ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
ตอนที่ ๑๓๙๑
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมไชยแสงพาเลส จ.สิงห์บุรี
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ร่างกายทั้งหมดเปื่อยเน่า เพราะไม่มีจิต ยังเป็นที่ยินดีไหม เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง ในขณะที่คนอื่นอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น อยากทำสมาธิ แต่ว่าในครั้งพุทธกาล ผู้ที่มีปัญญาก็มีมาก ที่สะสมมาแล้ว เห็นโทษของสิ่งที่ปรากฏว่าไม่ยั่งยืน เล็กน้อย ก็แสวงหาทางที่จะพ้นจากการที่จะต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และคิดนึก
แต่เรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ปรากฏไม่เหลือเลย แต่เรื่องราวความทรงจำในสิ่งต่างๆ ก็สามารถที่จะคิดถึงได้ แต่สิ่งนั้นที่ดับไปแล้วจะไม่กลับไปอีกเลย เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้ ผู้นั้นรู้หนทางที่จะทำให้จิตสงบ แต่เป็นตัวตน เพราะเหตุว่ารู้หนทางที่จะทำให้จิต ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเราสงบ
เพราะฉะนั้นจึงมีภาวนา ที่ชื่อว่าสมถภาวนา หมายความว่ากระทำจิตให้สงบ เพราะปัญญารู้ว่าตราบใดที่ยังเห็น ยังได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ก็คิดแต่เรื่องอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้ก็ไม่มีจริงๆ หมดแล้วจริงๆ เพียงแค่จำไว้ ถ้าไม่จำก็ลืมเลย ใครจำได้ครบบ้างตอนเป็นเด็ก ไม่ต้องเป็นเด็ก เมื่อเช้านี้ทำอะไรบ้าง บอกสิ เอาให้หมดเลย เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม
เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาเท่านั้น จึงสามารถที่จะเห็นโทษของสิ่งที่ติดข้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทำจิตให้พ้นจากอกุศลที่ติดข้อง โดยรู้ว่าระลึกอย่างไรจึงจะเป็นกุศล นี่ก่อนทำสมาธิ แต่คนที่ไปทำสมาธิด้วยความอยาก ตลอดเวลาเป็นอกุศล เพราะเหตุว่าผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นจึงสามารถที่จะค่อยๆ เห็นโทษของสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และเห็นว่าสิ่งที่มีประโยชน์กว่า คือการที่จิตสงบจากสิ่งเหล่านี้ จึงมีสมถภาวนา
สมถะคือสงบ ภาวนาคืออบรม เห็นว่าสิ่งใดไม่มีประโยชน์ และสิ่งใดสงบจากอกุศล เพราะฉะนั้นจึงมีสมถภาวนาก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ง่าย สมถภาวนานี่ไม่ง่ายเลย ไม่ใช่ว่าเราไปนั่งเฉยๆ และก็บอกให้คิดถึงลมหายใจ เป็นต้น ทำไมไปคิดถึงลมหายใจแล้วจะสงบ เอาปัญญาที่ไหนมารู้ ว่าขณะนั้นสงบหรือเปล่า เข้าใจเองใช่ไหมว่าสงบ
เพราะคิดว่าถ้าไม่คิดถึงเรื่องราวใดๆ ที่เคยรำคาญใจ เดือดร้อน ไม่ต้องเห็น ไม่ต้องได้ยิน เข้าใจว่าขณะนั้นสงบ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ สิ่งซึ่งใครก็ไม่สามารถจะรู้ได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดง พระองค์ตรัสไว้ว่าอย่างไร ในเรื่องของสมาธิ มิจฉาสมาธิ ต่างกับสัมมาสมาธิ
