ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410


    ตอนที่ ๑๔๑๐

    สนทนาธรรม ที่ บ้านก๋ง บางนกแขวก จ.สมุทรสงคราม

    วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแค่ธรรมคำเดียวประมาทไม่ได้ มีใครบ้างเคยเข้าใจมาก่อนที่จะได้ฟังว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง เราเข้าใจว่า บางอย่างเป็นธรรม บางอย่างไม่ใช่ธรรม แต่ความหมายของธรรมก็คือสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้อะไรมีจริงเป็นธรรมหมด

    กำลังเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่ามีจริงไหม จริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนั้นเองเป็นธรรม ไม่ได้ตรัสว่าเป็นของใครหรือเป็นใคร เพราะเหตุว่าเห็นมีจริง นกก็เห็น งูก็เห็น คนก็เห็น ช้างก็เห็น แล้วเห็นเป็นช้าง หรือเห็นเป็นนก หรือเห็นเป็นคน หรือเห็นเป็นงู เห็นเป็นอะไรไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้

    ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นจะเปลี่ยนธรรมให้เป็นคนได้ไหม ไม่มีทาง เปลี่ยนให้เป็นงูได้ไหม ไม่ได้ ธรรมก็ต้องเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นเห็นเป็นเห็น ไม่ใช่เราเห็น แค่นี้ ฟังแล้วเป็นอย่างไร ไม่เคยคิดหรอกว่าเห็นนี่ไม่ใช่เราเห็น ใช่ไหม เห็นทีไรเป็นเราทุกที หมายความว่าผิดมานานมาก

    หลงเข้าใจสิ่งซึ่งยังไม่เกิดก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดมี แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เห็นเมื่อวานนี้ไม่ใช่เห็นวันนี้ เห็นเมื่อกี้นี้ไม่ใช่เห็นขณะนี้ และเห็นขณะนี้ก็ดับ ที่เห็นเกิดต่อไปก็ไม่ใช่เห็นขณะนี้แล้ว ถ้าไม่เห็นความลึกซึ้งอย่างนี้ เราจะเคารพสูงสุดยิ่งกว่าอื่น คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระองค์ซึ่งเป็นผู้ที่ตรัสรู้

    และให้เราได้มีความเข้าใจอย่างนี้ได้ไหม ถ้าเราไม่เข้าใจแต่ละคำ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ไม่ใช่ไปฟังเรื่องยาวๆ แล้วก็ให้เราทำอย่างนั้น ให้เราทำอย่างนี้ ให้เราทำไม่ได้ ไม่มีเรา แต่ว่าความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้จะนำไปสู่สิ่งที่ดี ที่ถูกต้องยิ่งขึ้น เมื่อได้เข้าใจคำของพระองค์ยิ่งขึ้น

    เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือผู้ที่ได้ฟังคำที่คนอื่นได้ยิน ได้ฟังต่อๆ กันมา แล้วก็กล่าวว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ก็จะไม่เข้าใจแม้แต่คำว่าธรรมก็คือ ทุกอย่างที่มีจริงทุกอย่างธรรมดา หวาน ขม เผ็ด เปรี้ยว เป็นธรรมหรือไม่ ฟังแล้ว เห็นไหม

    ทุกคนตอบได้ดังชัดเจน เป็นแน่นอน มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม ไม่มี สิ่งที่มีไม่เกิด มีไหม ไม่มี แต่ว่าลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ยังมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ไม่มี แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และเราก็ได้ยินได้ฟังจนอยากจะมีคือ นิพพาน เป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิด เพราะฉะนั้นจะไม่มีทุกข์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่ดับ เมื่อไม่เกิด จะดับได้อย่างไร

    แต่สิ่งที่มีชั่วคราว หลงติดยึดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ดับไปแล้วก็ไม่รู้ หมดเลย ตอนเป็นเด็กก็สนุกสนาน คิดถึง จำได้ ทำอะไรบ้าง แล้วเดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นชาติหน้า ชาตินี้ อยู่ไหน ต้องไม่เหลือเลย ถ้าเหลือก็ยังคงเป็นชาตินี้อยู่ใช่ไหม แต่เมื่อหมดแล้วไม่กลับมาอีกเลย ก็ไม่เหลือเลย

