ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
ตอนที่ ๑๔๒๒
สนทนาธรรม ที่ ห้องประชุมสุธรรมอารีย์กุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ ขณะต่อไปต้องเกิดแน่ แต่ไม่รู้ว่าอะไร แล้วก็ดับไปแล้วด้วย โดยไม่รู้เลยว่าอะไร เพราะฉะนั้นความไม่รู้มากแค่ไหน จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพในความละเอียดยิ่งว่า ขณะนี้เป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรมลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่ละหนึ่งต้องเป็นแต่ละหนึ่ง ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา จะมีคำว่าสัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สัพเพ สังขารา ทุกขา ความไม่เที่ยงนั่นแหละเป็นทุกข์ สัพเพ ธัมมา เปลี่ยนแล้ว ถ้าละเอียดตอนต้น สัพเพ สังขารา อนิจจา
ตอนนี้รู้แล้วไม่ต้องแปล สัพเพ สังขารา ทุกขา ก็รู้แล้วว่าการเกิดดับเป็นทุกข์ แต่ต่อไป สัพเพ ธัมมา อนัตตา หมายความว่าสิ่งใดที่เป็นสังขาร ปรุงแต่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับ เป็นทุกข์ แต่ธรรมทั้งหลายรวมสภาพธรรมซึ่งไม่เกิด คือนิพพานก็เป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นทั้งหมดธรรมก็คือว่า ปรมัตถธรรมสิ่งที่มีจริง คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน แต่ว่าที่นี่ไม่มีนิพพาน แต่มีเห็น มีได้ยิน มีคิด มีนึก มีแข็ง มีร้อน มีธรรมซึ่งเป็นรูปธรรมและนามธรรม ถ้ายังไม่รู้ว่า สภาพธรรมนี้ไม่ใช่เรา ไม่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับ ไม่ละคลายกิเลส ไม่มีทางที่จะรู้ว่ามีสภาพธรรมซึ่งไม่ทุกข์ เป็นสุขเพราะไม่เกิด จึงสามารถที่จะมีความเข้าใจในคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วว่า ละเอียดอย่างยิ่ง
ใครจะรู้จักทุกข์บ้าง รู้จักแต่ความเจ็บ แต่เจ็บเกิดขึ้นได้เพราะเหตุปัจจัย ที่ใครก็ทำให้เจ็บเกิดไม่ได้ แต่มีปัจจัยที่จะเจ็บ ทำให้เจ็บเกิดขึ้น เจ็บก็เกิดขึ้น เราเข้าใจเพียงแค่โรคภัยไข้เจ็บ แต่ไม่รู้ว่ายิ่งกว่าโรคภัยไข้เจ็บ คือความไม่เที่ยงของสิ่งซึ่งกำลังมีเดี๋ยวนี้ทุกขณะ ซึ่งเราไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆ เข้าใจแต่ละคำ สภาพธรรมที่มีจริงซึ่งไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม แต่สภาพธรรมที่มีจริงเป็นนามธรรม มีสองอย่างคือจิตและเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน ถ้าได้ยินคำว่าจิต เพราะว่าถ้าถามคนไทย คนไทยทุกคนไม่สงสัยเรื่องจิต มีจิตกันทุกคน แล้วยังบอกด้วยว่าคนนั้นจิตใจไม่ดี คนนี้จิตใจดี ใจบุญบ้าง ใจบาป ใจร้ายบ้างสารพัด
เราก็พูดถึงเรื่องจิตและใจ แต่ไม่รู้จักจิตใจตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา แต่ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นรูปธรรมไม่ดีไม่ชั่ว แต่นามธรรมเท่านั้น ที่เป็นสภาพที่รู้ จึงมีทั้งดีและชั่ว มีทั้งกุศลและอกุศล ก็ไม่ใช่เรา ต้องไม่ลืมว่าเราฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรม เพื่อรู้ว่าธรรมไม่ใช่เรา และหลงเข้าใจธรรม ยึดถือธรรมว่า เป็นเราในสังสารวัฏมานานมาก จนกว่าจะรู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลย แต่ก็เกิดแล้ว ถ้าไม่มีการยึดถือเท่านั้น ก็จะเห็นว่าทุกอย่างเป็นธรรม ซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัย ยับยั้งไม่ได้เลย ตามที่มีปัจจัยให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
