้ ไม่ใช่กิเลสผิวเผิน วันนี้ก็อดทนได้ อาหารไม่ค่อยอร่อย ดูเป็นคนดี คนเก่ง เขาว่าเรา เราก็ไม่โกรธ ก็ดูจะเป็นคนดี แต่หารู้ไม่ว่ากิเลสยังมีอยู่ในสังสารวัฏด้วย ไม่เคยขาดไปเลย กิเลสนี้แหละ ลึกที่สุด ติดแน่นที่สุด หนาแน่นที่สุด แล้วดับได้ด้วยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเตชะ เตชะ คือ เผาสภาพธรรมที่ตรงกันข้าม

    เพราะฉะนั้นปัญญาที่เกิดจากการเข้าใจ จากคำที่ได้ฟังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ จะค่อยๆ นำกิเลสออก จนหมดตามลำดับ อย่างที่สาวกทั้งหลายในครั้งอดีต ก็ได้บำเพ็ญบารมี แล้วก็ได้ดับกิเลสหมดแล้ว แต่สำหรับแต่ละคนทุกคน ต้องเป็นผู้ที่ตรง สัจจะ เดี๋ยวนี้ไม่รู้ แล้วจะรู้เมื่อไหร่ ก็ต้องเดี๋ยวนี้ แต่เดี๋ยวนี้ฟังธรรมเข้าใจเพียงเท่านี้  ยังเอากิเลสออกไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีการฟังเลย ก็หมดหนทาง และธรรมลึกซึ้งอย่างยิ่ง  พร้อมที่จะให้คนที่ประมาท หลงผิด เข้าใจผิดทันที ไปทำอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่การฟังพระธรรมที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นจากคำที่ว่า ธรรมคืออะไร ธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง มากมาย ยังไม่ถึงแต่ละหนึ่งเลย แล้วหนึ่งนั้นก็ดับดับดับไปหมด ไม่ได้ดับอะไรเลย ถ้ากล่าวว่ามากมาย และทุกอย่างเป็นธรรม ต้องชัด ละเอียดและตรง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นธรรมหรือยัง ถ้าเราฟังเพียงแค่ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เห็นมีจริง ท้องฟ้ามีจริง ดอกไม้มีจริง ที่นี่มีจริง แต่เดี๋ยวนี้เห็นเป็นธรรมหรือยัง ในเมื่อเรากล่าวว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เห็นก็เป็นธรรม เห็นเดี๋ยวนี้เป็นธรรมหรือยัง ถ้ายังไม่เป็น ก็ต้องหมายความว่าเราจะไปทำให้เป็นได้ไหม นอกจากความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ สะสมไปอย่างมั่นคงว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด อนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องมีความเข้าใจว่า ขณะใดก็ตามปัญญาจะเกิดก็คือฟังเรื่องสิ่งที่มี ให้รู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา จนกว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมจริงๆ ถ้าเป็นธรรมจริงๆ ปนกันไม่ได้เลย แต่ละหนึ่ง เห็นจะไปปนกับได้ยินไม่ได้ จะไปปนกับคิดนึกไม่ได้ ถ้าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม เห็นนี่แหละเป็นธรรม มีจริงเมื่อไหร่ กำลังเห็น

    การฟังธรรมทั้งหมด กว่าจะนำมาสู่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม แต่เดี๋ยวนี้เป็นธรรมหรือยัง อีกนานไหม นานก็นาน เป็นธรรมดา เป็นปกติเป็นความจริง คนฟังธรรมไม่ท้อถอยเลย เบิกบาน เพราะรู้ว่าการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้รู้ความจริงว่า สามารถเข้าใจสิ่งที่มีได้ ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระองค์ ด้วยความไม่ประมาท แต่ไม่ใช่ขณะอื่น เดี๋ยวนี้ยังไม่เป็นธรรม แต่ก็เริ่มรู้ว่าเป็นธรรม  จนกว่าจะเป็นธรรมทีละหนึ่ง แล้วก็โดยความเป็นอนัตตา ยากเข้าไปอีกกี่เท่า ถ้าให้ไปทำอะไรไม่ยาก นั่งทำทั้งคืนยังได้ สองคืนสามคืนยังได้ แต่ว่าไหนธรรม เราใช่ไหมทั้งหมด บางคนบอกว่า ก็รู้แล้วว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นก็เพียร นั่นหรือที่รู้ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ขณะที่พูด ขณะที่คิด อุปาทานขันธ์ ๕ ไม่ใช่เพียงหนึ่ง ทั้งรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อยู่ไหน เดี๋ยวนี้ไม่ปรากฏเลย

