ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
ตอนที่ ๑๔๑๕
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ขณะใดที่อกุศลเกิด ขณะนั้นธรรมฝ่ายกุศลเกิดไม่ได้เลย แล้วใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ด้วยว่า อกุศลที่สะสมมานั้นถึงจะเป็นฤาษีและมีอิทธิปาฏิหารย์ มีอภิญญา สมาบัติ ิอย่างไรก็ตามแต่ กิเลสสะสมมา คำนี้ เห็นไหม ตราบใดที่ยังมี เกิดได้ ไม่เลือกหน้า และไม่เว้นด้วย
ผู้ฟัง ตอนที่กิเลสเกิด พระไตรปิฏกกล่าวไว้เหมือนกับกรีดไปในยาง ยางก็จะออกมาทันใดเลย
ท่านอาจารย์ รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนั้น เป็นกิเลสประเภทอาสวะ ไม่เหมือนกับประเภทนิวรณ์ หรือสังโยชน์ หรืออะไรพวกนั้น เพราะเหตุว่าเป็นไปตามการสะสมที่ทันทีที่เห็นปุ๊ปก็ออกไปเลย
เมื่อถึงเวลาที่จะเกิดเป็นจิตขณะนั้นก็เกิดได้ เป็นจิตประเภทนั้นๆ ทุกขณะที่เป็นกุศล และอกุศล ก็เป็นปัจจัย สะสมแล้ว เป็นอุปนิสสยมีกำลังด้วย เป็นปกติด้วย
อ.วิชัย ก็ลองฟังคำของพระโพธิสัตว์ ที่ท่านเป็นหาริตจดาบส ข้าแต่มหาบพิตรกิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือราคะ โทสะ โมหะ มทะ ถ้าเป็นของมีกำลังกล้าหยาบคายในโลก เมื่อกิเลสเหล่าใดรึงรัดแล้ว ปัญญาก็ไม่ถึงที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ควร
แต่เห็นถึงกำลังของกิเลสที่ยังมีอีกมากอย่างไรที่ยังไม่ได้ปัจจัย ถ้าเขามีปัจจัยเมื่อไร เกิดแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ประมาทอย่างที่ปัจฉิมวาจาที่พระองค์ตรัส ไม่ประมาท คุณความดีทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจธรรม
เพราะความเข้าใจธรรมนี้จะเป็นเหตุให้ ถึงความไม่ประมาทอย่างสูงสุดถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะกิเลสเกิดขึ้นเมื่อไรก็ยังประมาทอยู่ใช่ไหม ถ้ายังไม่มีมรรคเกิดขึ้นประหารกิเลส ตราบใดกิเลสนั้นก็ยังเกิดอยู่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ส่วนตัวของคุณนิรันดร์ จะทำอะไร
ผู้ฟัง ทำความดี ท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ทุกโอกาส อย่าประมาทสักขณะเดียว แม้ความดีเพียงเล็กน้อย หนึ่งขณะก็มีค่า จริงๆ แล้วการคิดถึงคุณก็เป็นความดี การทำสิ่งที่ดี แล้วก็จะรู้จะตอบแทนอย่างไร ใช่ไหม ที่ใช้คำว่าตอบแทน จะทำอย่างไร ทำความดี ตอบแทนที่ได้ยินได้ฟังธรรม ใช่ไหม มั่นคงในธรรมที่ได้ยินได้ฟัง
ผู้ฟัง ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ เพราะทุกครั้งที่มั่นคง คือระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทำให้มั่นคงได้ เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ อะไรเป็นธรรมเดี๋ยวนี้
ผู้ฟังม ตอนนี้คือ ได้ยิน
ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นธรรม ได้ยินเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ แล้วดับ
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ ไม่กลับมาอีกเลย หาอีกไม่ได้
ผู้ฟัง ไม่กลับ
ท่านอาจารย์ ดับจริงๆ ไม่กลับมาอีก แล้วยังชอบไหมสิ่งที่เกิดดับ
ผู้ฟัง ยังอาลัยอยู่