    ความจริงก็คือว่า ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งยั่งยืน เที่ยง มั่นคง ซึ่งจะทำให้เราหลงพอใจยึดมั่น เพราะว่าสิ่งนั้นต้องดับ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน แต่ทำไมชอบ เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความไม่รู้ ก็จะนำมาซึ่งความติดข้องพอใจ ไม่ได้สิ่งที่พอใจ เป็นอย่างไร ขุ่นเคือง โกรธแค้น ฆ่ากันก็ได้เห็นไหม ความขุ่นใจสามารถที่จะทำร้ายคนอื่นถึงระดับนั้นได้

    แสดงให้เห็นว่า เพราะความไม่รู้ ก็ต้องนำมาซึ่งสิ่งซึ่งทำร้าย แต่ก่อนที่จะทำร้ายคนอื่น สิ่งนั้นทำร้ายจิตใจของคนนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นเกิดมาแล้วก็ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว ไม่รู้จริงๆ คิดว่าเป็นเรา แต่ถ้าไม่มีธรรม คือไม่มีธาตุรู้ คือจิต เจตสิก และไม่มีรูป ซึ่งไม่รู้อะไร ก็จะไม่มีใครที่นั่งอยู่ตรงนี้เลย และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย

    ทุกอย่างที่มี ไม่มีใครไปทำ แต่ว่ามีเหตุปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น โดยไม่มีเราไปทำ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความเข้าใจ เพื่อที่จะละความติดข้องในตัวตน ในความเป็นเรา เพราะถ้าละความติดข้อง ในตัวตน ในความเป็นเรา ก็ละความติดข้องในสิ่งอื่นด้วย ใช่ไหม

    เมื่อมีเรา ก็มีความอยากได้ พอใจในสิ่งอื่น เพื่อที่จะให้สิ่งนั้นเป็นของเรา แต่ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย ค่อยๆ ฟัง แล้วค่อยๆ จำ ไม่ลืม แล้วค่อยๆ คิด แล้วก็ค่อยๆ รู้ จนกระทั่งสามารถที่จะมั่นคง ไม่มีอะไรเลย ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะให้เข้าใจอย่างมั่นคงว่า ไม่มีเรา มีแต่ธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง

    แต่ละหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่าเป็นแต่ละหนึ่ง บ้านทั้งหลัง จะเป็นแต่ละหนึ่งได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วหน้าต่างก็ไม่ใช่ประตู ใช่ไหม ทุกอย่างหมดเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ แล้วประตูก็คือว่า เราเข้าใจว่าเป็นประตู แต่ความจริงแตกย่อยออกไปแล้ว ก็เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง

    สภาพธรรมที่แต่ละหนึ่ง ไม่มีใครสามารถที่จะแสดงได้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่หนึ่ง รวมกันแล้วหลายๆ อย่าง แล้วก็ปรากฏว่า ไม่ดับไป ยั่งยืน เพราะละเอียดมาก ขณะนี้สิ่งที่กำลังเกิดดับแต่ละหนึ่ง รวมกันแล้วไม่ปรากฏการเกิดดับ ปรากฏแต่ความเป็นหนึ่ง โดยสีสันวรรณะ รูปร่างสัณฐานที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลกของความไม่รู้จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม

    เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ว่าธรรมต้องมีจริงและก็กำลังปรากฏ และคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงความจริง ของสิ่งที่มีจริง ให้คนที่ได้ฟังนี่ได้เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า นี่คือพุทธะ นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงตรัสรู้ความจริงที่คนอื่นไม่ได้รู้อย่างนี้เลย แต่ว่าเมื่อฟังแล้ว ทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น อยากดูไหม ปาฏิหาริย์

    ได้ยินคำว่าปาฏิหาริย์แต่ความจริง อิทธิปาฏิหาริย์น่าอัศจรรย์ ประเดี๋ยวเดียวก็หมด ไม่สามารถที่จะอยู่ตลอดไปได้ อาเทสนาปาฏิหาริย์ สามารถที่จะรู้ใจของคนอื่น เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ใครบอกว่าใครรู้ใจใคร รู้ได้อย่างไร ปัญญาระดับไหน มีความสงบของจิตที่เรียกว่า ฌานจิต เกิดได้อย่างไร ไม่ใช่เขาบอกว่ารู้ เราก็รู้ตามเขา เอ้ะ มารู้ใจเราได้อย่างไร

