ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข


    ตอนที่ ๑๔๐๔

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสภาพรู้ มีจริงไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เกิดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ตั้งแต่เกิด

    ท่านอาจารย์ เกิดมาแล้ว มีขณะไหนไหม ที่ไม่มีสภาพรู้ ไม่มีเลย แต่ไม่รู้เลยว่าไม่ใช่เรา เป็นเราตั้งแต่เกิด แต่ถ้าไม่มีธรรมคือสภาพรู้ จิต เจตสิก กับรูป ก็ไม่มีเรา แต่เมื่อมีแล้วไม่รู้ ก็เข้าใจว่าทั้งหมดเป็นเรา เพราะฉะนั้นสภาพรู้มี ๒ อย่าง จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน ในการรู้แจ้ง สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เอง มีอะไรปรากฏให้เห็น นั่นคือจิตเห็น ไม่ใช่เรา จิตรู้แจ้งด้วย ชัดเจน แต่เจตสิกเป็นสภาพรู้ แต่ไม่ใช่จิต ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เพียงได้ยินคำว่า "เป็นใหญ่เป็นประธาน" ก็ต้องรู้ว่ามีสภาพนามธรรมอื่นเกิดด้วย จิตจึงสามารถเป็นใหญ่เป็นประธานได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ใช้คำนี้ แต่ใช้คำว่า จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ก็แสดงว่ามีสภาพรู้ ที่เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต

    เพราะฉะนั้นสภาพรู้ ที่เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต หลากหลายมาก เป็น ๕๒ ประเภท ใช้คำว่า "เจตสิก" ภาษาบาลีก็ออกเสียงว่า เจตสิกะ แล้วทั้ง ๒ อย่าง อาศัยกันและกันเกิด ปฏิจฺจสมุปฺปาท ได้ยินชื่อนี้มานาน เดี๋ยวนี้ก็รู้แล้วใช่ไหม อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยด้วยดี เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นแต่ละอย่างที่มี สามารถที่จะแยกออกได้ ไม่ใช่เพียงหนึ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่ปรากฏหนึ่ง ขณะนั้นต้องมีสิ่งอื่น ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น แต่ไม่ปรากฏ ปรากฏทีละอย่าง นี่คือธรรมเบื้องต้น คำแรกๆ แต่ว่าถ้าไม่มีการเข้าใจ ที่มั่นคง เป็นพื้นฐาน ก็ไม่สามารถ ที่จะรู้ความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เราได้

    เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังคำแรก เป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็ฟังต่อไปอีก ว่าเมื่อไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร เพื่อที่จะเข้าใจให้มั่นคงขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่เชื่อตาม เพราะฉะนั้นตอนนี้ คิดก็เป็นจิต และเจตสิตใช่ไหม รูปคิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นก็ต้องรู้ใช่ไหม จิตเป็นสภาพรู้ เจตสิกเป็นสภาพรู้ แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เกิดพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน ดับพร้อมกันด้วย กำลังคิดก็ไม่รู้ แต่ว่าการฟังพระธรรม รู้ว่าไม่ใช่เรา เป็นคิด

