ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
ตอนที่ ๑๔๐๐
สนทนาธรรม ที่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่ต้องพิจารณาทีละอย่าง เพราะธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกัน อย่างเห็นอย่างนี้ไม่ใช่ได้ยิน ใครทำได้ เป็นเราหรือ เป็นไปไม่ได้เลย ใช่ไหม ต้องมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น เห็นมีจริง ได้ยินก็มีจริง แต่เห็นไม่ใช่ได้ยินและได้ยินก็ไม่ใช่คิด เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดแน่ๆ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แต่ว่าไม่มีใครรู้เลย ว่าขณะนี้เห็นดับ เพราะเห็นไม่ใช่ได้ยิน ขณะที่ได้ยินต้องไม่มีเห็น ขณะที่คิดก็ต้องไม่ใช่เห็น และไม่ใช่ได้ยิน พอจะรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งด้วยการตรัสรู้ จึงได้ทรงแสดงธรรม ซึ่งไม่สามารถที่จะมีใครเปลี่ยนได้เลย ธรรมทั้งหลายต้องมีปัจจัยเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดที่เป็นบุญ คือกุศลก็มี สิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอกุศลก็มี และสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งบุญและบาปก็มี กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพพยากตาธัมมา เคยได้ยินใช่ไหม แต่ไม่ได้รู้เลย นี่คือประมวลคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าสิ่งที่มีจริงที่เป็นกุศลก็มี สิ่งที่มีจริงที่เป็นอกุศลก็มี สิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศลก็มี ได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม แต่ถ้าไม่ศึกษา ก็ไม่สามารถจะรู้ว่า เดี๋ยวนี้เองสภาพธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็มี และสภาพธรรมที่เป็นกุศลหรือบุญก็มี และสภาพธรรมที่ไม่ใช่บุญเป็นบาปก็มี
เพราะฉะนั้นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีทุกกาละ ถ้าสามารถจะเข้าใจว่าพระองค์ตรัสรู้ความจริง ซึ่งถ้าไม่รู้ก็เป็นเหตุให้เกิดบาปและอกุศลมากมาย เพราะเหตุว่าความไม่รู้ ก็จะนำไปสู่การที่ไม่รู้ว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์และสิ่งใดเป็นโทษ เพราะฉะนั้นความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง คือปัญญาสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร แต่ต้องฟังธรรมด้วยความละเอียด แล้วก็เริ่มเห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์ตรัสว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ลองคิดสิจริงไหม เห็นดับแล้วเป็นได้ยิน ได้ยินดับแล้วเป็นคิด ทั้งหมดแต่ละหนึ่ง ทรงแสดงละเอียดยิ่งกว่านี้มาก ในจิตขณะหนึ่งทรงแสดงว่าเป็นธรรมอะไร
เพราะฉะนั้นบุญเป็นอะไร บุญเป็นกุสลาธัมมา หรือว่าบุญเป็นอกุสลาธัมมา หรือว่าบุญเป็นอัพพยากตาธัมมา เราไม่คุ้นกับภาษาบาลี แต่ก็ทราบว่า กุสลาธัมมาคือธรรมที่เป็นกุศล ไม่ได้บอกว่าคน ไม่ได้บอกว่าเทวดา ไม่ได้บอกว่าพรหม แต่ธรรมสิ่งที่มีจริงที่ดีงามนั้นมีจริงๆ แล้วก็ อกุสลาธัมมา ธรรมที่ไม่ดีเป็นอกุศลก็มีจริง ไม่กล่าวว่าชื่อนั้นชื่อนี้ คนนั้นคนนี้ แต่ธรรมเป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมจะเป็นใครไม่ได้ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีปัจจัยเกิดขึ้นและก็ดับไป สืบต่อผลัดเปลี่ยน เดี๋ยวเป็นกุศลบ้าง เดี๋ยวเป็นอกุศลบ้าง เดี๋ยวเป็นธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศลบ้าง
