ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407


    ตอนที่ ๑๔๐๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๐ ธันวาคมพุทธ ศักราช ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ แต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น เราทำให้เกิดไม่ได้ เกิดแล้วเป็นอย่างนั้นแล้ว ถ้าไม่มีอะไร เราจะไปทำอะไรได้ไหม ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น เราก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น เราไม่รู้เลยว่าเกิดได้อย่างไร แต่เกิดแล้ว พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาว เกิดแล้ว เกิดมาได้อย่างไร แต่เกิดแล้ว

    เราไม่รู้ว่าเกิดได้อย่างไร แต่ต้องมีสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นแน่นอน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีจริงๆ ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม พอได้ยินคำว่าธรรม ก็รู้หมายความถึงอะไร ไม่เช่นนั้นเราได้แต่เรียกชื่อธรรม เราจะฟังธรรมคือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสถึงทุกสิ่งที่มีจริง

    สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม จะได้เข้าใจธรรมใช่ไหม ไม่เช่นนั้นเราก็เป็นเรื่องอื่นซึ่งไม่มีโอกาสจะเข้าใจธรรมเลย เราเรียนทุกวิชามาแล้วเรื่องอะไรก็มากมาย แต่ว่าธรรมคืออะไร เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทรงแสดงให้เราได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นประโยชน์ก็คือว่า ฟังแล้วเข้าใจว่าธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง เวลาฟังแล้วก็จะพรั่งพรูมา ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงบังคับบัญชาไม่ได้ เกิดเพราะเหตุและปัจจัย

    ท่านอาจารย์ เป็นความจำชื่อ แต่เดี๋ยวนี้ที่เห็นเกิด เพราะเหตุปัจจัยรู้หรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ โดยไม่ท่อง แต่เป็นความเข้าใจที่มั่นคง

    ผู้ฟัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องไปรู้ปัจจัยให้ครบ

    ท่านอาจารย์ แต่รู้ไหมว่าความเข้าใจจะมั่นคงได้อย่างไร และเมื่อไร

    ผู้ฟัง เมื่อฟัง

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วมั่นคงหรือยัง

    ผู้ฟัง ยัง พอเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ จะมั่นคงเมื่อไร

    ผู้ฟัง เมื่อเข้าใจตรงสภาพธรรมที่เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ เมื่อสภาพธรรมนั้นปรากฏตามความเป็นจริงอย่างนั้น

    อ.วิชัย ดังนั้นต้องเข้าใจความรู้อย่างไร ความรู้ระดับไหน ขั้นปริยัติ คือฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเข้าใจว่า พระองค์ทรงแสดงสิ่งที่มีจริงขณะนี้ไว้ว่าอย่างไร ไม่ใช่ไปจำชื่อ จำปัจจัย ๒๔ ทั้งหมด แต่ว่าเมื่อฟัง อย่างเช่น อารัมมณปัจจัย ธรรมที่เป็นอารมณ์ เป็นปัจจัยแก่จิตและเจตสิก เพียงแค่นี้เข้าใจความเป็นปัจจัยหรือไม่ว่า ขณะที่เห็นเกิดได้นั้น ถ้าไม่มีสิ่งที่ถูกเห็นหรือสิ่งที่ปรากฏทางตา เห็นจะเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    อ.วิชัย ฟังความเป็นอารัมมณปัจจัย แต่ค่อยๆ เข้าใจความเป็นธรรมที่เกิดเพราะมีปัจจัย โดยอาศัยสิ่งนั้นที่เป็นอารมณ์ เห็นเกิดเพราะมีปัจจัย ได้ยินเกิดเพราะมีปัจจัย แต่ว่าเพียงแค่นี้พอไหม หรือว่าคำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกื้อกูลต่อปัญญาที่จะเกิดขึ้นเข้าใจความเป็นจริงและมั่นคง เพราะยิ่งศึกษาละเอียดมากเท่าไรก็เห็นความไม่ใช่เรามากเท่านั้น

