ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395


    ตอนที่ ๑๓๙๕

    สนทนาธรรม ที่ สมาคมแม่บ้านตำรวจ

    วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อไม่ถึงเวลาไม่ได้ฟังธรรม ก็เหมือนแสงไฟที่ถูกครอบแก้วบังไว้ ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาสว่างไสวแค่ไหน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ว่าถ้าเขาได้ฟังธรรม ปัญญาที่เขาสะสมมาสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ เพราะฉะนั้นการสะสมความเข้าใจธรรม ก็จะอยู่ในจิต ตามกาลว่าชาติไหนมีโอกาสได้ฟังเพิ่มขึ้น เข้าใจเพิ่มขึ้น ความรู้ความเข้าใจแค่ไหน แต่ด้วยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ด้วยการที่เป็นเราจงใจที่จะทำ

    เพราะฉะนั้นแต่ละชีวิตของพระสาวก ที่ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม ท่านแสดงอดีตชาติของท่าน ในสมัยที่ท่านเกิดเป็นโน่นเป็นนี่มากมาย แล้วเราก็กำลังเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นโพธิสัตว์มี ๓ พระมหาโพธิสัตว์ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญบารมีเพื่อรู้แจ้งความจริง ที่สามารถที่จะเหนือบุคคลอื่นทั้งสิ้น และประกอบด้วยพระญานที่มหาศาล ไม่มีใครเทียบได้ทั้งพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ จึงได้ทรงแสดงธรรมะ ๔๕ พรรษา โดยนัยหลากหลายอีกมาก ทั้งหมดไม่พ้นจาก จิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่ว่าขณะนี้ไม่มี ก็กล่าวถึงเฉพาะสิ่งที่รู้ได้ และผู้ที่ได้สะสมบารมี ที่จะรู้ความจริงในกาลที่ไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาไม่เท่ากัน บารมีไม่เท่ากัน

    เพราะฉะนั้นท่านก็อยู่ในสมัยซึ่งคนยากที่จะได้ฟังพระธรรมเข้าใจ แต่ท่านสะสมมาที่จะแม้เพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นปรากฏ ปัญญาที่ได้สะสมมาแล้วสามารถที่จะคิด รู้ประจักษ์แจ้งอริยสัจธรรมได้ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ได้สอนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสำหรับผู้ที่กำลังฟังธรรมเดี๋ยวนี้ ด้วยความมั่นคง ว่าทั้งหมดที่ได้ฟังรู้ได้เป็นความจริง ไม่ใช่เรา สามารถที่จะรู้ความจริงในระดับของสาวก เป็นสาวกโพธิสัตว์ต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านพระสารีบุตรไม่ใช่ปัจเจกพุทธเจ้า แต่เป็นสาวกโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นใครก็ตาม ที่ไม่ได้บำเพ็ญบารมีที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เป็นสาวกโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำแล้ว เราไม่รู้เลย ในแสนโกฏกัป กรรมใดจะให้ผล แต่ถ้าสิ่งที่ดีเกิดขึ้น เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี ก็เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าไม่ดีเมื่อไหร่ไม่ใช่ใครทำ กรรมที่ได้ทำแล้วถึงเวลาพร้อมที่จะให้ผลเกิดได้ จึงเกิด เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายไม่ดี แค่นี้ที่เป็นที่ปรารถนาที่ติดข้องของทุกคนที่ไม่รู้ อยากเห็นดีใช่ไหม เพชรนิลจินดา อยากได้ยินเสียงดีใช่ไหม อยากได้กลิ่นหอมๆ อยากได้รสอร่อย อยากกระทบสัมผัส สิ่งที่ดีเท่านี้เอง

    ปรารถนาอยู่เพียงเท่านี้ แต่จะได้หรือไม่ได้แค่ไหน มากน้อยตามกรรมที่ได้กระทำไว้ เพราะฉะนั้นเกิดมาเป็นมนุษย์จึงหลากหลายมาก และสภาพรู้ที่เป็นจิต เกิดขึ้นทำกิจการงาน โดยเราไม่รู้เลย ว่าเห็นเป็นกิจหนึ่งของจิต ที่ต้องเกิดขึ้นเห็น เห็นไหม ทำหน้าที่เห็น พอได้ยินทำไมละ จิตนี้ก็ต้องเกิดขึ้นทำหน้าที่ได้ยิน เป็นผลของกรรมที่ต้องได้ยิน