    ดูเหมือนรู้ แต่ไม่รู้เลย ไม่สามารถที่จะบอกได้เลยว่า ใจนั้นขณะนั้นเป็นอย่างไร เพราะเห็นว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะรู้อย่างนั้นได้ แม้ว่าอาเทสนาปาฏิหาริย์มีจริง แต่ไม่ใช่ง่ายๆ เพียงแค่ใครบอกว่า อ้าว รู้ว่าคนนี้กำลังคิดอะไร แค่นี้จะเป็นการรู้ใจนั้นผิด หลงเชื่อ แต่ว่าใจจริงๆ ถ้าเราไม่รู้ก่อน เราหลงเชื่อว่าเขารู้ใจ

    ถ้าเข้าใจว่า จิตและใจคืออะไร หลากหลายอย่างไร ฟังแล้วเราก็รู้เลย ไม่จริง คนนั้นเป็นผู้ที่ลวง ใช่ไหม คนอื่นก็เชื่อทันที เพราะไม่รู้เหตุว่ากว่าจะถึงระดับนั้นได้นั้นอย่างไร นั่นคือปาฏิหาริย์ แต่ปาฏิหาริย์อย่างนั้นมีประโยชน์ไหม เที่ยวไปรู้ใจคนนั้นคนนี้ แล้วมีประโยชน์ไหม ไม่มีเลยใช่ไหม เพราะเหตุว่าแค่รู้ใจ แต่ยังเป็นเราใช่ไหมที่รู้

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ว่าใครในยุคนั้นสามารถที่จะมีความสามารถถึงระดับนี้ก็ตามแต่ ก็เป็นปาฏิหาริย์ คือไม่เหมือนคนธรรมดา แต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐ เพราะเห็นว่าสิ่งที่เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ อนุแปลว่าบ่อยๆ เราได้ยินคำว่า "ศาสน" ศาสนาคือคำสอน คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนบ่อยๆ

    ปาฏิหาริย์คือจากความไม่รู้เลย อย่างไรเขารู้ไม่ได้ด้วยตัวเอง ก็มีความรู้เกิดขึ้นปาฏิหาริย์ไหม จากไม่รู้มาในสังสารวัฏ แล้วก็ได้ฟังแล้ว และก็รู้ว่าแต่ละคำเป็นสิ่งที่กำลังมีเฉพาะหน้า กำลังปรากฏ แล้วจะไม่รู้ได้อย่างไร ถ้าได้ฟังคำที่สามารถที่จะกล่าวถึงคำนั้น ให้เข้าใจอย่างละเอียดยิ่ง จนกระทั่งความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ค่อยๆ เกิดขึ้นตามลำดับ จนสามารถที่จะดับกิเลสได้ไม่เหลือเลย เป็นปาฏิหาริย์สูงสุด

    เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุด เหมือนปาฏิหาริย์ ก็คือความไม่รู้ค่อยๆ ลดไป เพราะความรู้เกิดขึ้น ตอนนี้ความรู้มากแค่ไหน นิดเดียว เพราะฉะนั้นความไม่รู้ยังมากมายมหาศาล แล้วจะละไหม ถ้าจะละมีหนทางเดียว คือฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่ฟังเผินๆ ฟังแล้วจบแล้ว หรือฟังแล้วเมื่อไรจะจบ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่ว่าฟังวันนี้เข้าใจอะไร แล้วก็เป็นความมั่นคงไหม ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงว่า ไม่มีเรา

    อย่างไรขอให้เข้าใจก่อนว่าสิ่งที่มี เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วจะมีเรา หรือว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละคำ คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประโยชน์คือเริ่มทำให้มีความเข้าใจถูก และเมื่อได้ฟัง ก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แม้ความเข้าใจถูก ก็ไม่ใช่เรา

    ถ้าเป็นเรา ก็ยังติดข้อง ใช่ไหม และยังต้องเป็นทุกข์แน่ ทำไมเรารู้น้อย ถ้าเราคิดว่าความเข้าใจเป็นเรา แต่ความเข้าใจก็ไม่ใช่เรา ก็มีแค่นี้จะเอามากๆ ได้อย่างไร โลภมากอีกแล้ว ใช่ไหม มีแต่ความโลภอยากได้นั่นอยากได้นี่ ยังไม่พอ ยังโลภอยากได้ธรรมเสียอีกใช่ไหม ก็แสดงว่าไม่พ้นจากความรู้

