ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
ตอนที่ ๑๔๓๔
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ ต้องรู้ก่อนว่ายึดมั่นอะไร จึงสามารถที่จะรู้ว่าจะละได้อย่างไรด้วย ไม่ใช่มีตัวตนที่เพียรจะไปละ ถามหาหนทางจะไปละ แล้วคิดว่าจะไปละ แต่ไม่รู้เลยว่ายึดมั่นอะไร
ผู้ฟัง ตรงนี้สำคัญมากๆ
ท่านอาจารย์ ๔๕ พรรษา ไม่ใช่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว
ผู้ฟัง ขอความเมตตาอธิบายคำที่ขึ้นต้นไว้เมื่อสักครู่ว่า รู้อะไรก่อนที่จะไปละ
ท่านอาจาจารย์ เดี๋ยวนี้มีอะไรไหม
ผู้ฟัง เป็นการที่เราทำกิจกรรมหนึ่งร่วมกัน
ท่านอาจารย์ เราอยู่ไหน
ผู้ฟัง เราในที่นี้ เป็นสมมติบัญญัติ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรเลย จะสมมติบัญญัติได้ไหม
ผู้ฟัง ต้องมีสิ่งที่เป็นจริง
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริง แล้วเยอะแยะมากมาย ถ้าไม่ใช้คำ ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าหมายความถึงอะไร จึงต้องใช้คำ เพื่อบ่งถึงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกัน ไม่ว่าอะไรทั้งหมด สามารถเข้าถึงความจริงของสิ่งที่มี เวลานี้ทุกคนมีแข็ง กำลังปรากฏธรรมดาใช่ไหม ถ้าบอกว่าแข็งไม่ใช่เรา ก็ฟังกันรู้เรื่อง แต่ลึกลงไปถึงธาตุซึ่งเกิดดับ ไม่ใช่เรา ถึงหรือยัง และจะถึงได้อย่างไร ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มีตัวตนไปเพียรที่จะถึง ทุกอย่างหมดดูเป็นธรรมดา แม้แต่แข็ง แข็งจริงๆ มีแน่ๆ ไม่มีใครไปทำให้แข็งเกิด
แข็งเกิดเป็นแข็ง แข็งเกิดแล้วแข็งก็ดับ และการที่จะรู้ว่าแข็งเป็นแข็งเท่านั้น ไม่เป็นอะไรเลย นานแสนนานมาในสังสารวัฏ และต่อไป แข็งที่จะเกิดก็เป็นเพียงแข็ง ไม่ใช่นิ้วเรา มือเรา เท้าเรา ผมเรา แขนเรา แข็งต้องเป็นแข็ง แต่เรามีอุปาทานว่าตัวเราแข็ง เพราะฉะนั้นจะละการยึดถือความแข็งที่ยึดถือว่าเป็นตัวเราได้อย่างไร จำว่าแข็งใช่ไหม ใครจำ
ผู้ฟัง ดิฉันจำ
ท่านอาจารย์ มีอุปทานไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วจะละอุปาทานนี้ได้อย่างไร ที่กำลังจำ ต้องหมดอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕
ผู้ฟัง ก็คือละตัวเรา
ท่านอาจารย์ โดยวิธีไหน
ผู้ฟัง ใช้ปัญญานำทาง
ท่านอาจารย์ ใช้หรือ ปัญญาอยู่ไหน
ผู้ฟัง ความรู้ในขณะนี้ที่ได้ฟังพระธรรม
ท่านอาจารย์ ใช้ได้ไหม
ผู้ฟัง น้อมใส่ไว้ในจิตด้วยความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ น้อมได้ไหม
ผู้ฟัง น้อมไม่ได้ ได้แค่เพียงเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ก็เริ่มเข้าใจถูกต้อง ต่อไปนี้ไม่มีการใช้ปัญญา ไม่มีการน้อมปัญญา ทุกอย่างเป็นธรรม ทุกอย่างเกิดขึ้นดับไป สืบต่อสะสมอยู่ในจิต ปรุงแต่งให้แต่ละขณะ ซึ่งจะเกิดข้างหน้าเป็นอย่างที่ได้ฟัง หรือว่ามีปัจจัยที่เกิดแล้ว ถ้าเริ่มไม่มีเรา และอะไรๆ ก็ไม่มี คำนี้คำเดียวจะนำไปสู่การละ เพราะไม่มี แต่สิ่งที่เกิดมาทำให้หลงว่ามี และหลงมานานแล้วด้วย เกิดมาก็เห็น มีแล้วทั้งหมด แต่ถ้าสิ่งนั้นๆ ไม่เกิดขึ้นก็ไม่มี และความจริงจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ โดยละเอียดยิ่งถึงที่สุด โดยประการทั้งปวง คือการเกิดขึ้นและดับไป จึงมี ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลยก็ไม่มี ถึงมีแล้วก็ดับไป ก็ไม่มีอีกนั่นแหละ แต่ก็ไม่รู้ จะใช้ปัญญาไหม