    อ.วิชัย ดังนั้นการคิดธรรม กับการฟังธรรม แล้วก็เข้าใจธรรม ถ้าไม่ได้ฟังธรรม จะคิดถึงธรรมได้ไหม ก็คิดเป็นเรื่องของความคิดของตนเอง แต่ละบุคคล ซึ่งขณะนั้นไม่ได้เป็นความรู้ความเข้าใจ ความเป็นจริงของสภาพธรรมเลย เพราะว่าความเป็นจริงของสภาพธรรมต้องมาจากผู้ตรัสรู้ จึงสามารถแสดงความเป็นจริงของธรรมได้ เพราะว่าถ้าไม่ได้ฟังความเป็นจริงว่า คิดเป็นธรรม จะรู้ไหมว่าคิดเป็นธรรม ก็ยังเป็นเราอยู่ ขณะที่คิดขณะนี้ก็ยังเป็นเราอยู่ เห็นไหม ความหนาแน่นความมาก ที่ยึดถือสภาพธรรม ไม่ว่าจะเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้ใจที่คิดเองก็ตาม รูปธรรมต่างๆ ก็มีความยึดถือ โดยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    ซึ่งถ้าไม่ได้ฟังความเป็นจริง ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงความเป็นจริง แต่ละอย่างว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ฟังอย่างนี้ แล้วก็เห็นอย่างที่เคยจำมา เคยคิดมา ใช่ไหม ว่าเห็นเป็นดอกไม้ ซึ่งขณะนั้นก็เป็นเรื่องของความคิด และบุคคลนั้น จะไม่สามารถที่จะรู้เลยว่า เป็นจิตที่แต่เพียงคิด แต่ว่าไม่ได้รู้ตรงลักษณะ ของความเป็นจริงของธรรม เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา ปรากฏได้ทางตา ให้จิตเห็น เกิดขึ้นเห็นเท่านั้น แล้วก็มีจิตเกิดขึ้นในภายหลัง ที่จะเกิดดับสืบต่อ จนกระทั่งคิดเป็นเรื่องราว เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ นี้ก็คือความรวดเร็ว ของสภาพธรรมคือจิตและเจตสิก ซึ่งเป็นธาตุรู้ ถ้าไม่ฟังพระธรรมอย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้

    ท่านอาจารย์ คิดดับไหม

    อ.วิชัย คิดดับ

    ท่านอาจารย์ เมื่อกี้นี้คุณวิชัยคิดใช่ไหม และก็พูด และก็หมดแล้ว ดับแล้ว แล้วไหนเป็นเรา สิ่งที่ว่าเป็นเราเมื่อกี้นี้ ไม่เหลือเลย แล้วก็เป็นอย่างนี้ทั้งหมดด้วย เพราะฉะนั้นเป็นการไตร่ตรอง ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ใช่เรา แต่ความเข้าใจก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจมั่นคงขึ้น จึงสามารถที่จะดับการที่เคยยึดถือว่าสภาพธรระเป็นเรา ซึ่งไม่ง่ายเลย

    ผู้ฟัง เมื่อเรารู้ว่า เรามีโรคร้าย ก็เลยตั้งใจว่า จะทำคลิปวีดีโอสั้นๆ ของดิฉัน ที่ฟังธรรมจากท่านอาจารย์มา ทำให้เราไม่กลัว ที่จะต้องจากไป เพราะก็รู้ว่าทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่จะให้คนอื่น ไม่มีอะไร มีค่าประเสริฐ เท่ากับความเข้าใจธรรม เมื่อกี้นี้ทราบไหม ว่าจิตเกิดดับไปแล้วนับเท่าไหร่ ไม่มีใครสามารถรู้เลย เพราะฉะนั้นขณะสุดท้ายของชาตินี้ คือจิตที่เกิด ทันทีที่ดับทำกิจเครื่องพ้นสภาพ ความเป็นบุคคลนี้ ที่เราบอกว่าสิ้นชีวิตหรือตาย หรือว่าจากโลกนี้ไป แค่หนึ่งขณะ เมื่อกี้นี้จิตเกิดดับไป กี่ขณะ นับไม่ได้เลย ใช่ไหม และทันทีที่จิตขณะสุดท้ายที่ทำจุติ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จุติจิตดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถยับยั้งได้เลย ติดกันเลย