    ผู้ฟัง ความลึกซึ้งของตรงที่ว่าไม่ใช่รูปเก่าอีกแล้ว เป็นรูปใหม่ตลอดเวลาซึ่งปัญญาเราไม่สามารถรู้ได้ตรงนี้ แต่ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นในตรงนี้ ความลึกซึ้งตรงนี้เป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เห็นไม่ใช่ได้ยินใช่ไหม

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ขณะที่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ จะมีเสียงปรากฏไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ในขณะที่เสียงปรากฏ ขณะนั้นเสียงปรากฏ หมายความว่าอย่างอื่นไม่ปรากฏใช่ไหม

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้ แล้วก็ได้ยินเสียง แล้วก็เห็น เห็นหลังจากที่ได้ยินดับ เป็นเห็นเดิมหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า เห็นจะเกิดได้ต่อเมื่อมีตา

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ แล้วมีสิ่งที่กระทบตา เห็นเกิดเห็น

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เห็นได้ยินได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังได้ยินเป็นเห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพอได้ยิน เสียงหมดไปแล้ว มีเห็นอีก ต้องเริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้น นี่คือความหมายว่า ตั้งแต่ต้นต้องเข้าใจจริงๆ เห็นยังไม่มีได้ยิน

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ แล้วพอมีได้ยิน ต้องไม่มีเห็นอันนั้น

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ พอได้ยินหมดแล้ว มีเห็น เห็นใหม่หลังได้ยินนี้ เป็นเห็นที่เกิดก่อนได้ยินหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็เป็นเห็นที่กระทบใหม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะเป็นเห็นเก่าไม่ได้เลยใช่ไหม ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ มั่นคงไม่ใช่ไปทำอย่างอื่น แต่ไตร่ตรองและพิจารณาว่า มีอะไรบ้างที่เที่ยง ถ้าฟังอย่างนี้ คิดเกิดและดับไป คิดเกิดอีก ไม่ใช่คิดเก่าแล้ว คิดเก่าหายไปไหน ทุกอย่างที่เหมือนขณะนี้มี หายไปหมด แล้วก็มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อแต่ละหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เริ่มพิจารณาอย่างหยาบๆ พอให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ความลึกซึ้ง ลึกซึ้งโดยที่ว่าดับไปก็ไม่รู้ เกิดต่อก็ไม่รู้

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นใช่ไหม แล้วจะรู้ความจริงอย่างนั้นได้ไหม

    ผู้ฟัง รู้ได้

    ท่านอาจารย์ รู้ได้แต่ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นจะไปเพียรพยายามรู้ได้ไหม

    ผู้ฟัง เพียรก็ยังไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วจะเข้าใจมั่นคงขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นอีกนานไหม

    ผู้ฟัง นานมาก

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องคิดเกินกว่าที่เข้าใจ เข้าใจอย่างนี้ มั่นคงขึ้นอย่างนี้ ทำไมเราศึกษาธรรม ใช่ไหม การศึกษาธรรมนี้เพื่อรู้ความจริง แต่ถ้าเราศึกษาธรรมเพื่อเหตุอื่นไม่ตรง ก็จะไม่รู้ความจริง ด้วยเหตุนี้ ต้องเป็นผู้ตรงเท่านั้น จึงจะได้สาระจากพระธรรม ถูกก็คือถูก และผิดก็คือผิด ธรรมก็เป็นธรรมจะเป็นอื่นไม่ได้ ต้องตรง ต้องตรงตั้งแต่ต้น ใช่ไหม

    เพราะเหตุว่าธรรมจะเป็นเรา ไหนเล่า ดับหมดแล้ว เราอยู่ไหน ใช่ไหม เมื่อไม่มีเรา ไม่มีเขา แต่มีธรรมทั้งหมด แม้ที่เราเรียกว่าเป็นลูกของเรา ก็คือธรรมที่เกิดดับเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็คือว่าเกิดคนเดียวใช่ไหม แล้วจริงๆ ที่เกิดนั้นก็ไม่ใช่คนด้วยเป็นธรรมที่เกิดแล้วก็ดับ กว่าจะค่อยๆ ละคลายความเป็นเราในขั้นการฟังให้เห็นว่าความเป็นเรานั้นเหนียวแน่นมหาศาลมาก

