ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
ตอนที่ ๑๔๐๓
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์สุจินต์ วันนี้ผมขออนุญาตเรียนถาม โพชฌงค์ ๗ ไม่ทราบว่า โพชฌงค์ ๗ กับการเจริญสติ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ขอเรียนถาม
ท่านอาจารย์ คำว่า "โพชฌงค์" ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นธรรมที่มี จะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่ว่าต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก่อนอื่นก็ควรที่จะได้ทราบว่า โพชฌงค์ คืออะไร ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น คำว่า "โพชฌงค์" หรือว่าในภาษาบาลีคือ โพชฌังคะ หมายถึงสภาพธรรมะที่เป็นองค์ หรือว่าเป็นส่วนที่จะเป็นไปเพื่อการตรัสรู้ธรรมตรงตามความเป็นจริง ซึ่งก็เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นผลมาจากการอบรมเจริญปัญญาที่ถึงความเจริญพร้อมแล้ว ที่จะได้ตรัสรู้ธรรมตรงตามความเป็นจริง ซึ่งในโพขฌงค์ก็จะมีธรรมหลายประการ ที่เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปในขณะนั้น ซึ่งแน่นอน จะไม่ปราศจากปัญญาเลย ปัญญาก็เป็นหนึ่งในโพชฌงค์ หรือว่าโพชฌังคะ ก็คือธัมมวิจยะ เป็นการรู้แจ้งแทงตลอด ในสภาพธรรม ตรงตามความเป็นจริงนอกจากนั้น ก็ยังมีสภาพธรรมอื่นๆ ด้วย ที่เป็นธรรมฝ่ายดี ที่เกิดขึ้นเป็นไปในขณะนั้น สติก็เป็นโพชฌงค์ ความเพียรก็เป็นโพชฌงค์ สมาธิก็เป็นโพชฌงค์ เป็นต้น
ท่านอาจารย์ ก็เป็นชื่อ ที่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แต่ก็ยากแสนยากที่จะเข้าใจ เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งและตรัสให้เข้าใจสิ่งที่มี ซึ่งถ้าไม่เริ่มเข้าใจทีละคำ ก็ยาก ก่อนอื่นคำว่า "โพชฌงค์" ธรรมที่ทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีในขณะนี้ แสดงให้เห็นว่า เราไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่มี แต่ว่าเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงแสดงความละเอียดยิ่งที่กล่าวว่า สิ่งที่มีจริงก็คือสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่ว่าไม่มีใครเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี เพราะเหตุว่าแต่ละหนึ่ง เช่น เห็นก็จริง ได้ยินก็จริง และยังดูเหมือนพร้อมกัน และจะเข้าใจความจริงของอะไร ก็ต้องเข้าใจความจริงของเห็น เข้าใจความจริงของได้ยิน เข้าใจความจริงของคิด เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าอะไรก็ตามทั้งสิ้น ที่กำลังมีในขณะนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง แต่เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ต้องฟัง เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏนี่แหละ คือสิ่งที่ปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง สามารถที่จะเริ่มเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นแต่ละคำประมาทไม่ได้เลย มีมาแต่ไหนแต่ไร แต่เกิดทุกวัน จนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ผ่านไป ได้ยินแต่ชื่อของธรรม โดยที่ตัวธรรมกำลังเกิดดับสืบต่อทำกิจการงาน เร็วมาก จนกระทั่งปรากฏเหมือนกับว่าไม่มีอะไรดับเลย
เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทุกสิ่งทั้งหมด โดยประการทั้งปวง ถึงที่สุด หมายความว่าทรงประจักษ์แจ้งสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตามปกติ แล้วใครจะรู้ว่าเห็นขณะนี้เกิดและดับ แต่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ จริงไหม ก่อนเห็นไม่มีเห็น แล้วเห็นก็เกิดเห็น แล้วเห็นก็ดับไป นี่คือโพชฌงค์ หมายความว่าค่อยๆ เข้าใจ จนกว่าจะประจักษ์แจ้ง สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง จะไปรู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อมีเห็นก็ต้องรู้เห็น ในเมื่อมีได้ยินก็ต้องรู้ได้ยิน ในเมื่อมีคิดก็ต้องคิด ในเมื่อมีจำก็ต้องรู้สภาพที่จำ
