ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๓๙๗

    สนทนาธรรม ที่ สมาคมแม่บ้านตำรวจ

    วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ และเป็นอริยสัจธรรม เมื่อปัญญาสามารถรู้ความจริงนี้ได้ ว่าขณะนี้ทุกอย่างเกิดดับ ลืมแล้วว่าเป็นธรรม เป็นอย่างนี้เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าเราจะได้ฟังสักเท่าไหร่ก็ตาม จนกว่ามั่นคง เพราะฉะนั้นธรรมก็มีที่ฝ่ายที่จำ และที่เราบอกว่าลืม ก็คือขณะนั้น เราไม่ได้คิดถึงเรื่องที่เราคิดว่าจะคิด ก็เลยลืมคิดเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็คือว่า กว่าจะมั่นคงว่าเป็นธรรมทั้งหมดไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจขึ้น แค่ได้ยินคำว่าทุกอย่างเป็นธรรมไม่พอ ต้องชัดเจนว่าเห็นเดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรม มีจริง และที่มีจริงก็ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีได้อย่างไร และเกิดแล้วดับไป ก็จึงไม่ใช่เรา และทุกอย่างนั้นก็ชัดเจนในความไม่ใช่เรา แต่ไม่ได้คิดถึงบ่อยๆ ก็ลืมบ่อยๆ

    เพราะฉะนั้นที่จะมั่นคงขึ้น ก็คือฟังว่าบ่อยๆ จนกระทั่งเข้าใจขึ้นๆ และสัญญาความจำที่มั่นคงว่าเป็นธรรม ก็จะทำให้สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ตรงตามที่ได้ฟัง อย่างขณะนี้มีเห็น และได้ยินว่าเห็นต้องเกิด แต่แค่เข้าใจว่าเห็นเกิด แต่เข้าใจแค่นี้ไม่ใช่ความเข้าใจที่มั่นคง เพราะยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งขณะที่เห็นเกิดแล้วเห็นดับ เมื่อสิ่งใดที่เป็นความจริง สิ่งนั้นรู้ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการที่ความเป็นเราพยายามจะให้เกิดเร็วๆ รู้มากๆ ทันที เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจ ซึ่งความไม่เข้าใจมีมากกว่าเยอะมาก เพราะฉะนั้นเพียงฟังไม่กี่คำ และจะไปให้เข้าใจ ลบล้างความที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน ให้หมดทันที เป็นไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่มีบารมีหนึ่ง คือความอดทน อดทนอย่างอื่น เราก็รู้สึกว่าไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ โดยไม่ใช่เรา แค่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แล้วก็ดับไป และจะต้องอดทนอีกนานเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเป็นความจริง และเริ่มเข้าใจ ความเข้าใจอันนี้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นไม่มีตัวตน ที่จะไปทำให้ความเข้าใจเกิดมากๆ เร็วๆ แล้วก็ประจักษ์แจ้งได้ เพราะฉะนั้นพอได้ยินคำว่าขันติบารมีเนี่ย รู้เลยต้องอดทน แต่ไม่ใช่เรา เป็นธรรมที่เป็นจิต เจตสิก ที่เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่มีใคร เพราะเป็นจิตและเจตสิกและรูป แต่เมื่อลักษณะของจิตไม่ปรากฏ ลักษณะของเจตสิกก็ไม่ได้ปรากฏ รูปก็ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ปรากฏเป็นสัณฐานต่างๆ เป็นนิมิตให้จำได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด กว่าจะลบล้างการที่รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้มีความเข้าใจถูก คือแต่ละหนึ่ง ต้องเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เดี๋ยวนี้มีแน่ ใช่ไหม แต่เป็นสิ่งนั้นบ้าง สิ่งนี้บ้าง ก็แสดงว่า เราไม่ได้เข้าใจความจริงว่า เห็นแค่เห็น เห็นต้องดับ และจิตที่เกิดสืบต่อเนี่ยก็จำนิมิต รูปร่างสัณฐาน ของสิ่งที่ปรากฏและก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ตามลำดับ จากเห็นก็เป็นคิด ถ้าไม่คิดจะไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ว่ารูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏต่างกัน

