ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432


    ตอนที่ ๑๔๓๒

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่

    วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    ท่านอาจารย์ มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้เลย เมื่อวานนี้ได้ฟังเพลง มีคนที่ไม่ชอบฟังเพลงหลายคน เท่าที่เคยพบ พอจะมีการร้องเพลง เขากลับบ้าน ไม่ได้ฟัง แต่ใครจะเลือกได้ เราจะอยู่ตรงไหน ใครกลับบ้าน ใครไม่ชอบ แทนที่รู้ว่าขณะนั้นก็เป็นธรรม ซึ่งเลือกไม่ได้เลย ถ้าใครคิดว่าจะทำอย่างหนึ่งอย่างใด แฝงไว้ลึกมาก ไม่เห็นเลย คือความเป็นเราและความต้องการ ไม่มีทางที่จะพ้นไปได้เลย เพราะไม่ได้เข้าใจความจริง ตามความเป็นจริงว่าทุกคำสายกลาง ถ้าได้ยินคำว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็เลยไปสนุกสนาน และก็บอกว่าเป็นอนัตตา นั่นก็คือว่าหลงเข้าใจผิด เพลิดเพลินไป บางคนก็บอกว่า ทุกอย่างเขาโกรธอย่างนี้ เขาพูดอย่างนี้ เขาทำอย่างนี้ ก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่เขา ก็อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า จริงๆ แล้วนั่นคือธรรม ซึ่งหลงยึดถือว่าเป็นเรา ก็ยังเป็นเรา แม้จะพูดคำว่าเป็นธรรม ก็เป็นเรา นี่คือความตรง

    เพราะฉะนั้นสัจจบารมีสำคัญที่สุด เดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมหรือยัง แค่นี้ทั้งวัน จะรู้ได้เลยว่ากิเลสมากแค่ไหน ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ เพราะว่าไม่ใช่เราจะไปละกิเลส แต่ความเข้าใจต่างหากว่ามีเท่าไหร่ แค่นี้ละไม่ได้ เข้าใจมากกว่านี้ ละหรือยัง   ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจความต่างของการเข้าใจธรรม ปริยัติ ตรง ถ้าเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม จะถามไหมว่า ทำอย่างไรปัญญาถึงจะเกิด ทุกอย่างเป็นธรรม ที่รู้ว่าเป็นธรรมเพราะฟังไม่ใช่หรือ ถ้าลองไม่ได้ฟัง ไม่เคยได้ยินสักคำ จะบอกได้ไหมว่าทุกอย่างเป็นธรรม แต่ที่บอกว่าทุกอย่างเป็นธรรมเพราะฟัง จำได้ แล้วก็ตอบว่าทุกอย่างเป็นธรรม ก็จะรู้ได้ว่า ฟังแค่นี้ เข้าใจแค่นี้ ถ้าจะเข้าใจมากกว่านี้ ก็ต้องฟังมากกว่านี้ จะฟังมากเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับเข้าใจ เมื่อวานนี้ฟังเท่าไหร่ เข้าใจเท่าไร ง่วงเท่าไหร่

    ผู้ฟัง ง่วงเยอะ

    ท่านอาจารย์ ง่วงเยอะ บังคับบัญชาได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ง่วงเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ง่วงเป็นง่วง รู้แต่ว่าง่วง

    ท่านอาจารย์ แต่ไม่ได้เข้าใจว่าง่วง ไม่ใช่อย่างอื่น เราง่วง แล้วก็เราเห็น แล้วเราฟัง แต่ง่วงไม่ใช่เห็น ง่วงเกิดและง่วงก็ดับ อยู่ไหน เดี๋ยวนี้ง่วงที่ดับไปแล้ว  ไปหาในจักรวาล มีอีกได้ไหม สิ่งที่ดับไปแล้ว ไม่มีทาง แต่หลงว่าเมื่อวานนี้เราฟังเราง่วง เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนที่ตรงจริงๆ ฟังธรรม ที่จะต้องมีความเข้าใจ จะมากจะน้อยก็เข้าใจ กิเลสทั้งหลายยังง่วง บังคับบัญชาไม่ได้เลย เกิดให้รู้ว่าไม่ใช่เรา ก็ไม่รู้  เกิดให้รู้ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ก็ไม่รู้ เกิดขึ้นให้รู้ว่าเกิดแล้วดับไป ก็ไม่รู้ ความไม่รู้แค่ไหน นี่เฉพาะง่วงอย่างเดียว

