ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
ตอนที่ ๑๔๓๖
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ผู้ฟัง ขอให้ขยายความ คำว่า ศรัทธา สักการะ สังเวช และสังเวชนียสถาน
ท่านอาจารย์ ทีละคำ
อ.ธิดารัตน์ ส่วนใหญ่ศรัทธา เราก็คิดว่าเป็นความเชื่อ แต่จริงๆ ต้องเป็นความเชื่อ ที่เป็นไปในการเชื่อพระรัตนตรัย แล้วก็ด้วยสภาพที่ผ่องใส เพราะลักษณะของศรัทธา จะเป็นธรรมฝ่ายดี เกิดขึ้นก็จะทำให้จิตนั้นผ่องใส ขณะที่มีการเคารพหรือว่านอบน้อม อย่างเรามาที่นี่ แล้วก็มีการนอบน้อมพระรัตนตรัย ขณะนั้นจิตผ่องใสแล้วก็ประกอบด้วยศรัทธา
ท่านอาจารย์ คงต้องพูดถึงเรื่องศรัทธา เพราะเหตุว่ามีหลายคำ ถ้าเราจะพูดให้จบทุกคำก็จบ แต่ว่าการที่จะให้เข้าใจจริงๆ เป็นอีกเรื่อง เพราะเหตุว่าเป็นความละเอียดอย่างยิ่ง พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากตัวของทุกคน อยู่ที่ตัวของทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะรู้ความจริงของแต่ละหนึ่งคน ซึ่งมีเหมือนๆ กัน เช่น มีเห็น มีได้ยิน เพื่อให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่มีไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แสนยากที่จะมีความเห็นว่า เดี๋ยวนี้เห็นเกิดแล้วเห็นดับ ไม่ใช่เรา แสดงว่าแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ต้องฟังแล้วฟังอีก จนกระทั่งรู้ว่าความรู้ของเราตั้งแต่เริ่มต้นเข้าใจ กับค่อยๆ เข้าใจขึ้นต่างกัน เพราะเหตุว่าตอนต้นก็จะเป็นเรื่องคำต่างๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับที่เราเคยคิด เพราะว่าเราใช้คำในภาษาบาลี แต่ว่าใช้ผิด อย่างคำว่าศรัทธา เป็นอกุศลไม่ได้ อย่างเขาศรัทธาในผู้ที่เป็นใหญ่ เป็นผู้สร้าง มีที่ไหน ต้องชัดเจน เมื่อไม่มี แต่มีเห็น ไม่ใช่มีผู้สร้างเห็น แต่เห็นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นความต่างของการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับคำสอนอื่นทั้งหมด ซึ่งเขาไม่ได้ตรัสรู้ ด้วยเหตุนี้แม้แต่คนไทย หรือว่าชาวต่างประเทศ หรือใครก็ตามที่เป็นชาวพุทธ ได้ยินคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว แต่ว่าคนที่เอาคำนั้นมาพูด ไม่ได้เข้าใจตรงตามความเป็นจริง ก็ทำให้คนฟังเข้าใจผิด เขาอาจจะพูดเรื่องศรัทธาอย่างนั้น ศรัทธาอย่างนี้ แล้วบอกว่าศรัทธามีเท่าไหร่ พูดหมดในพระไตรปิฎก แต่ไม่เข้าใจว่าศรัทธาไม่ใช่เรา แล้วก็เป็นธรรม แต่ละหนึ่งละเอียดมาก เดี๋ยวนี้มี แต่ไม่รู้ นี่คือสิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์ที่สุดของการที่สิ่งที่มีทุกวัน แต่ถูกปกปิดมาในสังสารวัฏนานเท่าไหร่ ไม่เคยเปิดเผยเลย จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ทรงแสดงพระธรรม เปิดสิ่งที่ปิดมาในสังสารวัฏนานแสนนาน ให้ค่อยๆ เห็น ค่อยๆ เข้าใจ
เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง เพราะว่าจะเอาอะไรมาเปิด สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นตัวเรา แล้วไม่ใช่เลย ไม่ใช่เราเลยทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งทรงแสดงไว้ละเอียดมากว่า สิ่งที่มีจริงก็ต่างกันเป็นสองอย่าง คืออย่างหนึ่ง เริ่มต้นที่ตัวก็แล้วกัน เพราะตัวนี้อยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย ที่ตัวมีสภาพธรรม ที่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น แต่ไม่รู้ เช่นแข็ง ที่ตัวนี้มีแน่ๆ เลย พอจับที่ตัวรู้สึกแข็ง แต่เราก็ไม่เคยแยกว่ารู้สึกเป็นอย่างหนึ่ง แล้วก็แข็งเป็นอีกอย่างหนึ่ง ในขณะนี้ไม่มีอื่น นอกจากแข็งกับรู้แข็ง
