ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
ตอนที่ ๑๔๓๙
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ รูปละเอียดมาก สามารถแตกย่อยรูปที่รวมกัน จนถึงเล็กที่สุดได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ ได้ เล็กที่สุดอย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่า มีรูปรวมกัน ๘ รูป แยกไม่ได้เลย นี่คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รูปที่เล็กที่สุดแตกย่อยแล้ว ยังเหลือรูปที่เล็กที่สุด ละเอียดยิบก็ยังมีรูปที่แยกออกจากกันไม่ได้ แตกย่อยออกไปอีกไม่ได้ รวม ๘ รูป มองไม่เห็น แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ๘ รูปนั้นคืออะไร คือมหาภูต รูปใหญ่ เป็นประธาน ถ้ารูปนี้มหาภูตไม่มี รูปอื่นเกิดมีไม่ได้เลยทั้งสิ้น มหาภูตรูป มี ๔ ธาตุดิน อ่อนหรือแข็งหนึ่ง ธาตุไฟเย็นหรือร้อนหนึ่ง ธาตุลมตึงหรือไหวหนึ่ง ธาตุน้ำเกาะกุมรวมรูปทั้ง ๓ ไม่ให้แยกออกจากกัน
มหาภูตรูป ๔ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น และก็แยกจากกันไม่ได้เลย เป็นมหาภูตรูปใหญ่ ถ้า ๔ รูปนี้ไม่มี รูปอื่นๆ มีไม่ได้ แต่เมื่อมี ๔ รูปนี้แล้ว มีอีก ๔ รูป ที่จะต้องเกิดกับมหาภูตรูป ไม่ให้เกิดไม่ได้ด้วย นี่คือการประจักษ์แจ้งธรรมถึงที่สุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค่อยๆ ไตร่ตรอง รูปไม่ใช่สภาพรู้ เกิดขึ้นมีลักษณะของตนของตน เสียงเป็นเสียง กลิ่นเป็นกลิ่น ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นไม่ว่ารูปใดๆ ทั้งสิ้น จะมีไม่ได้ ถ้าไม่มีมหาภูตรูป ๔
มหาภูตรูปต้องรู้ว่าอะไรบ้าง ธาตุดินอ่อนหรือแข็ง ธาตุไฟเย็นหรือร้อน ธาตุลมตึงหรือไหว ธาตุน้ำซึมซาบเกาะกุมรูปที่เกิดร่วมกัน ไม่แยกจากกันเลย เวลากระทบ จะกระทบอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว แต่ไม่สามารถกระทบธาตุน้ำ ซึ่งซึมซาบเกาะกุมทั้ง ๓ รูปนั้นไว้ รวมเป็น ๔ รูป แยกกันไม่ได้เลย ชื่อว่ามหาภูตรูป ๔ เดี๋ยวนี้มีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ที่ตัวมีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ข้างนอกตัวมีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มี แต่ว่าเมื่อมี ๔ รูปนี้แล้ว ก็ยังมีอีก ๔ รูป ซึ่งต้องเกิดกับมหาภูตรูป แต่ไม่ใช่มหาภูตรูป ความต่างคือรูปอื่นๆ ทั้งหมด เกิดได้เฉพาะเมื่อมีมหาภูตรูป ถ้าปราศจากมหาภูตรูปแล้ว รูปใดๆ ก็เกิดไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน จึงใช้คำว่ามหาภูตรูป ๔ เมื่อมีแล้ว มีสิ่งที่กระทบตาได้ เราใช้คำว่า สีสัน วรรณะก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้กำลังมี กระทบตาด้วย ถ้าไม่มีมหาภูตรูป รูปนี้ไม่ปรากฏ นี่มากระทบตาแล้ว ต้องมีมหาภูตรูป แต่ตรงมหาภูตรูป แข็งมากระทบตาไม่ได้ เย็นร้อนก็กระทบตาไม่ได้ ตัวมหาภูตรูปกระทบตาไม่ได้ แต่มีสิ่งที่เกิดกับมหาภูตรูป ใช้คำว่าวัณณะ หรือวัณโณ หรือนิภา หรืออะไรก็ได้ ไม่ใช้เลยก็ได้ แต่ถ้าไม่ใช้ เราก็ไม่รู้ว่าเราหมายความถึงอะไร เพราะธรรมมากมายเหลือเกิน