ผู้ฟัง ไม่สามารถใช้ได้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ก็ยังไม่มีปัญญา ถึงมีปัญญาก็ดับ เพราะปัญญาไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราด้วย ความลึกซึ้งละเอียดอย่างยิ่ง คือต้องไม่ใช่เรา และความจริงคือไม่มี ถ้าไม่เกิดขึ้น ไม่มีแน่นอน
โอกาสอย่างนี้ก็ไม่มากในสังสารวัฏ ที่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว แต่ก่อนอื่นไม่ลืม พระองค์ทรงเป็นใคร แล้วเราฟังคำของพระองค์ จะสามารถเข้าใจคำที่พระองค์ตรัส อย่างพระปัญญาที่ตรัสคำนั้นได้ง่ายไหม ก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่ก็สามารถที่จะค่อยๆ สะสมความเห็นถูกว่า กว่าที่จะได้รู้จะเข้าใจความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และทรงแสดง ต้องเป็นเรื่องละ คิดบ้างไหมที่จะละ วันนี้ตั้งแต่เช้า คงไม่ค่อยมีใครคิดเรื่องละ เพราะลืม แต่ถ้าฟังบ่อยๆ เราจะรู้จริงๆ ว่าการละ นำความสุขมาให้ แต่ว่าความติดข้องมีแต่แสวงหา แสวงหาแล้วก็จะได้หรือไม่ได้ ได้มาแล้วก็หมดไป ที่สำคัญที่สุดหาตลอดชีวิต แล้วก็ไม่มี เพราะหมดไป
คิดดู ในสังสารวัฏ จะเหนื่อยมานานมากสักแค่ไหนแล้ว หามาตลอดชีวิต อยากได้นั่น อยากได้นี่ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้มาแล้วบางทีก็ไม่ค่อยสุข จริงไหม ตอนแรกก็คิดว่าจะสุขมากๆ แต่พอได้มาแล้วก็ไม่ค่อยจะสุข หรืออาจจะทุกข์ ไม่สุขก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งชัดเจน ในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้เห็นโลกว่าเป็นอย่างนี้ แต่ความจริงของโลกคืออะไร ถ้าเราไม่รู้จักโลกตามความเป็นจริง เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเราเกิดมา เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วย เดี๋ยวก็แข็งแรง เดี๋ยวก็สนุกสนาน และเดี๋ยวก็ฟังธรรม ก็เป็นปกติ ซึ่งไม่ใช่เรา
ที่สำคัญที่สุด แม้เป็นปกติก็ไม่ใช่เรา แต่กว่าที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา จะทำอย่างไรกับสิ่งที่ปรากฏ ตั้งแต่เกิดทุกชาติในสังสารวัฏ ซึ่งเหมือนกับว่าไม่มีอะไรจากไปเลย ตั้งแต่เล็กจนโต แต่ความจริงหารู้ไม่ ไม่มีอะไร ถ้าไม่มีอะไรเกิด ก็ไม่มีเรามานั่งตรงนี้ แต่หารู้ไม่ว่าที่ว่าเป็นเกิดไม่เหมือนกันสักอย่างหนึ่ง เห็นเกิดก็เป็นเห็น ได้ยินเกิดก็เป็นได้ยิน คิดเกิดก็เป็นคิด โกรธเกิดก็เป็นโกรธ เราอยู่ตรงไหน ไม่มีเลย มีแต่สภาพธรรมทั้งนั้น ทั้งหมด นานแสนนานมาแล้วก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้ปรากฏความว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน ไม่ได้ปรากฏความว่างเปล่าว่า ไม่มีถ้าไม่เกิด