    ทันทีที่จุติจิตดับเป็นปัจจัยให้จิตที่เกิดสืบต่อ ทำปฏิสันธิกิจ สืบต่อจากจุติจิต ที่เราใช้คำว่าเกิด โดยกรรมหนึ่งซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย แต่เมื่อถึงเวลากรรมนั้นจริงเวลาที่จะให้ผล พร้อมที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด เพราะจิตที่เป็นผล ต้องอาศัยจิตที่เป็นเหตุ ที่ได้กระทำแล้ว ในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงโอกาส วาระที่กรรมใดจะให้ผล ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย กรรมนั้นก็ทำให้จิตหนึ่งเกิดสืบต่อจากจุติจิตทำกิจปฏิสนธิ ที่เราใช้คำว่า "ชาติหน้า" หมายความว่า หนึ่งขณะจิตที่จากโลกนี้ตายไป ทันทีนั้นก็เกิด เดี๋ยวนี้จิตเกิดดับนับไม่ถ้วนแล้วใช่ไหม แล้วแค่ ๒ ขณะนี้ ใครจะรู้

    ด้วยเหตุนี้ขณะนี้จิตตายทุกขณะ คือดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย ในสังสารวัฏฏ์ ฉันใด จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ก็ทำหน้าที่ได้ขณะเดียวในชาตินั้น แล้วก็จะไม่ทำอีก แต่ว่าเป็นหน้าที่ของจิตต่อไป ที่จะทำกิจเกิดเป็นบุคคลใหม่ โดยเลือกไม่ได้ เพราะฉะนั้นความตาย ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวเลย ปกติอย่างนี้เลย เพราะจิตขณะนี้ ก็ดับไปแล้วนับไม่ถ้วน แค่ ๒ ขณะที่เกิดดับติดกัน ใครจะรู้ เพราะฉะนั้นจากโลกนี้ทันที ก็เกิดทันที แล้วก็ลืมโลกนี้ทันที เป็นบุคคลใหม่ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดาของธรรม

    แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้เข้าใจธรรม ก็จะเป็นอย่างนี้ไปไม่สิ้นสุด แล้วลองคิดดู เกิดมาก็ไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม ถ้าศึกษาต่อไปก็จะรู้ว่า ทั้งจิต เจตสิก และรูป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย สักขณะเดียว ขณะต่อไปใครจะรู้ว่าอะไรเกิด ไม่มีใครรู้ ว่าก่อนเห็นมีจิตที่เกิดก่อนเห็น และพอเห็นดับไปแล้ว ก็มีจิตอื่นเกิดสืบต่อทันที แต่ไม่ปรากฏ ก็เหมือนกับจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตเกิดต่อ ไม่ปรากฏให้รู้เลย และคนที่เกิด ก็พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ โดยสิ้นเชิง ไม่กลับมาเป็นคนนี้อีกได้เลย เป็นปกติของธรรม

    ความเป็นไปของธรรม ต้องเป็นอย่างนี้ แต่เต็มไปด้วยความไม่รู้ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนทุกชาติ แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟัง ได้เข้าใจ ก็จะรู้ความจริง ซึ่งทำให้ต่อไป ก็จะเป็นผู้ที่รู้ว่า ไม่มีเรา ความจริงแม้ขณะนี้ที่ฟัง โดยการที่พิจารณาก็รู้ว่า ไม่ใช่เรา แต่ไม่สามารถ ที่จะดับความเป็นเราได้เลย เพราะสะสมความเป็นเรามานานมาก ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะให้ใครได้เข้าใจธรรม อันนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในชีวิต

    เพราะฉะนั้นถ้าจะมีใคร ที่จะอนุเคราะห์คนอื่น ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือก่อนจะตายก็ตามแต่ ให้เขาได้เข้าใจธรรม จะโดยวิธีทางหนึ่งทางใดก็ได้ ข้อความธรรมเตือนใจ หรืออะไร ก็มีหลายอย่างมากมาย ที่จะทำให้คนได้ฟังแล้วคิด แล้วรู้ว่าการมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ก็คือขณะที่เข้าใจธรรม และการเข้าใจ ก็จะติดตามสืบต่อไป เป็นบารมี เพราะเหตุว่าการที่จะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมตามที่ได้ฟังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครจะไปเพียร ทำให้เกิดขึ้นได้เลย แต่ต้องเป็นการอบรม ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ ละความไม่รู้ ต้องอาศัยคุณธรรม บารมีทั้ง ๑๐ ซึ่งไม่ใช่เรา