    เพราะฉะนั้นขณะที่เกิดเป็นผลของกรรม ขณะเห็นเป็นผลของกรรม ขณะได้ยินเป็นผลของกรรม ขณะได้กลิ่นเป็นผลของกรรม ขณะลิ้มรสเป็นผลของกรรม ขณะรู้สิ่งที่กระทบกายเป็นผลของกรรม นอกจากนั้นทั้งหมด เป็นกิเลสหรือกุศล แล้วแต่ที่สะสมมา เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้เลย ว่าเราสะสมมาทั้งกุศล และอกุศลกรรมมากน้อยประการใด จนกว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้น

    อย่างคนถูกสลากกินแบ่งใช่ไหม ได้ผลของกุศลกรรมที่ทำมา คนที่ทรัพย์สมบัติสูญหายถูกขโมย ไฟไหม้ ก็เป็นผลของอกุศลกรรมที่ถึงเวลา ถ้ารู้อย่างนี้เราจะเสียใจไหม ไม่มีใครทำ มีเหตุมีผลก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ แล้วก็ดับไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นเหตุใหม่ต่างหากที่สำคัญ ว่าควรจะเป็นเหตุที่ดี เพื่อผลที่ดีจะเกิดขึ้น แม้แต่เกิดเป็นสุนัขยังต่างกันเลยใช่ไหม กลางถนน บางตัวคนไปเห็นเอามาเลี้ยง เพราะกุศลกรรมถึงคราวที่จะให้ผล เขาก็มีเจ้าของ มีคนเลี้ยงดู ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นจึงมีข้อความในพระไตรปิฏก สัตว์โลกเป็นที่ดูบุญ และบาป และผลของบุญและปาป เกิดมานี่เป็นผลของบุญหรือปาป รู้ได้เลยใช่ไหม และก็ขณะที่กำลังได้รับผลบุญหรือปาป เราก็รู้ ขณะที่กำลังทำบุญและบาปเราก็รู้ ฆ่าเขาหรือว่าช่วยเขาก็ต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ดูบุญ และบาป และผลของบุญ และปาป ทุกวัน ไม่ใช่ว่าไม่มี มี ไม่รู้ กับ มี แล้วเข้าใจถูกต้อง ก็ต่างกันมาก

    แล้วใครที่จะทำให้ความไม่รู้ค่อยๆ หายไป ลดลง และรู้ขึ้น ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่พึ่งให้เราหายโรค ไม่ใช่พึ่งให้เราไปถูกสลากกินแบ่ง พึ่งให้เราพ้นทุกข์ ไม่ใช่เลย พึ่งให้เราเข้าใจความจริง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะให้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง แต่ทุกอย่างที่เป็นคำถาม มีคำตอบ ในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว ตามกำลังความเข้าใจ

    ตอนนี้เราก็รู้เรื่องกรรม และผลของกรรม แล้วก็ไม่ใช่ลอยๆ ด้วย ผลของกรรมก็ตอนเกิด ตอนเห็น ตอนได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นอกจากนั้นเป็นกิเลส และกุศล แล้วแต่สะสมอะไรมา อย่างบางคน เขาเห็นคนยากจน เขาทนไม่ได้ที่จะให้ อีกคนก็เฉยๆ ใช่ไหม ถูกไหม ก็ไม่ได้สะสมมาที่จะช่วยแบบนี้ใช่ไหม แต่ต่างคน ต่างอัธยาศัย บางคนก็สะสมมาที่จะฟังพระธรรม เข้าใจธรรม ช่วยให้คนอื่นเข้าใจ ก็ต่างอัธยาศัย บางคนก็ วิชาความรู้อื่นก็ไม่เอา ทำกับข้าวดีกว่า ไปเรียนทำกับข้าว เห็นไหม ก็แล้วแต่อัธยาศัย บางคนก็ชอบดนตรี ต่างคนก็ต่างเป็น เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งไปแลกกันไม่ได้ มอบหมายให้ใครก็ไม่ได้ แต่เป็นธรรมซึ่งจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่ได้สะสมไว้