    ถ้ารู้ว่าธรรมไม่ใช่ของใคร จะเป็นของใครได้ไหม อยากได้ อยากได้แล้วจะเป็นของเราได้หรือ ในเมื่อธรรมจริงๆ ไม่ใช่ของใคร เพียงแค่เกิดแล้วก็ดับไป จะเป็นของใครไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นคนที่ฟังธรรมเข้าใจเมื่อไร รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อนั้น จะรู้จักมากหรือน้อย ก็ต่อเมื่อเข้าใจขึ้นมากหรือน้อย

    การฟังทุกอย่าง ไม่ว่าฟังเรื่องอะไร คำอะไร ก็ตามแต่ เพื่อเข้าใจคำนั้น ไม่ใช่เข้าใจคำอื่น เพราะฉะนั้นฟังคำว่า"ธรรม" ก็ต้องเข้าใจว่าธรรม แล้วก็ฟังอะไรก็ต้องเข้าใจยิ่งขึ้น โกรธมีจริงไหม มี ใครไปทำให้โกรธ คนอื่นทำหรือไม่ เขาทำไม่ใช่หรือ เห็นไหม ถ้าเข้าใจแล้ว เขาทำไม่ได้ ถ้าเราไม่โกรธ

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครทำให้พระองค์โกรธบ้าง ไม่มีทางเลยเพราะไม่มีความโกรธ เพราะความโกรธดับแล้ว จะเกิดอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าใช้คำว่าดับแม้คำเดียว เกิดอีกไม่ได้ ถ้าเกิดอีกต้องเป็นขณะอื่น อย่างอื่น ไม่ใช่สิ่งที่ได้เกิดแล้ว สิ่งที่ได้เกิดแล้วดับแล้ว จะเกิดอีกไม่ได้ ดับเลย ไม่เหลือเลย ในสังสารวัฏ

    ทุกคนก็เคยฟังชาดกใช่ไหม พระชาติต่างๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กลับมาอีกไม่ได้เลย แต่ละพระชาติ ชาติไหนก็ชาตินั้น จบแล้วก็คือหมด แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ดับหมดอีก แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ดับหมดอีก เราก็เช่นเดียวกัน เพราะว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม ซึ่งเกิด เห็นอย่างนี้ เกิดมานานไหม แสนโกฏกัปก็มีเห็น เห็นขณะนี้ดับไป เห็นขณะอื่นก็เกิดอีก เพราะเห็นเป็นเห็น เมื่อมีปัจจัยที่เห็นจะเกิด เห็นก็ต้องเกิด

    ใครไปห้ามเห็นไม่ให้เกิด แต่เห็นไม่ใช่ใคร และไม่ใช่ของใครด้วย แต่ขณะนี้กำลังเป็นเราเห็น กว่าจะหมดความเป็นเรา ถ้าไม่ใช่พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่มีทางอื่นเลย ใครจะบอกให้ไปนั่งที่สำนักปฏิบัติ เดินไปกี่ก้าว ย่องๆ ไป อย่างไรก็ตามแต่ ไม่มีทางที่จะหมดความต้องการ เพราะว่าขณะนั้นกำลังต้องการทำอย่างนั้น ด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นทำไปเพื่อไม่รู้ เพราะเริ่มทำ ก็ไม่รู้

    เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ความตรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผิดคือผิด และถูกคือถูก ถ้าเป็นคนที่หวังดี มีความเป็นมิตร เราจะให้สิ่งที่ผิดไหม ถึงเขาไม่ชอบไม่อยากฟัง เราก็จะไปพูดเอาใจเขา ให้เขาชอบใจ ได้ไหม ก็อยากทำก็ทำไป อย่างนั้นหรือ แล้วก็เป็นมิตรกับเขาหรือ ให้เขาไปไหน ให้เขาไปในทางที่ไม่รู้ต่อไป หรือว่าถึงเขาจะคิดว่าเราจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ แต่ว่าถ้าได้ฟังคำที่วันหนึ่ง เขารู้ว่าคำนั้นถูกต้องไหม เป็นประโยชน์ไหม แล้วทำไมพูด พูดทำไม ไม่พูดก็ได้ แต่ทำไมพูด เห็นไหม

    แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมทรงแสดงธรรม พระองค์ตรัสรู้แล้ว แต่ทำไมตรัสคำที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย เพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผิดตรงไหน ใช่ไหม ไม่มีอะไรที่จะผิดเลย เพราะฉะนั้นใคร่ครวญ ไตร่ตรองว่าคำที่ได้ฟัง เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ หรือเป็นคำของคนอื่น ซึ่งไม่ได้เข้าใจแต่ละคำ ทีละคำ ให้ถูกต้อง ก็กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ถูกต้อง ทำให้คนอื่นพลอยหลงเข้าใจผิดไปด้วย

    ถ้าเข้าใจถูกไม่มีสำนักปฏิบัติแน่นอน เพราะเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ปัญญาไม่ใช่ต้องไปจำกัดสถานที่ว่าต้องตรงนั้น ที่นั่น จึงจะรู้ได้ แต่ถ้าเป็นความถูกต้องจริงๆ ที่ไหนก็ตาม เมื่อถึงพร้อมด้วยปัจจัยที่จะเกิด ต้องเกิด ฟังธรรมเข้าใจ

    ท่านพระสารีบุตรไปไหน กำลังฟังอยู่นั้นรู้แจ้งอริยสัจธรรม เมื่อถึงเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมที่จะเกิดขึ้น ยับยั้งไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้ใครอยากรู้นิพพานบ้าง ยังไม่พร้อมเลย ยังไม่มีปัจจัยเลย ก็ไปอยากทำไม อยากก็ผิด ยิ่งไกล ยิ่งไม่รู้ว่าไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย

    เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรง ต่อธรรมที่กำลังมีกับตน เพราะเคยเข้าใจผิดว่าขณะนั้นเป็นเรา แต่ความจริงขณะนั้นๆ เป็นธรรมทั้งหมด ตราบใดที่ยังมีความเป็นเราเหลืออยู่ มากน้อยเท่าไร ก็คือว่า ยังเป็นผู้ที่ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเห็นประโยชน์จริงๆ ว่าเราเกิดมาแล้วเราต้องตาย แค่นี้ แล้วโง่ทุกวัน แล้วก็ตาย ดีไหม แค่นี้ แต่จะต้องโง่ ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ

    อย่าประมาท และอย่าคิดว่าเราจะสามารถเข้าใจธรรมได้เอง หรืออย่าคิดว่าเพียงได้ยินได้ฟังเราก็เข้าใจแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่คำว่าไม่มีเราก็ต้องถามว่าแล้วมีอะไร ก็ต้องมีสิ่งที่เกิดขณะนี้ ปรากฏขณะนี้ แต่ละหนึ่ง หลากหลายมาก ซึ่งแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่เรา

    ธรรมก็เป็นเรื่องตรง เป็นเรื่องที่รู้ความจริง แล้วก็อดทน ที่จะมีความเข้าใจถูกว่า ในสังสารวัฏที่มืดสนิท ไม่ได้รู้ความจริงเลยว่าไม่มีเรา ทุกอย่างที่ปรากฏเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดชีวิต แต่ละชีวิต แต่ละชาติ ความจริงก็คือไม่ใช่อย่างนั้น แต่การเกิดดับของสิ่งที่มีเร็วสุดที่จะประมาณได้ ยับยั้งไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้

    ลวงตลอดเวลา เหมือนคนเล่นกล เก่งมากเลย จากสิ่งที่ปรากฏแท้ๆ กลายเป็นดอกไม้ เป็นคน เป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ สารพัดอย่าง แต่ความจริงก็แค่ปรากฏให้เห็น แต่ว่ามีรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้จำ แล้วก็คิดปรุงแต่งไปต่างๆ เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลกของการที่ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มี เพราะอะไร ก่อนเกิดไม่มีสิ่งนั้นเกิด แล้วสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ก็ไม่มีเหมือนเดิม แล้วทำไมจะให้เป็นอย่างนี้ คือไม่มีแล้วก็เกิดมี แล้วก็หมดไป ไม่กลับมาอีก ไม่มีอะไรเหลือ ยังอยากมีไหม

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของความเข้าใจ บังคับใครไม่ได้เลย เพียงแต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงกับคนที่สามารถเข้าใจได้และก็เห็นประโยชน์ เพราะว่าพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมกับพวกเดียรถีย์ พวกความเห็นอื่น พวกที่ไม่สามารถที่จะรับฟังความจริง เพราะแม้พวกเดียรถีย์เห็นแก่ลาภสักการะ ก็ปลอมมาบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะเอาคำนั้นไปกล่าว แต่ไม่ได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้

    ด้วยเหตุนี้ก็ต้องเป็นผู้ที่ตรง ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นใดทั้งสิ้น แต่เพื่อความรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เริ่มรู้ว่าสิ่งที่มีจริง มีจริง ซึ่งเราไม่ได้ไปทำให้เกิดขึ้นเลย แต่ว่ามีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ก็ต้องเป็นไปตามปัจจัย

    ผู้ฟัง ฟังมาว่ามนุษย์ สัตว์ที่เกิดมาติดข้องอยู่ในขันธ์๕ แล้วก็เล่าเรื่อง..