เพราะฉะนั้นก็ต้องมีแต่ละคำที่กล่าวถึง บ่งถึงลักษณะนั้นว่าที่มหาภูตรูปมีสิ่งที่กำลังกระทบตา ใช้คำว่าสีสันวัณณะ หนึ่งรูป แล้วก็มีกลิ่นด้วย แล้วก็มีรสด้วย แล้วก็มีอาหารรูปด้วย ก็ค่อยๆ เข้าใจไปว่าเราไม่รู้อะไรเลย แล้วก็คิดกันไปต่างๆ นานา แล้วก็ไปสำนักปฏิบัติ ไปนั่งทำอะไรก็ไม่รู้ นั่ง นอน ยืน เดิน คิด เพ่ง ดู สมาธิ เรียกชื่อทั้งหมด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าไม่มีความเข้าใจอะไรเลย จะถูกได้อย่างไร ต่อเมื่อเข้าใจ พิจารณาแล้ว รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งที่ถูก ผิดไม่ได้ และสิ่งที่ผิดก็ถูกไม่ได้ ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม แม้ว่าพระองค์ปรินิพพานแล้ว พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประโยชน์กับสัตว์โลกทุกกาลสมัย ถ้าคนนั้นมีโอกาสได้ฟัง ได้ไตร่ตรอง ได้เข้าใจ ก็เป็นสาวกคือผู้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำของคนอื่น ซึ่งพูดถึงคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้ว แต่ไม่ศึกษาโดยละเอียดโดยรอบคอบ ก็เข้าใจผิด ทำให้เกิดมีสำนักปฏิบัติทั่วโลก โดยไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย หลงคิดว่านั่นคือหนทางที่จะทำให้หมดกิเลส แล้วก็รู้แจ้งนิพพาน แต่ไม่มีปัญญาเลย ตั้งแต่ปฏิปัตติธรรมคืออะไร ปฏิบัติคืออะไรก็ไม่รู้
เราพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่ไหม เห็นสิ่งที่อยู่ที่มหาภูตรูป แต่ตัวมหาภูตรูปกระทบตาไม่ได้ เย็นร้อนอ่อนแข็งจะไปกระทบตาไม่ได้ แต่สีสันวัณณะที่ติดอยู่ อาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้นมี กำลังกระทบตา เวลากระทบตาแล้ว ถ้าเอาสิ่งนี้ไป ไม่มีมหาภูตรูปกระทบตา ไม่มีสิ่งนี้ แต่พอมีมหาภูตรูปเมื่อไหร่ มีสิ่งที่กระทบตาได้เมื่อนั้น
เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระทบตาอยู่ที่มหาภูตรูป แต่ไม่ใช่มหาภูตรูป และการเกิดดับของจิตเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพียงหนึ่งไม่สามารถที่จะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานได้เลย แค่นิดเดียวที่กระทบตา แตกย่อยออกแล้ว ส่วนที่กระทบตาได้ เล็กมาก เวลาที่มหาภูตรูป แล้วก็มีรูปอื่นเกิด แล้วแต่ว่าสิ่งที่เกิดนั้นกระทบอะไร ถ้าเป็นสีสันวัณณะที่มหาภูตรูป ก็กระทบตา ถ้าเป็นเสียงที่กระทบหู มีมหาภูตรูปด้วยหรือไม่ ธรรมไม่ใช่บอก บอก บอกให้เขาฟัง แต่เขาไม่ได้คิดเลย คนที่ฟังแล้วก็จำได้ ตอบได้หมดเลย แต่ว่าไม่ได้คิดที่จะเข้าใจในความไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา
ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มต้นจากธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดคืออัตตาไม่ได้ แต่ทั้งหมดเป็นสิ่งซึ่งไม่ใช่ใครทั้งสิ้น ไม่ใช่ของใครด้วย แต่เป็นธรรมซึ่งต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย และเกิดแล้วก็ดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ สืบต่อกันจนกระทั่งเป็นคนนั่งอยู่ตรงนี้ กี่คนกี่คน ต้องมีมหาภูตรูปทั้งนั้น ที่กระทบตาทั้งนั้น กว่าจะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน ซึ่งใช้คำว่า นิมิตตะ สิ่งนี้เกิดดับเร็วมาก ต่อกันจนปรากฏเป็นกลม เหมือนเราแกว่งก้านธูปที่จุดแล้วหนึ่งก้าน ให้เป็นวงกลม เพียงก้านเดียวแต่ทำไมแสงสว่างเป็นวงกลมได้ เร็วปานนั้น นั่นคือนิมิต