    เพราะฉะนั้นก็ไปจำไว้ว่า นี่เป็นดอกไม้ นั่นเป็นโตีะ นั่นเป็นคน แต่ความจริงก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตา เปลี่ยนไม่ได้ ต้องมีจิตเห็นเกิดขึ้น สิ่งนี้จึงจะปรากฎได้ว่า มีจริงๆ เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่มีเราจะไปทำอะไร ให้เข้าใจกว่านี้ แต่ความเข้าใจที่เริ่มเกิด ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เข้าใจเพิ่มขึ้น เข้าใจเมื่อไหร่ก็ละความไม่รู้ และความไม่เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉะนั้นกว่าจะหมดก็คิดดู ในสังสารวัฏฏ์แสนไกล ผ่านมาแล้ว ไม่รู้ทั้งนั้น และจะให้หมดทันทีเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นบุญที่ได้มีการฟังและมีการสะสมความเข้าใจ จนกระทั่งวันหนึ่งสภาพธรรมปรากฏเหมือนอย่างที่ได้ฟังเลย แน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ด้วยความหวัง แต่เพราะค่อยๆ ละความเป็นเรา

    เพราะฉะนั้นพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด เพื่อละ แต่ไม่ใช่เราหรือตัวตนละ แต่ปัญญาที่เข้าใจถูกต่างหากที่ละ เพราะฉะนั้นถ้าปัญญายังไม่มี ละไม่ได้ ถ้าปัญญามีน้อย ก็ได้นิดเดียว แค่ฟัง ถ้าปัญญามีมากขึ้นอีกๆ ก็ประจักษ์ความจริงว่า ทุกอย่างที่ได้ฟัง เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นสัจธรรม ความจริงซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ความไม่รู้จะไปรู้แจ้งในอริยสัจจธรรมไม่ได้ จะเป็นพระโสดาบันไม่ได้ ไปนั่งปฏิบัติ นั่ง นอน ยืน เดิน กี่วัน ด้วยความไม่รู้ ก็ไม่สามารถที่จะละกิเลสใดๆ ได้ แต่การเข้าใจธรรม ทีละเล็ก ทีละน้อย ค่อยๆ ละความไม่รู้ ทีละเล็ก ทีละน้อย

    อยู่มาในสังสารวัฎนี้นานมากใช่ไหม ยังอยู่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็จะอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่านานเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้ว เกิดแล้วตาย ทุกอย่างที่มีในชาตินี้อยู่ไหนเมื่อตายแล้ว ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้สิ่งที่มีหมดแล้ว เป็นวันนี้แล้ว พอถึงพรุ่งนี้ วันนี้ เดี๋ยวนี้ ก็ต้องไม่มี ก็ต้องผ่านไป เพราะฉะนั้นก็มีแค่ชั่วขณะที่ปรากฏ และก็หมดโดยไม่รู้ ก็ติดข้อง แต่พอรู้แล้ว ก็เป็นเรื่องของธรรม ไม่มีใครจะไปจัดการอะไรได้เลย มีเหตุปัจจัยก็ต้องเกิด เป็นไปตามเหตุปัจจัย

    เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจธรรมมากขึ้น การที่จะติดข้องในความเป็นเรา อย่างมั่นคง ค่อยๆ ลดน้อยไป ทีละเล็กทีละน้อย ด้วยการทำความดีเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าแต่ก่อนนี้ อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเรา แต่เมื่อไม่มีเราจะอยากได้อะไร ใช่ไหม มันก็ไม่ใช่ของเราจริงๆ แค่เห็นแล้วก็ดับ แค่เห็นยังดับ และสิ่งที่เราคิดว่ามีมันอยู่ไหน ถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้นอีก ก็ไม่มี แต่เมื่อมีจิตที่เกิดดับสืบต่อไป ก็ยังจำไว้ว่ามีเท่านั้นเอง ซึ่งความจริงไม่มี แม้แต่เรา แต่เป็นธรรมทั้งหมด

    ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นอีกเรื่อยๆ จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระองค์เป็นที่พึ่ง เพราะว่าวันนี้ฟังแค่นี้ ไปคิดเองต่อ ไม่มีประโยชน์เลย เพราะว่าจะคิดได้อย่างไร คิดก็เหมือนเดิม เป็นเราเหมือนเดิม แต่พอเห็นว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำที่เข้าใจขึ้น ก็รู้ว่าฟังแค่นี้ไม่พอที่จะละกิเลส แต่ว่าความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นต่างหาก ที่จะค่อยๆ ละสิ่งที่เป็นกิเลส ที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

    ก็เป็นชีวิตหนึ่งที่เกิดมา แล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ตามการสะสม แลกกันได้ไหม ไม่มีทาง พ่อแม่ป่วยไข้ ลูกขอป่วยแทนยังไม่ได้ ลูกเจ็บหนัก พ่อแม่ขอแบ่งเบายังไม่ได้ เห็นไหม ไม่มีใครทำอะไรกับใครได้เลยทั้งสิ้น เพราะเป็นธรรมที่ต้องเป็นไปตามการสะสม ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วไม่ให้ดับก็ไม่ได้

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ ความเจ็บที่เกิดที่กาย แล้วกายเขาไม่รู้อะไร แล้วทำไมมันมีความเจ็บเกิดขึ้นมา

    ท่านอาจารย์ ธรรมะหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นธรรมะ

    ท่านอาจารย์ ไหนลองบอกสิว่า ธรรมะอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง เป็นรูปธรรมซึ่งไม่รู้อะไร

    ท่านอาจารย์ เท่านี้ เดี๋ยวนี้มีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ตรงไหน

    ผู้ฟัง ทุกส่วนของในร่างกายนี้

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดปรากฏพร้อมกัน ได้หรือ

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถามว่าตรงไหน

    ผู้ฟัง ตรง ตรงที่เจ็บ

    ท่านอาจารย์ เจ็บแล้ว ไม่ใช่กายแล้วนะ เห็นไหม คนละอย่าง

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีกายแต่ไม่เจ็บ แล้วก็เกิดเจ็บขึ้นมา เพราะฉะนั้นเจ็บนั้นต้องไม่ใช่กาย

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเจ็บเป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง เจ็บเป็นนามธรรม เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ต้องการให้เรียกชื่อหรือเปล่า หรือให้รู้ว่ามีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง เจ็บเป็นเจ็บ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเจ็บมีจริง ไม่ใช่เรา และไม่ใช่จิต เพราะจิตรู้สิ่งที่ปรากฏ แต่เจตสิกเป็นสภาพที่ไม่ใช่รู้แจ้ง แต่มีลักษณะต่างๆ กันไป เพราะฉะนั้นความรู้สึก ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก

    ผู้ฟัง เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ และเมื่อมีจิตที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว จะไม่มีความรู้สึกในสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นความรู้สึก มี ๕ อย่าง ความรู้สึกสุทางกายหนี่ง ทุกข์ทางกายหนึ่ง มีใครไม่รู้จักทุกข์ทางกายบ้างไหม

    ผู้ฟัง ทุกคนรู้จัก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเจ็บเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เจ็บก็เป็นทุกข์ทางกาย

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีกายจะเจ็บไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีกายก็ไม่เจ็บ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ แต่เมื่อมีกาย จะไม่เจ็บได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ มีกายก็ต้องมีเจ็บ เพราะฉะนั้นทุกข์กายหนึ่ง สุขกายหนึ่ง ถึงแม้ไม่ทุกข์กายสุขกาย แต่ใจเป็นสุข โดยไม่ต้องพึ่งอาศัยกาย หรือใจเป็นทุกข์ โดยไม่อาศัยกาย เพราะฉะนั้นความรู้สึกทั้ง ๒ อย่างนี้ ต่างกันใช่ไหม สุขกายกับสุขใจ ทุกข์กายกับทุกข์ใจ เพราะฉะนั้นเป็น ๔ แล้ว วันหนึ่งๆ สุขกายทุกข์กาย หรือว่าสุขใจทุกข์ใจ