    ผู้ฟัง รู้แต่ว่าหายง่วงแล้ว ฟังแล้วรู้สึกดี

    ท่านอาจารย์ ใครหายง่วง

    ผู้ฟัง ผม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ฟังธรรมแต่ยังไม่เป็นธรรม ง่วงยังไม่เป็นธรรม จนกว่าง่วงเป็นธรรม ต้องไม่ลืม นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ของการที่จะเป็นผู้ที่ค่อยๆ ละกิเลส เพราะมีความเข้าใจมั่นคงว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ว่าจะธรรมอะไรทั้งสิ้น โกรธเกิดขึ้นบังคับบัญชาไม่ได้ ความสุขมากมายมหาศาล เกิดแล้วดับแล้ว จะให้เป็นสุขนั้นซ้ำอีกได้ไหม ไม่ได้ ไม่ว่าชาติไหนทั้งสิ้น แต่ละหนึ่งขณะ ผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป เพราะเป็นธรรม ที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย

    ถ้าจะชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใด รู้ไหมว่าไม่มีอีกแล้วสิ่งที่ชอบ หมดแล้วแต่ยังหลงจำ หลงคิดว่ายังชอบอยู่ เพราะการเกิดดับสืบต่อ แต่ถ้าผู้มีปัญญาก็รู้ว่าขณะนั้น ไม่มี จากขณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย แล้วเกิดขึ้นจึงมี แล้วดับไป แล้วไม่มีเหมือนเดิม ก็หลงอยู่ในความจำว่ายังมีอยู่ จนกว่าจะเข้าใจธรรม แล้วก็ไม่ต้องไปไหนเลย อยู่ตรงนี้ ถ้ามีความเข้าใจพอ สามารถที่จะรู้แข็งด้วยความเข้าใจ ที่ไม่ใช่ก่อนที่จะได้ฟังธรรม ก่อนที่จะได้ฟังธรรมแข็งเหมือนกันหมด เด็กก็รู้แข็งอย่างนั้นแหละ ผู้ใหญ่ก็รู้แข็งอย่างนั้นแหละ แต่พอฟังธรรมแล้ว ความรู้อยู่ไหน ก็นี่อย่างไร ลักษณะที่มีจริงอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรา

    นี่คือการเริ่มต้นของสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นปฏิปัตติ เพราะว่าขณะนี้ มีทั้งเห็น มีทั้งได้ยิน มีทั้งคิด แต่ขณะนั้นกำลังเข้าใจแข็ง เฉพาะแข็งที่ปรากฏ แต่ยังไม่ถึงขั้นประจักษ์แจ้ง แต่ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมในเบื้องต้น จะมีขณะที่เดี๋ยวนี้เองปกติ รู้ที่แข็งด้วยความเข้าใจ ต่างกับอย่างอื่นหมดเลย และก็เกิดแล้วด้วย แล้วก็ปรากฏด้วย ไม่เป็นอย่างอื่น เป็นแข็ง นั่นคือเข้าใจแล้วทีละเล็กทีละน้อยว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นธรรม ค่อยๆ เป็นธรรม ค่อยๆ เป็นธรรม แต่ถ้าปรากฏว่าทั้งวัน เราอยู่ในครัว เราก็หยิบกระทะ หยิบช้อน หยิบส้อม ก็แข็งทั้งหมด ขณะนั้นก็ไม่ได้รู้ว่าแข็งเป็นธรรม ขณะนั้นมีจริงๆ ไม่มีอย่างอื่นเลยในขณะที่แข็งปรากฏด้วยดี นี่เป็นคำในพระไตรปิฎก

    ถ้าขณะนี้สภาพธรรมปรากฏ กับขณะที่สติสัมปชัญญะปรากฏ ต่างกัน เพราะเหตุว่า ขณะที่สติสัมปชัญญะไม่ได้ปรากฏ นั่นดอกกุหลาบ นี่ดอกไม้ ไหนดูใกล้ๆ อันไหนของจริงของปลอม ไม่ได้ปรากฏด้วยดีเลย แต่ปรากฏด้วยดีเมื่อรู้ความจริงซึ่งเป็นธรรมไม่ใช่เรา ไม่ใช่ดอกกุหลาบ แข็งเป็นแข็ง กำลังมีความเข้าใจแข็งว่า เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ไม่มาก เพียงแค่แข็งและอย่างอื่นอีกตั้งเยอะแยะ เพราะฉะนั้นปัญญาจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้ แต่เป็นการเริ่มต้นว่า ปัญญาที่ฟังมานำไปสู่การเข้าใจหนึ่ง ทีละหนึ่ง โดยความเป็นอนัตตา