ถ้ารู้ตรงแข็งจะมีอย่างอื่นปรากฏไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะขณะนั้นกำลังรู้ตรงแข็ง ถ้ารู้ตรงแข็งแล้วจะบอกว่ามีอย่างอื่นด้วยได้ไหม ไม่ได้เลย ต้องเป็นคนตรงจริงๆ ขณะใดก็ตามที่รู้ตรงแข็ง มีเพียงแข็งเท่านั้นที่ปรากฏ แล้วก็มีสภาพสิ่งที่มีจริงที่กำลังรู้แข็ง ถึงตอบได้ว่าแข็ง แต่รู้แข็งก็ไม่ใช่เรา และแข็งก็ไม่ใช่เรา นี่กว่าเราจะเข้าใจตามความเป็นจริงทีละเล็กทีละน้อยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมว่า โลกว่างเปล่าจากการเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเป็นเรา เพราะเหตุว่าสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นเรา ต้องเกิดมี อย่างเห็นเกิดเห็นแล้วดับ ไม่มีใครรู้ แล้วไม่กลับมาอีกเลย ว่างเปล่าไหม ไหนเรา เข้าใจว่าเป็นเราเห็น แต่เห็นเกิดและดับ จะเป็นเราได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความเข้าใจว่าธรรมทั้งหมดอยู่ที่ตัว จะเข้าใจธรรม จะรู้จักธรรมเมื่อไหร่ ก็คือไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย ที่ตัวนี่แหละ มีทุกอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว แม้แต่ศรัทธา แต่เราก็ไม่เคยรู้สักอย่างหนึ่ง แต่ว่าเราต้องเริ่มเข้าใจในเบื้องต้น เพื่อที่จะได้ประจักษ์แจ้งสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า คำใดก็ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมด เป็นคำที่ประจักษ์แจ้ง รู้จริงได้ แต่ต้องเริ่มจากการฟัง เราจะไปคิดเอง ผิด แล้วถ้าได้ยินคำใดก็ตามที่ใครอ้างคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่อธิบายให้เข้าใจตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี นั่นก็ผิดอีก
เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ว่าทรงดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว เป็นศาสดา ไม่มีคำของใครอื่นอีกเลย นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เริ่มรู้สิ่งที่มีที่ตัว สภาพที่มีที่ตัว แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เช่น แข็ง หนึ่ง มีอะไรอีก
ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่าเข้าใจจริงๆ ว่าที่ใดมีแข็ง ที่นั่นมีสิ่งที่กระทบตา ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่ตัวเป็นมหาภูตรูป หรือไม่ใช่ที่ตัว ธรรมเป็นธรรม แข็งอยู่ที่ไหนเป็นแข็ง แต่ว่าแข็งที่ตัวเป็นที่ตั้งของความยึดถือว่าเรา แต่แข็งข้างนอกก็นับถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คืออัตตา แต่ถ้าที่ตัวนี้เป็นสักกายะของเราเลย ก็แสดงให้เห็นว่า ที่ใดก็ตามมีแข็ง ที่นั่นมีสิ่งที่กระทบตาได้ แต่ขณะที่สิ่งนั้นกระทบตา ไม่แข็ง แข็งจะกระทบตาได้ไหม ไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่ที่แข็ง อาศัยแข็งเกิดขึ้นนั่นแหละกระทบตา กำลังปรากฏ ธรรมไม่ได้อยู่ไกลเลย เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏ แล้วจะไม่ให้เข้าใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่เรา ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำไปสู่ความเห็นที่ถูกต้องว่าสิ่งนั้นที่ไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่ามีชั่วคราวแสนสั้น ทรงแสดงว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา
ขณะนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งที่เกิดดับเร็วมาก เห็นขณะนี้ดับ เพราะก็มีได้ยิน มีคิดนึก สืบต่อเร็วมากเลย แต่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้การที่สภาพธรรมเกิดและดับว่าน่าอัศจรรย์ เกิดดับนับไม่ถ้วนเลยเวลานี้ นับไม่ได้ มีคนกี่คนในห้อง มีของกี่อย่าง เป็นสิ่งที่กระทบตาทั้งนั้น แล้วก็ดับทั้งนั้นด้วย แล้วก็ไม่กลับมาอีกแน่นอน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งได้ และทรงแสดงความละเอียดยิ่งขึ้นกว่านั้นมาก แสดงความต่างของนามธรรม สภาพรู้ คือจิตและเจตสิก ไม่ได้มีแต่จิตเท่านั้น แต่มีเจตสิกด้วย
คนไทยคุ้นกับคำว่าจิต รู้จักจิตโดยชื่อ แต่ถ้าจะถามจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจิตอยู่ไหน เพราะฉะนั้นอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็รู้ว่าจิตเป็นสภาพรู้ ซึ่งเกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ส่วนรูปธรรมมีจริง ไม่ใช่สภาพรู้ เกิดเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย สองอย่างนี้ต่างกัน สิ่งที่มีจริงทั้งหมด โดยประเภทใหญ่ๆ ก็ต่างกันเป็นรูปธรรมกับนามธรรม และที่ตัวของเรา ของแต่ละหนึ่งคน ก็มีทั้งนามธรรมและรูปธรรม นามธรรมเป็นสภาพรู้ เกิดแล้วต้องรู้ ไม่รู้ได้ไหม
ผู้ฟัง นามธรรมเกิดแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เป็นสภาพรู้ ก็ต้องเกิดขึ้นรู้ เป็นสภาพรู้ แล้วเกิดขึ้นไม่รู้ได้อย่างไร ก็ไม่ตรง สภาพรู้เกิดขึ้นต้องรู้ กำลังเห็น มีสิ่งที่ปรากฏ เพราะมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ถ้าธาตุรู้ไม่เกิดขึ้นเห็น ไม่มีอะไรจะปรากฎได้เลยในห้องนี้ แต่ที่แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งปรากฏว่ามี ก็เพราะเหตุว่าธาตุรู้นี้เกิดขึ้นรู้ คือเห็น สิ่งที่ปรากฏให้รู้ ไม่รู้อะไรเลยเป็นรูปธรรม และธาตุรู้ก็เกิดขึ้นเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นนามธรรม ก็ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั่นคงขึ้น ก็ต้องอาศัยกาลเวลา และอาศัยศรัทธา คือความผ่องใสของจิต สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมละเอียดมาก แต่ถ้ากล่าวถึงศรัทธา ก็หมายความถึงสภาพของเจตสิก ไม่ใช่จิต เพราะจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เดี๋ยวนี้อะไรที่กำลังปรากฏ จิตรู้ แต่เป็นกุศลหรืออกุศล หลังจากที่เห็นแล้ว
ผู้ฟัง ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นอกุศล
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะว่าเมื่อเห็นแล้วดับไป ก็จะมีสภาพธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นกุศลและอกุศล
ผู้ฟัง ก็คงต้องอาศัยปัญญา ถ้าปัญญามีกำลัง ก็น่าจะรู้ได้