สมาธิทั้งหมดจะเป็นสมาธิที่เป็นกุศลไม่ได้เลย ถ้าขณะนั้นกุศลจิตไม่เกิด และถ้ายังคงเป็นเราสงบ ขณะนั้นก็เป็นมิจฉาสมาธิ เพราะเหตุว่าไม่ได้มีความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นแม้แต่หนทางที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ก็มีสัมมาสมาธิ แต่ทั้งหมดที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ เจตสิก ๘ ดวง ก็ต้องมีปัญญาเป็นใหญ่ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีปัญญาเลย ไปนั่งสงบทำไม เพื่อเราต้องการ ขณะที่ต้องการจะสงบไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งซึ่งใครก็ไม่รู้ได้ เช่น จิตเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ จิตที่ดับแล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด เห็นขณะนี้ดับไหม ลองไตร่ตรอง ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิด คนละอย่าง คนละอย่าง แล้วต้องเกิดทีละหนึ่งด้วย เพราะจิตจะเกิดขึ้นทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้ เห็นจริงๆ แล้วก็ดับไป ก่อนเห็นมีจิตไหม มีแต่ไม่เห็น ถูกต้องไหม
เพราะฉะนั้นจิตก่อนเห็นไม่ใช่จิตเห็น และเดี๋ยวนี้เองจิตก็เกิดและดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้ มากมายมหาศาล แต่ก็สืบต่อจนปรากฏให้รู้ว่านี่จิตนะที่กำลังรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นนิมิต หมายความว่าสิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้ว่ามีจิต เพราะจิตเกิดดับสืบต่อจากขณะก่อนมาถึงขณะนี้ แต่เร็วมากสุดที่จะประมาณได้
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่จิตเห็นดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด จิตที่เกิดต่อ เรียกตามกิจของจิตนั้น ถ้าเป็นคนที่เป็นนักร้อง เราก็บอกว่านักร้องใช่ไหม คนที่ทำนา เราก็บอกว่าเขาเป็นชาวนา เพราะฉะนั้นเราก็เรียกชื่อจิตตามกิจหน้าที่ของจิต ว่าทันทีที่จิตเห็นดับหนึ่งขณะเอง จิตที่เกิดต่อไม่เห็น ใครจะรู้ แต่ว่าเกิดหลังจากที่จิตเห็นดับทันที โดยรู้สิ่งที่จิตเห็นนั่นแหละ แต่ไม่เห็น เห็นไหมว่าเร็วปานใด ขณะนี้ทรงแสดงการเกิดดับของจิตอย่างละเอียดยิ่งทีละหนึ่งขณะ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนอื่นไม่รู้คิดว่า เป็นกุศลสมาธิ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขณะเห็นเดี๋ยวนี้ดับ มีจิตที่เกิดต่อทำกิจรับรู้ แต่ไม่เห็น ชื่อว่าสัมปฏิฉันนกิจ จึงเรียกจิตนั้นว่า สัมปฏิฉันนจิต สัมปฏิฉันนจิตก็ต้องดับ เกิดขึ้นนิดเดียวแล้วก็ดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ อีกประเภทหนึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่าสันตีรณจิต เพราะกระทำสันตีรณกิจ แต่ยังมีความละเอียดอีกมากในสภาพของจิตแต่ละหนึ่งขณะ และจิตที่รับรู้อารมณ์ต่อจากสัมปฏิฉันนะดับ สันตีรณะจิตที่รู้อารมณ์ต่อจากสัมปฏิฉันนะ ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นอีกหนึ่งขณะ หนึ่งขณะ ต่อจากนั้นสิ่งที่ได้สะสมมาในจิตแสนโกฏขณะ เกินกว่านั้น ถึงเวลาที่จะเกิดได้ ไหลไปตามอารมณ์ เดี๋ยวนี้ใครรู้ว่าเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นแม้คนที่ไม่รู้อะไรเลยแต่อยากสงบ ก็ไม่รู้ว่าสงบต้องเป็นการที่ไม่ใช่อกุศลจิต แต่ขณะเห็นเดี๋ยวนี้อกุศลจิตเกิดแล้ว
เพราะฉะนั้นเรากำลังฟังธรรม และเข้าใจธรรมท่ามกลางอกุศล แต่ให้ทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นกุศลประเภทใด หรืออกุศลประเภทไหนที่ดับแล้ว ก็สะสมโดยฐานะที่เกิดแล้ว แปดเปื้อนจิตแล้ว หรือว่าดีงามก็ตาม ก็ทำให้จิตนั่นแหละเป็นลักษณะที่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้น แต่ไม่มีใครรู้ แต่ละหนึ่งขณะจิต เจตสิกกำลังทำงานโดยรู้ รูปธรรมก็เกิดดับแต่ไม่รู้ ก็มีเท่านี้เอง ที่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นดาว เป็นพระอาทิตย์ เป็นประเทศ เป็นรถยนต์ เป็นอะไรก็ตาม ก็ต้องเป็นหนึ่ง