สุขมากก็มี เท่าที่ปัจจัยจะทำให้สุขเกิดขึ้นระดับนั้น ทุกข์มากก็มี ตามปัจจัยที่จะทำให้ทุกข์ระดับนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันทั้งหมด ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ เหมือนอยู่ในความมืดสนิท จากวันเดือนปีแล้วก็จากโลกนี้ไป แล้วก็ลืมหมดเลย เราลืมชาติก่อน พอถึงชาติหน้า เราก็ลืมชาตินี้ และก็ไม่รู้ด้วยว่า เคยทำอะไรมาแล้วบ้าง แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจธรรม ก็จะต้องมีว่าเคยได้ฟังธรรม ที่นี่บ้าง ที่โน่นบ้าง ที่นั่นบ้าง พออีกชาติหนึ่งได้ยินคำที่กล่าวถึงธรรม ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ เหมือนขณะนี้
ถ้าเราไม่เคยเห็นประโยชน์ ไม่เคยรู้มาสักนิดเดียว ก็จะไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่ามีปัจจัยที่จะทำให้ได้ยินได้ฟัง บางคนอาจจะคิดว่าบังเอิญ หรือวันนี้อยากมาฟังดู แต่ความจริงก็ต้องมีปัจจัยทั้งนั้น ที่จะทำให้มีโอกาสได้ฟัง ฟังแล้วจะมีความเข้าใจมากน้อยเท่าไหร่ ตามปัจจัยที่ได้สะสมมา มีความสนใจ มีการเห็นประโยชน์ว่า เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย จึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะได้ทรงตรัสรู้ความจริง
เพราะฉะนั้นขณะนี้มีจิต มีเจตสิก มีรูป เป็นธรรม ไม่ใช่เรา พอกล่าวว่ามีจิตก็ต้องจิต ตรงไหม จิตไม่ใช่เรา ต้องเป็นจิต มีเจตสิก ตรงไหม ต้องเป็นเจตสิกไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นจิตเป็นใหญ่ แค่นี้ ได้ยินแค่นี้สงสัยไหม ใหญ่อย่างไร เป็นนามธรรม เป็นธาตุรู้ มีสองอย่าง ถ้ากล่าวว่าจิตเป็นใหญ่ หมายความว่าเจตสิกไม่ใหญ่ แต่ว่าถ้าฟังพระธรรมต่อไป ใหญ่ตามหน้าที่การงาน เช่น จิตเป็นใหญ่ในการรู้แจ้ง รู้ชัดเจนในสิ่งที่ปรากฏ เท่านั้นเป็นหน้าที่ของจิต ขณะนี้เห็น ทำไมมีสีหลากหลาย เขียวอ่อน เขียวแก่ สีม่วง สีแดง สีขาว จิตรู้แจ้งในสิ่งนั้น มิฉะนั้นจะไม่มีการเห็นว่าต่างกันเลย
เพราะฉะนั้นสภาพของจิต มหาสมุทรกับท้องฟ้าจรดกัน จิตรู้แจ้งว่านี่เป็นฟ้า นั่นเป็นน้ำ เพราะการรู้แจ้ง จิตเกิดพร้อมเจตสิก จิตจะเกิดเองโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ เจตสิกปรุงแต่งให้จิตแต่ละหนึ่งขณะเห็น ขณะใดก็ตามที่กล่าวถึงจิต เป็นใหญ่เป็นประธานในเจตสิกที่เกิดร่วมกัน โดยฐานะที่เป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เมื่อมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ สิ่งที่ถูกรู้ต้องมี ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ คนไทยออกเสียงสั้นๆ ว่าอารมณ์ แต่เข้าใจผิด เพราะว่าไม่ได้ศึกษาในความละเอียด วันนี้อารมณ์ดี คนไทยไม่สงสัยเลย ใครพูด เข้าใจได้เลย แต่รู้ไหมว่าทำไมวันนี้อารมณ์ดี