ท่านอาจารย์ กุศลและอกุศล เราพูดง่ายๆ เลย ขณะนี้หลังเห็นแล้วก็จะต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือเป็นกุศลหรืออกุศล จริงไหมก่อน แล้วถึงจะรู้ว่าแม้ว่าเป็นความจริงก็เพียงได้ฟัง และคิดตามเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่เป็นกุศลจริงๆ หรือสภาพธรรมที่เป็นอกุศลจริงๆ เพียงแต่เรียกชื่อทั้งวัน อย่างเห็นก็บอกกำลังเห็น นี่ก็เรียกชื่อแล้ว แต่เห็นก็เกิดและดับไปแล้ว แม้แต่ได้ยิน คิดนึกต่างๆ นี่คือธรรมทั้งหมด ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ตรัสรู้ ณ สถานที่นี้ แล้วก็ทรงแสดงพระธรรม เสด็จไปแสดงธรรมในที่ต่างๆ ที่ผู้นั้นสามารถเข้าใจธรรมได้ ถ้าเขาไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ ก็เสียเวลาไหม ไม่เหมือนกับคนที่เคยได้ฟังมาแล้ว แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้นั้น
การฟังพระธรรมโดยความเคารพ ในคำที่ได้ฟังซึ่งเป็นความจริง ซึ่งจะต้องไตร่ตรองเป็นปัญญาของตนเอง ที่จะเข้าใจถูกต้อง แม้แต่ได้ฟังมาว่าหลังจากเห็นแล้วต้องเป็นกุศลหรืออกุศล ก็ยังไม่รู้เลย ใครรู้บ้างว่าเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะทรงแสดงไว้ว่า หลังจากจิตเห็นดับ มีจิตอื่นเกิดต่อ เพียงแค่ ๓ ขณะ อกุศลเกิดแล้ว เรากำลังฟังธรรมท่ามกลางอกุศล ก็ไม่รู้เรื่องอกุศลดับไปเรื่อยๆ แต่กำลังได้ฟังคำซึ่งจะทำให้ค่อยๆ เข้าใจความจริง ซึ่งกำลังมีในขณะนี้ แต่เมื่อสักครู่นี้พูดถึงศรัทธา ถ้าเป็นเรื่องอื่นก็พูดกันง่ายๆ เลย ศรัทธามีเท่าไหร่ ศรัทธาอะไรบ้าง แต่ว่าถ้าจะให้เข้าใจอีกเรื่องหนึ่ง คือต้องเข้าใจความจริงว่า ได้ยินคำว่าศรัทธา ได้ยินความหมายของศรัทธา แต่เดี๋ยวนี้ศรัทธาเกิดและดับก็ไม่รู้ จนกว่าจะรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ศรัทธาเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต เพราะเหตุว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ในพระไตรปิฎกจะทรงแสดงธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานหลายนัย แต่สำหรับจิต มนินทรีย์ มนะ กับ อินทรีย์ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็มีจิตเป็นสภาพรู้ มีสิ่งที่ถูกรู้ ที่เราใช้คำว่าอารมณ์ และก็จิตเกิดเมื่อไหร่ เป็นใหญ่เฉพาะในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น เมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหารเผ็ดไหม หรือไม่เผ็ด หรือหวาน หรือเค็ม จิตรู้แจ้ง ไม่ใช่เราเลย พอรับประทาน บอกว่าขม ก็จิตอีกที่รู้ลักษณะที่ขม ไม่ใช่เรา
จิตรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย อย่างน้อยที่สุด ๗ เจตสิก หลากหลายมาก ไม่ใช่อย่างเดียวกันเลย แล้วต่างก็กระทำหน้าที่ของตนของตน โดยความรู้สึกมีในขณะที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าลิ้มรสสิ่งหนึ่งสิ่งใด ความรู้สึกนี้เป็นใหญ่ด้วย แต่เป็นใหญ่ในความรู้สึก เป็นอินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ก็คือว่าเดี๋ยวนี้เฉยๆ ดับไปก็ไม่รู้ แต่รู้ว่าเฉยๆ ก็เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในความรู้สึก เพราะความรู้สึกสำคัญจริงๆ เราเกิดมา เราต้องการความรู้สึกที่เป็นสุขกันทั้งนั้นเลย ไม่ได้มีใครต้องการแสวงหาความทุกข์ แต่สภาพทุกข์ก็เป็นใหญ่ ใครจะเปลี่ยนทุกข์ไม่ให้เป็นทุกข์ ไม่ได้เลยทั้งสิ้น