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปหาอย่างอื่นที่ไม่มีในขณะนี้ ไปพากเพียรทำอย่างอื่นขึ้นรู้ นั่นผิด ถ้าทำอย่างนั้น แล้วไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ จะชื่อว่ารู้ได้อย่างไร เพราะว่าขณะนี้ไม่มีใครทำแต่มีแล้วทั้งนั้น ทุกคนกำลังนั่ง เห็นทุกคน ใครทำเห็น แต่เห็นเกิดแล้ว เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องเข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ทรงแสดงความจริงให้คนที่ได้ฟังเริ่มเข้าใจความจริง จนกว่าจะรู้จริงอย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ทุกขณะจากไม่มี ก็เกิดมี แล้วก็หมดไป ไม่มีแล้วมี แล้วหามีไม่ ฟังอย่างนี้อีกนานสักเท่าไหร่ กว่าจะรู้ก็คือเดี๋ยวนี้ จากก่อนเห็น ไม่มีเห็น เห็นแล้วก็ดับไป เป็นได้ยิน ซึ่งก่อนได้ยิน ก็ไม่มีได้ยิน แล้วได้ยินก็ดับไป
เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง ซึ่งรวมกัน ปรากฏว่าไม่ดับไปเลย แล้วยังยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่รู้ความจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี แล้วตรัสรู้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำ เป็นคำที่ควรจะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่าเห็นเกิดดับ แต่โพชฌงค์คืออะไร คือธรรมที่เป็นองค์ ที่สามารถที่จะทำให้รู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง ซึ่งก่อนเห็น ไม่มีเห็น แล้วเห็นก็เกิด แล้วเห็นก็ดับ นี่คือความจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัย การฟังธรรมแต่ละคำ เพื่อละความไม่รู้ ไม่มีใคร สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรม ที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ แม้ว่าฟังแล้ว ก็รู้ว่าถูกต้อง ไม่มีอะไร ที่ยังเหลืออยู่เลย เมื่อวานนี้หมดแล้ว เมื่อเช้านี้หมดแล้ว เมื่อกี้นี้หมดแล้ว ขณะนี้กำลังหมด จนกว่าจะถีงขณะต่อๆ ไป ที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เท่านี้เองชีวิต
ไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย มีแต่สิ่งที่กำลังมี เพราะเกิดแล้วก็ดับ จนกว่าจะหมดปัจจัย ที่จะทำให้เกิดดับ หรือว่าสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ก็ต้องจากโลกนี้ไป มีใครบ้างที่ไม่จากโลกนี้ไป ต้องจากแน่นอน ใช่ไหม แต่ก่อนจาก ได้ฟังคำที่ไม่เคยได้ยินมา เป็นปาฏิหาริย์ ทำให้มีความเข้าใจถูกต้อง แม้เพียงขั้นการฟัง ซึ่งจะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ จนกระทั่งเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา ทุกคำต้องสอดคล้องกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงเพราะเกิด ไม่มีใครไปทำให้เกิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิด อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก
เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นโพชฌงค์ โดยจำนวนนี้ ทรงแสดงไว้ ๗ แต่ว่าให้เข้าใจว่าแต่ละหนึ่ง คืออะไร ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ขอเชิญคุณคำปั่น ให้คำแปลด้วย
