ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1143
ตอนที่ ๑๑๔๓
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด ก็คือได้เข้าใจธรรมมั่นคงขึ้น อะไรจะเกิดไม่เห็นเป็นอะไรเลย ก็เกิดตามปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิดเท่านั้นเอง ใครจะไปบังคับบัญชาอะไรได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามปัจจัย แล้วก็ชั่วคราว ไม่มีแล้ว เท่านั้นเอง แค่เท่านั้นเอง ที่เพียงมี สั้นแสนสั้น แล้วก็หมดไป
ผู้ฟัง พยายามจะหาความสุข เราจะไปหาเพื่อน เราจะขับรถไปทะเล หรือจะไปกินอะไร เห็นอนาคตเลยว่า ไม่มีความสุขสักเรื่องเลย ก็เลยกลับมาเปิดธรรมฟัง
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เราสักหนึ่งขณะ ถ้าไม่เคยฟังธรรมเลย จะมาฟังธรรม หวนกลับมาหรือไม่ ก็ไม่มา เพราะฉะนั้น ทุกอย่างให้ทราบเลยว่า ไม่มี แค่มีลวงหลอกให้คิดว่ายังอยู่เท่านั้นเอง ความจริงไม่มีเลย แค่มีเมื่อปรากฏแล้วหมด เพราะฉะนั้น กว่าจะละได้ ต้องปัญญาถึงระดับประจักษ์แจ้งทุกคำที่ได้ฟังว่าจริง สภาพธรรมมีเมื่อเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย จะมีเราแต่ไหน จะมีใครแต่ไหน มีแต่ธรรมกับอวิชชา ที่ไม่รู้ความจริงตราบใด ก็ต้องยึดถือไว้ เป็นโน่น เป็นนี่ เป็นนั่น ตลอดทุกชาติ ไม่ออกไปจากสังสารวัฏได้เลย ไม่สิ้นสุดด้วย ลองคิดดู เป็นมานานเท่าไหร่แล้ว จำไม่ได้เลยสักอย่าง ลืมหมดเลย แล้วก็ยังเป็นอีกต่อไปอีก ก็จำไม่ได้อีก ลืมหมด แล้วก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ออกจากสังสารวัฏไม่ได้ เพราะฉะนั้น หนทางมี แต่ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจตรง จริง มั่นคง อดทน ทุกอย่างที่จะรู้ว่า เป็นเรื่องละความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นหน้าที่ของธรรมที่เป็นปัญญาที่เห็นถูกต้อง ที่จะละความติดข้องและความไม่รู้
อ.วิชัย ดูเหมือนกับเป็นคนตาบอดจริงๆ ที่ไม่ได้ฟังธรรม จะแสวงหาหนทางอย่างไร ก็คือเป็นหนทางด้วยความไม่รู้ทั้งหมดเลย เพราะว่าไม่สามารถจะเข้าใจว่า ขณะนั้นจริงๆ เป็นธรรมจริงๆ
ผู้ฟัง และยิ่งถ้าอยากจะออกจากสังสารวัฏ ไม่อยากจะร้องไห้ไปเรื่อยๆ ที่พระอริยเจ้า พระอรหันต์ท่านเป็นได้แล้ว แต่ว่าเรายังติดลบมาก เรายังไกลตรงนั้นมาก
ท่านอาจารย์ แล้วลองคิดถึงความจริง ชาติก่อนเคยร้องไห้ไหม
ผู้ฟัง ร้อง
ท่านอาจารย์ อย่างนี้หรือมากกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้ เห็นไหม พอหมดแล้วก็ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ เรียกกลับมาให้รู้ ให้จำ ก็ไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ก็มีประโยชน์อะไร จะเสียน้ำตากับสิ่งที่ไม่มี เกิดมาแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ ไม่มี แค่เกิดให้ปรากฏว่ามีเท่านั้นเอง แล้วก็หายไปเลยในสังสารวัฏ หาไม่พบเลย ที่ไหนก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ชาติก่อน สุขเท่าไหร่ ทุกข์เท่าไหร่ แล้วไม่ใช่แค่ชาติเดียวในสังสารวัฏ ชีวิตของพระโพธิสัตว์เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ว่าชาดกนี้สนุกดี แต่สาระคืออะไร คือเป็นได้เพียงแค่หนึ่งขณะ แล้วก็จะกลับไปเป็นคนนั้นอีกไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นพระราชา ไม่ว่าจะเป็นยาจก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็หมดไป เพราะไม่มีใคร แต่เป็นธาตุ หรือเป็นธรรมล้วนๆ เลย ถ้าคิดถึงสิ่งที่มีจริงหลากหลายมาก ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ มีปัจจัยก็เกิด แล้วก็ดับไปอย่างเร็ว เป็นกลุ่ม เป็นก้อน ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงก็คือว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แต่ละหนึ่งๆ เป็นธรรมจริงๆ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครจริงๆ มีปัจจัยก็เกิดขึ้น เพราะอะไร เดี๋ยวนี้ก็เกิดแล้ว ตามปัจจัยด้วย