การศึกษาธรรม ก็คือศึกษาสิ่งที่มีจริงในโลก เพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่า สิ่งนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ หาใครเปรียบไม่ได้เลย พระธรรมที่ทรงแสดงประดุจใบไม้สองสามใบในฝ่ามือ แต่พระปัญญาของพระองค์ยิ่งกว่านี้ แล้วเราจะเผิน จะคิดเองก็ผิด แล้วก็หลงทาง บางคนก็ไม่มีความรู้อะไรเลย ไปสำนักปฏิบัติ ไปทำไม ตอบหน่อย อยากรู้ อยากละ แต่ไปแล้วรู้อะไรบ้าง เดินบ้าง นอนบ้าง แล้วรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน แล้วก็เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นผู้ที่ตรง ถูกคือถูก ผิดคือผิด มิฉะนั้นจะไม่ได้สาระจากพระธรรม ก็มาถึงศรัทธา เป็นสิ่งที่มีจริง กำลังฟังธรรม ไม่ฟังอื่น ศรัทธาหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็น่าจะมีศรัทธาแทรกคั่น
ท่านอาจารย์ ในพระไตรปิฎก น่าจะอยู่เรื่อยๆ ก็คือว่าไม่เข้าใจ น่าจะ คือคิดเดา จึงใช้คำว่า น่าจะ แต่ถ้าฟังเข้าใจ การฟังธรรมให้เข้าใจ กับการไม่ฟัง ขณะที่ฟังธรรมมีศรัทธาไหม
ผู้ฟัง ขณะที่ฟังมีศรัทธา
ท่านอาจารย์ แต่ขณะที่คิดเรื่องอื่น
ผู้ฟัง ขณะคิดเรื่องอื่น ก็ไม่มีศรัทธา ขณะที่ไม่เข้าใจก็ไม่มีศรัทธา
ท่านอาจารย์ ศรัทธาเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี เป็นธรรมที่เป็นเจตสิกที่ทำให้สภาพธรรมที่เกิดร่วมกันใส ผ่องใส ขณะนั้นไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ แต่ศรัทธาก็มีหลายระดับ ตั้งแต่อย่างอ่อน จนกระทั่งถึงเกิดร่วมกับขณะที่มีปัญญา เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ยังละกิเลสไม่ได้ใช่ไหม ฟังอย่างนี้ แค่ฟังว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีก ไม่สามารถที่จะดับกิเลส ซึ่งสะสมมาแสนนานในสังสารวัฏ หนาแน่น เหนียวแน่น ติดอยู่ในจิต จะเอาอะไรมาให้ออกไปได้ นอนนิ่ง แล้วก็สะสม แต่ขณะนี้ก็เกิดเพิ่มเติมไปอีก ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้นอาศัยพระธรรมที่ได้ฟัง เป็นผู้ที่อดทน รู้จักบารมี มาจากคำว่า ปารมี เป็นผู้ที่จะถึงอีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งที่ไม่มีกิเลสได้ ก็ด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าไม่มีเลย ก็อยู่ฝั่งกิเลสไปในสังสารวัฏเพิ่มไปเรื่อยๆ ออกจากสังสารวัฏไม่ได้ แล้วรู้ไหมว่าสังสารวัฏนานเท่าไหร่มาแล้ว ก็จะนานต่อไปอีกเท่านั้น หรือยิ่งกว่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความเข้าใจธรรม แล้วทำไม มีประโยชน์อะไร ลองคิดถึงผู้ที่มีปัญญา ท่านเห็นว่าเกิดแล้วตายแน่ๆ แล้วสิ่งที่ขณะที่เกิดมาก็มีทุกสิ่งทุกอย่าง มีความสุข มีทรัพย์สมบัติ มีความทุกข์บ้าง อะไรบ้างสารพัดอย่าง พอถึงตาย หายไปหมดเลย ไม่เหลือเลย แล้วระหว่างที่เกิดมาแล้วจะต้องตาย แต่ก่อนตายก็มีทุกอย่าง แล้วพอตายก็หมด แล้วจะมีประโยชน์อะไร ก็แค่มีตอนเกิดและก่อนตาย พอตายแล้วก็ไม่เหลือเลย