    ท่านอาจารย์ แค่นี้ก่อน คุณเบญพูดไปคุณเบญเข้าใจ แต่ว่ามีใครบ้างไหมที่ยังไม่รู้ว่าขันธ์คืออะไร เพราะฉะนั้น ขันธะ เป็นคำที่พระสัมมาสัมเจ้าตรัสกับชาวมคธ ซึ่งเขาใช้ภาษานั้น แต่ความหมายไม่ใช่ว่าเราไปเอาคำว่าขันธ์มาพูดเอง แต่ต้องเข้าใจแม้แต่ว่าขันธ์คืออะไรก่อน

    อ.คำปั่น หมายถึงสิ่งที่มีจริงๆ ที่ทรงไว้ซึ่งความว่างเปล่า เพราะว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปไม่เหลือ นี่คือความหมายของคำขันธะหรือว่าขันธ์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเดิมที่มีคำว่าธรรม ถูกต้องไหม คือสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดที่เกิดต้องดับ ด้วยเหตุนี้คำว่าขันธ์หรือขันธะ หมายความถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นและดับไป เป็นขันธ์ เกิดแล้วดับทั้งนั้น เกิดแล้วไม่ดับไม่มี

    สิ่งที่เกิดเดี๋ยวนี้ทั้งหมดที่ปรากฏคือขันธ์ เพราะว่าเกิดแล้ว แล้วก็ดับด้วย แต่ไม่มีใครรู้ แต่เริ่มฟังเริ่มเข้าใจว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ห้ามไม่ให้ดับได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่ไม่รู้ว่าดับแล้ว กำลังเกิดดับอยู่ เพราะฉะนั้นความไม่รู้จะมากสักแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น พอได้ยินคำว่าขันธ์ ต้องหมายความถึงสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมที่เกิดดับ นิพพานเป็นขันธ์หรือไม่ ไม่เป็น เพราะนิพพานไม่เกิดและไม่ดับ เพราะฉะนั้นมีคำว่า"ขันธวิมุต" ในภาษาไทย ภาษาบาลีออกเสียงว่าอย่างไร

    อ.คำปั่น เป็นขันธะวิมุตตะ

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม พ้นจากขันธ์ เพราะขันธ์คือสภาพธรรมที่เกิดดับ แต่นิพพานไม่เกิด ดับไหมถ้าไม่เกิด ก็ไม่เกิดแล้วจะดับได้อย่างไร ทุกอย่าง ทุกคำต้องถูกต้อง และต้องเป็นพื้นฐานที่มั่นคงด้วย ถ้าไม่รู้จักขันธ์แล้วจะไปพูดคำว่าธรรมอะไรกันเยอะแยะไปหมด ใช่ไหม แต่ว่าพอได้ยินแต่ละคำ แต่ละคำ ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะพูดว่าธรรม ไม่พอ เพราะว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม

    ถ้าพูดถึงขันธ์ ธรรมที่เกิด ดับทั้งหมดไม่เว้นเลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ที่เกิดขึ้นต้องดับไป เป็นขันธ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นขันธ์ก็ต่างกัน เป็นอดีตเมื่อขันธ์นั้นดับ และเป็นอนาคต ที่ยังไม่มาถึง ก็เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน เพราะฉะนั้นแต่ละขันธ์เป็นปัจจุบัน เป็นอดีต และก็เป็นอนาคต ๓ แล้ว ภายใน ภายนอก ที่ตัวก็มี ที่คนอื่นก็มี หยาบก็มี ละเอียดก็มี ใช่ไหม เทียบไปเป็นชั้นๆ ความโกรธอย่างหยาบกับขุ่นใจนิดหน่อย หรือว่าความดี ก็มีตั้งหลายระดับขั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างนี้ก็มีหลายขั้นหลายระดับ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็มีทั้งหยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    2 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