    เพราะฉะนั้นพูดได้ แต่ธรรมไม่ได้ปรากฏให้เข้าใจ แล้วก็ไปทำผิดด้วย เพราะเหตุว่า คิดว่าก็รู้แล้วว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็เพียร ผิดเลย ขณะนั้นไม่ได้รู้ว่ากำลังคิดเป็นวิญญาณขันธ์ ซึ่งเป็นอุปาทาน เราคิด ขณะที่คิดมีความรู้สึกอย่างไร ต้องมีความรู้สึกในขณะนั้น เพราะว่าเราเกิดมา เราห่วงสุขทุกข์มากกว่าอย่างอื่น อยากจะมีแต่สุข  ไม่อยากจะมีทุกข์เลย แล้วเดี๋ยวนี้ใครทำให้สุขหรือทุกข์เกิด หรือความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์เกิด ต้องมีเหตุปัจจัย ไม่มีใครสามารถจะทำได้เลย ฉันใด ปัญญาการที่จะเห็นถูกว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา ก็ฉันนั้น ไม่มีใครไปทำอะไรได้เลย อาศัยความเข้าใจในความไม่ใช่เรานี่แหละ ต้องเป็นหนทางนี้หนทางเดียว อาศัยความเข้าใจถูกต้องว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา ไม่ว่าจะเป็นกุศล ไม่ว่าจะเป็นอกุศล ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดที่ปรากฏ

    ถ้าไม่รู้ความจริงว่าสิ่งนั้น ถ้าไม่เกิดไม่มี แล้วที่สำคัญที่สุดที่เป็นความจริงแท้ ที่จะทำให้ละคลายกิเลสและความติดข้องในสังสารวัฏได้ ความจริงก็คือว่าไม่มี ไม่มีแล้วเกิดจึงมี ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีแน่ๆ ไม่มีแล้วจึงเกิดตามเหตุตามปัจจัยให้มีขึ้น แล้วก็ไม่มี คำว่า แล้วก็ไม่มี หมายความดับไปไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏ เมื่อสักครู่นี้เอง หมดแล้ว เมื่อสักครู่นี้ก็หมดอีกแล้ว แล้วก็ไม่รู้ไปอย่างนี้แหละ ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงว่า ขณะนี้ยังมีคนนี้ ยังมีสนามหญ้า ยังมีดอกไม้ ยังมีอะไร ก็ยังมีเพราะไม่รู้ว่าก่อนนั้นไม่มี แต่เกิดจึงมี แต่ตอนเกิดไม่รู้ เกิดแล้วดับไปก็ไม่รู้

    เพราะฉะนั้นความไม่รู้ อวิชชามากมายมหาศาลสักแค่ไหน แล้วเราหรือจะมีปัญญาไปดับอวิชชาได้ เพราะว่าเราเป็นใคร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร กว่าจะถึงการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้เราได้ฟังคำที่กำลังได้ฟังเดี๋ยวนี้ทุกคำ เป็นคำที่ตรัสไว้ดีแล้ว เพื่อบารมี รู้ว่าฝั่งของกิเลสกับฝั่งของหมดกิเลส แสนไกล แต่ปัญญาความเข้าใจจะค่อยๆ สะสมเข้าใจขึ้น แต่ละชาติแต่ละชาติ แต่ละวันแต่ละวัน แต่ละขณะแต่ละขณะ เพราะเหตุว่าเพียงขาดขณะหนึ่งขณะใดก็ไม่สำเร็จ ต้องแต่ละขณะที่เป็นการสะสมความเข้าใจเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น ด้วยการละความยึดมั่นว่าเป็นเรา แต่ถ้าบอกว่าไม่มีเรา ก็ไปเพียร นั่นก็คือยังยึดมั่นในความเป็นเรา เพราะว่ากว่าจะหมดความเป็นเราต้องทั้งหมด ไม่ว่าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่ว่าจะบาปบุญใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย ปัญญาต้องมีกำลัง เพราะได้สะสมมา ที่สามารถเข้าใจถูกว่านั่นไม่ใช่เรา