    ผู้ฟัง ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะเป็นลักษณะของสุขกายบ้าง หรือว่าสุขใจบ้าง แล้วแต่เหตุ และปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ แต่ความจริง มีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง ไม่สุขไม่ทุกข์ ภาษาบาลีก็ตรงๆ เลย อทุกขมสุข ไม่ใช่ทั้งสุข ไม่ใช่ทั้งทุกข์ คืออุเบกขา หรือเฉยๆ วันหนึ่งๆ มากไหม

    ผู้ฟัง มาก

    ท่านอาจารย์ มากเลย นานๆ จะสุขใจสุขกาย ทุกข์กายทุกข์ใจ เพราะฉะนั้นปกติก็เป็นอุเบกขา รู้ยากไหม

    ผู้ฟัง ถ้าศึกษาก็รู้ได้ ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่เคยรู้เลยว่า ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่เฉยๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตัวจริงเลย เดี๋ยวนี้อะไร

    ผู้ฟัง เฉยๆ อุเบกขา

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม เดี๋ยวนี้คือเฉยๆ เพราะฉะนั้นความรู้สึกต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เป็นเจตสิกหนึ่งใน ๗ ที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ และทรงแสดงละเอียดอย่างนี้ เพื่อให้เราได้ค่อยๆ เข้าใจว่า ไม่มีเรา แต่ที่ว่าเคยเป็นเราเจ็บ เราสุข เราทุกข์ ก็คือแค่สภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งเป็นเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ แต่เพียงหนึ่ง จะสุขก็หนึ่ง จะทุกข์ก็หนึ่ง จะสุขกายก็หนึ่ง สุขใจก็หนึ่ง เฉยๆ ก็หนึ่ง เพราะฉะนั้นเป็นความรู้สึกหลากหลาย ที่เกิดกับจิตทุกขณะ แต่ต้องทีละอย่างใช่ไหม กำลังเห็นเดี๋ยวนี้รู้สึกอย่างไร

    ผู้ฟัง รู้สึกเฉยๆ

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องไหม เห็นนี้ไม่เจ็บ เห็นเจ็บไม่ได้ แล้วเห็นก็สุขไม่ได้ด้วย ก็แค่เห็น ยังไม่รู้ว่าอะไร แล้วจะไปเป็นสุขได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส จะอร่อยหรือไม่อร่อย ก็ตามแต่ ไม่ใช่ขณะที่กำลังมีรสเท่านั้นเป็นอารมณ์ เป็นสิ่งที่จิตรู้ เพราะฉะนั้นต้องละเอียดมาก ชอบรสอร่อย แต่ขณะที่กำลังรู้รส แค่รู้ไม่ใช่ชอบ และก็ไม่ใช่อร่อย แต่กำลังลิ้มรส แค่รู้รส แต่ถ้าชอบ ก็คือว่าเป็นเจตสิกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิต ซึ่งเกิดต่อจากจิตเห็น เพราะว่าจิตเห็นเท่านั้น จะมีความรู้สึก ดีใจ เสียใจ หรือว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ไม่ได้ ต้องเป็นเพียงแค่รู้สึก เฉยๆ

    เพราะฉะนั้นเจตสิกที่เป็นอุเบกขา หรืออทุกขมสุขเวทนา จะเกิดกับจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส เท่านั้น ที่ต้องเป็นอุเบกขา แต่ทางกาย ไม่เฉย อะไรมากระทบกาย ความรู้สึกขณะนั้น เป็นสุขหรือทุกข์เท่านั้น แต่น้อยมาก แค่ความรู้สึกว่าเย็นไปทุกข์ละ พอลดความเย็นลงไปเฉยๆ ไม่เห็นใครว่าอะไร แต่พอสุขหรือทุกข์เกิดขึ้น ชัดเจนว่าสุขหรือทุกข์ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ เห็นตลอด ความจริงที่ตลอด ก็คือเกิดดับสืบต่อ มีจิตอื่นสลับคั่น แต่ไม่ปรากฏเลย เหมือนเห็นตลอดเวลา เพราะว่าจิตเห็นเกิดบ่อย สืบเนื่องจากเหมือนกับมีเห็นอยู่ แม้ว่ากำลังได้ยินขณะนี้ เห็นก็ยังไม่ดับไป แสดงความรวดเร็วของการที่ดับ แล้วเกิดอีก แม้ว่าห่างกัน จิตเห็นกับจิตได้ยิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ห่างกัน มีจิตอื่นเกิดคั่น แต่ก็ไม่มีใครรู้