    ด้วยเหตุนี้การที่จะให้ประโยชน์กับคนอื่น ไม่ดีเท่ากับการให้เขาได้เข้าใจธรรม แล้วแต่จะโดยวิธีใดก็ตาม จะเป็นเทป เอ็มพี หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วสำหรับเรื่องงานศพ ศพใคร ใครเป็นเจ้าของ ร่างกายขณะนี้เหมือนของเรา แต่ทันทีที่จิตดับ ไม่เกิดที่รูปนี้ พูดก็ไม่ได้ เดินก็ไม่ได้ หลับตาลืมตา ทำอะไรไม่ได้เลย ก็เหมือนกับท่อนไม้ มีแค่รูป เย็นร้อน อ่อนแข็ง เป็นต้น ตามที่ทรงแสดงไว้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย เจ้าของไม่มี และคนที่เกิดต่อจากนั้น ก็ไม่ใช่เป็นเจ้าของ และอะไรล่ะ อุตุ ความเย็นความร้อน ก็ทำให้เน่าเปื่อยไป ให้ใครดี ไม่มีใครเอาสักคน ใช่ไหม ให้เปล่าๆ ไม่ต้องซื้อ ก็ยังไม่เอา

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เราคิดว่า มีค่าเหลือเกิน ความจริงก็ไม่ได้มีค่าอะไรเลย เพราะแค่เกิดขึ้นและดับไป แล้วไม่กลับมาอีก ถ้าปัญญายังไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะไม่เห็นประโยชน์ว่าแท้ที่จริงแล้ว พระธรรมที่ทรงแสดงทำให้เห็นความจริงว่า เมื่อไม่มีเรา ก็เป็นธรรม ซึ่งเกิดดับไม่สิ้นสุด แล้วก็เพราะไม่รู้ ก็ยึดถือธรรมที่เกิดอันนี้เป็นเรา เจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ไปผ่าตัด อะไรต่างๆ แต่ความจริงก็คือ จิต เจตสิก รูป ซึ่งเกิดดับ ไม่มีใครหยุดยั้ง การเกิดดับของ จิต เจตสิก รูป ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้การเผาศพ จริงๆ แล้วในครั้งพุทธกาล ไม่ได้ไปที่วัด เพราะเหตุว่าต้องอยู่นอกวัด เพราะเหตุว่าวัดคืออะไร วัดคือที่อยู่ของผู้สงบ เพราะฉะนั้นจะไปมีอย่างอื่น ที่จะทำให้ไม่สงบไม่ได้ ไม่สมควร เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้ที่มีศรัทธาบวช เพื่อศึกษาธรรม เพื่ออะไร ละคลายขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นวัดต้องเป็นที่สงบ ถ้าจะกล่าวว่าเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นศูนย์กลางของความเข้าใจถูก ที่สงบจากกิเลส จะเป็นอื่นไปไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ฌาปนสถาน มี แม้ว่าจะอยู่ใกล้เคียงในเขตวัด แต่วัดไม่ได้ดำเนินการ เพราะฉะนั้นไม่มีพระ ที่จะไปรับเงินรับทองจากการสวดศพ ก็ทำให้ได้เข้าใจถูกต้องว่าเมื่อมีความเข้าใจแล้ว เราก็จะไม่ส่งเสริมให้พระภิกษุ ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพราะเหตุว่าเป็นโทษอย่างยิ่ง หนักมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจแล้ว ร่างกายนี้ก็แค่เน่าเปื่อยไป มีอยู่ เป็นเหมือนกับทำอะไรได้ก็ต่อเมื่อ ยังมีจิต เกิดดับอยู่ที่รูปนั้น แต่เมื่อไม่มีจิตแล้ว ก็คือว่าสิ่งซึ่งไม่มีค่าอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแค่เผา ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเลยใช่ไหม แล้วก็จะทำประโยชน์อะไรได้ หลายอย่างด้วย จากการที่เราคิด ที่จะทำประโยชน์ให้คนอื่น