    เพราะฉะนั้นต้องการเป็นอย่างไร ก็สะสมเสียเดี๋ยวนี้ ต้องการที่จะเข้าใจธรรม รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความเข้าใจ ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ในชาตินี้ แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจขึ้นอีกได้ เพราะแม้แต่คำว่าธรรม ลองถามคนที่นับถือพระพุทธศาสนาว่าคืออะไร ถ้าเขาไม่ได้ฟัง เขาก็ตอบไม่ได้ หรือตอบไปตามความที่เขาคิดคนละอย่าง แต่ตรงไหมกับความเป็นจริง ว่าสิ่งที่มีจริงทุกอย่างไม่เว้นเลย ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม แข็งก็จริง เห็นก็จริง หวานก็จริง โกรธก็จริง ชอบก็จริง ทุกอย่างเป็นธรรม ธรรมคือไม่ใช่ใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร มีเกิดขึ้นได้ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นลองคิด เราที่เข้าใจว่าเป็นเรา จะทำให้อะไรเกิดขึ้นมาได้ไหม ลองคิดทำได้ไหม

    ผู้ฟัง ทุกอย่างมันเป็นปรากฏการณ์ตามความจริงที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ทำ เราทำไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าเราบอกว่าเราทำกับข้าวได้ ไม่มีมือทำได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แค่นี้ก็รู้แล้วใช่ไหม ไม่คิดทำได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจึงแยกละเอียดมาก เห็นเกิดมาทำกิจเดียวคือเห็น ได้ยินก็เกิดขึ้นทำกิจเดียวคือได้ยิน ต่างจิตก็ต่างกิจ กุศลเกิดขึ้นทำกิจของอกุศลได้ไหม ไม่ได้ อกุศลไปทำกิจของกุศลได้ไหม อกุศลก็ต้องทำกิจของอกุศล จะไปทำกิจของกุศลไม่ได้ ทำคิดได้ไหม ก็ได้หรือ คิดแล้วทำตรงไหนละ เห็นไหม คิดแล้วต่างหาก เราไปคิดว่าเราทำได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ทุกครั้งที่ว่าทำได้ นั่นคือเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย แม้แต่คิด บอกว่าทำคิด คิดต่างหากกำลังคิด นั่นแหละคิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้นก็ศึกษาคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง และจิตที่เกิดก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทรงแสดงไว้ว่าจิตมีมากมายหลายประเภท แต่มีจิต ๑๐ ประเภท ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย น้อยที่สุดคือ ๗ ประเภทต้องรู้ว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แค่เห็น แค่ได้ยิน ชอบไม่ชอบ เจตสิก คิดดีคิดชั่วอะไรทั้งหมดเป็นเจตสิกหมด เพราะแค่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเป็นจิต เราฟังแค่นี้ จิตเห็นหนึ่ง ผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม จึงเป็นสอง เป็นจิตเห็นที่เป็นกุศลวิบาก วิบากเป็นคำใหม่ หมายความว่าผลของกรรม ถ้าใช้คำว่าวิบากก็จะเป็นอื่นไม่ได้เลยทั้งสิ้น ต้องเป็นผลของกรรม และผลของกรรมที่เป็นวิบาก ต้องเป็นธาตุรู้ด้วย เพราะถ้าเป็นผลของกรรมที่ไม่รู้อะไร ก็ไม่เดือดร้อนใช่ไหม จะเดือดร้อนอะไร เมื่อไม่รู้อะไรเลย แต่เมื่อเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม เป็นธาตุรู้ อย่างหนึ่ง และผลของกรรมที่ไม่รู้คือรูป กรรมทำให้เกิดรูป แต่รูปไม่รู้อะไร ด้วยเหตุนี้ กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดทั้งจิต เจตสิก และรูป ซึ่งเป็นผลของกรรม

    เราเลือกรูปร่างของเราตอนเกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วค่อยๆ โตมาเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีใครซ้ำกันเลย กี่คน ตามกรรม ทั้งๆ ที่ตาก็มีสองตา ก็ยังไม่ซ้ำกัน ใช่ไหม มองไปมองมาแต่ละคน ก็เป็นแต่ละหนึ่ง เขียวบ้าง ดำบ้าง น้ำตาลบ้าง ใช่ไหม ก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งแสดงเหตุและผล ที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ใช่เรา แต่เป็นเพราะสิ่งนั้นๆ เป็นปัจจัย ทราบไหมว่าสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น มีรูปกี่รูป ไม่รู้ใช่ไหม