    เพราะฉะนั้นก็ฟังธรรมเพื่อรู้ว่าไม่ใช่เรา เมื่อเข้าใจละเอียดขึ้น บังคับไม่ได้ เห็นแล้วจะเป็นทุกข์ ต้องไม่ใช่ขณะเห็น หลังจากเห็นแล้ว รู้ว่าเป็นอะไร จึงเป็นทุกข์หรือเป็นสุขได้ เพราะฉะนั้นชีวิตนี่ละเอียดมาก แม้แต่อะไรจะเกิดขึ้น หลากหลายต่างกัน ก็เพราะปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น

    ผู้ฟัง การสะสมความเข้าใจ ที่ได้ฟังมาวันนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างไร ว่าเวลาไปเกิดชาติหน้าแล้ว ส่วนที่มีความเข้าใจ จะช่วยเกื้อกูลชีวิตในภพหน้า

    ท่านอาจารย์ คุณปริญญารู้จัก ก.ไก่ ไหม สระ อิ สระ อา

    ผู้ฟัง รู้จัก

    ท่านอาจารย์ เห็นที่ไหนก็จำได้ใช่ไหม ตายแล้วเกิดอีก อะไรที่เคยสะสมไว้สิ่งที่เป็นบุญและบาป หรือกุศล อกุศล ติดตามไป สะสมไป ทำให้มีอุปนิสัยต่างๆ กัน มีความชอบ มีความไม่ชอบอะไร ก็ต่างๆ กันไป สิ่งใดที่เกิดแล้ว ก็สะสมอยู่ในจิต เพราะฉะนั้นถ้าสะสมความเข้าใจ ฟังธรรมเห็นประโยชน์ ชาติหน้าพอได้ยินคำว่า "ธรรม" ก็สนใจที่จะเข้าใจ พอฟังแล้ว ความเข้าใจต่างกัน เพราะเคยเข้าใจมาแล้วมากเท่าไหร่ หรือน้อยเท่าไหร่ คนที่เพิ่งฟังครั้งแรก กับคนที่ฟังมาแล้วนานๆ หลายชาติก็ต่างกัน

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามให้ท่านอาจารย์ ช่วยกรุณาอธิบายเรื่องนิมิต และอนุพยัญชนะ

    ท่านอาจารย์ สภาพที่จำมีจริงใช่ไหม และจำนั่นจำอะไร ก็ต้องจำสิ่งที่เห็น ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นเห็นอะไรแล้วก็จำ จำหมดเลย จำจนกระทั่งว่า ดอกกุหลาบสีชมพูก็มี สีเหลืองก็มี ถ้าไม่มีความจำ จะรู้ไหมว่าต่างกัน ก็ไม่รู้ใช่ไหม แต่ว่าจำว่าเป็นคน ไม่ใช่สุนัข ไม่ใช่แมว แต่จำยิ่งกว่านั้นอีก ส่วนละเอียด เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งถ้าไม่สนใจ หรือไม่จำ ก็จำคร่าวๆ อย่างเห็นกระเป๋า ๒ ใบ ดูเหมือนกัน ดูดีๆ เหมือนกันหรือเปล่า ต่างกันตรงไหน แม้แต่ตัวหนังสือเล็กๆ ตรงนั้น ก็ยังต่างกัน นั่นคืออนุพยัญชนะ ส่วนละเอียด