ท่านอาจารย์ ถูกต้องๆ เพราะว่าดับไม่ได้ ตราบใดที่ยังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เกิดดับในขั้นฟัง ก็ยังค่อยๆ คลายความติดข้องระดับหนึ่ง ที่รู้ว่านี่ก็คือชีวิต ไม่มีขณะไหนซึ่งยั่งยืนเลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ ต่างๆ มีเหตุปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นก็จะค่อยๆ ละความยึดมั่นว่า ต้องมีอย่างนั้น ต้องมีอย่างนี้ ใช่ไหม แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้น จริงๆ แล้วก็เหมือนเราทำ แต่ความจริง ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่ได้ทำมาแล้วเป็นปัจจัย ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละอย่างนี้ลึกซึ้งกว่านั้นคือ เมื่อไม่มีเรา แล้วอะไรทำ ก็คือปัจจัย ละเอียดมาก ที่จะทำให้แต่ละหนึ่งเกิดขึ้น เพราะถ้าไม่มีหูจะได้ยินไหม
ผู้ฟัง ก็จะไม่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโสตปสาทรูป ภาษาบาลี รูปพิเศษ ที่ต่างจากรูปอื่นเพราะเป็นรูปที่เสียงกระทบได้
ผู้ฟัง ครับ
ท่านอาจารย์ เสียงกระทบแข็งได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่มีรูปหนึ่งภายในหู มองไม่เห็นเลย แต่รูปนั้นต่างกับรูปอื่นเพราะสามารถกระทบกับเสียงได้ เสียงอย่างเดียวกระทบกลิ่นไม่ได้ กระทบรสไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละรูปก็ต่างๆ กันไป
แต่มีรูป ๕ รูป ซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน คือ ตา ภาษาบาลี ก็จักขุปสาท สภาพของสิ่งที่เราเรียกว่า ตา หมายความว่า สิ่งนั้นสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ในขณะที่เห็นเกิดขึ้น กระทบอื่นไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ครับ
ท่านอาจารย์ หนึ่ง หู ภาษาบาลีก็โสตปสาท เป็นรูปที่กระทบเสียง จมูก ภาษาบาลีว่าฆานปสาท คือเป็นรูปที่สามารถกระทบกลิ่น คนไทยก็เรียกว่า จมูก เพราะเหตุว่าอยู่ภายในจมูก ไม่ใช่อยู่ภายนอก
เพราะฉะนั้นก็มองไม่เห็นอีกเหมือนกัน ถ้าไม่มีรูปนี้กลิ่นจะปรากฏไม่ได้เลย เพราะกลิ่นต้องกระทบกับรูปนี้ แล้วกลิ่นก็ไม่รู้อะไร รูปไม่รู้อะไร แต่เป็นเหตุให้จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น รู้กลิ่นเฉพาะกลิ่นที่กระทบด้วย กลิ่นที่ไม่กระทบไม่ปรากฏ
แล้วรสต่างๆ จะปรากฏไม่ได้เลยถ้าไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับรสนั้น เพราะฉะนั้นภาษาบาลี เรียกว่า ชิวหา ภาษาไทยเรียกว่า ลิ้น เพราะฉะนั้นรูปนั้นไม่ใช่ตัวลิ้นทั้งหมด แต่ส่วนที่กระทบรสได้เป็น ชิวหาปสาทรูป อยู่กลางลิ้น มีไหม
ผู้ฟัง มี รับรส
ท่านอาจารย์ ขณะใดที่รสปรากฏ ใครทำ ไม่มีใครทำ แต่เมื่อรสกระทบลิ้น ขณะนั้นก็เป็นปัจจัยให้กรรมหนึ่งให้ผลว่าต้องรู้รสนั้น เราไม่รู้เลย เผ็ดแค่ไหน ขมแค่ไหน ใช่ไหม จนกว่าจะกระทบลิ้น และกระทบรสที่น่าพอใจก็เป็นผลของกุศลกรรม
ถ้ากระทบรสที่ไม่น่าพอใจ ก็เป็นผลของอกุศลกรรม หมายความว่าการกระทำที่ไม่ดี ให้ผล ทางตาเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทางหูได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ เป็นผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นอกุศลกรรมเป็นเหตุ สามารถทำให้จิตเกิดขึ้นรู้เป็นผลของกรรม