    อ.คำปั่น ขออนุญาตเพิ่มเติมเล็กน้อย ในเรื่องของความเป็นจริงของชีวิต ชีวิตก็คือความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึง ความเป็นจริงของธรรม ที่เป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป นี่คือความเกิดขึ้นเป็นไปของชีวิต เป็นธรรมที่มีจริง ที่เกิดขึ้นเป็นไป ก็มีข้อความในคำสอน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ว่าสิ่งที่ไม่มีนิมิต เครื่องหมายบอก ล่วงหน้าเลย มีอยู่ ๕ ประการ ก็คือชีวิตจะเป็นอยู่ยาวนานเท่าใด จะตายด้วยโรคอะไร จะตายที่ไหน จะตายเมื่อไหร่ และตายแล้วจะไปไหน เป็นอย่างนี้ คือไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย

    แน่นอนว่า เกิดมาแล้ว ความตายก็เป็นของธรรมดา จึงมีพระพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่นานหนอ ร่างกายนี้จะถูกถอดทิ้งไว้บนแผ่นดิน เมื่อมีจิตไปปราศแล้ว ก็คือไม่มีสภาพธรรมที่ เป็นธาตุรู้เกิดขึ้น เป็นไปแล้ว ในชาตินั้น ถูกทิ้งไว้เหมือนท่อนไม้ ไม่มีประโยชน์ ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวไปบ้างแล้ว เมื่อสักครู่นี้ แสดงถึงความเป็นจริง เป็นเครื่องเตือนอยู่ตลอดว่า ไม่นานหนอ ไม่นานหนอ ก็คือแน่นอนว่า ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด ที่จะละจากโลกนี้ไป ซึ่งก็เป็นเพียงจิตขณะเดียว ที่เกิดขึ้น ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ ในภพนี้ ชาตินี้ ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าจะเป็นเมื่อใด

    ซึ่งเรื่องตายเรื่องละจากโลกนี้ไป ก็เป็นของธรรมดา ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่เรื่องใหญ่ก็คือ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ยังไม่ตาย ควรจะเป็นอย่างไร ประโยชน์อย่างยิ่งก็คือได้ศึกษาพระธรรม อบรมปัญญา สะสมสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ เมื่อมีความเข้าใจธรรม ก็จะมีความเข้าใจธรรมนี่แหละ ที่จะเป็นที่พึ่งในชีวิต ที่จะเป็นเครื่องนำทางชีวิตที่ดี ที่จะนำไปสู่คุณความดีทั้งปวง สะสมเป็นที่พึ่งต่อไป ชีวิตจะยาวจะสั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่า ได้รับประโยชน์จากการมีชีวิตนั้นอย่างไร ก็คือได้สะสมปัญญา ได้เข้าใจธรรม ตรงตามความเป็นจริง

    อ.วิชัย มีข้อความใน ปฐมอายุสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน พระองค์ก็ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก จำต้องไปสู่สัมปรายภพ ควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว จะไม่ตายไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนที่เป็นอยู่นาน ย่อมเป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี หรือจะอยู่เกินไปได้บ้างก็มีน้อย ดังนั้นก็ทราบถึงว่า บุคคลที่เกิดมาแล้ว จะไม่ตายไม่มี แต่ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ อยู่เพื่ออะไร ดังนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ ก็คือคุณความดี โดยประการทั้งปวง และที่สำคัญอย่างยิ่ง