    ขณะนั้น ก็จึงเห็นความต่างกันของปัญญาและสติขั้นฟัง ขณะที่ฟังมีสติขณะที่เข้าใจ ถ้าขณะที่ไม่เข้าใจ ไม่ได้มีสติและก็ไม่ใช่ปัญญาด้วย แต่ขณะนั้นใครจะรู้ว่าเข้าใจ  เจตสิกเกิดขณะนั้นเท่าไหร่ อาศัยเป็นปัจจัยที่จะปรุงแต่งให้ความเข้าใจเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปหมด กว่าแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง จะปรากฎ โดยไม่ใช่ไปจงใจ ไปพยายาม จงใจเป็นเจตนาเจตสิก ไม่ใช่มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเจตสิก ๘ ไม่ใช่เจตนา  แสดงให้เห็นว่าความจงใจไม่ใช่หนทางแน่นอน ที่จะทำให้รู้ความจริง เพราะขณะที่จงใจเป็นเรา แต่ถ้าเกิดมีการเข้าใจแข็งทันทีขณะนั้น เห็นความเป็นอนัตตาว่า ไม่ได้มีการพยายามจงใจ ตั้งใจ ที่จะให้เข้าใจ ที่จะให้รู้ตรงนั้นเลย แต่เกิดโดยความเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้นหนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหนทางที่เป็นอนัตตาโดยตลอด  เมื่อมีความจงใจเกิดขึ้น ผิดทันที มีความต้องการใช่ไหม จึงจงใจ เป็นโลภะ เพราะไม่รู้ใช่ไหมว่าไม่ใช่เรา จึงจงใจและยังคงเป็นเรา หนทางนี้ละเอียดไหม และเป็นหนทางเดียว

    อ.วิชัย มีข้อความในอรรถกถา นิทานสูตร มีข้อความว่า เล่ากันมาว่า ในวันนั้นท่านผู้มีอายุนี้ คือท่านพระอานนท์ ได้เที่ยวไปโปรดสัตว์ยังนิคมกัมมาสธัมมะ ดุจว่าวางสิ่งของนับพันอย่างลงทุกประตูเรือน ก็จะเห็นถึงการที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะว่าหลงมานาน คือไม่รู้ตามความเป็นจริง  อย่างที่บุคคลที่ได้ฟังธรรมแล้ว ก็ได้กล่าวสรรเสริญคุณของพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดง ดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง และก็ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าบุคคลผู้มีจักษุจะเห็นได้

    ดังนั้น พระธรรมคำสอนที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่ากัสสปะ  หลังจากที่อันตรธานแล้ว โลกก็อยู่ในความมืด ก็คือไม่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ แต่ว่าเมื่อมีการอุบัติขึ้นของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคดม ก็เหมือนกับการเปิดของที่ปิดเอาไว้ ที่จะให้บุคคลที่ได้สะสมปัญญามา ที่จะมีโอกาสได้ฟัง แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจ แล้วก็หลงทางมานานด้วย ไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความไม่รู้ แต่ว่าเมื่อมีความรู้ความเข้าใจพระธรรมว่า หนทางที่จะให้เกิดปัญญาและรู้ความจริง ไม่ใช่ว่าไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ แต่ต้องเป็นเรื่องของการที่ได้ฟังธรรม แล้วก็มีความเข้าใจ ค่อยๆ เจริญขึ้น ก็จะรู้ว่าหนทางไหนเป็นหนทางที่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ขอร่วมสนทนาด้วย ในสังสารวัฏเรายังต้องเดินทางไกล บุญที่เราทำไว้ ทำให้การเดินทางไกลของเราสะดวกสบายมากขึ้น ก็ยังเป็นเราอยู่ ก็ไม่ใช่เป็นบุญที่บริสุทธิ์ ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ มีเสบียงสำหรับการเดินทางไกลไม่จบ จนกว่า ปุญญะ คือ ปัญญา ถึงขั้นที่จะสามารถดับกิเลสได้ คุณพัชนรี สงสัยเรื่องบุญใช่ไหม ที่ว่าเหมือนกับเสบียง ถูกต้องไหม มีเสบียงไว้ทำไม