ถ้ารู้สิ่งที่น่าพอใจก็เป็น กุศลวิบากจิต วิบากหมายความถึงเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน ที่เป็นจิต ใช้คำว่าวิบาก เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นเหตุก็เป็น กุศลกรรม อกุศลกรรม จิตที่เป็นผลก็กุศลวิบาก อกุศลวิบาก
ถ้าเป็นอกุศลวิบากเป็นผลของกรรมอะไร อกุศลกรรม เพราะจิตที่ไม่เป็นกรรมก็มี จิตที่ไม่ใช่กุศลอกุศลก็มี ไม่รู้หรอกถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงไว้ เพราะฉะนั้นใครก็ตาม จะเริ่มรู้ความจริงก็ต่อเมื่อได้ฟังแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยิ่งฟังเพิ่มขึ้น ยิ่งเข้าใจสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพิ่มขึ้น แต่หนทางอื่นไม่มี นอกจากฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไตร่ตรองว่าจริงไหม
อ.วิชัย ได้ศึกษาธรรมแล้วก็เข้าใจเพียงเรื่องราวของสภาพธรรมว่า แข็งมีจริง ได้ยินมีจริง แต่ว่าความละเอียดของความรู้ หรือปัญญาที่จะรู้ตรงลักษณะนี้ท่านอาจารย์ คือไม่เข้าใจความที่สติสัมปชัญญะ มีลักษณะอย่างไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด อาศัยการเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระปัญญาของพระองค์ระดับไหน และแต่ละคำนี้ต้องอาศัยกาลเวลาที่นานเท่าไร กว่าแต่ละคำที่เราได้ฟังได้จะมั่นคงขึ้น
ขณะนี้มีเห็นๆ ต้องเกิด แค่นี้ ไม่เห็นการเกิดของเห็น และก็เห็นเกิดแล้วก็ดับ ก็ไม่เห็นการดับของเห็น แต่ก็มีเห็นแล้วก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเห็น หรือสงสัย หรืออะไรก็ตาม เกิดเร็ว แล้วก็ดับเร็วด้วย แต่ไม่มีการที่จะจงใจไปรู้อะไร
ด้วยเหตุนี้ ถ้ายังมีความข้องใจ ยังมีความสงสัย ยังมีความจงใจ ขณะนั้นจะไม่รู้สัมมาสติ เขาสามารถจะเกิดถึงเฉพาะลักษณะนั้นพร้อมปัญญา ที่รู้ในความเป็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นสัมมาสติ ที่เกิดพร้อมปัญญาที่ไม่รู้ ไม่มี ไม่ใช่สัมมาสติแน่
เพราะที่จะเป็นสัมมาสติในมรรคมีองค์ ๘ ต้องมีปัญญา ปัญญาจากขั้นการฟังนี้จะค่อยๆ ปรุงแต่ง ขณะไหนก็ได้โดยความเป็นอนัตตา เกิดแล้ว สิ่งที่สติระลึกก็อะไรก็ได้ไม่มีใครไปจัดแจงเลย พอสติเกิด ระลึกทันที ใครจะไปจัดแจงได้
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมก็ละเอียด คือฟังไป อะไรที่ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ ก็เพราะเหตุว่าความไม่รู้ที่สะสมมานี้มากมหาศาล หนาแน่นทึบ แค่ฟังอย่างนี้ไม่สามารถที่จะไปเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกทิ้งไปได้เลย หรือจะทำให้เบาบางก็ยังไม่ได้
แต่เมื่อมีปัญญา ที่ฟังแล้วก็มั่นคงในความเป็นอนัตตาอย่างเดียว ถึงจะป้องกันอกุศลที่จะลวงหรืออะไรได้ เพราะรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป วันนี้กระทบแข็งตลอดเวลา
อ.วิชัย ครับ
ท่านอาจารย์ แต่ไม่รู้สักขณะหนึ่ง
อ.วิชัย ก็หลงลืมไม่รู้