ของรูปที่เกิดดับ ฉันใด นี่ก็คือนิมิตของรูปซึ่งกำลังเกิดดับ แต่ส่วนที่กระทบตาได้ไม่ใช่มหาภูตรูป แต่สิ่งที่อยู่ที่มหาภูตรูปกระทบตา เอาออกไปไม่เห็นแล้ว ไม่มีแล้วเมื่อสักครู่นี้สิ่งกลมๆ นั้นไม่มีแล้ว มาอีกแล้ว กระทบตาได้อีกแล้ว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระทบตาอยู่ที่มหาภูตรูป หนึ่งรูป แล้วถ้าดมมีกลิ่นไหม มี แต่ว่ากลิ่นธรรมดาที่ไม่ได้กระทบจมูก แต่กลิ่นอื่นซึ่งแรงกว่ากระทบ ทำให้เรารู้ว่านั่นกลิ่นอะไร สามารถกระทบจมูกได้ กระทบตาไม่ได้ กระทบหูไม่ได้ สิ่งที่กระทบจมูกเป็นกลิ่น รู้อะไรหรือไม่
ผู้ฟัง ก็ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรม มีจริง สิ่งที่มีจริงเกิดจริงๆ มีลักษณะของตนจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เป็นรูปธรรม แต่ถ้าโลกนี้มีแต่รูปธรรม ไม่มีอะไรปรากฏแน่นอน แต่ต่อเมื่อมีนามธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ จึงได้ปรากฏ ปรากฏเมื่อไหร่ เมื่อกระทบตา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทั้งหมด จะเป็นโลก จะเป็นบ้านเมือง จะเป็นภูเขา จะเป็นทะเล จะเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหมด กระทบตา เห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่เป็นนิมิต เพราะสิ่งนั้นกำลังเกิดดับสืบต่อ ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เป็นเราหรือไม่ เป็นใครหรือไม่ เป็นสิ่งที่เกิดแน่นอน แต่ที่ชาวโลกไม่รู้ก็คือว่าสิ่งนั้นเกิดดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้ สืบต่อกัน และสิ่งใดที่เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏ ใหม่ตลอดทุกขณะ ทุกชาติ ดับคือดับจริงๆ คือไม่กลับมาอีก
ถ้าชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใด และปัญญาสามารถประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสิ่งนั้น ก็จะรู้ว่าหลงชอบสิ่งที่เกิดและดับไป ไม่กลับมาอีกเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือใครทั้งสิ้นในทุกโลก ทั้งเทวโลก พรหมโลก มนุษย์โลก โลกใดๆ ทั้งสิ้น เกินกว่าที่เราจะคิดว่าพระปัญญาของพระองค์ระดับไหน มากมายแค่ไหน พระองค์ตรัสคำว่าธรรม คุณคณิศรพูดคำว่าธรรม
ผู้ฟัง ธรรม
ท่านอาจารย์ ความเข้าใจของคุณคณิศรกับความเข้าใจพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกันไหม
ผู้ฟัง ไม่เหมือน
ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง เพียงแค่คำเดียว เรายังต้องศึกษามากมาย แต่พระองค์ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา กี่คำ มีค่าทุกคำ เพราะเป็นปัญญาทุกคำ ถ้าใครที่ไม่ได้ฟังธรรม ไม่มีทางที่จะรู้ธรรมได้เลย หลงทำสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสให้ทำ แต่ทุกคำของพระองค์ให้เข้าใจ นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่ได้ตรัสรู้ เพราะฉะนั้นไปกราบนมัสการที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คิดอย่างไร ระลึกอย่างไร ถ้าไม่รู้คุณ ก็เพียงแค่กราบ แต่ถ้ารู้คุณที่ทำให้คุณคณิศรสามารถที่จะเข้าใจธรรม คือสิ่งที่มีจริงทุกกาลสมัย เข้าใจจริงๆ ว่าแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เพียงแค่คิด พอได้ฟังแล้วเข้าใจ นั่นคือปริยัติ คือเข้าใจคำสอน แต่ต้องรอบรู้ในคำนั้นด้วย เพราะแต่ละคำจะสอดคล้องกันหมด