    ผู้ฟัง มีเสบียงไว้ ทำให้การเดินทางของเราสะดวกขึ้น

    ท่านอาจารย์ เพราะรู้ว่าต้องเดินทาง ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ไปแสนไกลไม่รู้จบ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ คุณพัชนรีได้ยินอย่างนี้ ก็เลยทำบุญใช่ไหม โดยหวังว่าจะได้เป็นเสบียงในการเดินทางใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่ แต่บุญก็มีบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

    ท่านอาจารย์ นี่แหละ หมายความว่าเราจับต้นชนปลาย พอได้ยินอย่างนี้ แต่พื้นฐานของเราอย่างมั่นคงที่สุด คืออะไร คือต้องไม่ลืมว่า ไม่มีเรา เป็นธรรม สุขก็เป็นธรรม ทุกข์ก็เป็นธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น เกินกว่านั้น น้อยกว่านั้น ก็ไม่ได้ ผิดจากนั้นก็ไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องการทุกข์ไหม

    ผู้ฟัง เราไม่ต้องการ แต่ห้ามไม่ได้

    ท่านอาจารย์ อะไรจะนำทุกข์มาให้

    ผู้ฟัง อกุศลกรรมทั้งหลาย

    ท่านอาจารย์ อะไรจะนำสุขมาให้

    ผู้ฟัง กุศลกรรมทั้งหลาย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ทำบุญทำไม

    ผู้ฟัง ก็เป็นธรรม มีเหตุให้ทำ

    ท่านอาจารย์ ก็ตอนต้นตอบว่าเป็นเสบียง พอเราเจอข้อความในพระไตรปิฎก เราก็อยากจะเข้าใจ แล้วเราก็มีความต้องการด้วย พอบอกว่าเป็นเสบียง และเราต้องเดินทาง เราก็หาเสบียงแล้วใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ คนส่วนใหญ่ก็จะมีความคิดความเข้าใจเพียงเท่าที่สะสมมา และเมื่อมีการได้ยินได้ฟังเท่าไหร่ ก็เข้าใจเพียงในระดับนั้น แต่ว่าตามความเป็นจริง สามารถจะคิดไตร่ตรองให้ละเอียดขึ้นได้ แม้แต่เสบียง ก็หมายความว่าต้องมีการเดินทาง อยู่บ้านต้องมีเสบียงไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ กับไปไหนเอาไปด้วย เพื่อที่จะได้เป็นเสบียงใช่ไหม เมื่อรู้ว่าจะต้องเดินทางอีกยาวนานในสังสารวัฏ อะไรเป็นเสบียง

    ผู้ฟัง ปัญญา

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้บอกว่าบุญใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเต็มไปด้วยเหตุผลที่ละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น  เพื่อเราจะได้ไม่หลงทาง คนบางคนเมื่อได้ฟังอย่างนี้ หวังสุขจึงทำบุญ เพราะเขารู้ว่าเขาต้องเกิดอีก จึงขอเกิดดีหน่อย สบายๆ คือ ทำบุญไว้เพื่อเป็นเสบียงใช่ไหม คนที่คิดอย่างนี้มีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะเข้าใจว่าคือการเดินทาง แต่ว่าการเดินทางมีสิ้นสุดไหม

    ผู้ฟัง การเดินทางจะมีสิ้นสุด ก็เมื่อมีปัญญาถึงพร้อม

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นบุญที่ไม่ใช่ปัญญา สามารถจะเดินทางได้สิ้นสุดไหม

    ผู้ฟัง ไม่สิ้นสุด

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อมีปัญญา ซึ่งเป็นบุญ เป็นเสบียง ไม่ได้นำโทษมาให้ด้วย แล้วยังนำไปสู่การสิ้นสุดของการเดินทางด้วย บุญจึงมีตั้งแต่กุศลทุกประเภทเป็นบุญ แต่ว่าบรรดากุศลทั้งหลาย ปัญญาประเสริฐสุด หรือจะกล่าวว่าในบรรดาสังขารธรรมทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด เพราะเหตุว่าไม่ได้ทำความเดือดร้อนมาให้เลย ยังทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ยังสามารถที่จะขัดเกลากิเลส จนกระทั่งสามารถที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา แล้วจึงดับกิเลสอื่นๆ ได้ทั้งหมด ถึงการที่จะสิ้นสุดการเดินทาง ถ้าเข้าใจอย่างนี้ จะทำบุญหวังผลไหม เพราะผลคือต้องไม่มีเรา แต่ถ้าหวังคือมีเรา เห็นไหม ความละเอียด