    ถ้าฟังไม่พอ ไม่มีทางเลยที่จะไม่เป็นเรา แม้ในขั้นฟังก็ยังเป็นเรา ที่เราฟังแล้วเราก็ต้องการเข้าใจ และเราก็อย่างนั้น อย่างนี้ เพราะฉะนั้นแม้ในขั้นการฟังที่จะละความเป็นเรา เพราะเข้าใจขึ้น ก็ต้องนาน และต้องตรงด้วยว่าละได้แค่ไหน ได้แค่พอใครถาม เราเข้าใจทันทีว่าเป็นธรรม ตอบว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ครับ

    ท่านอาจารย์ แม้ว่ายังไม่ได้ดับความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา แต่ความเข้าใจนั้นก็มั่นคงมาก จึงเป็นสัจจญาณ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นอย่างเวลาที่เราโกรธ เพราะวันหนึ่งๆ ก็ต้องมีความขุ่นเคือง มีความไม่พอใจ ขณะนั้นไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรมใช่ไหมจึงได้โกรธ

    ถ้าขณะนั้น เข้าใจว่าเป็นธรรมในขั้นฟัง โกรธอะไร โกรธตา หรือโกรธคิด หรือโกรธจำของคนอื่น โกรธอะไร หรือโกรธชื่อเขา หรือโกรธความเป็นเขาทั้งหมด ซึ่งเรายึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นคนนั้น รวมสภาพธรรมทั้งหมดว่าเป็นคนนั้น แล้วก็โกรธสภาพธรรมนั้น เพราะไม่เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วแม้สภาพธรรมนั้นก็ไม่มี

    เกิดแล้วก็ดับไป กว่าในขั้นการฟังจะค่อยๆ มีความมั่นคง ซึ่งปรากฏได้ในชีวิตประจำวันว่า ยังไม่ได้รู้ความจริง ได้ประจักษ์แจ้งสภาพธรรม แต่พระธรรมที่ทรงแสดงนั้น สามารถที่จะทำให้เข้าใจได้ถูกต้องในขณะนั้น และเพิ่มกำลังของความเข้าใจขั้นปริยัติ เพราะฉะนั้นแม้การฟังความจริงขั้นปริยัติ ก็ยังต้องมีกำลังคือ ความมั่นคงว่าแค่ไหน

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ คือฟังแล้วความละเอียดลึกซึ้งนั้นสูง

    ท่านอาจารย์ แน่นอนที่สุด ใครไม่ละเอียดจะไม่เข้าใจธรรม

    ผู้ฟัง ความมั่นคงเมื่อกี้ที่ท่านกรุณากล่าว ลักษณะคล้ายๆ กับความเข้าใจถึงสภาพธรรมที่ระลึกรู้สภาพธรรมมาเรื่อยๆ อย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ละเอียดมาก ไม่เช่นนั้นกิเลสเยอะแยะ ทำอย่างไร มันมากมายมหาศาล แล้วก็ถ้าไม่มีความเข้าใจมั่นคงในธรรม จะมีปัจจัยที่จะระลึกได้ไหมว่า ขณะนั้นเป็นอะไร ไม่ใช่เรา แม้เป็นธรรมในขั้นคิดก็ยังไม่ได้คิด แต่ถ้ามีความมั่นคงก็จะมีการที่ปรุงแต่ง ตามลำดับของแต่ละหนึ่งคน แต่ละขณะในสังสารวัฏ คิดดูถึงความละเอียดของธรรม ไม่กลับมาอีกเลย

    จิตที่เกิดแล้วดับแล้วนั้น จะค่อยๆ ปรุงแต่งอื่นต่อไปอีก กว่าจะค่อยๆ ปรุงแต่งเป็นคุณความดีต่างๆ ที่เป็นบารมีต่างๆ เพราะถ้ายังเหมือนเดิม ก็แสดงว่าความไม่รู้นั้นมีมาก ในความเป็นตัวตนก็เหนียวแน่นมาก แต่ว่าอานุภาพหรือปาฏิหารย์ของพระธรรมก็คือว่า สามารถที่จะทำให้จิตที่ตรงค่อยๆ เข้าใจธรรม แล้วค่อยๆ ละคลาย ประโยชน์มากมหาศาลแค่ไหนที่จะรู้ว่าไม่มีเรา