ท่านอาจารย์ หลงลืม จนกว่าแข็งขณะนั้น ตามปกติธรรมดาขณะอย่างนี้ปรากฏ เพราะขณะที่เราไม่รู้แข็ง จะกล่าวว่าแข็งปรากฏไหม ดับแล้ว เกิดแล้ว ดับแล้ว นี่อย่างนี้เกิดแล้วดับแล้วอย่างนี้ ใช่ไหม
แต่ตอนนี้เรากำลังพูดกำลังจงใจ แข็งปรากฏกับสภาพที่รู้แข็งแต่ยังไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้นเห็นหลายขั้นไหมว่า แม้ว่าแข็งมีอยู่ปรากฏชั่วขณะที่แสนสั้น จึงไม่รู้ว่ามีแข็ง กำลังรับประทานอาหาร คุณวิชัยรู้ไหมว่ามีแข็งตรงไหน
อ.วิชัย ไม่ได้พิจารณาเลย
ท่านอาจารย์ เห็นไหม ข้าวในปากก็ทั้งอ่อนทั้งแข็งทุกอย่างหมด ต้องมี แม้จะกระทบสัมผัสมือ ตาหรืออะไรก็ตาม ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธาน มหาภูตรูป ก็มีธาตุแข็งอยู่ แต่ทั้งวันนี้ก็ต้องมีขณะที่แข็งปรากฎนี่แน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น ตื่นขึ้นมาจับผ้าเช็ดตัวนี่ก็แข็งแล้ว แต่ไม่รู้เลย แล้วไม่ใช่แค่ผ้าเช็ดตัว ใส่เสื้อ รองเท้าจับกระทะอะไรๆ หุงต้มอะไร ทุกอย่างหมด แต่ไม่ปรากฏอาการของแข็ง ปรากฏว่ากะทะ รองเท้า เร็วปานนั้น
เพราะฉะนั้นตัวลักษณะแข็งจริงๆ ไม่ได้ปรากฏความเป็นแข็ง แต่ปรากฎความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนเดี๋ยวนี้เลย นี่ดอกไม้แล้ว ทันทีที่เห็นไม่ได้รู้เลยว่าแค่เป็นเพียงสิ่งที่กระทบตา ถ้าตราบใดที่ยังไม่มีขณะที่จะเกิดขึ้นเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยว่า แค่เป็นสิ่งที่ปรากฏ จะเป็นใครไม่ได้เลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาที่ฟังแล้ว ฟังแล้วจะปรุงแต่งให้เป็นความคิด ไตร่ตรอง เราจะใช้คำว่าสาธยาย หรือว่าเราจะใช้คำว่าอะไรก็ตามแต่ ไม่ได้คิดถึงอย่างอื่น แต่คิดบางครั้งก็ใคร่ครวญด้วยในธรรมที่ได้ฟังขณะนั้น
ไม่ใช่เราเลยแต่เป็นปัญญา จนกว่าจะถึงขณะที่แข็งปรากฏ จะอาบน้ำ ไม่เป็นน้ำหรอก เป็นแข็ง หรือเป็นอ่อน หรือเป็นร้อน หรือเป็นเย็น ขณะนั้นต่างกับขณะที่ไม่ได้สนใจเลย
เพราะฉะนั้นจะเริ่มรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏด้วยดี ปรากฏดีเพราะสติรู้ตรงนั้น เวลานี้ก็มีแข็งปรากฏ แต่ไม่ได้ปรากฏด้วยดี เพราะสติไม่ได้รู้ตรงนั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่ขณะนั้นปรากฏด้วยดี เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ด้วยดีตรงนั้นสติรู้ เพราะปัญญาน้อยมาก
เริ่มที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นมี และก็ปรากฏแล้วก็หมดไป แต่ว่ากว่าจะมีสิ่งนั้นปรากฏอีก หรือจะปรากฏเป็นสิ่งอื่นก็ตามแต่ ใช่ไหม ความเข้าใจในความเป็นอนัตตาต้องมั่นคง ไม่อย่างนั้นโลภะก็เข้ามาอีกได้
อ.วิชัย พอฟังก็ยังมีปัจจัยให้คิดได้บ้างท่านอาจารย์ ที่จะรู้ความเป็นธรรม ก็รู้ว่ายังห่างไกลอีกมากที่จะมีปัญญาที่จะค่อยๆ เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม จึงเข้าใจลักษณะของขันติบารมี ไม่อย่างนั้นจะเป็นขันติตอนไหน ใช่ไหม ขันติที่ว่าสภาพธรรมทั้งนั้นเลยเดี๋ยวนี้ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งเกิดดับด้วย แต่ก็ไม่รู้ แต่ปัญญารู้ ขันติระดับไหน ที่จะเป็นผู้ที่ฟังแล้วก็รู้ว่าถ้าไม่มีการเข้าใจ ไม่มีทางที่สภาพธรรมจะปรากฏตามความเป็นจริง