    แต่ก็เพราะจำนั่นเอง แล้วแต่ว่าจะจำแบบไหน จะจำแบบรูปร่างสัณฐาน นี่คน นั่นแมว ใช่ไหม แต่ถ้าละเอียดกว่านั้นอีก แมว ๒ ตัวยังต่างกัน วัวควาย ทำไมเจ้าของจำได้ แต่คนที่ไม่รู้จัก จะจำได้ไหม มันเหมือนกัน ใช่ไหม วัว ๒ ตัว เหมือนกัน แต่คนที่เป็นเจ้าของ เขารู้ว่ามันไม่เหมือนกัน โดยอนุพยัญชนะ ส่วนละเอียดปลีกย่อย เพราะฉะนั้นก็คือธรรมดา หมายความต้องมีความจำ ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้จำ แล้วจะจำเพียงรูปร่างสัณฐาน เป็นนิมิต แต่ถ้าจำส่วนละเอียด ก็เป็นอนุพยัญชนะ

    เพราะฉะนั้นต้องมีสภาพธรรมที่มีจริง ใช่ไหม ไม่ต้องเรียกก็มี ขณะนี้ได้ฟังธรรม จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับ เดี๋ยวนี้เห็นดับไหม ดับ ได้ยินดับไหม ดับ รู้ขณะที่หนึ่งเกิด และหนึ่งดับไหม ไม่รู้ใช่ไหม เพราะว่าเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดดับสืบต่อ ปรากฏให้รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งคือนิมิต เพราะเราไม่รู้ แต่ละหนึ่งๆ อย่างดอกกุหลาบ เราก็ไม่รู้แต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นแข็ง เป็นอ่อน อะไรอย่างนี้ แต่เห็นทีเดียวก็เป็นดอกไม้แล้ว

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดดับอย่างเร็ว ปรากฏทำให้เป็นรูปร่างสัณฐาน ที่เคยอุปมาไว้ ก็คือว่าก้านธูปหนึ่งดอก ดอกเดียว จุดแล้วก็แกว่ง ให้เร็วที่สุดเลย ให้เป็นวงกลม เห็นอะไร พอเห็น ก็เห็นอะไรเลย เห็นแสงไฟที่เป็นวงกลมฉันใด สิ่งที่เกิดดับ ปรากฏเป็นกลมบ้าง เลี่ยมบ้าง ยาวบ้าง สั้นบ้าง รูปร่างสัณฐานต่างๆ กันบ้าง แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราจะคิดถึงการเกิดดับ สุดที่จะประมาณได้ แค่ลืมตาเห็นหมดเลย เวลานี้ไม่รู้ว่าเห็นอะไรก่อนด้วยซ้ำไป เพราะเหมือนพร้อมกัน แต่ความจริงพร้อมกันไม่ได้ ต้องทีละหนึ่ง เกิดและดับ แต่เร็วจนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน เหมือนวงกลมของแสงไฟ ที่เราแกว่งให้กลม ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏ ได้คือนิมิตของสิ่งที่เกิดดับ เพราะไม่สามารถที่จะรู้หนึ่งเดียวที่เกิดและดับ แต่หนึ่งเดียว ซ้อนๆ กัน แต่ละหนึ่ง ทำให้ปรากฏทางตา เป็นนิมิต สีสันวรรณะต่างกัน สัณฐานต่างกัน เพราะฉะนั้นพอเห็นอย่างนี้แล้ว ไม่รู้การเกิดดับ ก็จำเลย นี่เป็นคิ้ว นั่นเป็นหู นั่นเป็นแขน นี่เป็นมือ เห็นไหม การเกิดดับเร็วปานนั้นเลย เหมือนกับไม่มีเวลา ที่เราจะต้องไปนั่งจำอะไรเลย เพราะว่าเร็วจนเกินกว่าที่เราจะรู้ได้ เพราะฉะนั้นพอเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้ทราบว่าเห็นเพียงนิมิต ของสิ่งที่เกิดดับ อันนี้พอจะเข้าใจ เพราะฉะนั้นเห็นกระเป๋าหมดเลย ทั้งหู ทั้งตัว เห็นพร้อมกันเลย ไม่ใช่แยก แต่ความจริงต้องทีละหนึ่ง ลองคิดดู ทีละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับจนปรากฏเป็นนิมิต ของหูกระเป๋า เป็นตัวกระเป๋า เท่าไหร่ละ