เพราะฉะนั้นเริ่มฟังพระธรรม คือว่าต้องเข้าใจคำที่ได้ฟัง ถ้าไม่เข้าใจก็คือว่าไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่แค่ ๓ คำที่เราได้ยินบ่อย ยังไม่เข้าใจและจะไปเข้าใจคำอีกตั้งมากมายใน ๔๕ พรรษา ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจถูกว่า ถ้าไม่ไตร่ตรอง ไม่ฟัง ด้วยการที่จะรู้ประโยชน์อย่างยิ่งว่า ไม่มีใครบอกเราเลย ว่าธรรมไม่ว่าที่ไหนก็ตาม โลกไหนก็ตาม จะพ้นไปจากธรรมที่เป็นกุศลไม่ได้ พ้นจากธรรมที่เป็นอกุศลไม่ได้ และก็ยังมีธรรมอีกหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล ใครรู้บ้าง ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ก็มี ใครรู้บ้าง กุศลก็ยังไม่รู้ ใช่ไหม เมื่อกี้นี้คืออะไรและอกุศลก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วก็ยังมีธรรม ที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศลด้วย
สนใจไหม นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่สนใจ พระพุทธศาสนาก็คือ ชาวพุทธไม่ได้ศึกษา และไม่ได้เข้าใจ แต่เมื่อไหร่ที่ศึกษาเริ่มรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกกาลสมัย เป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยถึงที่สุด คิดง่ายๆ เกิดแล้วต้องตาย ถ้าไม่มีการเกิดดับจะตายไหม ก็ต้องอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหม นี่เกิดมาก็เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เด็ก ขณะแรกค่อยๆ โตขึ้น เจริญขึ้น เกิดใหม่ๆ ในครรภ์ ก็ยังไม่รู้เลยว่า รูปร่างหน้าตาจะเป็นอย่างไร คลอดมาใหม่ๆ โตขึ้นก็เปลี่ยนแล้ว แสดงการเกิดดับซึ่งเป็นไปตามปกติ โดยที่ไม่มีใครรู้เลย จะค่อยๆ ปรากฏ ความเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีการเกิดดับเลย จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่มีใครรู้เลย เร็วสุดที่จะประมาณได้ และก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย
เพราะว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เป็นชาวพุทธฟังธรรม ไตร่ตรอง แล้วก็ต้องรู้ว่าจริงหรือไม่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ความเข้าใจของตนเอง ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อ เห็นขณะนี้ ไม่ใช่เห็นขณะก่อน ใช่ไหม แสดงว่าขณะก่อนดับแล้ว ได้ยินเดี๋ยวนี้ กับได้ยินเมื่อกี้นี้ ไม่ใช่ได้ยินเดียวกัน ก็เริ่มเข้าใจได้ ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเป็นคำจริง แล้วละเอียดยิ่งกว่านี้มากใน ๔๕ พรรษา
เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ธรรมมีจริงๆ ธรรมที่ดีงามเป็นบุญ ธรรมที่ไม่ดีงามเป็นอกุศลธรรมหรือเปล่า และก็มีธรรมอีกอย่างหนึ่ง อัพยากตธรรมคือธรรมะที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล อย่าเพิ่งผ่าน เพราะกำลังเป็นความไม่รู้ ซึ่งถ้าได้ฟังแล้วก็จะค่อยๆ รู้ขึ้น เพราะฉะนั้นต้องคิด ต้องไตร่ตรอง ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล แล้วจะเป็นอะไรลองคิด แข็ง โต๊ะ เก้าอี้ เป็นกุศลได้ไหม ไม่ได้ เป็นอกุศลได้ไหม ดอกไม้ ต้นไม้ รสอาหารต่างๆ เสียงต่างๆ เป็นกุศลได้ไหม ไม่ได้ เป็นอกุศลก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่ไม่รู้อะไร แล้วจะเป็นกุศลและเป็นอกุศลได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภท คือสภาพธรรมที่เกิดมีจริงๆ แต่ไม่รู้อะไร ใช้คำว่า "รู ปะ ธรรม" หรือรูปธรรม ซึ่งคนไทยก็ใช้คำว่า "รูปธรรม" แต่ว่าคนละความหมาย แต่ความหมายในทางธรรม ก็คือว่า สิ่งนั้นมีจริงแต่ไม่ใช่สภาพรู้ จึงเป็นกุศลและอกุศลไม่ได้ เป็นอัพยากตะ แสดงว่าสภาพที่เป็นกุศลและอกุศล ต้องเป็นสภาพรู้ จึงเป็นกุศลและอกุศลได้ นี่อย่างคร่าวๆ เริ่มต้นเพียงแต่จะให้รู้ที่จะตอบคำถาม ว่าถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดมีจริงๆ แต่ไม่รู้อะไร สิ่งนั้นย่อมเป็นกุศลและอกุศลไม่ได้ แต่ว่าถ้าโลกมีแต่เพียงสภาพธรรมที่มีจริง แต่ไม่รู้อะไรเช่น แข็งบ้าง ภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น แต่ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีสภาพรู้ โลกหรือสิ่งนั้นก็ไม่ปรากฏ
เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริง มีสภาพธรรม ๒ อย่างที่ต่างกัน ไม่ใช่มีแต่เฉพาะสภาพธรรมที่เกิดมี แต่ไม่รู้อะไร แต่ว่าใครก็ห้ามไม่ให้ธาตุอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นแล้วรู้ไม่ได้ เช่น ขณะนี้กำลังเห็น ใครห้ามเห็นได้ไหมว่าไม่ให้เกิดเห็น ใครห้ามได้ยินได้ไหมว่าไม่ให้เกิดได้ยิน ใครห้ามโกรธได้ไหมว่าไม่ให้โกรธ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นบุญและบาป ก็ได้แก่สภาพรู้ อันนี้ก็เป็นแต่เพียงเบื้องต้นให้รู้ความต่างกัน เพราะฉะนั้นก็มีอีกมาก ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น แม้แต่ที่กล่าวถึงบุญ ก็ไม่พ้นจากธรรม เพราะว่าเป็นธรรม เมื่อเป็นธรรมก็ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่บุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ แต่ต้องเป็นธรรมที่ดีงามเป็นธรรมฝ่ายดี เป็นธรรมที่เป็นกุศลจึงเป็นบุญ ความดีเกิดขึ้นกับใคร ก็เรียกว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่กระทำบุญบ้าง เป็นผู้ที่มีบุญบ้าง ซึ่งก็คือกล่าวตามความเป็นไปของธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรม
เพราะฉะนั้นความเข้าใจจะค่อยๆ เจริญขึ้นก็ต่อเมื่อได้ยินได้ฟัง คำจริงแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง อาศัยคำจริงแต่ละคำ ก็จะทำให้ค่อยๆ ขัดเกลาละคลาย ความไม่รู้ ซึ่งก็คืออวิชชา ซึ่งมีเป็นอย่างมากเลย สะสมมาแล้วยาวนานในสังสารวัฏฏ์ ก็คืออวิชชา ความไม่รู้ เกิดมาเป็นบุคคลนี้ก็เพราะความไม่รู้ ถ้าหากว่าไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็จะเป็นผู้ที่ไม่รู้ต่อไป แต่ว่าทุกครั้งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม ก็เริ่มสะสมธรรมฝ่ายดี สะสมปัญญา ซึ่งก็จะเป็นธรรมที่ค่อยๆ ขัดเกลา ความไม่รู้ไปทีละเล็กทีละน้อย อย่างเช่นในวันนี้ ได้ยินได้ฟังพระธรรมตั้งแต่ต้น สะสมความเข้าใจขึ้นตามกำลังปัญญาของแต่ละบุคคล ซึ่งก็จะเป็นธรรมที่จะค่อยๆ ขัดเกลาความไม่รู้ไปทีละเล็กทีละน้อย
ผู้ฟัง อีกประเด็นหนึ่งก็คืออยากจะให้ อาจารย์สุจินต์ ช่วยขยายความ ประโยชน์แห่งการสวดมนต์
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจว่าคืออะไร ก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรทั้งสิ้น ขอเริ่มต้นว่าคืออะไร มีคำ ๒ คำ ใช่ไหม สวดกับมนต์ ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น ก็เป็นคำที่ได้ยินได้ฟัง สวดมนต์ คำแรกก่อน ก็คือคำว่า "มนต์" ในภาษาบาลีคือ มันตระ หมายถึงปัญญาในที่นี้ ก็คือพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง แล้วก็ทรงแสดงความจริง เป็นพระธรรมแต่ละคำ เกื้อกูลแก่สัตว์โลก นี่คือความหมายของมนต์ คือพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนคำว่า "สวด" เป็นคำไทย แต่ถ้าในพยัญชนะในภาษาบาลีที่ท่านใช้ในยุคนั้นสมัยนั้น ก็คือคำว่า "สัชฌายะ" ก็คือการกล่าวทบทวนเป็นลำดับด้วยดี ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจธรรม เมื่อได้ยินได้ฟังพระธรรมแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง ณ ขณะนั้น แล้วก็จบไป แต่ว่ายังมีการพิจารณาไตร่ตรอง