    ที่พระองค์ได้ประกาศ และก็แสดงธรรม เพื่อให้บุคคลทั้งหลาย ได้ฟังธรรมแล้วก็ มีความรู้ความเข้าใจว่า ความเป็นจริงแล้ว ที่ตายไม่ใช่เรา แต่เป็นความจริงของสภาพธรรม เมื่อเกิดแล้ว ก็มีปัจจัยให้ดำรงอยู่ หรือจะจากไป ก็มีปัจจัยให้ กรรมที่นำมาเกิด เป็นบุคคลนี้ ไม่ให้ผลอีกต่อไป บุคคลนั้นจะบังคับบัญชาได้ไหม ว่าจะเมื่อไหร่ ไม่ได้เลย ก็เป็นเรื่องของกรรม ของแต่ละบุคคล ที่ได้กระทำมา ที่มาเกิดเป็นบุคคลนี้ และจากความเป็นบุคคลนี้ ก็เป็นเรื่องของกรรม ของแต่ละบุคคลด้วย

    ผู้ฟัง มีคำถาม ถามมาว่า ถ้าไม่ใช่เรา ตอนตายจะเจ็บไหม

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้เจ็บไหม ยังไม่ต้องคิดถึงตอนตาย เพราะว่าใครจะรู้ว่า จะตายเมื่อไหร่ จะตอนที่เจ็บ หรือจะตอนที่เห็นแล้วตาย ได้ยินแล้วตาย ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลย คิดไป หาคำตอบไป ใครก็ตอบไม่ได้ เพราะเหตุว่ายังไม่เกิดขึ้น และสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะเกิด ต้องมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็ไม่มีใครรู้ ว่าก่อนตายนั้นเป็นอะไร ก่อนตายเป็นเห็นแล้วตาย หรือว่าได้ยินแล้วตาย หรือว่าเจ็บแล้วตาย แต่เร็วมากเลย ไม่ต้องห่วงเลย ขณะนี้จิตเกิดดับไป มากมายเกินกว่า ๑๐ ขณะ แต่ตายหนึ่งขณะ แล้วก็เกิดสืบต่อหนึ่งขณะ สั้นมาก และก่อนนั้นก็คือว่า เกิดแล้วก็ลืมแล้ว พอเกิดใหม่ก็จำไม่ได้แล้วว่า ก่อนตาย เจ็บก่อน หรือว่าเห็นก่อน หรือว่าได้ยินก่อน

    เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะคิดได้ เพราะเหตุว่าไม่มีใครรู้ได้ว่า ขณะต่อไปนี้จะเป็นอะไร เพราะฉะนั้นก็ฟังธรรม แล้วก็เข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ก็ต้องอาศัยปัจจัย จึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีปัจจัยพร้อมที่จะเกิด เกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่ฟังธรรมเลย จะรู้ไหม ว่าไม่รู้ คิดว่ารู้เยอะมาก รู้นั่น รู้นี่ รู้ทุกอย่าง แต่ว่าตามความเป็นจริง ไม่ได้รู้สิ่งที่มีในขณะนี้เลย เพราะว่าขณะนี้ สิ่งอื่นไม่ได้มี มีแต่สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะอะไร สิ่งอื่นก็เกิดดับ ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นเพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น ที่จริง ที่สามารถ ที่จะให้ความจริงได้

    เพราะฉะนั้นเราเกิดมาแล้ว จำไหวไหม แต่ละชาติ ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ไม่หวาดไม่ไหวเลย ในแสนโกฏิกัป เคยเป็นอะไรมา เคยจากโลกนี้ไป ในลักษณะใด มีพี่น้องกี่คน เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และก็จะต้องเป็นอย่างนี้ แต่ว่าจำได้เพียงชาตินี้ อีกไม่นานก็ลืม เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด ที่จำผิดไว้ว่าเป็นเรา ควรที่จะให้น้อยลง หรือว่าควรจะให้หมดไปไหม เพราะความจริงคือไม่มีเรา เพราะฉะนั้นสัจธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ว่ายากที่ใครจะรู้ได้ แต่ก็สามารถที่จะรู้ได้

    เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เรา อันนี้ก็จะเริ่มเห็นว่า แล้วจะเกิดมาทำไม ใช่ไหม ก็ไม่ใช่เราสักชาติหนึ่ง หมดไปทุกชาติ ยังจะจำได้ก็แค่ชาตินี้ชาติเดียว ชาติก่อนก็จำไม่ได้ พอถึงชาติหน้าก็เริ่มจำอีก แล้วก็จากไปอีก หมดไปอีก แล้วจะมีอะไร ทุกชาติก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าได้เข้าใจความจริง ว่าไม่มีเรา ซึ่งเป็นความจริง ก็จะทำให้ละความที่ยึดถือ ในความเป็นเรา จนกระทั่งเป็นความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่ากับตัวเองหรือคนอื่น

    เพราะฉะนั้นพระธรรมเท่านั้น ที่จะทำให้เริ่มรู้ความจริงว่า เกิดมาในโลกชั่วคราว แล้วเป็นคนนี้ได้ชาติเดียว จะเป็นคนนี้ที่ดี หรือว่าจะเป็นคนนี้ที่ไม่รู้เหมือนเดิม แล้วก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราไปอีก เพิ่มเติมอีก พอกพูนอีก จนยากที่จะละได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ แต่ละคนที่ได้ฟังธรรม ก็จะรู้ประโยชน์อย่างยิ่งว่า ถ้าไม่รู้ตราบใด ก็ไม่มีทางที่จะละสุขทุกข์ ในสังสารวัฏฏ์ได้เลย โอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมไม่ง่ายเลย เพราะฉะนั้นใครที่ได้ฟัง ให้ทราบว่า มีปัจจัยที่ได้สะสมมา ที่จะได้ฟัง

    ซึ่งเราจะเห็นความเป็นอนัตตาทั้งหมดเลย ถ้าเราพิจารณาไตร่ตรอง ห้ามใครไม่ให้ทำอะไรก็ไม่ได้ ชักชวนใครให้ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะว่าแม้แต่ขณะนี้ ก็ยังต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยว่า จะเกิดอะไร จะคิดอะไร จะทำอะไรทั้งหมด ทั้งหมดส่องถึงความเป็นจริงของธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา แต่เพราะปัญญาไม่พอ ทั้งๆ ที่อนัตตาตลอดเวลา ทุกขณะ อวิชชาก็ไม่สามารถที่จะเห็นได้ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเข้าใจนั้น ก็เป็นปัญญาด้วย จะเร่งให้เกิดปัญญาเร็วๆ มากๆ ได้ไหม ไม่มีทางเลย นั่นคือผิด เพราะมีความเป็นเรา

    เพราะฉะนั้นความไม่รู้ และความเป็นเรา มากมาย ในสังสารวัฏฏ์ ที่ผ่านมา ที่สะสมจนกระทั่งรู้ว่า หนทางเดียวคือ ถ้าไม่เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะมีความเป็นเราต่อไป เพราะฉะนั้นทางเดียวคือ เข้าใจธรรม และปัญญาที่เข้าใจ ก็ทำหน้าที่ของปัญญา

    ผู้ฟัง มีคำถามจากท่านที่มาร่วมฟัง และสนทนาธรรมวันนี้ ทำไมสมาธิเป็นเหตุใกล้ของปัญญา แทนที่จะเป็นสติ เพราะว่าสติเป็นทางสายเอก ที่เมื่อสติเกิดแล้ว จึงทำให้เกิดปัญญา ที่จะสังเกต สำเหนียก ปรมัตถธรรมที่สติระลึก

    อ.อรรณพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรม หลากหลายนัย แล้วจริงๆ ถ้าเราเข้าใจความเป็นธรรมจริงๆ เมื่อจิตเกิดขึ้น ก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยกับจิตนั้น แล้วก็เจตสิกนั้น ก็หลากหลาย แต่ละเจตสิกก็ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แล้วแต่พระองค์จะทรงแสดง ลักษณะสภาพธรรมใด ถ้าจะแสดงลักษณะว่า ถ้าปัญญาเกิด ปัญญาเป็นเจตสิก ที่เข้าใจถูกตามความเป็นจริง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    21 เม.ย. 2569