อ.คำปั่น ก็มีพยัญชนะอยู่หลายคำ ที่เป็นธรรม ที่เป็นโพชฌงค์ หนึ่งในนั้นก็คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์ก็คือองค์ธรรม ที่จะเป็นไปเพื่อการตรัสรู้ด้วยดี จึงเป็นสัมโพชฌังคะ หรือว่าสัมโพชฌงค์ และธัมมวิจยะ ก็คือการวิจัยธรรม ซึ่งคำว่า "วิจยะ" ในภาษาบาลี หมายถึงปัญญา ที่พิจารณาเข้าใจอย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ในธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นธัมมวิจยะ จึงเป็นอีกชื่อหนึ่งของปัญญาที่รู้อย่างแจ่มแจ้งในธรรมตรงตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ ยังไม่ถึงเวลาที่จะประจักษ์การเกิดดับแน่ แต่เริ่มฟัง เริ่มรู้ว่าเดี๋ยวนี้มีธรรม สิ่งที่มีในจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด แล้วก็ไม่มีใครสามารถจะไปทำให้เกิดได้ แต่เกิดแล้ว คิดดูสิ และใครรู้ว่าแต่ละหนึ่งที่เกิดแล้ว นี่เกิดเพราะอะไร เพราะฉะนั้นจึงมีวิจยะพิจารณา ไตร่ตรองคำที่ได้ฟัง จนกระทั่งมีความเข้าใจขึ้น ซึ่งขณะที่เข้าใจก็เป็นธรรม ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องรู้ว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ภาษาบาลีใช้คำว่า "ธรรม" เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่มีจริง ไม่เคยฟังไม่เคยรู้มาก่อน แต่จากการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกอย่างจริง ค่อยๆ มั่นคงขึ้น จนกว่าถึงขณะที่เป็น สัมโพชฌงค์ ที่จะทำให้รู้ความจริง ที่กำลังเกิดดับ
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของความอดทน อีกนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ความเข้าใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย แล้วจะไปรู้การเกิดดับเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร เพราะว่าความไม่รู้ที่เคยยึดถือ ว่าเป็นเรา แล้วก็รวมทุกอย่างไว้ ไม่ได้แยกออกเป็น แต่ละหนึ่งๆ เลย เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังรวมกัน ไม่มีทางที่จะรู้การเกิดดับเลย แต่ต้องเข้าใจว่าธรรมแต่ละหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้เลย เช่น ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แน่ๆ หนึ่งอย่าง จริงไหม ก็ต้องจริง เสียงปรากฏให้ได้ยินแน่ๆ ก็จริง เสียงดับไหม ไม่มีเสียงและก็มีเสียงปรากฏ และเสียงก็หมดไป ก่อนได้ยิน ไม่มีได้ยิน เมื่อได้ยินแล้ว ก็ดับไป เพราะฉะนั้นไม่ใช่แต่เฉพาะเสียงกับได้ยิน ทุกอย่างที่ปรากฏขณะนี้กำลังเกิดดับ
เพราะฉะนั้นเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตร้สรู้ ใครจะได้ยินได้ฟังความจริง ซึ่งถูกปกปิด ไม่มีทางที่จะเปิดเผยเลย แม้ว่าได้ยินได้ฟังขณะนี้มีธาตุรู้ ซึ่งเป็นจิตและเจตสิก เกิดดับสืบต่อ จึงมีการเห็นรู้ว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่เป็นอย่างอื่น แต่เป็นอย่างนี้ ไม่ต้องบอกกล่าวเล่าสิบอะไรเลยทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ปรากฏเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าธาตุที่รู้คือเห็น เกิดขึ้นเห็น แล้วทั้ง ๒ อย่างก็ดับไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอย่างอื่น ที่จะเกิดสืบต่อเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้
เพราะฉะนั้นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้สิ่งที่ใครก็รู้ไม่ได้ ทำให้พระองค์ ด้วยพระมหากรุณา แสดงธรรมให้เรามีโอกาสได้ฟังในวันนี้ แล้วก็จะได้ยินได้ฟังต่อไป ก็รู้ได้ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เหมือนคำของใครเลยทั้งสิ้น คนอื่นก็จะบอก ให้เราขยัน ให้เราเเพียร ให้เป็นคนดี ต่างๆ นานา แต่ไม่ได้ให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง อย่างละเอียดยิ่งว่า แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีเรา เพราะฉะนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่ทรงตรัสรู้ ต่างกับคำของคนอื่นทั้งหมด ในโลก กี่โลกก็ตาม ไม่มีใครจะบอกกล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่มี จากไม่มี ก็มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นและก็ดับไป เร็วจนกระทั่งไม่มีใครรู้การเกิดดับ