ธรรมคือเป็นรูปธรรม หรือเป็นจิต หรือเป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นการไม่เข้าใจธรรมแล้วอยากทำสมาธิ แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นไม่ได้เป็นปัญญาเลย ไม่ได้เห็นโทษของอะไรเลย แต่ว่ากุศลธรรมต่างกับอกุศลธรรม เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความรู้ จะระงับอกุศลธรรมได้อย่างไร เพราะว่าในขณะเห็นเดี๋ยวนี้ก็มีอกุศลตาม ได้ยินเดี๋ยวนี้ก็มีอกุศลตามอยู่เรื่อยๆ มากมาย แต่ปัญญาถ้าสะสมแล้ว มีกำลังสามารถที่จะละความไม่รู้ และกิเลสได้ตามลำดับ คือการหลงผิดว่าเป็นเรา
ก่อนการตรัสรู้ มีผู้ที่มีปัญญาที่เห็นและเข้าใจถูกต้อง ว่าเดี๋ยวนี้จิตเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แต่ยังเป็นเรา ไม่ใช่การรู้ว่าเป็นธรรม นี่คือความต่างของผู้ที่มีปัญญาระดับขั้นสมถภาวนา ซึ่งมีก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผลก็คือความสงบจนกระทั่ง ยากมาก แต่ก็บรรลุฌานจิตที่ตั้งมั่นในอารมณ์ตามลำดับ ตั้งแต่ ฌานแรก ปฐมฌาน
ยังเห็นโทษของจิตขณะนั้น ว่ายังประกอบด้วยสิ่งที่ใกล้ชิดต่อความติดข้อง และรู้ว่าขณะนั้นเป็นโทษ จึงละเจตสิกที่เกิดพร้อมฌานจิตในขั้นปฐมฌาน และก็มีความสงบได้โดยไม่ต้องอาศัยวิตกเจตสิก มีแต่วิจารเจตสิก ซึ่งขณะนี้เป็นชื่อ แต่ผู้ที่สนใจสามารถเข้าใจได้ด้วยการฟัง เห็นคุณไหมว่ามีสิ่งที่เราไม่รู้ และไม่ได้ฟัง
เพราะเหตุว่าไม่มีใครกล่าวถึงคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อได้ฟังคำแล้ว มีความเข้าใจแล้ว ก็คือช่วยกันให้คนอื่นได้มีความเข้าใจถูกต้อง เพื่อดำรงพระพุทธศาสนาซึ่งยากยิ่ง กว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้และทรงแสดงความจริงให้แต่ละคนได้เริ่มเข้าใจ ตามที่พระองค์ได้ตรัสรู้ สามารถที่วันหนึ่งก็จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ ขณะนี้ไม่ใช่สมถภาวนาแล้ว เป็นวิปัสสนาภาวนา แต่ยังไม่ใช่วิปัสสนาญาณ เพียงแต่เข้าใจถูกเป็นขั้นต้น โดยการฟังมีความเข้าใจที่มั่นคงว่าไม่มีเรา ขณะนี้เป็นธรรม
เพราะฉะนั้นเห็นเดี๋ยวนี้ ถ้าเข้าใจถูกต้องว่าเห็น ไม่ใช่ได้ยิน เพียงเท่านี้ก็จะเห็นความไม่ใช่ตัวตน ใครจะไปบังคับได้ว่าจะให้ได้ยินอะไร ให้เห็นอะไร เห็นแล้วคิดอะไร เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าไม่มีใคร แต่มีธรรมซึ่งเกิดขึ้นทำกิจตามการสะสม ตามเหตุตามปัจจัยทุกอย่าง ละเอียดอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ธรรมทั้งหมดเป็นปรมัตถธรรม ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งได้ และเป็นอภิธรรม อภิ คือลึกซึ้งละเอียดอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นทุกอย่างในขณะนี้เป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรม แม้แต่สมาธิ ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่จะพูดกันทำกัน แต่ต้องมีความเข้าใจถูกต้องว่าตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาระดับที่สามารถที่จะทำให้จิตสงบ แต่ยังคงเป็นเรา ก็คือผู้ที่ได้ฌานในยุคนั้น แต่สมัยนี้อะไรกัน ไปที่ไหนสักแห่ง สำนักหนึ่ง และก็ทำอะไรก็ไม่รู้ บางคนก็บอกได้ฌานแล้ว บางคนก็บอกถึงฌานที่ ๕ แล้ว บางคนก็เป็นวิปัสสนาญาณไปแล้ว วิกฤตไหม