    แค่เห็นต้องมีสีสันวรรณะแน่ เห็นเมื่อไหร่ต้องปรากฏ เป็นสิ่งที่เหมือนสีหนึ่งสีใด หรือว่าหลากหลายมากก็ได้ หลายๆ สี แต่ต้องเป็นสิ่งที่กระทบตา อยู่ตั้งไกลใช่ไหม อยู่ตรงนั้น แต่พอลืมตากระทบ จิตเห็นเกิดขึ้นเห็น แต่ไม่รู้ว่าที่ว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา มีอะไรอยู่ตรงนั้นบ้าง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดอย่างยิ่ง คิดไม่ออกแน่ เหลือเชื่อใช่ไหม เพราะปรากฏเพียงแค่สีสันวรรณะที่เป็นรูปร่างสัณฐานแล้ว

    เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเห็นอะไร ถ้าตอบตรง ไม่ผิดเลย ก็เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ รูปเดียว สิ่งเดียวเท่านั้นในโลกทุกรูป แข็งหลับตาก็ปรากฏได้ เสียงหลับตาก็ปรากฏได้ กลิ่นหลับตาก็ปรากฏได้ แต่เห็นต้องมีสิ่งที่กระทบตา ที่เห็นได้ เห็นแข็งได้ไหม ถ้าเข้าใจแล้วเห็นไม่ได้เลย แต่พอไม่รู้ เห็นได้ว่านี่โต๊ะแข็ง เลยคิดว่าเห็นแข็ง แต่ความจริงไม่ใช่ ไม่มีทางเห็นแข็ง เพราะแข็งกระทบตาไม่ได้

    กระทบกายปสาทซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัวได้ เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง ในรูป ๒๘ แต่ละรูป แต่ละรูป มีจริงๆ แยกออกเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเพราะสมุฏฐานต่างกัน เราไม่รู้ว่ารูปนี้เกิดจากอะไร รูปนี้ก็เป็นสิ่งที่กระทบตาได้เหมือนกัน แต่เกิดจากอะไร ต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากอุตุ ความเย็นร้อนก็มี รูปที่เกิดจากอาหารที่บริโภคเข้าไปก็มี เพราะฉะนั้นรูปทั้งหลาย จึงต้องอาศัยอาหาร เพียงแค่รูปที่เกิดจากกรรม รูปที่เกิดจากจิต รูปที่เกิดจากอุตุ ไม่สามารถที่จะดำรงรูปนี้ต่อไปได้ ต้องอาศัยรูปที่เกิดจากอาหารอุปถัมภ์ ให้รูปนี้สืบต่อดำรงไปได้ ทุกอย่างหมด ก็คือชีวิตทั้งหมดเลย ซึ่งเป็นธรรมทั้งหมด รู้ได้จริงๆ ว่าเกิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครจะบันดาลได้เลยทั้งสิ้น เริ่มเข้าใจธรรมแล้วใช่ไหม สิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตา แต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกัน จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก รูปเป็นรูป แต่รูปก็หลากหลายเป็น ๒๘ ประเภท จิตก็หลากหลาย ทั้งๆ ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่ประกอบด้วยเจตสิกต่างๆ ทำให้จิตหลากหลายเป็น ๘๙ ประเภท เจตสิกมี ๕๒ และก็ต้องเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นจิตกับเจตสิกอาศัยกันและกันเกิดขึ้น แยกกันไม่ได้เลย ต้องเกิดพร้อมกัน ภาษาบาลีใช้คำว่าสหชาตปัจจัย ปัจจัยคือธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วก็ต้องเกิดพร้อมกันด้วย สิ่งนี้อาศัยสิ่งนี้เกิด แต่ต้องเกิดพร้อมกันกับสิ่งที่อาศัยให้เกิด เพราะฉะนั้นจิตเจตสิกเกิดพร้อมกัน เวลาโกรธมีจิตไหม โกรธเป็นเจตสิกต้องเกิดกับจิต ถ้าไม่มีจิตโกรธไม่ได้เลย ไม่มีจิต ไม่มีสภาพรู้ จะไปโกรธอะไร เพราะฉะนั้นจิตกับเจตสิก ทุกครั้งที่เกิด จิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เจตสิกต้องเกิดจิตทุกครั้ง โดยสหชาตปัจจัย