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเพื่อเข้าใจ มีเราไหม ไม่มี อยากจะรู้แจ้งนิพพานไหม อยากจะละกิเลสไหม อยากหรือ หรือว่าไม่อยาก ก็แสดงให้เห็นว่า ฟังเพื่อเข้าใจจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจละกิเลสไม่ได้ ฟังแล้วอยาก ไม่มีทาง หนทางผิดทันที เพราะฉะนั้นต้องฟังอย่างละเอียดจริงๆ ว่าธรรมเป็นธรรม ความอยากมี เป็นโลภะ ติดข้อง ต้องการ แต่ว่าไม่ใช่ปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง ที่จะทำให้รู้ความจริง เพราะว่าถูกปกปิดไว้ ด้วยเรา มีเรา เป็นเรา แล้วก็อยากด้วย ด้วยเหตุนี้การฟังธรรม ก่อนอื่น ต้องมีความมั่นคงว่า เพื่อละความไม่รู้ ดีกว่าไหม เพราะว่าความรู้คือปัญญาเท่านั้น ที่สามารถที่จะเข้าใจความจริง ในขณะนี้ได้
เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าโพชฌงค์ ไม่ใช่สิ่งที่เพียงได้ยินแล้วจำจำนวน จำชื่อ จำคำแปล แต่เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ว่าเป็นธรรมที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นต้องมีความเข้าใจธรรมก่อน และรู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังเป็นความจริง วันหนึ่งจะรู้ความจริงนี้ได้ เมื่อมีความเข้าใจมากกว่านี้
อ.วิชัย เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า การศึกษาพระธรรมก็ต้องเป็นไปเพื่อความเข้าใจธรรม ไม่ได้เพียงการจำจำนวน หรือว่าจำชื่อ แม้แต่กล่าวถึงเรื่องของโพชฌงค์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงธรรม ๗ ประการ ที่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ ตั้งแต่สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ จนถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีข้อน่าพิจารณาในส่วนของ ปีติ การที่ปีตินั้นก็คือการอิ่มเอิบใจ จะเป็นไปในการตรัสรู้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ปีติดีไหม ดีไหม เห็นไหมถ้าเราไม่ศึกษาโดยละเอียด ปีติที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี แล้วใครจะรู้ล่ะว่าปีติไหนเป็นกุศล และปีติไหนเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นธรรมไม่ใช่ฟังชื่อแล้วนึกเอง แล้วก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สภาพธรรมเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าจะรวดเร็วอย่างไร ก็ต้องได้ยินคำว่า "นิมิต" สิ่งที่เกิดและดับขณะนี้ มากมายมหาศาล เพราะอะไร จากคนหนึ่ง มีตั้งหลายคน ดอกไม้ดอกเดียว มีตั้งหลายดอก ก็แสดงว่าการเกิดดับ ของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นมากมายสักเท่าไหร่
เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นฟังอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะรู้ว่า สิ่งที่เราเคยเห็น รวมกันเป็นหนึ่ง แท้ที่จริงเป็นธรรมที่ละเอียดกว่านั้นมาก แต่ละหนึ่ง ซึ่งกว่าจะไปถึงการประจักษ์แจ้งการเกิดดับ เป็นโพชฌงค์ ที่จะรู้จริงๆ ได้ ต้องอาศัยการฟัง ด้วยความไม่ประมาท ว่าไม่รู้มานานเท่าไหร่แล้ว แล้วก็ฟังแล้วก็เห็นความน่าอัศจรรย์จริงๆ ว่า ใครสามารถจะรู้การเกิดดับ ซึ่งเกิดดับอย่างเร็ว จนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตของสิ่งหนึ่งสิ่งใด นิมิตหมายความถึงสิ่งที่เป็นรูปร่างสัณฐาน อย่างเห็นแก้ว กับถ้วย รูปทรงก็ต่างกัน แค่นี้นิมิตละ แค่นี้นะ แต่ว่าต้องมีสิ่งที่เกิดและดับ สืบต่อจนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน และ ณ บัดนี้นะมากมาย