เพราะอวิชชาปกปิดมานานเท่าไร ทั้งวันทุกวัน แสนโกฏิกัปมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่อดทน ที่รู้ว่าฟังและขณะที่ฟังก็เข้าใจ ความเข้าใจคือปัญญาก็จะทำหน้าที่ทีละเล็กทีละน้อย กำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้เห็นไหม ไม่พูดถึงรู้ไหม ว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีเรา แต่มีจิต เจตสิก ที่ฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ
ความเข้าใจนั้นเป็นธรรมคือ จิต เจตสิก ไม่ใช่เรา แต่เป็นเราเห็น เราฟัง เห็นไหม ถูกปกปิดไว้ด้วยสภาพธรรม ที่แม้ไม่ใช่เราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นฟัง ไม่มีใครไม่รู้นี่ว่าจิตคืออะไรไม่มีใครไม่รู้ว่าเจตสิกคืออะไร ไม่มีใครรู้ด้วยว่าเดี๋ยวนี้ก็ต้องมีจิตเจตสิกเกิดดับ แต่ก็ลืม เพราะฉะนั้นสติไม่ลืม ที่ใช้คำว่าสตินี่คือไม่ลืม
เพราะว่าเกิดขึ้น เราจะใช้คำว่าระลึกรู้ก็ช้าไป เพราะสติเกิดแล้วทำหน้าที่แล้ว รู้แล้วระลึกแล้วทันทีในสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของธรรมที่อาศัยการฟังด้วยดี รู้ความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง จึงไม่หวัง แล้วก็เข้าใจไปเรื่อยๆ นั่นคือสัจจญาณซึ่งเป็นปัจจัยที่จะให้สติสัมปชัญญะเกิด แต่ไม่จำกัดเวลาว่าเมื่อไร แล้วแต่ปัจจัย
สนทนาธรรมที่ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์
วันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
ผู้ฟัง อยากจะกราบท่านอาจารย์ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ นี้ปรากฏจริงๆ ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ กำลังเห็นอย่างนี้ จะมีคนบอกว่าไม่เห็นก็ต้องไม่จริง เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นมี ก็มีเห็นจริงๆ แต่ว่าคิดว่าเราเห็น เพราะว่าเห็นเท่านั้น เห็นจะไม่คิด เห็นจะไม่ทำอะไรเลย เพราะเป็นสภาพที่เกิดมีจริง เกิดเห็นเท่านั้น ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งที่มีจริง มีจริงชั่วขณะซึ่งเปลี่ยนไม่ได้
จะเปลี่ยนเห็นเดี๋ยวนี้ ให้เป็นได้ยินไม่ได้ ให้เป็นคิดไม่ได้ เพราะว่าต้องมีความเข้าใจละเอียด และมั่นคงทีละคำ เห็น คือเห็น เป็นอื่นไม่ได้เลย เห็นต้องเกิด ไม่เกิดไม่มีเห็น พอเกิดแล้วไม่เห็นไม่ได้ จะไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เพราะว่าขณะต่อไปคือคิดแล้ว ชอบแล้ว ไม่ชอบแล้ว
เพราะฉะนั้นอย่างอื่นแต่ละหนึ่งจึงไม่ใช่เห็น ค่อยๆ ชัดเจนว่าแต่ละหนึ่งที่มีจริงนี้ เป็นหนึ่งจริงๆ แล้วต้องเกิดด้วย แล้วเกิดขึ้นเป็นอื่นไม่ได้ ทำอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเห็นก็คือเกิดขึ้นเห็นเท่านั้นเอง แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นขณะนี้มีเห็นเหมือนตลอดเวลา