ตอนนี้รู้ว่าวิกฤตพระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหนแล้วใช่ไหม หรือยังไม่รู้ วิกฤติของพระพุทธศาสนาก็คือความไม่รู้ จึงมีสำนักปฏิบัติ ใช้คำว่าสำนักปฏิบัติหรือสำนักวิปัสสนา แต่ว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ไม่รู้ว่าวิปัสสนาคืออะไร ปัญญารู้อะไร แต่ว่ามีความต้องการ เพียงชื่อได้ยินก็อยากจะมี แต่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร โดยไม่ได้เข้าใจให้ถูกต้องว่านั้นถูกไหม ไม่รู้อะไร แล้วก็ไปปรารถนาปัญญาระดับที่จะดับกิเลส ซึ่งเดี๋ยวนี้มีกิเลส ไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่รู้
เพราะฉะนั้นหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นหนทางละอกุศล และความไม่รู้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความติดข้องพอใจที่จะไปสำนักปฏิบัติ แต่ว่าก็ไม่รู้อะไร และหลงเข้าใจว่าได้ญาณ วิปัสสนาญาณ หรือบางคนก็เข้าใจว่าได้บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบันแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเห็นขณะนี้ไม่ใช่เรา และความไม่รู้ต่างหากที่กำลังยึดถือเห็นว่าเป็นเรา กำลังได้ยิน ความไม่รู้ก็ไม่รู้ลักษณะที่ได้ยิน ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นเต็มไปด้วยความไม่รู้ จึงไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นต้องฟัง ใครพูดก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เรื่องอะไรก็ได้ จริงหรือเปล่า ถูกต้องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อความรู้ความเข้าใจเกิดขึ้นคือปัญญา ปัญญาก็เริ่มทำกิจหน้าที่ของปัญญา ยิ่งเข้าใจขึ้น คือปัญญารู้ความจริงมากขึ้น ก็จะนำไปสู่ปฏิปัตติ เพราะเหตุว่าปริยัติคือการเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว อย่างละเอียดรอบคอบลึกซึ้งมั่นคงจนเป็นสัจจญาณ
คนที่ฟังพระธรรมในครั้งโน้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เขารู้แจ้งอริยสัจธรรม ไม่ได้ไปไหนเลย ไม่ได้ไปทำอะไรที่ผิดปกติ แต่เขารู้ว่ากำลังเห็น ไม่เคยมีใครบอกความจริงว่าเห็นนี่ต้องเกิด ต้องมีปัจจัย แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่ใช่คิด ไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้นทุกอย่างตั้งแต่เกิด ทั้งวัน ทุกวัน ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงวิกฤต เพราะเหตุว่าพอไม่รู้แล้ว ก็จะนำมาซึ่งอกุศลนานาประการ ทุจริตทุกวงการ อย่างที่เราได้ทราบ ถูกไหม
แล้วนี่หรือคือคำสอนที่เขาไปปฏิบัติ เพราะเหตุว่าถ้ามีความเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะเห็นประโยชน์แล้วก็รู้ว่าแค่นี้ไม่พอ ฟังแค่นี้ไม่พอ เข้าใจแค่นี้ไม่พอ ยังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เข้าใจขึ้นอีก ก็เข้าใกล้ที่จะได้เห็นคุณของพระองค์มากเท่านั้น