เพราะฉะนั้นก็คิดถึงปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริง แล้วก็ทรงแสดงธรรม ด้วยความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้แม้ว่าสภาพธรรมที่มีจริง หลากหลายมากมาย แล้วไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว ให้ทราบว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดและดับ สิ่งนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้ง แล้วก็ทรงแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่ง ให้เราไม่ประมาทในการฟัง เพื่อที่จะรู้ว่าปัญญาต่างขั้นกันมาก ปัญญาที่เริ่มฟัง เริ่มได้ยินคำว่า ไม่ใช่เรา ก็เหลือที่จะคิดได้ ใช่ไหม เพราะว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา แล้วจะบอกว่า ไม่ใช่เรา แต่ว่าการฟังเป็นการที่จะเกิดปัญญาของตนเอง โดยการไตร่ตรองว่าจริงหรือ ต้องจริงแน่ๆ ใช่ไหม
ขณะนี้มีคนมากมายอยู่ที่นี่ หลับตาไม่มีเหลือเลย ได้อย่างไรใช่ไหม พอลืมตาก็มีอีก มากมายเหมือนเดิม นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ความไม่รู้ ปิดบังไว้หมดเลย เพราะความรวดเร็วอย่างยิ่ง แต่ว่าคำใดที่ตรัสแล้ว ฟังครั้งแรกจะอัศจรรย์ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ทุกคำจริง แสดงว่าผู้ที่กล่าวคำนั้น ต้องตรัสรู้ประจักษ์แจ้งจริงๆ จึงกล่าวคำที่ไม่ผิดเลยสักคำเดียว ใน ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง
เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาพระธรรมด้วยการพิจารณา แล้วเริ่มเข้าใจความจริง ว่าสิ่งที่มีจริง ต้องเกิดขึ้น เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แล้วก็สิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สามารถที่จะแตกแยกละเอียดยิบได้ เพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ ไหนเป็นเรา แต่พอมารวมกันแล้ว ก็เป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า นี่เป็นเรื่องของสภาพธรรม ซึ่งไม่รู้อะไร เป็นสภาพรู้หลากหลายมากแต่ละหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริงว่าแต่ละหนึ่งต่างกันอย่างไร เกิดดับอย่างไร มีอะไรเป็นสมุฏฐานให้เกิดขึ้น เรื่องของรูปธรรมก็เป็นสภาพไม่รู้ สิ่งที่มีจริง เกิดด้วย ปรากฏด้วย แต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม แต่ถ้าไม่มีนามธรรม คือจิตและเจตสิกสิ่งต่างๆ ก็ปรากฏไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นจิต เจตสิก ซึ่งไม่มีรูปร่างเลย เกิดขึ้นทำกิจ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง จะละเอียดลึกซึ้ง สักแค่ไหน ยิ่งกว่ารูป ประมาณไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าแยกออก นามธรรมไม่ใช่รูปธรรม และนามธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น ดับไม่กลับมาอีกเลย ในสังสารวัฏฏ์ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จัก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าพระองค์ก็แสดงธรรมเหมือนคนอื่น ให้ทำดี หรือว่าให้กตัญญู รู้คุณต่างๆ แต่ว่ายิ่งกว่านั้นคือ คำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เป็นความจริง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เป็นผู้ฟังคือสาวก สาวกของใคร ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังคำของใคร ฟังคำของพระองค์ เพื่ออะไร เพื่อเข้าใจสิ่งที่มี รู้ว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้ มิฉะนั้นพระองค์ไม่ทรงแสดง
อ.วิชัย ขณะที่ท่านอาจารย์กล่าว สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แล้วค่อยๆ เข้าใจความเป็นจริง ของสภาพธรรม แม้ในขั้นการฟัง ก็มีปัจจัยของปีติ ที่จะเกิดขึ้น ที่จะแม้เพียงเข้าใจบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีปัจจัยของปีติที่เกิดได้