    เกิดแล้ว ไม่มีใครไปอยากให้เกิด ไม่มีใครไปทำให้เกิด แต่ผลที่ปรากฏชัดคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เกิดแล้ว กว่าจะมีความมั่นคงว่าสิ่งที่เกิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมด ก็คือว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม หนทางเดียว ก็คือว่ามีความเข้าใจมั่นคงทุกชาติเพิ่มขึ้น สิ่งที่มี มีจริงๆ เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย แล้วก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งไม่ให้เกิดได้ด้วย เพราะว่าเห็นไหม ใครหยุดยั้งได้ นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ให้เกิด เป็นไปไม่ได้เลย ธรรมไม่มีใครหยุดยั้ง มีปัจจัยที่จะเกิดสืบจากหนึ่งขณะไปอีกหนึ่งขณะ จากวันนี้เป็นพรุ่งนี้ จากชาตินี้เป็นชาติต่อไปในสังสารวัฏ ไม่จบสิ้น ออกจากสังสารวัฏไม่ได้ ถ้าไม่มีการเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นก็อดทน ขันติบารมี ในขณะนี้ก็มีวิริยบารมี ที่จะฟังแล้วก็เข้าใจความจริง ที่จะไม่หลงเข้าใจผิด ยากที่สุด แต่ถึงได้วันหนึ่ง ให้รู้ว่าสิ่งที่ผ่านมาแล้วทั้งหมดไม่กลับมาอีก ยังติดข้องไหม ยังคิดถึงเมื่อวานนี้ เดือนก่อน แล้วยังจะคิดถึงพรุ่งนี้ด้วย  แสดงให้เห็นถึงความติดข้องมากมายแค่ไหน เพราะเป็นเรา แต่ว่าถ้ารู้ว่าไม่มี แค่คำนี้คำเดียว และสามารถประจักษ์ได้จริงๆ เพราะปัญญาที่มีกำลังต้องเห็นการเกิดขึ้น และเห็นการดับไป จากไม่มี ก็รู้เลยว่าเกิดจึงมี และพอดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เมื่อนั้นจะปลอดโปร่งโล่งใจไหม ไม่มี หลงว่ามีในสังสารวัฏ แต่หา อะไรที่ผ่านไปแล้วที่มีขณะนี้ ขณะนี้เป็นขณะนี้ ไม่ใช่ขณะก่อน แล้วก็ขณะนี้ก็ดับแล้ว ขณะต่อไปก็เป็นขณะต่อไป ไม่ใช่ขณะที่เพิ่งดับไป ไม่มีอะไรเหลือ ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ว่าหลงยึดถือในสิ่งที่ไม่มีเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็จะค่อยๆ ละ เพราะรู้ว่า โมหะ อวิชชา ไม่ฉลาด โง่ ที่ติดข้องในสิ่งที่ไม่มี แต่ก็ต้องโง่ เพราะว่าโง่มีจริงๆ แต่โง่ก็ไม่ใช่เรา แม้แต่ความเข้าใจก็ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง เราจะดำรงชีวิตอยู่ให้มีขณะจิตที่รู้เท่าทันอุปาทานขันธ์ ๕ ให้มากที่สุด

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ขันธ์ไหน

    ผู้ฟัง ตอนนี้เห็นรูปท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ รู้ความจริงหรือยังว่าเห็นอะไร เมื่อสักครู่นี้จะละจะดับอุปาทานใช่ไหม แต่รู้ไหมว่ากำลังเห็นอะไร มีความยึดมั่นในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นคนหรือเปล่า ถ้าไม่ยึดมั่น ก็ต้องรู้ว่าไม่มีคน แต่มีอะไรที่สามารถกระทบตา แล้วก็ถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็น เห็นเกิดขึ้นไม่ใช่ตา และไม่ใช่สิ่งที่กระทบตา และทั้งหมดก็ดับไป แต่ยึดมั่นว่าตาของเรา และเห็นก็เราเห็น และสิ่งที่ปรากฏก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วจะละอุปาทานนี้ได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนี้ ก็คือน้อมระลึกถึงคำนี้ แล้วนำไปใช้

    ท่านอาจารย์ นำอะไรไป การสนทนาธรรม ที่สำคัญที่สุดต้องตอบตรง ต้องฟังว่าถามอะไร ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ได้สนทนากัน เป็นเรื่องอื่นไปหมดเลย การสนทนาธรรมก็คือว่า เมื่อมีคำถามที่จะสนทนา ก็พิจารณาคำถาม แล้วก็ตอบให้ตรง

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้เห็นรูปของท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ สั้นๆ ธรรมรวดเร็วไม่ได้เลย เห็นมีจริง ทำให้เกิดเห็นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วละหรือยังว่าเราทำไม่ได้ ไม่ใช่เรา นี่คืออุปาทาน แต่ละคำต้องเข้าใจให้ชัดเจน ขันธ์คืออะไร อุปาทานคืออะไร แล้วก็จะละขันธ์อะไร แล้วก็จะละเมื่อไหร่ โดยการรู้อะไร นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่บอกให้ไปทำอะไรเลย พอเห็นหน้ากันก็ถามว่าจะละอย่างไร โดยไม่รู้ การตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ด้วยอะไร ที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเหตุไหม

    ผู้ฟัง พระองค์ท่านได้บำเพ็ญพระปัญญาอย่างยวดยิ่ง จนตรัสรู้

    ท่านอาจารย์ แล้วให้เราฟังใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วให้เราเข้าใจหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ให้เราเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจว่า 

    ผู้ฟัง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้สิ่งทั้งหลายทีละหนึ่ง คืออะไร มีอะไรหรือเปล่าที่ยึดมั่น ยังไม่รู้เลยว่ายึดมั่นอะไร แล้วจะไปละความยึดมั่นได้อย่างไร ต้องรู้ก่อนว่ายึดมั่นอะไร จึงสามารถที่จะรู้ว่าจะละได้อย่างไรด้วย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    1 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