    เพราะฉะนั้นนิมิตหมายความถึงการเกิดดับ ที่เร็วที่สุด ของสภาพธรรม ปรากฏเพียงรูปร่างสันฐาน เพราะเหตุว่าสืบต่อกัน จนไม่รู้ว่า อะไรเกิด อะไรดับ นั่นคือนิมิต เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฏก จะมีคำว่า รูปะนิมิต รูปทั้งหมดนี่เป็นนิมิตหมดเลย เห็นทีเดียว รู้เลย ลืมตาก็เห็นหมด เห็นอะไร ไม่ได้เห็นการเกิดดับ ของสภาพที่เป็นรูปธรรม แต่เห็นนิมิตที่เกิดดับ แล้วสืบต่อจนปรากฏเป็นนิมิต แล้วนี่คือพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทำให้คนที่ได้ฟัง อบรมปัญญา จนประจักษ์แจ้งอย่างนี้ได้ แต่ต้องด้วยความอดทน ด้วยการละความเป็นตัวตน จึงจะรู้ว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ ต่างกันทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่คือนิมิต

    เมื่อนิมิตปรากฏหลากหลาย จำได้ใช่ไหม ก็มีการรู้อรรถ คือความหมายของสิ่งนั้น ว่าเป็นอะไร อย่างเด็กเกิดใหม่ เห็นไหม เกิดวันนี้เลย เดี๋ยวนี้มีตาเห็น แต่ไม่รู้ว่าอะไร เพราะว่าความจำไม่พอ ใช่ไหม ในนิมิตสัณฐานที่ปรากฏ แต่พอเห็นบ่อยๆ รู้เลยว่าอะไรนั่นคือนิมิต ซึ่งมาจากสภาพธรรมที่เกิดดับอย่างรวดเร็ว เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เพราะฉะนั้นบัญญัติ หมายความว่ารู้ได้โดยประการนั้นๆ เพราะฉะนั้นโดยประการที่ คิ้วเป็นคิ้ว ตาเป็นตา หูเป็นหู นี่คือเริ่มบัญญัติ ใช่ไหม แต่ไม่ได้พูด

    เป็นอรรถบัญญัติ คือรู้ลักษณะความหมายของสิ่งนั้น อย่างเห็นใบไม้ กับดอกไม้ เห็นไหม ถ้าเด็กเกิดใหม่ไม่รู้เลย แต่ว่าปรากฎความหลากหลาย และก็เริ่มจำ ทีละเล็ก ทีละน้อย จนกระทั่งเห็นว่า นี่ไม่ใช่นั่น เพราะลักษณะต่างกัน นี่เป็นอรรถบัญญัติ คือรู้ความต่างของนิมิต จึงรู้ได้โดยประการนั้นๆ ว่าไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นทันทีที่เห็น มีปรมัตถธรรม แต่ปรากฏเป็นนิมิต เพราะเกิดดับอย่างเร็ว เมื่อปรากฏนิมิตแล้ว ก็ทำให้รู้โดยประการนั้นๆ ว่าหลากหลาย ไม่ต้องพูด โต๊ะไม่ใช่เก้าอี้ ไมโครโฟนไม่ใช่ดอกไม้ รู้โดยอาการนั้นๆ เพราะฉะนั้นเด็กเกิดใหม่ ยังไม่มีคำเลย แต่เขาเริ่มที่จะเข้าใจว่า สิ่งนั้นหลากหลายต่างกัน ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ยินเสียงคนพูดด้วย ทุกวันๆ กว่าจะรู้ กว่าจะจับคำแต่ละคำ ซึ่งเสียงก็ปรากฏเป็นนิมิตอีก เกิดดับเร็วมาก ทุกอย่าง ที่ปรากฏทั้งหมด นี่เป็นนิมิตทั้งนั้น นี่คือสิ่งที่ปกปิดความจริง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    25 มี.ค. 2569