มีการทบทวนเพื่อที่จะไม่ให้ลืมในพระธรรมที่ได้ยินได้ฟังนั้น ท่านก็มีการทบทวนหรือว่าสาธยาย ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องจากพระธรรมที่ได้ยินได้ฟังนั้น ก็จะเห็นในหลายพระสูตรว่ามีพระภิกษุที่ท่านได้ฟังธรรมแล้ว ท่านก็มีการสาธยายธรรม ก็คือทบทวนในพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้นการสาธยาย หรือว่าการทบทวนในพระธรรมคำสอน จึงเป็นเรื่องของความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ไม่ใช่การนำเอาคำบาลียาวๆ มากล่าว โดยที่ไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลย นั่นไม่ใช่การสาธยายธรรม ซึ่งก็ไม่ใช่เหตุที่จะนำมาซึ่งความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม เพื่อให้คนสวด พูดตามโดยไม่เข้าใจ หรือว่าทรงแสดงธรรมเพื่อให้คนฟังเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจด้วย จะพูดคำที่ไม่รู้จักและก็เสียเวลาเป็นชั่วโมง กับการที่เวลาหนึ่งชั่วโมง จะฟังธรรมให้เข้าใจ อะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ตรง จะพูดคำที่ไม่รู้จัก จะได้ประโยชน์อะไร และก็คนไทยไม่เข้าใจภาษาบาลี พูดผิดก็ได้ สวดผิดๆ ได้ และบางคน เขาก็แกล้งกัน คนที่เขารู้ภาษาบาลี เขาก็แต่งคำบาลีไว้ให้อีกคนหนึ่งพูด ซึ่งไม่ได้เป็นพระพุทธคุณเลย แต่ว่าสวดตาม โดยความไม่รู้
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ต้องรู้จุดประสงค์ว่า คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในทุกภาษา เพราะฉะนั้นที่สมควรที่สุด ก็คือเข้าใจในภาษาของตน คนไทยพูดคำบาลี แล้วจะเข้าใจเท่ากับพูดภาษาไทยไหม เช่น คำว่า "ปฏิจฺจสมุปฺปาท" หลายคน คล่องมาก แต่ถามว่าหมายความว่าอะไร ก็ไม่รู้ อย่างนั้นจะมีประโยชน์ไหม แต่ถ้ารู้ว่าคำว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาท มาจากคำอะไร แต่ละคำหมายความว่าอย่างไร และก็ความจริงก็คือว่า กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น จึงสามารถที่จะเป็นไปได้ด้วยดี เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ อย่างที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วพระธรรม เป็นสิ่งชึ่งเหมือนศาสตร์ ที่เหนือศาสตร์อื่นทั้งหมดในโลกมนุษย์ และสากลโลก เพราะว่ากล่าวถึงสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ได้ ทั้งๆ ที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะเหตุว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสามารถในวิชาการใดๆ ก็ตาม แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมี แล้วก็จากโลกนี้ไป โดยไม่รู้ว่าอะไรเกิดอะไรตาย สุขทุกข์ทั้งหมด ในวันหนึ่งๆ เกิดขึ้นเป็นไปอย่างไร เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งใครก็ตามไม่สามารถที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ นอกจากผู้ที่เห็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่เกิดมามีสมบัติเงินทอง มีสุข มีทุกข์ มีทุกอย่าง แล้วไม่เหลือเลย เมื่อจากโลกนี้ไป
เพราะฉะนั้นระหว่างที่เกิดและตาย ก็เพลิดเพลินไป เหมือนอยู่ในความฝัน พอตื่นขึ้นก็ไม่เหลืออะไรเลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ความจริง ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏขณะนี้ เกิดแล้วดับ ไม่เหลือเลยทุกขณะ ทุกคำต้องเข้าใจขึ้นว่าเป็นจริงหรือเปล่า อย่างเมื่อกี้นี้ชัดเจน ได้ยิน แล้วก็มีเสียง ทั้ง ๒ อย่างเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์