    ผู้ฟัง ถ้าเข้าใจธรรมก็จะไม่โกรธ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ หมายความว่าโกรธยังโกรธ ใช่ไหม ทุกคนก็ยังมีรกชัฏ มีกิเลส มีอะไรมากมาย แล้วพระธรรมก็ฟัง ความเข้าใจพระธรรมก็มี แต่พอโกรธขึ้นขณะนั้นธรรมที่ได้ฟังมาจะเกิดปรุงแต่งเป็นอะไรในขณะนั้น

    ผู้ฟัง อย่างก่อนการศึกษา เราโกรธเราก็โกรธ ก็ไม่ได้อะไร แต่เมื่อมีความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น ตอนนี้ก็อาจจะมีบางครั้งที่ความรู้ทางพระธรรมเข้ามาว่า โกรธเกิดขึ้นแล้ว โกรธก็เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ลองมาดู ถ้ายังไม่เข้าใจพระธรรม เช่น ความเป็นเรา ถูกเขาด่า ถูกเขาว่า เราโกรธมาก ใช่ไหม แต่พอเข้าใจพระธรรมแล้วจะรู้เลย เพราะธรรมใช่ไหมที่สงสาร ไม่โกรธ เพราะฉะนั้นความเข้าใจธรรมก็จะเพิ่มหน้าที่ที่มั่นคงขึ้น ไม่โกรธ แล้วยังสงสารด้วยในความไม่ดีของคนนั้น

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ ได้มีธรรมกถาเพื่อให้ได้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะเข้าไปถึง เข้าไปสู่ความจริงของความไม่งามที่มองไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ก็จะเร็วไปไหม ที่จะเห็นความไม่งามในความงาม เพราะต้องตามลำดับ อย่างไรๆ สะสมมาที่จะเห็นว่างาม ก็เพราะขณะนั้นไม่รู้ความจริง ถ้าเป็นความจริงอย่างที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยังเพิ่มความไม่งามขึ้นอีกหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าความไม่งามในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงลักษณะที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ แต่หมายความถึงการรู้ว่าสิ่งนั้นไม่เที่ยง ถ้าเที่ยงนี่เราเห็นว่างาม เพราะว่าสิ่งที่ดูงาม เพราะรวมกัน

    ผู้ฟัง รวมกัน

    ท่านอาจารย์ ถ้าแยกออกเป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แล้วก็เกิดและดับไปด้วย จะงามไหม

    ผู้ฟัง หาความงามไม่ได้ในสิ่งที่เกิดดับ ขณะนี้แล้วยังต้องคงต่อไปอีกนานแสนนานที่ยังจะต้องเห็นว่างามอยู่ แม้ว่าจะเข้าใจขั้นการฟังว่าไม่เที่ยงคือไม่งาม

    ท่านอาจารย์ ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความเข้าใจที่ตรงกับความเป็นจริงว่า ความเป็นจริงอย่างนี้ แต่ว่าปัญญาที่จะรู้อย่างนี้ยังไม่เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง เราไม่ประมาทโดย

    ท่านอาจารย์ โดยที่ว่ายังคงหลงอยู่ในสิ่งที่ไม่งาม ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ว่างาม เที่ยงแล้วก็เป็นสุข แล้วก็เป็นตัวตน

    ผู้งฟัง ก็ต้องฟังต่อไปอีก

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครจะบันดาลให้สิ่งที่สะสมมามากมายมหาศาล ซึ่งไม่รู้แล้วก็ทำให้เกิดความไม่ดีต่างๆ หมดสิ้นไปได้เอง ไม่มีใครจะบันดาลได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจเท่านั้น ต้องเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นถ้าตราบใดที่ดีสักเท่าไรก็ตามแต่ ก็ยังเป็นเราดี ยังคงเป็นเรา จนกว่าจะมีปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงว่า ไม่มีเรา แต่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นก็จะค่อยๆ คลายกิเลสที่มากมาย ทีละเล็กน้อยค่อยๆ หมดไป หลุดไป ถ้าไม่มีปัญญาเลยกิเลสเป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีปัญญาเลย ก็พอกพูนมหาศาล