ถ้าได้ฟังธรรมบ่อยๆ ค่อยๆ เข้าใจความจริง ก็จะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงหนทางที่สามารถที่จะดับทุกข์ ที่เป็นอริยสัจจะ คือการเกิดดับ ไม่มีการเกิดอีกต่อไป แต่ว่าไม่ใช่เพียงขั้นฟัง แล้วจะเป็นอย่างนั้นได้ ต้องอดทนฟัง ขณะที่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา คือเริ่มเข้าใจว่าทุกอย่างทั้งหมดไม่ใช่เรา มีชีวิตอยู่ก็เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนไม่ได้ บังคับไม่ได้ ไม่ต้องการเจ็บป่วยก็ไม่ได้ ไม่ต้องการทุกข์ก็ไม่ได้ ทั้งหมด จะมีลาภยศ สรรเสริญหรืออะไรทั้งหมด ก็เป็นธรรมทั้งนั้น ซึ่งมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด แล้วก็ดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีก แล้วหยุดยั้งการเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดไม่ได้เลย
ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรม ก็จะไม่มีเราเลย มีธรรมทั้งหมดซึ่งอาศัยเหตุปัจจัยเกิดดับรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ โดยไม่มีใครสามารถไปหยุดยั้งหรือไปเปลี่ยนแปลงได้ เปลี่ยนแปลงความเป็นไปของธรรมไม่ได้ ภาษาไทยเราใช้คำว่าธรรมดา มาจากภาษาบาลีว่า ธรรม กับ ตา แต่คนไทยจะใช้ ด.เด็ก แทน ต.เต่า หมายความถึงความเป็นไปของธรรม ธรรมดา ความเป็นไปของธรรม ใครจะไปยับยั้งได้ ไม่มีเลย ธรรมเป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่ง ก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะไม่มีใครรู้ว่าจากโลกนี้ไปแล้วจะไปไหน
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า ศรัทธาเป็นเจตสิกหนึ่ง ที่ทำให้สหชาตธรรม คือจิตและเจตสิก ที่ร่วมกันเป็นสภาพที่สะอาด ผ่องใส ท่านอุปมาว่าเหมือนสารส้ม เราเห็นน้ำไม่รู้ว่าขุ่นแค่ไหน แต่ไม่สะอาดพอ ไม่ใสพอ และเวลาที่เอาสารส้มลงไปแกว่ง น้ำนั้นก็ค่อยๆ ใสขึ้น ศรัทธาก็เป็นสภาพธรรมที่สะอาดใส ผ่องใส และก็ทำให้สภาพธรรมที่เกิดร่วมกันผ่องใสด้วย และต้องเกิดกับสภาพธรรมที่ดีงาม ซึ่งเป็นกุศล
ประการแรก เราพูดถึงธรรมเพียงสองอย่าง กุศลกับอกุศล แต่ถ้าศึกษาต่อไปก็จะมีอีกมาก เพราะเหตุว่าใน ๔๕ พรรษา ทรงแสดงพระธรรมไว้โดยละเอียดอย่างยิ่ง โดยประการทั้งปวง ใครที่ได้ฟังธรรม เริ่มรู้ว่าห่างไกลจากการไม่ได้ฟัง ตอนไม่ได้ฟังไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม เป็นเราตลอด แต่พอฟังแล้ว ทั้งหมดที่เป็นเรา เป็นธรรมทั้งหมด ก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ไม่ทราบไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์กันแล้วหรือยัง ไปที่โน่น จะเห็นศรัทธาหรือเปล่า ต้องคิดแล้ว เพราะเหตุว่าถ้ามีคำที่ไม่ตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว จะเป็นศรัทธาได้ไหม ไม่ได้ ต้องเป็นผู้ที่ไตร่ตรอง ไม่ใช่เห็นแต่เพียงภายนอกที่แสดงความเคารพ และคิดว่าคนนั้นมีศรัทธา แต่ถ้าเขามีความเข้าใจผิด จะเป็นศรัทธาได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ต้องเป็นผู้ที่ตรง มีความเข้าใจว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง และก็เป็นผู้ที่มั่นคงด้วยว่า สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เพียงศึกษาโดยไม่เคารพ โดยผิวเผิน ก็จะทำให้เข้าใจผิด ขณะที่เข้าใจผิดเป็นศรัทธาหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น เพราะฉะนั้นต่างคนต่างรู้ความจริงที่เกิดขึ้นกับตน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440