    เคยไปฟังพระสวดศพแล้วได้ยินแต่ปัจจัยใช่ไหม เหตุปัจจโย อารัมมณปัจจโย ตอนนี้รู้แล้วเรียกว่าอารัมมณคืออะไร คือสิ่งที่จิตรู้ แต่เหตุปัจจโยเป็นเจตสิก ๖ ประเภท ถ้าเป็นอกุศลเจตสิก ก็เป็นเหตุที่ไม่ดี ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ เจตสิก โลภะความชอบเป็นเจตสิกหนึ่ง บังคับให้เกิดก็ไม่ได้ถ้าสิ่งนั้นไม่น่าพอใจ โทสะเจตสิกก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง โมหเจตสิก ไม่รักไม่ชังแต่ไม่รู้ ไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ โมหะเกิดกับจิตมากไหม

    เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดยิ่งกว่านั้นอีกว่า หลังจากที่เห็นขณะนี้ดับไป จิตที่เกิดต่อ ๓ ขณะ อกุศลเกิดแล้ว ไม่รู้เลย บางมากเท่าที่จะไหลไป ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าไม่รู้อย่างนี้ละกิเลส ดับกิเลสไม่ได้เลย นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งรู้ทุกอย่าง จึงสามารถที่จะดับเหตุที่จะให้เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะรู้เหตุ เราดับเองไม่ได้ใช่ไหม ไม่อยากโกรธ ก็โกรธ ถึงเวลาก็โกรธ ไม่ถึงเวลาก็ไม่โกรธ บังคับบัญชาไม่ได้ อนัตตา จะรู้ไหมว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อใด เดี๋ยวนี้ได้ไหม ได้ ไม่มีใครรู้เลย ประมาทไม่ได้เลย

    พระปัจฉิมวาจาก่อนปรินิพพานครั้งสุดท้าย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม แม้การฟังก็ไม่ประมาท จึงจะชื่อว่าถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทในทุกอย่าง ถ้าฟังเผินๆ รู้แล้วเข้าใจแล้ว ประมาทแล้ว ผิดแล้ว หนทางผิดง่ายมาก เพราะไม่รู้ ก่อนฟังธรรมรู้หรือเปล่า ว่าอะไรเป็นธรรม เห็นไหม ก่อนฟังธรรมรู้หรือเปล่าว่าธรรมมี ๒ อย่าง คือสภาพที่ไม่รู้ก็มี สภาพรู้ก็มี และก่อนฟังธรรมรู้ไหมว่าสภาพรู้ก็ยังต่างกันเป็น ๒ อย่างคือจิตกับเจตสิก จิตแค่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ อยู่ที่ฝั่งมหาสมุทร รู้ไหมว่าฟ้ากับน้ำ ไม่ใช่มีแต่ฟ้า และไม่ใช่มีแต่น้ำ เพราะจิตรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ คนที่เขาชำนาญ เพชรแท้เพชรเทียม เขารู้เลย หยกเขาคลำดู จับดูเขาก็รู้ เพราะจิตรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ถ้าถามว่าหวานไหม และคนนั้นตอบว่าหวาน เรารู้ไหมว่าหวานแค่ไหน หวานแบบน้ำตาล หรือว่าหวานแบบน้ำผึ้ง ใช่ไหม รู้ไหม จนกว่าจะลิ้มรสไม่ต้องบอกเลยสักคำ ชัดเจน เพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง คำไหนก็บรรยายไม่เท่ากับสภาพขณะนั้นที่กำลังรู้แจ้ง เพราะฉะนั้นถามใครว่าอร่อยไหม แล้วเขาตอบแล้วเราจะรู้ไหมว่าอร่อยนั้นแค่ไหน ใช่ไหม หรือเค็มจะเค็มแค่ไหนก็ไม่รู้