แต่ลองคิดสิ คิดก็มีระหว่างเห็น เสียงก็ปรากฏทั้งๆ ที่กำลังลืมตาและเห็น นี่แสดงถึงความไม่รู้ในความเป็นจริงของแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นฟังธรรมนั้นต้องฟังเพื่อเข้าใจความถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะว่าเป็นสิ่งซึ่งถูกปิดบัง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครรู้ความจริงมา จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นทุกคำของพระองค์ พูดให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงว่า สิ่งนั้นเป็นจริง เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่เรา เห็นเป็นอะไรไม่ได้เลยทั้งสิ้น เห็นเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่ได้ ความละเอียดก็คือว่า เห็นเกิดขึ้นเห็น แล้วดับ แล้วจะเป็นใครได้อย่างไร
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์บอกว่า เห็นไม่เป็นเรา อยากจะขอให้ท่านอาจารย์ช่วย อธิบายตรงนี้ว่า ทำไมถึงเห็นแล้วไม่เป็นเรา
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยในโลกนี้ มีเราไหม ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด เพราะฉะนั้นเราไม่ย้อนไปถึงตอนถ้าไม่มีอะไรเกิด เอาแค่นี้ เอาเดี๋ยวนี้ เอาความจริงตรงนี้ว่า มีเห็นเกิด ถูกต้องไหม คือแต่ละคำฟังเพื่อให้เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย
จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ว่า วันหนึ่งทุกคำจะประจักษ์แจ้ง เมื่อนั้นก็จะเป็นปัญญาที่สามารถที่จะละ จนกระทั่งคลาย ดับความเห็นผิด ที่เข้าใจว่าเป็นเรา ในสิ่งที่มีที่ปรากฏทั้งวันแต่ความจริงก็เป็น แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทั้งวัน แล้วก็ดับไปทั้งวันโดยไม่รู้เลย
เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ความเป็นผู้ตรงก็คือว่า เราไม่ได้พูดเรื่องคิด เราไม่ได้พูดเรื่องจำ เราไม่ได้พูดเรื่องชอบ ไม่ชอบ เราไม่ได้พูดเรื่องคนนั้น คนนี้ แต่เราพูดถึงเห็น เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรงคือ กำลังพูดเรื่องเห็น ฟังเรื่องเห็น เพื่อเข้าใจเห็น เพราะเห็นมีจริงๆ ลองคิดดูสิ แล้วใครจะอดทน ฟังคำซึ่งธรรมดาที่สุด
พอได้ยินคำว่าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส เขาก็หายไปแล้ว ไปหาวิชาอื่นที่เขาคิดว่าสำคัญกว่า แต่เขาหารู้ไม่ว่าปัญญาจริงๆ ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสดีแล้วใน ๔๕ พรรษา พูดถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แต่โดยนัยที่ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจในขั้นการฟัง รอบรู้ว่าไม่เป็นอื่น
เพราะฉะนั้นเราก็ได้ยินมานานแล้ว เห็นมีจริง เห็นไม่ใช่เรา เห็นเกิดขึ้น แล้วเห็นก็ดับ ฟังเกินกว่าสิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง และเห็นก็กำลังเห็น ให้เข้าใจว่าจริงไหมที่เป็นอย่างนี้ เห็นเป็นอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นฟังธรรมไม่ต้องใช้วิชาอื่นมาเทียบเคียง เพราะเหตุว่า สิ่งที่มีจริงนี้เคยไม่รู้มานาน
แล้วก็ไม่สามารถที่จะคิดเองรู้เอง หรือไม่สามารถที่จะเอาวิชาใดมาพูดได้ เพราะวิชาอื่นเขาไม่ได้พูดเรื่องเห็นเกิด เห็นดับ เห็นไม่ใช่เรา เพราะว่าหมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว ไปหาที่ไหนอีกไม่ได้ในสังสารวัฏ ตอนเป็นเด็กเราก็เห็นตั้งหลายอย่าง เดี๋ยวนี้สิ่งที่เห็นอยู่ไหนและเห็นที่เห็นขณะนั้นอยู่ไหน ไม่เหลือเลย