ถ้าตื่นมาเห็นแต่สิ่งที่ดี ได้ยินเสียงดี ได้กลิ่นดี ได้รสดี ได้การกระทบสัมผัส เย็นร้อน อ่อนแข็ง วันนี้อากาศกำลังดี สบายดี วันนี้อารมณ์ดี เพราะมีอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ดี แต่ถ้าเกิดร้อนขึ้นมา ไม่ชอบแล้ว วันนี้อารมณ์ไม่ดี คนนั้นว่าอย่างนี้ เสียงนั้นก็ไม่เพราะ เรื่องนั้นก็ไม่น่าฟัง ทั้งหมดก็เพราะจิตเกิดขึ้นเป็นสภาพรู้ ไม่รู้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ถูกรู้มีสองอย่าง คือสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ ก็ปรุงแต่ง ซึ่งไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิกทั้งหมด ๕๒ ประเภท แต่เกิดไม่พร้อมกัน เจตสิกที่ดีจะเกิดพร้อมกับเจตสิกที่ไม่ดีไม่ได้ ขณะนี้เราไม่รู้เรื่องจิตที่เราบอกว่าจิตของเรา แต่ความจริงจิตเป็นจิต ไม่ใช่ของใคร แต่จิตต้องเป็นไปตามการสะสม เป็นไปตามการปรุงแต่งของสภาพธรรมที่เป็นเจตสิก ไม่มีใครจะไปปรุงแต่งจิตได้เลย นอกจากเจตสิก ๕๒ ประเภท ที่ปรุงแต่ง เช่น ผัสสเจตสิก ผัสสะแปลว่ากระทบ
เพราะฉะนั้นขณะนี้ ถ้าไม่มีอะไรกระทบตา กระทบหู จิตเห็นเกิดไม่ได้ จิตได้ยินเกิดไม่ได้ จิตที่จะคิดนึกถึงสิ่งที่เห็นบ้าง สิ่งที่ได้ยินบ้าง ก็เกิดไม่ได้ เจตสิกหนึ่ง ซึ่งในพระอภิธรรมจะกล่าวถึงเป็นเจตสิกแรกคือ ผัสสเจตสิก สภาพรู้ซึ่งทำหน้าที่กระทบอารมณ์ เพราะรู้ ก็ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่ถูกรู้ก็คืออารมณ์ ผัสสะที่เกิดพร้อมจิตกระทบอารมณ์ ขณะที่เสียงปรากฏเพราะผัสสเจตสิกกระทบเสียง จิตเห็นเกิดไม่ได้ ต้องเป็นจิตได้ยินที่เกิดขึ้น ได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตาทั้งหมด เดี๋ยวนี้มีการได้ยิน ก็ไม่เคยรู้ว่าทำไมได้ยินเกิดขึ้น ไม่มีใครไปทำให้ได้ยินเกิด แต่ปัจจัยที่จะทำให้ได้ยินเกิด เป็นธรรมทั้งหมดเลย
โสตปสาทรูป เป็นรูปที่ต่างกับรูปอื่น รูปอื่นก็แข็งบ้าง ร้อนบ้าง หวานบ้าง เค็มบ้าง แต่รูปนี้ เป็นรูปที่กระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ถ้าเป็นเสียง ก็เป็นโสตปสาทรูปที่กระทบกับหู กระทบแข็งไม่เกิดอะไรขึ้นเลย แต่ว่าพอกระทบหู เป็นปัจจัยให้ได้ยินเกิดขึ้น ได้ยินเป็นใหญ่เป็นประธานเป็นจิต ในการรู้แจ้งเสียง เพราะฉะนั้นเสียงสามารถจะบอกได้ว่า ดนตรี เสียงต่างๆ ไม่ว่าจะดนตรีไทยหรือดนตรีอะไร แม้คนพูดแต่ละคน เพียงแค่ได้ยินโทรศัพท์ รู้เลยว่าใครพูด เพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งเสียง โดยมีเจตสิกซึ่งจำ สัญญาเจตสิก
ชีวิตประจำวันทั้งหมดก็คือ จิต เจตสิก รูป ถ้าจำ มีจริงหรือเปล่า มีจริง กำลังจำ ใครทำให้จำเกิดขึ้น ทำไม่ได้ แต่จำเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย และถ้าไม่มีจิตก็จำไม่ได้ ต้นไม้ไม่มีจิตจะให้ไปจำอะไรได้ จิตและเจตสิกเป็นนามธรรม ซึ่งเกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น รู้สิ่งเดียวกันแล้วก็ดับพร้อมกันด้วย ใครก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของอภิธรรมได้เลย เพราะฉะนั้นฟังธรรมก็คือเมื่อเข้าใจความลึกซึ้งขึ้น