เพราะฉะนั้นทรงย่อยสภาพธรรมที่ปรากฏร่วมกัน ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละอย่างๆ ออกเป็นสิ่งที่ละเอียดอย่างยิ่ง เกินที่ใครจะคิดถึงได้ และก็ทรงแสดงความจริงซึ่งเป็นธรรมทั้งหมด แต่ละอย่าง ให้คนสามารถเริ่มเห็นประโยชน์ของการที่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วแต่ละหนึ่งอย่าง ชึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้ สามารถเข้าใจได้จากการฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น คำว่า "ธรรม" ตอนนี้คงไม่มีใครสงสัย สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม โกรธก็มีจริง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป เดี๋ยวนี้ก็ไม่โกรธแล้ว และโกรธที่เคยโกรธ หายไปไหน ไม่กลับมาอีกเลย ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ ถ้าสามารถที่จะแตกย่อยสิ่งที่รวมกันออกละเอียดยิบ ก็จะเป็นอย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ทุกคำ
ผู้ฟัง ก็จะกล่าวถึงธรรมที่มีอยู่จริง ณ ขณะนี้ ท่านอาจารย์ เช่น ขณะนี้ท่านผู้ฟังบางท่าน อาจจะมีความรู้สึกเบื่อ อาจจะง่วงหงาวหาวนอน อาจจะคิดนอกเรื่อง ทุกสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นธรรมหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้นเบื่อมีจริง เกิดแล้วควรรู้ หรือว่าเป็นเราเบื่อ ต้องพิจารณาไตร่ตรอง เบื่อมีจริงๆ เกิดเป็นเบื่อ จะเป็นสนุกสนานไม่ได้ เบื่อเป็นเบื่อ สนุกสนานเป็นสนุกสนาน ขณะที่เบื่อมีจริง และก็หมดไปแล้วด้วย จะเรียกเบื่อนั้นกลับมาอีกก็ไม่ได้เลย สักอย่างเดียวที่มีจริงในขณะนี้ ไม่มีวันที่จะกลับมาอีกเลย ในสังสารวัฏฏ์ เพียงชั่วหนึ่งขณะ เพราะฉะนั้นเบื่อไม่ใช่เรา ไหนใครต้องทำเบื่อสิ ทำได้ไหม คงไม่มีใครทำได้ แต่เบื่อเกิดเอง ตามเหตุตามปัจจัย เกิดแล้วด้วย แล้วเบื่อนั้นก็หมดไป เพราะขณะเห็นไม่ใช่ขณะเบื่อ นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง
อย่างที่เรากล่าวแล้ว เรื่อง กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา แค่ ๓ คำประมวลโลก สากลโลกทั้งหมด ทุกขณะ แต่เราไม่เคยคิดถึงประโยชน์จริงๆ ผ่านหูไปแล้ว กุศลธรรมก็มี อกุศลธรรมก็มี ธรรมที่ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศลก็มี ทำไมไม่รู้ต่อไปว่า เดี๋ยวนี้ที่ตัวเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้านี่แข็ง ไม่รู้อะไรเลย แข็งเป็นแข็ง แข็งเป็นกุศลไม่ได้ แข็งเป็นอกุศลไม่ได้ เวลาที่แข็งปรากฏ ตรงนั้นตรงนี้ ด้วยความจำ แล้วก็บอกว่า เป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่ความจริงคือแข็ง จะเปลี่ยนแข็งไม่ได้ ต้องเป็นหนึ่งอย่างในบรรดาธรรมทั้งหมดที่มี
เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆ เริ่มศึกษาธรรม เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าที่ว่าเป็นเรา ก็เป็นธรรมทั้งหมด แต่ว่าเป็นรูปธรรมกับนามธรรม เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากธรรมที่มีจริง ซึ่งรูปธรรมมี เกิดด้วย เป็นลักษณะหลากหลายแต่ไม่รู้อะไร อย่างไรๆ ไปสอนแข็งให้เข้าใจอะไร ก็ไม่มีทาง เพราะแข็งก็ไม่ได้ยิน ใช่ไหม ก็เป็นธรรมที่ไม่ใช่กุศล และอกุศล และเป็นรูปธรรม ส่วนเห็น ไม่ใช่ไม่รู้อะไร เพราะว่าขณะนี้มีกี่คน นั่งอยู่ตรงนี้ รู้หมด เห็นหมด ใส่เสื้อ สีแดง สีเขียว สีฟ้า อะไร ก็เห็นหมด
เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้มีใครรู้บ้างว่า ไม่ใช่เราเลย แต่เมื่อมีตาต่างหาก แล้วก็มีสิ่งที่กระทบตา เป็นปัจจัยให้กรรมหนึ่งที่ได้ทำไว้แล้วในสังสารวัฏฏ์ เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่น่าพอใจ เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เป็นผลของอกุศลกรรม เลือกได้ไหม เดี๋ยวก็เห็นอย่างนี้ เดี๋ยวก็ได้ยินอย่างนั้น เดี๋ยวก็ป่วยไข้ เดี๋ยวก็สบายดี ทั้งหมด เรายังไม่ได้รู้เลยว่า ขณะนั้นเป็นธรรมฝ่ายไหน กุศลธรรม หรืออกุศลธรรม หรืออัพยากตธรรม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดยิ่ง ไม่พ้นจาก ๑ ใน ๓
เพราะฉะนั้นลองคิดดีๆ ขณะนี้ทุกคนกำลังเห็น คิดเอง จะได้เป็นปัญญาของตัวเอง เฉพาะเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นกุศล หรืออกุศล หรืออัพยากตะ ไม่ใช่กุศลและอกุศล เห็นเดี๋ยวนี้เป็นกุศลได้ไหม แค่เห็น ยังไม่เกิดอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่โกรธ ไม่รัก ไม่ชัง แค่มีสิ่งที่ปรากฏและเกิดเห็น และก็ดับไป เร็วอย่างนั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล ได้ยินละ ไม่ได้ไปเกิดความตั้งใจ ที่จะให้ได้ยินเป็นอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ได้ยินก็เกิด เมื่อมีโสตปสาทเป็นรูปที่อยู่กลางหู ที่สามารถรับกระทบเสียง ใครก็สร้างรูปนี้ไม่ได้ แต่ทุกคนที่เกิดมาเพราะกรรม ก็มีรูปที่เกิดเพราะกรรมที่จะต้องได้ยิน
เพราะฉะนั้นได้ยินเสียงที่น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง เสียงที่เพราะบ้าง เสียงที่กระโชกโฮกฮาก ไม่น่าฟังบ้าง เลือกได้ไหม ไม่มีใครที่จะเลือกอะไรได้เลยทั้งสิ้น ทุกอย่างมีปัจจัยก็เกิด เคยมีท่านผู้หนึ่ง ท่านก็เล่าให้ฟังว่า ท่านก็อยู่ในรถ และรถอีกคันหนึ่งเขาก็จะพูดคำไม่ดี ด่าว่าคนที่อยู่ในรถอีกคัน แต่รถคันที่เขาถูกด่าว่า ปิดกระจกแต่คนนั้นเปิดกระจก ใครได้ยิน คนที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปด่าว่าเลย ก็กลับได้ยิน นี่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีใครสามารถจะเลือกเห็น เลือกได้ยิน เลือกอะไร ได้เลย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยสิ่งที่อาศัยกันและกัน ปฏิจฺจสมุปฺปาท ไม่ได้หมายความอย่างอื่นเลย หมายความถึงสิ่งเดี๋ยวนี้ทั้งหมด ไม่ว่าอะไรที่เกิด จึงมี ต้องอาศัยธรรม ซึ่งอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้นเป็นไปได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นก็ศึกษาธรรมในภาษาไทย เพื่อที่จะได้เข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นความละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นได้ยินเป็นกุศลได้ไหม เป็นอกุศลได้ไหม เฉพาะได้ยิน ถ้าฟังมาแล้วตอบได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ฟังละเอียด ก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ ว่าเพียงแค่ได้ยิน เสียงเกิดและดับ ได้ยินก็เกิดและดับ ขณะนี้เหมือนมีทั้งเห็น และเหมือนมีได้ยินพร้อมกันด้วย แต่ความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า หนึ่งขณะต้องเป็นขณะนั้นขณะเดียว จะเป็นขณะอื่นไม่ได้
เพราะฉะนั้นเห็นจะเป็นขณะที่ได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต่างกันเป็นแต่ละหนึ่ง และทรงแสดงว่า เพียงเห็น เพียงได้ยิน ไม่ใช่กุศลและอกุศล แต่ว่าเป็นผลของกรรม ที่เป็นกุศลและอกุศล ที่ทำให้เกิดมาแล้ว ชีวิตความเป็นไป ก่อนจะจากโลกนี้ไป ส่วนหนึ่งก็คือว่าเกิดขึ้นเป็นผลของกรรม และอีกส่วนหนึ่ง คือเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว เพราะความไม่รู้จึงเกิดความพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง แสวงหาสิ่งที่ต้องการ ในทางสุจริตบ้าง ในทางทุจริตบ้าง เพราะฉะนั้นโลกก็เป็นปัญหาอย่างนี้แหละ เพราะความไม่รู้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440