เพราะฉะนั้นที่เกิดที่กำลังปรากฏขณะนี้ เพราะมีต่างหาก แล้วใครก็จะไปบันดาลให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่เรา แต่ปัญญาที่จะเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรานั้นไม่ง่าย เพราะว่าถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด ทุกคำโดยประการทั้งปวง ไม่มีใครสามารถที่ละความที่เคยยึดถือสภาพธรรมที่มี ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าละเอียดแค่ไหน เพียงแค่เดี๋ยวนี้ ถ้าคนที่ได้ฟังธรรมมานาน รู้จักขันธ์ ๕ ก็บอกว่าครบ แต่เราไม่เคยคิดเลย กำลังจำ เห็นแล้วจำ ไม่ใช่เรา ก็ไม่รู้
ขณะที่เห็นมีความรู้สึกอย่างไร ดีใจ เสียใจ สุขทุกข์ ไม่ใช่เรา เกิดโดยที่เกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิด แต่เกิดแล้วทั้งหมด แล้วก็ดับไป ก็ไม่รู้ กำลังคิดอะไร อยากจะคิดเรื่องนั้นหรือเปล่า บางทีอยากจะคิดเรื่องที่เราลืม แต่พยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก แล้วก็เกิดนึกออกคิดได้ ทั้งหมดแสดงความเป็นอนัตตาชัดเจนว่า เป็นอื่นไม่ได้เลย นอกจากว่าบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่เรา ก็ไม่รู้ ไม่รู้หมด ชาตินี้และชาติก่อนๆ และชาติต่อไป
ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย ไม่มีทาง ก็เป็นเหมือนคนตาบอด เกิดมาแสวงหา ต้องแสวงหาแน่ๆ เพราะถ้าไม่แสวงหาไม่เกิด ทุกคนไม่ได้รู้เลยว่าที่เกิดมานี่ เพราะได้แสวงหามาแล้ว ก็เกิดเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่ที่สำคัญที่สุดเกิดมาแล้ว ก็คือว่าต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน อยากจะอยู่อีกนานเท่าไหร่ อย่างไรๆ ก็วันนี้ แน่ๆ เลย พรุ่งนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ตามความจริงก็คือว่า ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ หรือตายแล้ว หรือเกิดใหม่ก็เหมือนเดี๋ยวนี้ มีเห็น มีได้ยิน มีคิด มีจำ แต่เปลี่ยนเรื่อง เรื่องเมื่อวานนี้เรื่องหนึ่งแล้ว จบเลยไม่กลับมาอีกเลย วันนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ ก็ไม่เหลือเลย
การฟังพระธรรมประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ให้เราไปอยากได้ ไปทำอะไร โดยไม่รู้ว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะไม่รู้ หนทางเดียวที่จะพ้นจากการที่จะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป ตลอดไปด้วย ถ้าไม่มีการออกจากสังสารวัฏ หนีไม่พ้นเลย ต้องเป็นอย่างนี้ ก็คือว่าหนทางเดียว คือรู้ว่าเป็นอย่างนี้เพราะอะไร ในบรรดาธรรมทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด ถ้าปัญญาไม่เกิดไม่รู้ คิดว่าอย่างอื่นดีกว่า แสวงหาต่อไป คิดว่าอย่างอื่นดี แต่เมื่อมีความเข้าใจธรรม ไม่มีอะไรมีค่าเท่ากับความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้
แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชัดเจนมาก เมื่อสักครู่นี้หมดแล้ว ใครรู้ นั่งอยู่แท้ๆ แล้วก็ได้ยินด้วย แล้วก็ฟังด้วย คิดด้วย หมดแล้วก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นสิ่งที่ถูกปกปิดไว้นานมาก ถ้าไม่มีผู้ที่ทรงตรัสรู้ด้วยพระมหากรุณา ที่ว่ายากที่จะรู้สิ่งซึ่งถูกปกปิด เดี๋ยวนี้ก็ปกปิด แล้วก็ปกปิดต่อไป ถ้าไม่มีธรรมเตชะคือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะให้ความไม่รู้ค่อยๆ หมดสิ้นไป หวังจะหมดเร็วไหม ใครหวังอย่างนั้นก็ผิดทันที ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นความเคารพสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือว่าฟังคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้วเพื่อเรา ใครจะรู้ว่าคำของพระองค์ มีใครบ้างจะได้ยินสักกี่คน ได้ยินแล้วจะเข้าใจมากน้อยเท่าไหร่ อยากจะเข้าใจหมดเลย แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร ธรรมที่ทรงแสดงเปรียบดุจใบไม้สองสามใบในกำมือ แต่พระปัญญาเท่าใบไม้ในป่า เทียบกันได้ไหม ไม่ได้ แต่ละคำก็คือว่า เป็นบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน ทำให้มีโอกาสได้รู้ว่าสิ่งใดประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น หาค่าเทียบไม่ได้เลย ทั้งโลก ก็ยังคงเป็นโลก ซึ่งจะต้องเกิดต่อไปตามเหตุตามปัจจัยไม่สิ้นสุด แต่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงตรัสรู้ ทรงแสดง ก็คือว่าโลกถึงที่สุดได้ด้วยปัญญา
การที่เกิดมาแล้วก็ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมเลย ไม่มีใครคิดที่จะสิ้นสุดสังสารวัฏ พร้อมทุกอย่าง แล้วก็จากโลกนี้ไป เร็วหรือช้า แล้วเป็นใคร ไม่รู้เลยจำไม่ได้ ชาติก่อนเคยเป็นใครก็ไม่รู้ ชาตินี้อยู่ตรงนี้ และอีกไม่นานก็ไม่มี ถ้าไม่คิดถึงคำว่าไม่มี ยังติดข้อง แต่ถ้าคิดว่าไม่มี ไม่มีจริงๆ ไปหาที่ไหนอีกไม่ได้เลยในสังสารวัฏ ที่จะมีคนนี้อย่างนี้ ที่กำลังนั่งตรงนี้ จะไม่เหลือเลย
การฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แต่ยาก ยากที่สุด เพราะเหตุว่ามีความเป็นเรา แต่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดไม่ใช่เรา แล้วอย่างไร รู้ว่าถูก จริง แต่เป็นเรามานานมาก เพราะฉะนั้นหนทางที่จะไม่เป็นเรา หนทางเดียว ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป แล้วก็เข้าใจขึ้น
อ.ธนากร พระสูตรนี้ชื่อว่า ปรมัตถกสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี พวกเดียรถีย์ต่างๆ ประชุมกัน แสดงทิฏฐิของตน สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เกิดโต้เถียงกัน แล้วพากันไปกราบทูลพระราชา พระราชาให้ประชุมคนตาบอดแต่กำเนิดเป็นอันมาก แล้วรับสั่งว่า จงเอาช้างมาให้คนตาบอด
ท่านอาจารย์ ที่จะได้เข้าใจจริงๆ ประโยชน์ คือ เข้าใจสิ่งที่มี ไม่ประมาทเลย ทีละคำ เมืองสาวัตถี คือที่นี่ ไม่เปลี่ยน นานแสนนานมาแล้ว ที่นี่ก็คือเมืองสาวัตถี แต่ว่าคนเปลี่ยน คนในสมัยโน้นอยู่ไหน ไม่รู้ แต่อาจจะเป็นตรงนี้ก็ได้ ใครจะรู้ เพราะฉะนั้นไม่มีการที่จะรู้เลย เพราะเราไม่สามารถที่จะรู้ถึงสิ่งที่หมดไปแล้ว แต่ว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงถึงที่สุด ทีละเล็กทีละน้อย เริ่มจากทีละคำ
อ.ธนากร บุคคลในโลกยึดถือในทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม
ท่านอาจารย์ อะไรเคยยอดเยี่ยมมาแล้ว