ก็เข้าใจว่าธรรมนี่แหละเป็นปรมัตถธรรม จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามแต่ แต่ความจริงก็คือว่า ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอื่นได้ แล้วก็เป็นอภิธรรมด้วย เพราะไม่มีใครสามารถที่จะมีความเข้าใจธรรมลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าไม่มีใครทำให้เกิด แต่ว่ามีแล้ว เพียงเท่านี้ไม่กี่คำ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษา และทุกคำต้องศึกษาทีละคำ เข้าใจตามลำดับ เพราะเหตุว่าทุกคำสอดคล้องกันหมด แต่ถ้าไม่เข้าใจคำแรก คำต่อๆ ไปก็ผิด
ด้วยเหตุนี้ถ้าศึกษาธรรมจริงๆ ก็รู้ว่า แม้คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ใครจะพูดก็ตาม คนที่พูดเข้าใจความลึกซึ้งของธรรมแค่ไหน ถ้ากล่าวเผินๆ ไม่กล่าวให้ละเอียดลึกซึ้ง ก็รู้ได้ว่าความเข้าใจของคนนั้นไม่พอ ที่จะเข้าใจความลึกซึ้งของธรรม ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษา โดยนัยหลากหลาย จึงเป็น ภควา พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงจำแนกความละเอียดอย่างยิ่งของธรรม ให้คนอื่นได้มีความเข้าใจถูกต้อง โดยนัยประการต่างๆ เช่น อายตนะเคยได้ยิน อริยสัจจะเคยได้ยิน ปฏิจจสมุปบาทเคยได้ยิน เดี๋ยวนี้เอง แต่ไม่รู้ เพราะไม่เข้าใจความลึกซึ้ง แต่ถ้าเข้าใจความลึกซึ้ง ทั้งหมดขณะนี้ก็เป็นอายตนะ แล้วก็เป็นอริยสัจจะ แล้วก็เป็นปฏิจจสมุปบาท แล้วก็เป็นธาตุ เป็นทุกอย่างที่ทรงจำแนกไว้โดยละเอียด สอดคล้องกันทั้งหมด เพราะเป็นความจริงถึงที่สุดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
คนไทยไม่ได้ใช้คำว่าอายตนะ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าอายตนะคืออะไร ถ้าไม่มีตา ไม่มีสิ่งที่กระทบตา อายตนะคือที่ประชุม ต้องมีธรรมที่มีจริงในขณะนั้น เพราะเกิดขึ้นแล้วยังไม่ดับไป แล้วต้องประชุมคืออยู่ตรงนั้นด้วย แม้ขณะที่เห็นเป็นอายตนะ ตาเป็นจักขายตนะ หมายความว่าต้องมีที่ประชุม ต้องมีธรรมอื่นที่นั่นด้วย จึงมีสิ่งที่กระทบตาคือรูป รูปายตนะ สองคำรวมกัน รูปกับอายตนะ แล้วก็ต้องมีมนายตนะ คือจิต
จิตในภาษาบาลีจะมีหลากหลายชื่อ มโนก็ได้ มนัสก็ได้ หทยก็ได้ ปัณฑระก็ได้ มีความหมายต่างๆ เช่น หทยเป็นสิ่งที่อยู่ภายในที่สุด หาดู อะไรอยู่ภายในที่สุด จิตเป็นสภาพที่อยู่ภายในที่สุด เพราะว่าบางกาลก็มีเจตสิกนั้นเจตสิกนี้ ตามประเภทต่างๆ ที่เกิดกับจิต ปรุงแต่งให้จิตหลากหลายเป็นกุศลจิตที่ดีงาม เป็นอกุศลจิตที่ไม่ดี แล้วก็เป็นอัพยากตะด้วย เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล จิตจึงมีทั้งจิตที่เป็นกุศล ก็ต่างกับจิตที่เป็นอกุศล และต่างกับจิตที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล เพราะฉะนั้นได้ยินชินหูในงานศพ กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา
ถ้าไม่เข้าใจวันนี้จะรู้ไหมว่าหมายความถึง จิต เจตสิก และรูป กุสลา ธัมมา ได้แก่กุศลจิตและเจตสิกที่ดีงาม อกุสลา ธัมมาได้แก่อกุศลจิตและอกุศลเจตสิกซึ่งไม่ดีงาม อัพยากตา ธัมมา ก็หมายความถึง จิต เจตสิก ซึ่งไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล เห็นอย่างนี้ แค่เกิดขึ้นเห็น จะเป็นกุศลได้อย่างไร จะเป็นอกุศลได้อย่างไร เพียงแค่ได้ยิน ได้ยินกับการคิดถึงความหมายนี่ต่างกัน ใครจะรู้ว่าแค่ได้ยิน เป็นจิต เจตสิก ซึ่งไม่ใช่กุศลและอกุศล ก็เป็นอัพยากตธรรม รูปทั้งหมดเป็นอัพยากตธรรม เพราะรูปไม่ใช่กุศลและอกุศล นิพพานก็ไม่ใช่กุศลและอกุศล นิพพานก็เป็นอัพยากตธรรม
ถ้าเข้าใจอย่างนี้ กุสลา ธัมมา ธรรมต้องมีจริง ไม่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร จะตรัสรู้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่มีจริง คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ว่าหลากหลายมาก เพราะเกิดและดับนับไม่ถ้วนเลย ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นโลกในแสนโกฏิกัปมาแล้ว เป็นสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กลับมาเลย แม้แต่แต่ละชาติของพระโพธิสัตว์ซึ่งจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละพระชาติก็ต่างกัน ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ธรรมทั้งหมดรวมแล้วก็เป็นประเภทที่เป็นกุศลบ้าง เป็นประเภทที่เป็นอกุศลบ้าง และธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล
ถ้ารู้ว่าธรรมคือสภาพรู้กับสภาพไม่รู้ สภาพไม่รู้เป็นรูปธรรม สภาพรู้คือนามธรรมได้แก่จิต และเจตสิก กุสลา ธัมมาต้องเป็นเฉพาะจิตและเจตสิกฝ่ายดี ซึ่งเป็นกุศลธรรมนำประโยชน์มาให้ ไม่เป็นโทษเลย และสำหรับอกุสลา ธัมมาก็คือสภาพธรรมที่ไม่ดี จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน จิตเป็นกุศลไม่ได้อกุศลไม่ได้ แต่เมื่อมีเจตสิกซึ่งไม่ดีเกิดร่วมด้วย เพราะเกิดร่วมกัน จิตนั้นจึงเป็นอกุศลด้วย เพราะว่ามีเจตสิกที่ไม่ดีเกิดร่วมด้วย แยกกันไม่ออกเลย นามธรรมเหมือนกับสิ่งที่เป็นน้ำหลายๆ อย่าง ผสมกัน จากน้ำเปล่าๆ และก็มีน้ำต่างๆ มาผสม สีต่างๆ เกิดขึ้น แยกไม่ออกว่า อันใดเป็นสีอะไร เพราะว่ารวมกันหมดแล้ว
เพราะฉะนั้นจิตเจตสิกก็เป็นกุศลธรรม กุสลา ธัมมา แล้วก็เป็นอกุศลธรรม อกุสลา ธัมมา แต่ว่าถ้าเป็นอัพยากตา ธัมมา จิตเจตสิกมีที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล เช่น จิตของพระอรหันต์ไม่เป็นกุศลและไม่เป็นอกุศล เพราะตราบใดที่เป็นกุศล เป็นเหตุให้เกิดผลคือกุศลวิบาก ถ้าเป็นอกุศล ก็เป็นเหตุให้เกิดผลคืออกุศลวิบาก และขณะนี้ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะไม่รู้ว่าจิตเห็นขณะนี้ เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก เพราะการเกิดดับอย่างเร็วมาก เพราะฉะนั้นทุกคำในพระไตรปิฎก ศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความละเอียด ด้วยการไตร่ตรองจนกระทั่งสอดคล้องกันทั้งหมด ก็จะได้เห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระปัญญาคุณที่ทรงพระมหากรุณาแสดงธรรมให้เราได้เข้าใจด้วย ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือสาวก ที่รู้ความจริงไม่ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงจำแนกธรรมหลากหลายนานาประการมากมายใน ๔๕ พรรษา เพื่อให้แต่ละคนได้รู้จักสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง ก็คงจะไม่มีความสงสัยในกุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา และก็ไม่สงสัยในสัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธัมมา อนัตตา ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน
อ.ทวีศักดิ์ ในชีวิตประจำวันเราอาจจะพบเพื่อนร่วมงานหรือใครก็แล้วแต่ ทำไมเขาถึงมีความเมตตา ทำไมเขามีความกรุณาปรานี แต่บางคนเอาแต่คิดร้ายมุ่งร้ายต่อผู้อื่น อิจฉาริษยาต่อผู้อื่น คิดจะทำร้ายทำลายผู้อื่น สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดจากอะไร จากจิตและเจตสิกอย่างไร อยากให้อาจารย์อรรณพได้อธิบายด้วย
อ.อรรณพ สิ่งใดที่เกิด สิ่งนั้นต้องมีเหตุมีปัจจัยให้สิ่งนั้นเกิด จิตจะดีหรือเป็นจิตที่ไม่ดี ก็ต้องมีตัวเหตุ เหตุนั้นก็ต้องเป็นเจตสิก ซึ่งเจตสิกมีถึง ๕๒ ชนิด เจตสิกอะไรที่เป็นตัวเหตุ เอาเจตสิกที่เป็นเหตุที่ไม่ดีก่อน พอเกิดแล้ว จึงมีการสมมติว่าคนนี้ไม่ดี ก็คือเจตสิกที่เป็นมูลรากสำคัญได้แก่ ความติดข้อง โลภเจตสิกเป็นเหตุที่ไม่ดีอย่างหนึ่ง จริงไหม โลภะเกิดกับจิตตอนไหน ตอนนั้นเกิดความติดข้อง จิตขณะนั้นก็ไม่ดีแล้ว เห็นแก่ตัวไหม เห็นแก่ตัวถึงขนาดเบียดเบียนผู้อื่นเขา ก็เพราะมีสภาพธรรม ก็คือโลภเหตุซึ่งต้องเกิดพร้อมกับความไม่รู้คือโมหเหตุ
เพราะฉะนั้นโลภะ โมหะ ที่เกิดขณะนั้น จิตขณะนั้นก็ไม่รู้แล้วก็อยากได้ ถ้ามากเข้าก็เป็นทำโทษทุจริตต่างๆ โทสเจตสิกก็เป็นเหตุอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อโทสเจตสิกนั้นเกิดกับจิตเป็นมูล เป็นราก เป็นเหตุ ให้จิตขณะนั้นขุ่นข้อง แรงขึ้นก็ถึงขั้นประทุษร้ายกัน นั่นก็คือความไม่ดี สรุปว่าที่เราสมมติว่าเป็นคนไม่ดีทั้งหลาย เพราะเขาสะสมอัธยาศัยมาที่จะมีอกุศลเหตุเกิดขึ้น ไม่ใช่เราเลย
ส่วนเหตุที่ดีงามก็ตรงข้ามกัน เป็นเจตสิกที่ดีอีก ๓ เหมือนกัน ก็คืออโลภเจตสิก เจตสิกที่ไม่ติดข้อง สละได้ มีอะไรที่จะแบ่งปัน ขณะนั้นจิตดีงาม เพราะมีอโลภเจตสิกที่จะไม่ติดข้อง แล้วก็ยังมีอโทสเจตสิกที่จะไม่ขุ่นข้อง แต่มูลเหตุที่ดีที่สุด ก็คือปัญญา อโมหะ คือไม่หลง เพราะเรารู้ตรงความจริง เป็นเจตสิกที่ดีที่สุดในบรรดาเจตสิกทั้งหมด ก็คือปัญญาเจตสิก ซึ่งปัญญาเจตสิกก็ต้องเกิดจากการอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะฟังแล้วเข้าใจ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีค่าควรศึกษาที่สุดเลย เพราะเป็นธรรมที่ละเอียดจริง และตรงที่สุด ก็คือแตกต่างกันไปตามเหตุ โดยเฉพาะเหตุที่เกิดกับจิตในขณะนั้นทันที คืออกุศลเหตุ ๓ แล้วก็เหตุที่ดีอีก ๓
อ.ทวีศักดิ์ การประพฤติปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างจะมีปัญหาแล้วใหญ่ด้วย กระทบต่อความคลาดเคลื่อนของความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ก็คือมีสำนักต่างๆ เขานำชาวพุทธไปนั่งสมาธิกัน ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วย
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้ใครทำอะไร แต่ทรงแสดงธรรมให้เข้าใจความจริง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440