สิ่งใดที่เกิดขึ้นมีจริง สิ่งนั้นต้องดับ เปลี่ยนไม่ได้เลย สอดคล้องกับธรรมอื่นๆ ทั้งหมด ถ้าไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน จะมีโลกปรากฏไหม ก็ไม่มี แต่สิ่งที่กระทบทำให้รู้ว่าโลกก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ทั้งหมดไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น โลก สภาพธรรมที่เกิดดับ ต่างกับสภาพธรรมที่พ้นจากโลก ไม่มีการเกิดดับ เพราะหมดเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น มีอย่างเดียว คืออะไร
ผู้ฟัง นิพพาน
ท่านอาจารย์ นิพพาน พูดบ่อยๆ รู้จักไหม
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ อยากไปถึงไหม
ผู้ฟัง อยาก
ท่านอาจารย์ ไปอย่างไร
ผู้ฟัง กำลังตามหาทางอยู่
ท่านอาจารย์ มีไหม
ผู้ฟัง ต้องมี
ท่านอาจารย์ แล้วทางนั้นคืออะไร คือความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นจริง ถ้าเราไปสำนักปฏิบัติ ไม่มีโอกาสรู้สิ่งที่เป็นจริงที่กำลังเป็นจริงในขณะนั้น เช่น ขณะนี้เราไม่ได้ไปสำนักปฏิบัติ แต่มีสิ่งที่มีจริง กำลังเป็นจริงให้เข้าใจได้ถูกต้อง เห็นที่เกิดเมื่อสักครู่นี้ดับแล้ว เป็นคุณคณิศรหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ตามหาอีกในสังสารวัฏได้ไหมสิ่งที่ดับแล้ว ไม่ได้เลย ถ้าชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นดับโดยไม่รู้เลย แต่เข้าใจว่าสิ่งนั้นยังอยู่ เพราะมีการสืบต่อ แต่ความจริงก็คือว่าไม่มีอะไรที่เที่ยงเลยสักอย่างเดียว ทุกอย่างไม่เที่ยง เกิดดับ ใครจะรู้หรือไม่รู้ เดี๋ยวนี้กำลังเกิดดับทั้งนั้น ทุกขณะ เร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้ฟังตั้งแต่เบื้องต้น ถ้าเราไม่เข้าใจว่าธรรมคืออะไร แล้วเราไปทำอะไร เราไม่มีทางที่จะรู้เลย
เวลานี้เป็นเวลาที่มีประโยชน์ที่สุดในชีวิต เพราะเหตุว่าเป็นเวลาที่จะได้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ที่ดินแดนนี้ แล้วก็ชาวเมืองในสมัยนั้นก็มีโอกาสที่จะได้ฟัง ผ่านมาตั้ง ๒,๖๐๐ กว่าปี พระธรรมยังคงอยู่ ธรรมที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ได้จารึกไว้สืบทอดมาจนถึงเรา แต่ว่าความละเอียดความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรม ไม่ใช่ว่าใครสามารถที่จะอ่านแล้วรู้ได้ทันที แต่ต้องพิจารณาแต่ละคำ ซึ่งมีจริงๆ ทุกกาลสมัย แล้วก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เมื่อไหร่เลย สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ทำไมว่าเดี๋ยวนี้ ก็เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เราเห็น มีเสียงที่ได้ยิน มีเย็นร้อนอ่อนแข็งที่ปรากฏ สิ่งเหล่านี้ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี แต่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ไม่รู้ ทั้งเกิดขึ้นและดับไป
การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรม เร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงปรากฏว่าการเกิดดับสืบต่อเป็นนิมิตตะ คนไทยก็ใช้คำว่า นิมิต เป็นรูปร่างสัณฐาน ที่ทำให้จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นก็สัญญาความจำวิปลาสจากความเป็นจริง ซึ่งสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ แม้แต่เห็นเกิดแล้วก็ดับ แต่ว่าไม่มีใครรู้เลย ถ้าไม่ได้ฟังธรรม แล้วก็ไม่รู้หนทางที่จะรู้ความจริงว่า เมื่อความจริงเป็นจริง ก็สามารถที่จะรู้จริงได้จริงๆ แต่ต้องด้วยปัญญาที่เข้าใจจริงๆ ด้วย ทุกอย่างไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะหลงไปเชื่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าสิ่งที่ถูกต้องคือเดี๋ยวนี้ ถ้าใครสามารถที่จะทำให้เข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ได้ เริ่มต้นตั้งแต่การฟัง ไม่ต้องไปที่ไหนเลย อยู่ตรงไหนฟังธรรม ได้ยินคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนั้น และคำนั้นถูกต้องตรงความเป็นจริงของสิ่งที่มี นั่นคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อย่างเดี๋ยวนี้มีเห็น ต้องไปที่ไหนไหม ต้องไปทำอะไรที่จะทำให้เข้าใจเห็นไหม ไม่ต้องเลย นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่อัศจรรย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ไม่มีประโยชน์อะไร สามารถจะทำได้แล้วก็ไม่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมี อาเทสนาปาฏิหาริย์ ที่รู้ใจของคนก็ไม่สำคัญ เพราะว่าจิตของใครก็ตามแต่ เป็นจิตประเภทไหนก็ตามแต่ เกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ อนุ คือ บ่อยๆ สาสนี คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ทำให้ความไม่รู้ ซึ่งไม่รู้มาตั้งนาน ค่อยๆ เข้าใจขึ้นตามความเป็นจริง ซึ่งความเป็นจริงต้องเป็นจริงโดยตลอด ถ้าใครสามารถที่จะรู้ได้ ก็สามารถที่จะรู้ความเป็นจริงในขณะนั้นได้ ตรงตามที่ได้ทรงแสดง
เห็นเกิดขึ้นเห็นดับไป ยังไม่รู้ ได้ยินเกิดขึ้นได้ยินดับไป ก็ยังไม่รู้ ทุกอย่างเป็นเราไปหมด ด้วยความเข้าใจผิด เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ แสดงว่าใครก็ตามที่ไม่เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นั้นยังมีความเข้าใจผิด เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา แล้วเราก็คิดถึงตั้งแต่ใหญ่ที่สุด หยาบที่สุด คือเกิดแล้วต้องตายแน่ๆ เกิดแล้วไม่ตายมีไหม วันหนึ่งเราก็ต้องตาย ก็เหมือนกัน การที่จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่ โดยอย่างไร แต่เมื่อได้มีการได้ฟังธรรมเข้าใจแล้ว ก็รู้ว่าเมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นและดับไป เป็นปัจจัยให้สิ่งต่อไปเกิดสืบต่อ ก็จะมีการเกิดอีกไม่สิ้นสุดสังสารวัฏ แต่ว่าเกิดแล้วจะเข้าใจธรรมหรือไม่ได้เข้าใจธรรมเลย ก็ลองคิดดู
ถ้าไม่ได้เข้าใจธรรมเลย ก็เกิดไปเรื่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ เกิดตายไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่เข้าใจว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าสิ่งที่หลงว่าเป็นเรามานานแสนนาน ความจริงก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อ รวมกันแล้วก็เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ บ้าง เมื่อสามารถที่จะแตกย่อยออกไป ก็สามารถที่จะเห็นว่า ไม่มีอะไรเหลือที่จะเป็นสิ่งนั้นหรือคนนั้นอีกต่อไป คนก็กระจัดกระจายได้ ตัดแขนตัดขา ตัดหมดเลย เราอยู่ที่ไหนก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเราที่ไม่ได้ฟังธรรม หลงผิดมานานแสนนาน ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม เริ่มเห็นถูกต้อง เริ่มเข้าใจถูก จริงไหม จากการที่ไม่ได้เข้าใจมาเลย
พระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ต้องอาศัยกาลเวลานาน ที่จะทำให้ความเข้าใจที่เริ่มเข้าใจค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น ในสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ตามปกติ แต่ความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนในที่สุดสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริง การเกิดขึ้นและดับไป ของสิ่งที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ โดยความไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมคือความเข้าใจ ซึ่งเราใช้คำว่าปัญญา หรือความเห็นถูกต้อง เริ่มเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเห็นถูกต้องมากขึ้นว่าไม่ใช่เรา ยากไหม ลึกซึ้งไหม เป็นเรามาตั้งนานแสนนานในสังสารวัฏ เกิดเมื่อไหร่ก็เป็นเราทุกที แล้วก็ตายไป เกิดอีกก็เป็นเราอีก แล้วก็ตายไป ซึ่งความจริงเป็นธรรมต่างหาก ซึ่งเกิดดับสืบต่อไม่มีวันหยุดเลย สืบต่อตั้งแต่ชาติก่อนๆ จนกระทั่งมาถึงชาตินี้ จากโลกนี้ไป เกิดสืบต่อทันที แสดงถึงการเกิดดับของสภาพธรรม ไม่มีใครไปหยุดยั้งได้
เมื่อมีเหตุที่จะให้จิตเกิด จิตก็เกิด เพราะฉะนั้นมีเหตุที่จะให้จิตเกิดและดับ แล้วก็เกิดแล้วดับ ต่างๆ กันไปแต่ละขณะ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณา จนกระทั่งเริ่มเข้าใจ เพียงเข้าใจว่าไม่ใช่เราตั้งแต่ต้น ถูกต้องตั้งแต่ต้น และเมื่อฟังธรรมศึกษาต่อไป ก็จะเพิ่มความเข้าใจที่ไม่ใช่เรา จนกว่าไม่ใช่เราจริงๆ เพราะปัญญาสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งเรายังไม่ถึงขณะนั้น ยังไม่ถึงขณะที่ประจักษ์แจ้งจริงๆ แต่ก็ฟังจนกระทั่งปัญญาเข้าใจขึ้น นี่คือทางที่จะให้ปัญญามีกำลังพอที่จะรู้ความจริง ซึ่งขณะนี้ถูกปิดบังไว้ด้วยความไม่รู้ ซึ่งเราไม่รู้มานาน แล้วก็ยึดถือว่าเป็นเรามานานด้วย ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ต้องตรง ถ้าผิดหลงทาง ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้
อ.วิชัย ธัมเมกขสถูป เป็นสถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิเสธหนทางทั้งกามสุขัลลิกานุโยค และก็อัตตกิลมถานุโยค พระองค์ก็แสดงทางสายกลาง ก็คือสัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ แล้วก็สัมมาสมาธิ ๑ ดูเหมือนการอ่านข้อความในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งพระองค์ทรงแสดงหนทางสายกลาง แล้วก็แสดงอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็คือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ที่พระองค์แสดงหนทางซึ่งแต่ละคนไม่รู้จักทาง คือแม้แต่ฟังธรรมก็ยังไม่รู้หนทางจริงๆ ที่เรียกว่า เป็นทางสายกลางที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งธรรม
ท่านอาจารย์ เห็นไหม แม้แต่ข้อความที่จารึกไว้ก็ยังไม่เข้าใจ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440