    ผู้ฟัง แต่ปัญญาก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าเราไม่ได้การฟัง ฟังด้วยดี

    ท่านอาจารย์ แล้วไม่ใช่ฟังเผิน ฟังแล้วไตร่ตรอง แม้ว่าเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐ เป็นเสบียงก็ตามแต่ แต่ต้องคิดอีกว่าไปไหน แค่ไปในสังสารวัฏเท่านั้นหรือ หรือว่าเดินทางไม่รู้จบสิ้น ไม่มีวันจบเลย ออกจากสังสารวัฏไม่ได้เลย ถ้าไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญาก็เป็นบุญ แต่ว่าเป็นบุญที่จะสามารถนำออกจากสังสารวัฏ สิ้นสุดการเดินทาง เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีเรา เป็นธรรมหมดเลยซึ่งเกิดดับ ยับยั้งไม่ได้อยู่ตลอดทุกชาติไป ไหนเรา

    อ.กุลวิไล กำลังเดินทางอยู่หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ใช่

    อ.กุลวิไล ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่รู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตายคืออะไร ก็คือธรรมใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    อ.กุลวิไล เพราะธรรมก็คือสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงในที่นี้ ขณะนี้ก็ไม่พ้นธรรม ๒ อย่าง ก็คือนามธรรมและรูปธรรมนั่นเอง แต่ธรรม ๒ อย่าง ในที่นี้จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นนามธรรมที่เป็นธาตุรู้ก็คือ จิตและเจตสิก เพราะว่าจิตเกิดเมื่อไหร่ ต้องมีธรรมที่เกิดกับจิต แล้วก็ดับพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต นั่นคือเจตสิก เพราะฉะนั้นยังเป็นไปอยู่ จิต เจตสิก และรูป ซึ่งยังมีอยู่ในขณะนี้ มีปัจจัยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ยังเป็นผู้ที่ยังท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ก็ยังไม่พ้นการที่ยังต้องเกิดแก่เจ็บตาย แต่ข้อสำคัญก็คือ ถ้าไม่มีปัญญาที่เป็นอริยทรัพย์ เพื่อความเห็นถูกในธรรมตามความเป็นจริง สังสารวัฏนี้ก็ยังยืดยาวอยู่ แล้วที่สำคัญไปไหน ไปทุคติคืออบายก็ได้ หรือว่าถ้ามีเหตุที่ดี ที่ให้ทำกุศลกรรมบ้าง ก็ไปสู่สุคติภูมิได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังต้องเดินทางอยู่นั่นเอง แต่จะสิ้นสุดการเดินทางได้ ก็ต้องด้วยปัญญาที่เห็นถูกในธรรมตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แม้แต่ทรัพย์ที่เป็นเครื่องปลื้มใจ ไม่ใช่โภคทรัพย์ เราอาจจะคิดว่าเรามีเสบียง แต่เสบียงนั้นเป็นเสบียงที่เราคิดว่า เป็นแค่ทรัพย์ในชาตินี้หรือเปล่า แต่ที่สำคัญก็คืออริยทรัพย์นั่นเอง ที่จะเป็นปัจจัยให้ถึงการรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริงได้ และที่สำคัญ ปัญญานั่นเองก็เป็นหนึ่งในอริยทรัพย์ ความเห็นถูกในธรรมตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ สังขารคืออะไร

    ผู้ฟัง ก็คือร่างกายอย่างนี้หนึ่งอย่าง แล้วสังขารคือเป็นสิ่งปรุงแต่งทุกอย่าง เช่น ความคิด เป็นต้น