แต่ถ้าตราบใดที่ผู้ที่เข้าใจว่าพุทธศาสนาไม่ต้องศึกษา หรือเวลามีสำนักปฏิบัติก็บอกว่าทิ้งปริยัติให้หมด แล้ว ๔๕ พรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจะเป็นประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ไม่เข้าใจธรรม ลบหลู่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดึงพระศาสนาลงต่ำ เหมือนเป็นสิ่งที่ง่ายมาก ไม่ต้องรู้ ไม่ต้องเข้าใจเลย แค่ไปสำนักปฏิบัติก็รู้แจ้งสัจธรรม นี่คือวิกฤติของพระพุทธศาสนา
ผู้ฟัง สืบเนื่องจากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงเมื่อกี้ว่า ความหมายของการที่ว่าเป็นสมาธิ หมายถึงว่าในขณะนั้นเราเห็น ไม่ว่าจะแปปเดียว หรือจะนานนี่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสมาธิ ถูกไหม
ท่านอาจารย์ มีเจตสิกประเภทหนึ่ง ซึ่งตั้งมั่นในอารมณ์ จิตรู้แจ้งสิ่งที่เจตสิกตั้งมั่น เอกัคคตาเจตสิก ตั้งมั่นในอารมณ์ใด จิตก็รู้แจ้งอารมณ์ที่เจตสิกนั้นตั้งมั่น และยังมีเจตสิกอื่นซึ่งเกิดกับจิต จิตจะเกิดโดยปราศจากเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกจะเกิดโดยปราศจากจิตไม่ได้ แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะฉะนั้นในขณะนี้กำลังจำหรือเปล่า
ผู้ฟัง มีสภาพที่ได้ยินในสิ่งที่เป็นจริงที่อาจารย์กล่าวมา
ท่านอาจารย์ ขณะที่ได้ยินมีสภาพจำไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะรู้มั้ย
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าขณะใด สิ่งใดทั้งสิ้นที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงโดยละเอียดยิ่ง เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่าสมาธิก็คือเอกัคคตาเจตสิก ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง แต่ว่าถ้าตั้งมั่นในอารมณ์เดียวนาน ก็ปรากฏลักษณะของความตั้งมั่น ซึ่งใช้คำว่าสมาธิ
ผู้ฟัง ขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ได้ช่วยชี้แนะมรรควิธีง่ายๆ ในการที่ว่าเราจะหลุดออกจากความขัดข้อง และไม่รู้จนเกิดเป็นวิกฤตพระพุทธศาสนา
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร และทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา แล้วใครจะนำคำสองคำ มาทำให้รู้แจ้งสภาพธรรมที่พระองค์ได้ตรัสไว้ทุกคำ ใน ๔๕ พรรษา เช่น เดี๋ยวนี้กำลังเห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งธาตุรู้ ซึ่งอาศัยตา และสิ่งที่กำลังปรากฏกระทบกัน เป็นปัจจัยให้กรรมหนึ่งที่ได้ทำไว้แล้วในอดีต จะเป็นชาติไหนก็ได้ เราไม่สามารถจะรู้ได้ แต่รู้ได้ว่าผลของกรรม ก็คือเกิด แล้วแต่จะเกิดเป็นอะไร ถ้าเป็นผลของอกุศลก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน นก หนู ปู ปลา หรือเกิดเป็นเปรต หรือเกิดในนรก หรือเกิดเป็นอสูรกาย ตามกำลังของกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นกรรมที่สำเร็จไปแล้ว ประมาทไม่ได้เลย จะให้ผลวันไหน วันนี้ร่างกายแข็งแรงดี พรุ่งนี้ไม่มีแขนไม่มีขาก็ได้ ใครทำ ทำได้อย่างละเอียดทั้งหมด
เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าผลของกรรมคือขณะเกิดที่ต่างกัน แล้วเกิดแล้ว ก่อนตายก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงเหตุคือกรรม ก็ต้องรู้ว่าผลของกรรม คือเกิดมาต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ถ้าเป็นสิ่งที่น่าพอใจ เป็นผลของกุศลกรรม ที่จะทำให้ผลคือวิบากจิต ภาษาบาลีใช้คำว่าวิปากะ