ผู้ฟัง คือความเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเรา นั่นคือความยอดเยี่ยม
ท่านอาจารย์ อะไรก็ไม่ยอดเยี่ยมเท่าเรา ก็แล้วแต่ว่าจะต้องการอะไร แต่ที่ทุกคนต้องการคือความสุข เวทนาขันธ์ เป็นอุปาทานที่ยึดมั่น ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ขอให้มี ติดเพราะไม่รู้ว่านั่นอะไร แค่นี้ก็สนใจแล้ว คิดดู ละเอียดอย่างยิ่งทุกขณะถึงที่สุด เพียงแต่ว่านั่นอะไร ก็ติดข้องแล้ว ติดข้องในอะไร ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นรูปที่เกิดขึ้น ก็ติดข้องในสิ่งนั้น ไม่ต้องเรียกว่ารูป ไม่ต้องเรียกว่าอะไรเลยทั้งสิ้น ขอให้เป็นอะไรสักอย่างที่มี ติดข้อง เพราะฉะนั้นก่อนมีเรา ไม่มีเลย ก่อนมีโลก ไม่มีโลก ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย ก็ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่นี่มี จะไปยับยั้งไม่ให้มีได้อย่างไร ในเมื่อมีแล้ว ใครสามารถจะบันดาลได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เข้าใจในเหตุผล ก็คิดว่าคนโน้นทำ คนนี้สร้าง หรืออะไรก็แล้วแต่สารพัด แต่ว่าตามความเป็นจริงคำตอบชัดเจนคือไม่รู้ ใครจะตอบได้ ทำไมมีเดี๋ยวนี้ นั่งกันอยู่ตรงนี้เยอะแยะ มีโน่นมีนี่มีนั่นสารพัดอย่าง ที่ถูกก็คือไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม
สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้เกิด ไม่มีอะไรเลย ไหนให้มีแกงสักถ้วยหนึ่ง ทำอย่างไร มีไม่ได้ ไปเอามาจากไหน แต่ถ้ามีแกงถ้วยหนึ่งตั้งอยู่ เรารู้เลยว่ามาจากไหน ต้องมีสิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นปัญญาของคนที่ไม่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย คิดกันไป ตำราเป็นเล่มๆ กองเต็มห้องสมุด ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะว่าความจริงละเอียดอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าขณะนี้ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ ตลอดเวลา คือก่อนเห็น ไม่เห็น ก่อนได้ยินไม่มีได้ยิน ได้ยินแล้วก็หมดไป ตลอดเวลา มีความเกิดขึ้นทั้งนั้นจากความไม่มี แล้วก็หมดไป ทั้งหมดด้วย
การฟังพระธรรม เพื่อเข้าใจ และรู้ความจริงว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับกิเลส คือความไม่รู้หมดสิ้น เพราะว่ากิเลสคือความไม่รู้ นำมาซึ่งกิเลสอื่นมากมายมหาศาล ทรงแสดงนัยของความจริงโดยประการทั้งปวง โดยนัยของปฏิจจสมุปบาท อย่างที่เราทุกคนก็ได้ยินได้ฟัง อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ภาษาบาลี ต้องเข้าใจความหมายและความจริง ไม่ใช่คำแปล ถ้าเราจะศึกษาธรรมโดยพจนานุกรม นั่นผิด เพราะว่าแปล แต่ไม่ได้เข้าใจว่าความจริงลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นมาก
ด้วยเหตุนี้จึงต้องไตร่ตรอง กำลังได้ประโยชน์ที่จะเข้าใจว่า แท้ที่จริงไม่มีอะไรเลย แล้ววันหนึ่ง อีกนานเท่าไหร่เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ความจริงนี้ก็ปรากฏจากการที่ฟังเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น เพราะรู้ว่าไม่มีอะไรจริงยิ่งกว่านี้ จะไปหาความจริงอื่นยิ่งกว่านี้ได้ไหม ไม่มีแต่ก็ยังไม่รู้ ถ้ารู้หนทางแล้ว มีหรือที่จะไม่เห็นค่าว่าสิ่งนี้เหนือสิ่งอื่นใด เพราะตลอดชีวิตทั้งชาตินี้ ได้อะไรมาก็ต้องสูญไป ไม่เหลือสักนิดเดียว ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก็ไม่เหลือ ไม่มีอะไรเหลือเลย