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีปัญญาขึ้นนิดหนึ่ง กิเลสก็ยังคงมีเหมือนเดิมที่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ว่าปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละน้อย ก็สามารถที่จะรู้ความจริงในขณะที่อวิชชาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงเลย

    อ.วิชัย ความรู้ที่จะเกิดขึ้นรู้ แล้วก็จะละอกุศล โดยการที่จะเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา หรือไม่งาม ท่านอาจารย์ การที่จะค่อยๆ รู้ในลักษณะของสภาพธรรม จะเป็นการรู้ในลักษณะอย่างไหน

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงตามความเป็นจริง สิ่งที่มีจริงๆ มีลักษณะที่ต่างกัน ๒ อย่าง ถ้าเป็นรูปธรรมก็คือว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างหนึ่ง แล้วก็ไม่เป็นที่น่าพอใจอีกอย่างหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีคำว่างาม ใช่ไหม แต่งามไม่ใช่คำพูด สิ่งที่มีนั้นเป็นที่น่าพอใจของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ตามความเป็นจริงก็คือ ทุกอย่างนี้เกิดดับแต่ละหนึ่ง เร็วสุดที่จะประมาณได้

    ถ้าปรากฏให้เห็นชัดเจนอย่างนี้ ก็ไม่มีใครติดข้อง แต่เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเปลี่ยนไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมรูปธรรม รูปธรรมคือสภาพไม่รู้แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ๘ อย่างรวมกัน โดยมีธาตุ ๔ เป็นใหญ่ เป็นประธาน ไม่ให้เกิดได้ไหม ไม่ได้ ใช่ไหม เมื่อเกิดแล้ว ๔ ธาตุ ก็เป็นที่อาศัยเกิดของอีก ๔ ธาตุ คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วก็กลิ่น รส โอชา อันนี้ก็เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้ว

    เมื่อสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรม หลากหลายมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นสีสันวรรณะที่ปรากฏ เมื่อรวมกันก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งดูงาม เป็นที่น่าพอใจ แต่บอกว่าน่าเกลียดก็ไม่ได้ จะบอกว่าไม่สวยก็ไม่ได้ ใช่ไหม เพราะว่าสวยก็มี ไม่สวยก็มี นี่แสดงว่ามีจริงๆ ทั้ง ๒ อย่าง สวยก็มี ไม่สวยก็มี แต่เมื่อรวมกันแล้ว ใช่ไหม จึงจะปรากฏให้เห็นได้

    ถ้าแยกออกไปแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งความสวยก็ต้องยังมีในรูปที่น่าพอใจ และความไม่งามก็ต้องมีในรูปที่ไม่น่าพอใจ พอรวมกันแล้วก็ชัดเจนว่าเป็นรูปที่สวย น่าพอใจ และก็ถ้าสิ่งที่ไม่น่าพอใจรวมกันก็ชัดเจนว่าไม่น่าพอใจ เปลี่ยนธรรมไม่ได้ แต่ปัญญาสิที่สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงนี้ควรพอใจไหม แค่จากไม่มี แล้วก็เกิดมีขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วดับไป เพียงแค่ลวงให้เห็นว่าน่าพอใจตามความจริง ถึงแม้เป็นสิ่งที่น่าพอใจ แต่สิ่งนั้นก็เกิดดับ

    เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของปัญญาที่จะเข้าใจถูก เห็นสิ่งที่เกิดดับไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ก็ต้องเกิดขึ้นก็ต้องดับไป เพราะฉะนั้นคนที่ปัญญาน้อย อย่างปุถุชนไม่ต้องพูดถึงเลยพอถึงความเป็นพระโสดาบัน อีกระดับหนึ่งจากปุถุชนสู่ความเป็นพระอริยะ ซึ่งสามารถที่จะเห็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงแสดง ประจักษ์แจ้งเป็นวิปัสสนาญาณ แต่ละขั้น ทำไมหลายขั้นนัก ก็กิเลสก็มาก