หมายความว่า ได้ยินคำว่าวิบากเมื่อไหร่ ก็คือว่าเป็นผลที่กรรมที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เช่น เรากำลังเห็นเดี๋ยวนี้ มาจากกรรมไหนในสังสารวัฎ ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่รู้ว่านี่เป็นผลของกรรม เลือกไม่ได้เลย จะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ แล้วแต่เหตุซึ่งเป็นกุศล และอกุศล เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ได้กลิ่นแล้ว ลิ้มรสแล้ว รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสแล้ว ต่อจากนั้นไม่ใช่กรรม เป็นกิเลสหรือกุศลก็ได้ แล้วแต่การสะสม
เพราะฉะนั้นขณะนี้ รู้หรือเปล่าว่าต้องเกิดเห็น ถ้าไม่รู้หาวิธีลัดอย่างไร ไปทำอย่างไรให้รู้ ทำอย่างไรจะรู้ได้ไหมว่า ขณะนี้เห็นกำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้นหนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พยากรณ์สุเมธดาบสว่าอีก ๔ อสงไขยแสนกัป สุเมธดาบสจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าพระสมณโคดม แล้วเรามีบารมีอะไร ที่จะรู้ว่าขณะนี้จิตเกิดและดับ ก่อนเห็นไม่มีเห็น เพราะฉะนั้นขณะนั้น ปัญญารู้ แล้วเห็นก็เกิด ปัญญาก็รู้ว่า เห็นจะเป็นเราได้อย่างไร
เพราะเหตุว่าขณะที่เห็นปรากฏกับปัญญา ที่ได้อบรมมาจากปริยัติการฟัง จนเป็นปัจจัยให้สัมมาสติเกิดขึ้น เป็นปฏิปัตติ จนกว่าจะถึงการรู้แจ้งปฏิเวธ ถ้าไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เกิดดับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสไหม แล้วถ้ารู้ว่าคนอื่นรู้ไม่ได้ จะตรัสไหม แต่รู้ว่าคนอื่นสามารถฟังแล้วเริ่มเข้าใจ เหมือนชาติก่อนๆ ของพระองค์ และพระสาวกทั้งหลาย เคยฟังมาแล้วนานเท่าไหร่
ท่านพระอานนท์แสนกัป ท่านพระสารีบุตร ๑ อสงไขยแสนกัป แล้วเราเป็นใคร จะรู้อะไร ถ้าไม่ใช่เห็นที่กำลังเห็น เพราะเห็นจริงๆ เกิดจริงๆ ดับจริงๆ เพราะไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินก็ไม่ใช่เห็น ได้ยินก็เกิดจริงๆ ได้ยินจริงๆ แล้วก็ดับ แต่เร็วมาก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความห่างของจิตเห็นและจิตได้ยิน ซึ่งเหมือนพร้อมกันเดี๋ยวนี้ มีจิตอะไรคั่นบ้าง เท่าไหร่ แล้วเราจะหาวิธีลัด ที่จะรู้ว่าขณะนี้จิตกำลังเกิดดับได้ไหม ต้องเป็นคนตรง
เพราะเราไม่รู้ว่าขณะใดที่เข้าใจ มีสภาพธรรมที่ดีงาม เจตสิกที่ดี คือสติเจตสิกเกิดแต่เดี๋ยวนี้สติเจตสิกไม่ปรากฏเลย จิตก็ไม่ได้ปรากฏ เจตสิกอื่นๆ ก็ไม่ได้ปรากฏ เพราะไม่ใช่ปัญญา ที่ได้อบรมจากขั้นฟังเข้าใจ ความต่างของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคง ว่าไม่มีใครจะทำอะไร แต่มีปัจจัยที่ธรรมใดจะเกิด ธรรมนั้นต้องเกิด ไม่เกิดไม่ได้ ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงมากขึ้น สัมมาสติเกิดโดยความเป็นอนัตตา ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าแต่ละอย่าง เป็นอนัตตาอย่างไร
จากการที่ฟังเดี๋ยวนี้ว่า เห็น ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น เป็นอนัตตา เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ขณะที่ได้ยินก็ไม่ใช่เห็นมีปัจจัยต่างกับเห็น ได้ยินจึงเกิดขึ้นได้ แล้วก็ดับไป แล้วไม่รู้อย่างนี้จะละความเป็นตัวตนได้ไหม เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ความเป็นเราเพราะไม่รู้ในทุกอย่าง แม้แต่ในรูปซึ่งกำลังเกิดดับก็ไม่เห็น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440