ท่านอาจารย์ ปีติ ที่มีโอกาสได้ฟังคำจริงใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าได้ฟังต่อไป เข้าใจอีก ความปีติที่ได้ยินได้ฟัง ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปก็ต้องเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นทุกครั้งนำมาซึ่งสิ่งซึ่งหาค่าไม่ได้ เพราะเหตุว่าค่าก็คือตีราคา เป็นเงินทอง เป็นอะไรก็ได้ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ หาค่าประมาณไม่ได้เลย เงินซื้อไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการเห็นประโยชน์ ขณะใด ที่มีจิตผ่องใสปราศจาก โลภะ โทสะ โมหะ และรู้ว่าการได้ยินได้ฟังสิ่งที่มีจริง สามารถที่จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ขณะนั้นก็ปีติ เพราะฉะนั้นการที่ได้เข้าใจธรรมจริงๆ ขณะนั้นมีปีติ จะมากจะน้อย ก็ต้องแล้วแต่ความเข้าใจ
ผู้ฟัง มีคำถามมา ฝากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ยังไม่ค่อยเข้าใจ คำกล่าวที่ว่า ธรรมคิดเองไม่ได้
ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร และจะรู้ว่าคิดเองได้ไหม เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่อง ที่เราต่างคนต่างคิด ก่อนอื่นต้องรู้ว่า คืออะไรก่อน พูดกัน ๑๐ คน ๑๐ เรื่อง แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เริ่มต้นด้วย คืออะไรก่อน ตรงกันไหม แล้วค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ก็คือ ธรรมคืออะไร ถ้าจะคิดเอง เชิญ เชิญคิดว่าธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง อย่างคิด ก็คิดเป็นเรื่องเป็นราวของความเป็นธรรม ไม่เหมือนกับการที่เวลามาได้ยิน คำกล่าวของผู้ที่รู้แล้ว มันใช่ มันเป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะรู้ไหมว่าคิดคืออะไร ก่อนอื่นต้องรู้ว่า ทุกคำที่พูดคืออะไร ทุกคนคิด เคยถามกันไหมว่าคิดคืออะไร อะไรคิด
ผู้ฟัง คิดก็เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ หมายความว่ามีจริงๆ ใช่ไหม ถ้าบอกว่าคิดเป็นธรรม คือคิดมีจริง แต่สิ่งที่มีจริง หลากหลายมากเป็นแต่ละหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นคิดเป็นหนึ่งที่มีจริง คิดเป็นอะไร อะไรคิด ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ไม่ถึงโพชฌงค์ เพราะว่าเป็นปัญญา ที่ต้องเข้าใจจริงๆ อย่างมั่นคง เพื่อละความไม่รู้ และความเป็นเรา ซึ่งยึดถือมาในสังสารวัฏฏ์ ประมาณไม่ได้เลยว่าเกิดมาแล้ว นานเท่าไหร่ ทุกชาติเป็นเราหมด สุข ทุกข์ ได้ลาภ ได้ยศ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ แล้วก็จากโลกนี้ไป แล้วก็ลืมหมด อีกไม่นานชาตินี้ก็ลืม ใครจะจำได้ แต่ยังอยู่ในโลกนี้ยังไม่ลืม จากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ ลืมหมด เพราะฉะนั้นกำลังคิดใช่ไหม คิดมีจริงนี่แน่นอน เพราะว่ากำลังคิด แต่คิดคืออะไร มีรูปร่างไหม มีสีสันไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แต่มีคิดใช่ไหม เพราะฉะนั้นคิดเป็นอะไร เป็นธรรมนี่แน่นอน แต่ว่าธรรมมี ๒ อย่าง ธรรมอย่างหนึ่ง มีปัจจัยเกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไร เช่น แข็ง ร้อน เย็น ดัง พวกนี้ก็เป็นธรรมที่มี แต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม แต่ถ้ามีแต่รูปธรรม อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ โลกก็ไม่ปรากฏ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อมีธาตุหรือธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นรู้ ทางตาเห็น ทางหูได้ยินเสียง ทางจมูกก็ได้กลิ่น คือรู้กลิ่น ทางลิ้นก็รู้รส คือลิ้มรส ทางกายเดี๋ยวนี้ กระทบสัมผัส ก็รู้ว่าแข็ง หรือร้อนหรือเย็น เพราะฉะนั้นสภาพรู้มีจริงไหม
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เกิดหรือเปล่า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440