    สภาพธรรมจะปรากฏทันทีกับปัญญาไม่ได้ เพราะว่าปัญญายังอ่อน จากปุถุชนและก็มีการได้ยินได้ฟังธรรม มีการที่ปัญาจะเกิดขึ้นเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมท่ามกลางอกุศล ไปจนกระทั่งวันหนึ่งด้วยการที่สามารถที่จะเข้าใจในความไม่ใช่เรา ไม่ใช่มีตัวเราไปทำอะไรทั้งสิ้น แต่ชีวิตประจำวันทั้งหมดนี้ ขณะใดก็ตามที่สติสัมปชัญญะเกิดพร้อมปัญญาที่ได้ฟังมาแล้วนั้น สามารถจะเข้าใจสิ่งที่มีตามลำดับขั้นของปัญญา

    ขั้นแรกก็คือ เราพูดถึงสติสัมปชัญญะ และคนที่เขาไม่เคยฟังธรรมเลย แล้วไปบอกให้เขาทำสติ ไปบอกให้เขามีสติสัมปชัญญะ จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเขาไม่รู้ว่า สติกับสติสัมปชัญญะนี้ต่างกันอย่างไร ใช่ไหม ด้วยเหตุนี้พระธรรมจึงถูกบิดเบือน หรือว่า คลาดเคลื่อนไป ด้วยความไม่รู้ แต่ความตรงนั้นให้รู้ว่ายากแสนยาก กว่าจะได้ฟังพระธรรม ยากแสนยากกว่าจะเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เพราะเหตุว่าคำที่พระองค์ตรัสกับคำที่เราพูดคำเดียวกัน แต่ปัญญาห่างไกลกันมาก หรือแม้ท่านพระสารีบุตรจะกล่าวคำเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ปัญญาของท่านพระสารีบุตรก็ไม่เท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ปัญญาเป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูกที่น่าอัศจรรย์ สามารถที่จะฟังเข้าใจ คิดเองคิดไม่ได้แน่นอน ใช่ไหม ต้องเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นด้วย ไม่ใช่คำของคนอื่น คำของคนอื่นก่อนการตรัสรู้นั้นไม่มีทางที่จะพูดตามได้เลย แต่พอตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงธรรมมาแล้วคนอื่นค่อยๆ เข้าใจขึ้น พูดตามความเข้าใจว่ามีความเข้าใจมากน้อยเท่าไร คำของคนนั้นก็แสดงสิ่งที่มีให้ตรงตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นกว่าจากปุถุชนที่ไม่ได้สดับ ไม่ได้ฟัง จนกระทั่งได้มีโอกาสฟัง แล้วใครจะรู้เล่าว่าชาติหนึ่ง ชาติหนึ่ง อายุจะยืนยาวเท่าไร จะได้ฟังเท่าไหร่ ฟังมา ๖๐ ปี เห็นก็ยังเป็นสิ่งที่ปรากฎให้เห็นที่สวย ใช่ไหม คนที่ไม่ได้ฟังเลยก็ไม่มีทาง มืดสนิทในชาตินั้นแต่ละชาติไป เพราะฉะนั้นกว่าจะได้แต่ละหนึ่งชาติได้มีโอกาสได้ฟัง ได้สะสม

    แม้คนที่ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาต่างกัน บางคนก็รู้แจ้งอริยะสัจจธรรมได้ บางคนถึงความเป็นพระอรหันต์ก็ได้ ตามความเข้าใจที่ได้สะสม แต่ต้องเป็นความเข้าใจ ไม่มีตัวตนที่จะไปทำอะไรได้เลย ขณะใดก็ตามที่คิดว่าเป็นเรา ขณะนั้นเพราะไม่ได้ฟังความเห็นถูก ความจริงของสิ่งที่มี จนกระทั่งมีความเข้าใจมั่นคงในขั้นฟัง