เพราะฉะนั้นจริงๆ ก็คือว่าในบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด ใครจะเก่งกว่าปัญญา ใครจะรู้อะไรถูกต้องยิ่งกว่าปัญญาที่ได้รู้ความจริง ไม่มีเลย ขณะนี้ก็กำลังเก็บเล็กผสมน้อยโดยความไม่ประมาท เพราะเหตุว่าเพียงประมาทนิดเดียว ชีวิตทั้งชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว เลี้ยวซ้ายไปออกนอกทางพระสัทธรรมด้วยความประมาท หันหลังให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีการได้เข้าใจคำของพระองค์อีกเลย ด้วยเหตุนี้ต้องรู้ว่าธรรม คือให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ แต่เดี๋ยวนี้ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ อย่างที่ฟัง เพราะบอกว่าเห็นเกิดดับ กำลังคิด ไม่ได้รู้ที่เห็น กำลังจำ ไม่รู้ว่าขณะนี้กำลังจำอยู่ทุกขณะ และจำนั้นก็ไม่ใช่เรา แล้วก็เกิดแล้วก็ดับด้วย
หนทางนี้ต้องยาวนานมาก แต่ถึงได้แน่นอน วันหนึ่ง เหมือนพระอริยสาวกที่ได้เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนนั้นชีวิตเหมือนอย่างเราเลยทุกอย่าง อ่านชีวิตของแต่ละท่าน ไม่ต่างกันเลย มีโลภ มีทุกอย่าง มีโกรธ มีสมบัติ มีความยากจน มีทุกอย่าง แต่ปัญญาที่ได้สะสมมาแล้วถึงเวลา ไม่รู้เลยสักนิด เลือกไม่ได้เลย ทุกท่านก็กล่าวว่า ท่านรู้แจ้งอริยสัจธรรมเมื่อไหร่ โดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ให้เรามานั่งหวัง แต่ว่าให้รู้ว่าขณะนี้ปัญญากำลังเริ่มเกิด ค่อยๆ เกิดขึ้น จนกว่าคนนั้นรู้เอง ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปสอบอารมณ์ ไม่ต้องให้ใครมาบอก เพราะใครจะไม่รู้ เมื่อปัญญาเป็นปัญญา ถ้าเป็นเราไม่รู้แน่ ถามเขาไป เรารู้แค่ไหน แต่ถ้าเป็นปัญญาจะถามใครอีก มีใครอีกไหม ที่จะให้ปัญญาถาม ไม่มีเลย สิ่งมีค่าที่สุด ก็คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ธรรมเตชะ กำลังเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ไม่ประมาทเลย
เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้พูดถึงคนตาบอดใช่ไหม อยู่ไหน ไม่เข้าใจธรรมเมื่อไหร่ ตาบอด ไม่ต้องไปรอเวลาไหนเลย คนตาบอดเขาบอดตลอดใช่ไหม เพราะเขาไม่ได้เข้าใจธรรมเลย ขณะใดที่ไม่เข้าใจธรรม ขณะนั้นก็คือตาบอด เป็นความจริงทุกกาลสมัย เมื่อ ๒,๖๐๐ กว่าปี หรือแสนโกฏิกัปมาแล้ว สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ธรรมก็เป็นอย่างนี้ คนไม่รู้ก็เป็นอย่างนี้ คนฟังธรรมก็เป็นอย่างนี้ คนค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็เป็นอย่างนี้ คนที่ธรรมปรากฏเพราะปัญญาสามารถประจักษ์แจ้ง ด้วยความเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี ธรรมก็ต้องปรากฏตามความเป็นจริง ก็เป็นอย่างนี้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440