เพราะฉะนั้นกว่าเราจะมีความโล่งใจ ไม่เดือดร้อน ไม่มีเราทำ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตา ค่อยๆ ละความติดข้อง แล้วก็รู้ว่าทุกอย่างที่ปรากฏนี้มีความไม่ใช่คนหนึ่งคนใด หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่มีความเป็นสิ่งนั้นตลอด ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี
ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แต่ไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเห็นพระมหากรุณา ตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรมให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง เพื่อเขาจะได้ละความไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ทั้งปวง เพราะเหตุว่าเวลาที่เจ็บเกิดขึ้น ไม่รู้เลย ว่าเราไม่ได้ต้องการเจ็บ
มีใครต้องการจะเจ็บบ้าง ไม่มี ใช่ไหม เกิดแล้วใครทำ ต้องมีเหตุที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น และขณะเจ็บ จะเปลี่ยนเจ็บให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ หลงไปทำ คิดว่าจะช่วยไม่ให้เจ็บขณะนั้น แต่เจ็บนั้น เกิดแล้วดับแล้ว เพราะฉะนั้นก็มีแต่เพียงความคิดที่จะทำให้บรรเทาด้วยเหตุต่างๆ ด้วยการรักษา ด้วยยารักษาต่างๆ
แต่สิ่งที่เกิดแล้ว แน่นอน แล้วที่ไม่รู้ก็คือว่าทันทีที่เกิดก็ดับ แต่ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้และไม่ใช่เป็นเดี๋ยวนี้เท่านั้น นานแสนนานมา นานเท่าไรก็ตาม ไม่เปลี่ยนจากอย่างนี้เลย แต่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่กำลังฟัง ใครรู้บ้างว่า เห็นต้องเกิด เห็นแล้วดับ
นี่คือเบื้องต้น ที่จะต้องเข้าใจจริงๆ ใครจะมาบอกว่าเห็นไม่ดับ จะเชื่อไหม ใครจะบอกว่าเห็นไม่เกิด เชื่อไหม ใครจะมาบอกว่าเห็นนี้เป็นเรา เราจะเห็นเราก็ลืมตาสิแล้วเราก็เห็น เราไม่อยากเห็นเราก็หลับตาสิ เราก็ไม่เห็น เขาก็คิดง่ายๆ ใช่ไหม แต่ทำไมลืมตา ถ้าไม่ลืมจะเห็นไหม เก่งจริงก็ไม่ต้องลืมตาก็เห็นสิ ใช่ไหม
ก็ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีใครทำเห็นให้เกิดขึ้น แต่เห็นจะเกิดต่อเมื่อมีจักขุปสาทรูป ที่ตัว เป็นรูปซึ่งเกิดดับด้วย แต่ไม่มีใครสนใจที่จะรู้เลยว่า แต่ละรูปนี้หลากหลายมากอย่างตา เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นตามองไม่เห็นเลย แต่วันนี้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย พอใจในสิ่งต่างๆ
ลืมว่ามีสิ่งหนึ่ง ซึ่งต้องมีในขณะเห็นคือ จักขุปสาท รูปพิเศษที่ต้องกำลังกระทบสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่กระทบ จิตจะรู้สิ่งนั้นไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่ารูปนี้กำลังกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ เป็นปัจจัยให้มีการเห็นเกิดขึ้น บังคับไม่ให้เห็นไม่ได้ เกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้นคำหนึ่งซึ่งคนไทยใช้บ่อยมากเป็นปกติ แต่ไม่ได้เข้าใจจริงๆ อย่างลึกซึ้ง คือคำว่า ธรรมดา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440