    ปริยัติ รอบรู้ในคำของสัมมาสัมพุทธเจ้าจนกระทั่งเป็นสัจจญาณ มั่นคง ถ้าไม่ใช่ปกติ เพราะขณะนี้เป็นธรรมที่เกิดแล้ว เป็นอนัตตา ไม่มีใครไปทำ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครไปทำ สักนิดก็ไม่ใช่ธรรมที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งเกิดแล้วเป็นแล้ว ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นต้องตรง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว เพราะพระองค์ประจักษ์การดับไป ไม่กลับมาอีกของสิ่งที่ดับไปแล้ว ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็สิ่งนั้นยังไม่เกิด แล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีทางเลย จะเป็นเห็น หรือจะเป็นคิด หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นเฉพาะสิ่งที่มีจริง ที่กำลังปรากฏเท่านั้น ที่สามารถจะให้ความเข้าใจเกิดขึ้นได้ ในความเป็นจริงของสิ่งนั้น

    ซึ่งขณะนี้ ถ้ามีการฟังเข้าใจมั่นคง ทุกอย่างกำลังเกิดดับ แต่ละหนึ่งที่ละเอียดมากที่มาร่วมกัน แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะประจักษ์การเกิดดับได้ ต้องไม่ใช่สิ่งที่รวมกันเที่ยง แต่ต้องเป็นสิ่งหนึ่ง หนึ่งคือหนึ่ง สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา แข็งเป็นแข็ง ไม่ใช่ว่าอาหารอร่อยนี่มีทั้งแข็ง มีทั้งนุ่ม มีทั้งรสชาติ มีทั้งสีสัน อยู่ตรงนั้นไม่ได้แยกออกไปเลย แต่นี่ต้องทีละหนึ่งเพราะแต่ละหนึ่งนี้แยกขาดจากกัน ไม่ใช่ธรรมอย่างเดียวกัน ต้องฟังจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่มั่นคง เป็นสัจจญาณ เพราะฉะนั้นเมื่อมีปริยัติ จึงสามารถที่จะเกิดปฏิปัตติเมื่อเป็นสัจจญาณ

    ปฏิปัตติคือ สภาพธรรมที่ไม่ใช่เรา เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่ไม่ใช่เราที่เข้าใจสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว พร้อมกับสติเกิดเพราะสัจจญาณ มั่นคง ไม่ได้คอยเลย เมื่อไรก็ไม่รู้ ใช่ไหม เดี๋ยวนี้ก็ได้ อีก ๑๐ วัน ๑๐ เดือน ๑๐ ปีก็ได้ มั่นคงจนกระทั่งว่าไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรให้เกิดขึ้นได้เลย แต่มีความเข้าใจถูกต้องขึ้นว่าไม่ใช่เรา เมื่อใดที่สติสัมปชัญญะเกิด สงสัยไหมว่าเป็นสติสัมปชัญญะ

    ผู้ฟัง ไม่สงสัย

    ท่านอาจารย์ เห็นความต่างจากสิ่งที่ไม่เคยเกิด ใช่ไหม แล้วก็เป็นปกติด้วย คิดดู เพราะฉะนั้นสติสัมปชัญญะไม่ใช่ใครจะไปทำให้ผิดปกติ แล้วก็รู้นั่น รู้นี่ วิบวับ เกิดดับขึ้นมา เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เห็นวิบวับ ก็จะไปวิบวับดับขึ้นมาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ถูกหลอก ถูกลวง ด้วยโลภะ เช่น เกิดเพราะความไม่รู้ แล้วก็จะลวงต่อไป

    แม้แต่วิปัสสนาญาณ โลภะก็ยังเกิดแทรกคั่นได้ เห็นการสะสมของสภาพธรรม ที่เนิ่นนานมาแล้วเพราะความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ผู้ตรงจริงๆ จึงรู้ตามความเป็นจริงว่า มีความมั่นคงมีความเข้าใจในขณะที่ฟังมากน้อยแค่ไหน แม้ในขณะนี้ สำหรับผู้ที่อบรมมาแล้ว สติสัมปชัญญะเกิดสลับกับสภาพอื่นได้ตลอดหมดทุกขณะ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    28 ส.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