    เพราะฉะนั้นสภาพของจิตที่เกิดขึ้น รู้แจ้งอารมณ์ คือสิ่งที่จิตกำลังรู้ โดยไม่ต้องพูดแต่รู้แจ้ง อย่างเจ็บ หมอถามว่าเจ็บไหม บอกว่าเจ็บแล้วหมอจะรู้ไหมว่าเจ็บแค่ไหน ใช่ไหม แต่คนที่กำลังเจ็บไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ็บอย่างนี้ แค่นี้ ตรงนี้เจ็บ หมอยังต้องถาม ว่าตรงนี้เจ็บไหม ตรงนั้นเจ็บไหม ทั้งๆ ที่กระทบสัมผัสใช่ไหม แต่คนเจ็บเท่านั้นที่จะบอกได้ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง ที่รู้ว่าเจ็บตรงนั้นนะคือจิต เพราะฉะนั้นจิต เป็นสภาพที่รู้ได้ทุกอย่างไม่เว้นเลย เพียงแต่ว่าจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งได้ ด้วยเหตุนี้จึงหลากหลายเป็น ๘๙ ประเภท เป็นอกุศลจิต เป็นโสภณจิต จิตที่ดีงาม แยกออกเยอะเลย เห็นก็เป็นหนึ่งแล้ว แต่เห็นไม่ใช่กุศลและอกุศล แม้เป็นจิต ก็เป็นวิบากจิตคือเป็นผลของกรรม

    เพราะฉะนั้นจิต โดยการเกิดขึ้นต่างกันเป็น ๔ อย่าง คือ ๑ เป็นกุศล ซึ่งเป็นเหตุ อีก ๑ คือเป็นอกุศล ต่างกันมาก ๒ อย่างนี้ ก็เป็นเหตุ แต่เมื่อได้กระทำเหตุคือกรรมสำเร็จลง ก็เป็นปัจจัยให้เกิดจิตที่เป็นผล เพราะฉะนั้นเราเริ่มรู้ว่าผลของกรรมที่เราทำมานั้น ก็คือขณะเกิด ขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีใครทำให้ นอกจากกรรมที่ทำแล้ว ทำให้เห็น ทำให้ได้ยิน เป็นต้น

    เพราะฉะนั้นก็มีกุศล ๑ อกุศล ๑ และผลของกรรม ภาษาบาลีใช้คำว่าวิปากะ แต่คนไทยออกเสียงว่าวิบาก ก็มีกุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต เหตุและผล และก็มีจิตอีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งกุศล และอกุศล และวิบาก จิตนั้นเป็นกิริยา สำหรับพระอรหันต์ท่านไม่มีอกุศลเลย ดับหมด และไม่มีกุศลด้วย เพราะตราบใดที่เป็นเหตุคือกุศล เป็นปัจจัยให้ผลเกิด แต่พระอรหันต์ดับเหตุที่จะให้เกิด

    เพราะฉะนั้นทันทีที่ปรินิพพาน จิตที่เราเรียกว่าตาย ขณะสุดท้าย พ้นความเป็นบุคคลนี้ดับ ไม่มีการเกิดอีกเลย แต่คนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ทันทีที่จุติจิตขณะสุดท้ายดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดโดยกรรมหนึ่ง ซึ่งทำให้จิตนั้นเป็นประเภทไหน เป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เกิดมาเป็นใคร เป็นนก เป็นงู สีเหลือง สีเขียวอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีใครทำได้เลยนอกจากกรรม

    เพราะฉะนั้นจิตมี ๔ ชาติ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่า ชา ติ กุศล ๑ อกุศล ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑ กิริยาจิตส่วนใหญ่เป็นของพระอรหันต์ เพราะไม่เป็นกุศล และอกุศล ความดีทั้งหมดแม้แต่จิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีเพียง ๒ คือไม่มีกุศล และอกุศลอีกต่อไป แต่มีวิบากจิต ผลของกรรมในอดีตที่ได้ทำไว้ เพราะฉะนั้นบางครั้งพระองค์ก็ประชวร อยู่ในโรงช่างหม้อ เพื่อที่จะไปอนุเคราะห์คนที่เขาสะสมมาที่จะได้เข้าใจธรรม แต่ก็เห็นสิ่งที่ไม่ดีได้ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นก็มีวิบาก ซึ่งเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์จะไม่มีกุศลจิต ไม่มีอกุศลจิต แต่มีวิบากจิตกับกิริยาจิต คิดดีก็เป็นกิริยา ไม่เป็นเหตุให้เกิดผล แต่ถ้าคนที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ คิดดีให้ผล ทำให้เกิดดีเห็นดีได้ยินดี เพราะเหตุดี เพราะฉะนั้นก็ต้องแยกจิตให้ชัดเจน ว่าจิตที่เป็นเหตุกับจิตที่เป็นผล และจิตที่ไม่ใช่ทั้งเหตุและผล คือกิริยา แต่เรามีกิริยาจิตด้วย แต่ไม่ใช่แบบเดียวอย่างเดียวกับพระอรหันต์


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    12 ส.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