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งอาศัยกันและกัน จะเกิดขึ้นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดทั้งหมด ต้องอาศัยสิ่งที่ปรุงแต่ง เป็นสังขารทั้งหลายใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นสังขาร เพราะจะเกิดโดยไม่มีการปรุงแต่งไม่ได้ ต่อไปนี้ได้ยินคำว่าสังขารทั้งหลาย ก็รู้ว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ต้องมีการปรุงแต่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น จึงเกิดขึ้นได้ ข้อความนี้ว่าอย่างไร

    อ.กุลวิไล เรากล่าวแม้ซึ่งสังขารทั้งหลายว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย

    ท่านอาจารย์ เราพูดแล้วใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ไหนแต่ไร เราก็บอกว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความเกิดขึ้น ต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง จึงสามารถจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เดี๋ยวนี้ปรากฏ สิ่งนั้นต้องเกิดแล้ว และก็เกิดโดยไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นด้วย แต่เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ก็อ่านตรงนี้ก็เข้าใจ

    อ.กุลวิไล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสต่อว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย

    ผู้ฟัง เหตุอิงอาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย ก็คือมีตา

    ท่านอาจารย์ รู้จักตาไหม

    ผู้ฟัง สมมติว่าตาอยู่ตรงนี้

    ท่านอาจารย์ อย่างนั้นไม่ใช่ว่ารู้จักตา เพราะเป็นตาของเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ตาเป็นธรรม เป็นรูปเดียวที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏได้ ไม่ใช่ตาดำ ตาขาวทั้งหมด เฉพาะส่วนที่กระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏนี้เท่านั้น ที่เป็นจักขุปสาท ไม่ให้เกิด ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ทำให้เกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรจึงเกิด

    ผู้ฟัง อันนี้ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ นี่แหละคำตอบ คำตอบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าอย่างไร

    อ.กุลวิไล ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย ควรกล่าวว่า อวิชชา

    ท่านอาจารย์ สังขารเป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ สังขารธรรม หมายความถึงธรรมทั้งหมด ไม่เว้นเลยที่เกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยปรุงแต่ง ถ้ามีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีสังขารธรรมไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อะไรเป็นสังขารเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ เห็น เป็นสังขารธรรม มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น ดับไหม

    ผู้ฟัง ดับ

    ท่านอาจารย์ สังขารธรรมที่ไม่ดับ มีไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ สังขารธรรมที่ไม่เกิด มีไหม

    ผู้ฟัง ไม่เกิด ก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ต้องตรง ต้องไตร่ตรอง ต้องคิด ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด เราเรียนตั้งแต่ต้นทีละเล็กทีละน้อย เพื่อที่จะให้มีความเข้าใจที่มั่นคง เมื่อเข้าใจแล้วมั่นคงแล้ว สามารถที่จะอ่านพระไตรปิฎก หรือว่าฟังอย่างอื่นต่อไปได้ เพราะมีพื้นฐานที่เข้าใจมั่นคงแล้วว่าไม่มีเรา ทั้งหมด ทั้ง ๓ ปิฎก เป็นธรรม เป็นอนัตตาทั้งหมด สังขารธรรมมีอะไรบ้าง โดยประเภท

    ผู้ฟัง สังขารธรรมเป็นรูป

    ท่านอาจารย์ ทำไมรูปเป็นสังขารธรรม

    ผู้ฟัง ก็ปรากฏขึ้นเห็น

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิด จะปรากฎได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่เกิดไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า สิ่งที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ความจริงดับแล้ว แต่ไม่รู้ สังขารธรรมคือธรรมที่เกิดดับแน่นอน มีรูป เพราะรูปเกิดดับ ตอนนี้รู้แค่ไหน ในเรื่องสังขารธรรม

    ผู้ฟัง สังขารธรรม เช่น ตาเห็น เป็นต้น

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่เกิด ต่างกับบอกว่าตาเห็นไหม สิ่งที่ไม่เกิดเป็นสังขารธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เป็นก็ต้องไม่เป็น คุณกรกิจฟังมาแล้ว โดยที่ว่าไม่มีการสนทนา แต่ว่าเมื่อมีการสนทนาเป็นมงคล เพราะเหตุว่าทำให้ความเข้าใจค่อยๆ เจริญขึ้น สงสัยก็สนทนากัน และเมื่อสนทนากันแล้ว ความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง เมื่อฟังต่อไปจะเข้าใจขึ้น เพราะได้สนทนาจนเข้าใจขึ้นอีกแล้ว แต่ต้องทีละคำ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    1 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