เพราะฉะนั้น แต่ละชาติเหมือนกันหมด พอถึงชาติหน้าก็ลืมสนิทว่าลูกศิษย์ใคร ร้องไห้ไปบอกใครที่ไหนอย่างไรๆ ใช่ไหม ก็ไม่มี ถ้ารู้ว่าชั่วคราว แล้วจะเลือกไหม เห็นไหม ปัญญานำต่อไปอีก รู้ว่าชั่วคราวจะไปเลือกอะไร เลือกได้ที่ไหน เกิดแล้วอย่างรวดเร็ว ก็ดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ หรืออะไรทั้งสิ้น ก็ไม่ต้องเลือกแล้ว ใช่ไหม ก็มีปัจจัยที่จะเกิด รู้ชัดอย่างนี้ จะเลือกอะไร แม้แต่จะคิดทำมาหากิน คิดทำอะไร ก็เกิดแล้ว ทำแล้ว เป็นแล้ว แล้วก็หมดแล้ว จะสุข จะทุกข์ จะได้กำไร จะขาดทุน จะล่มจม จะป่วยไข้อย่างไร ก็เกิดแล้ว เมื่อมีเหตุปัจจัย แล้วก็หมดแล้ว ไม่เดือดร้อน ใช่ไหม ถ้าเข้าใจจริงๆ
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ ให้ความชัดเจนกับพวกเรา คำว่า ขันติ คำเดียว ถ้าไปค้นก็จะมีมาก
ท่านอาจารย์ ขันติอยู่ไหน มีก็ไม่รู้ ได้แต่ถามหา ขันติอยู่ไหน วิริยะอยู่ไหน ใช่ไหมเพราะว่าถูกปิดบังไว้ด้วยความเป็นเรา แต่เพียงคำพูดที่ว่า เป็นธรรมแค่นี้ จะมั่นคงแค่ไหน แค่คำเริ่มต้นของคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มั่นคงแค่ไหน เป็นสิ่งที่มีจริง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แค่นี้ ผ่านไปเลย ไปนึกถึงดอกกุหลาบ ไปคิดถึงโต๊ะ ไปคิดถึงอะไรหมด แต่สิ่งที่มีจริง แค่นี้ เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่มีความมั่นคง เราก็ไม่สามารถที่จะไปให้มั่นคงอยู่กับธรรมที่กำลังปรากฏ แต่ว่าไปนึกถึงเรื่องราว พอเรียนธรรมปริยัติ ก็นึกถึงเรื่องราวหมด พระสูตรเรื่องนี้ พูดเรื่องอะไร มีกี่ข้อ ๗ ข้อ หรือ ๘ ข้อ หรือ ๑๐ ข้อ พระสูตรนั้นเท่าไหร่ พระสูตรนี้เท่าไหร่ ใช่ไหม พระอภิธรรมตรงนี้ เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ก็เป็นแต่ชื่อ เป็นแต่เรื่อง เพราะสะสมมาที่จะคุ้นเคย เป็นธรรมที่จะคิดเรื่องราว
เพราะฉะนั้น จนกว่าจะรู้ว่า ไม่ต้องห่วงกังวลอะไรเลยทั้งสิ้น ขณะไหนก็ตาม คิดอะไรก็ตาม เป็นธรรม นั่นถึงจะเป็นความถูกต้อง กว่าจะรู้ธรรมที่กำลังปรากฏได้ทั้งหมดที่เราฟัง เพื่อที่จะสู่การเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ต้องอาศัยเท่าไหร่ ใช่ไหม อย่างคุณมยุรี คุณมะยม เมื่อสักครู่นี้ ก็พูดถึงเรื่องร้องไห้บ่อยใช่ไหม พระโพธิสัตว์ร้องไห้บ่อยกว่าเราไหม เห็นไหม แค่นี้ ก็แล้วแต่แต่ละบุคคลที่จะมีปัจจัยที่จะคิดอะไร ที่จะน้อมมาสู่การที่จะค่อยๆ ละ ค่อยๆ คลาย ว่าเราร้องไห้ เราเป็นทุกข์ สำคัญที่เรา เรื่องทั้งหมดอยู่ที่เรา เขาว่าเรา เราร้องไห้ ทั้งหมดอยู่ที่เราหมดเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้น กว่าจะไม่ใช่เรา สิ่งที่มี มีจริงๆ แค่ปรากฏแล้วหมดไป
เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยคำพูด ทั้งพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ค่อยๆ เข้าใจขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพื่อที่จะให้ความคุ้นเคยต่อเรื่องราวในสังสารวัฏ ทุกชาติมา ไม่ว่าจะเคยเป็นใครมาแล้วทั้งหมด ชาตินี้กำลังคุ้นเคยกับการเป็นบุคคลนี้ พอถึงชาติหน้าก็ไม่รู้จักคนนี้ด้วยซ้ำไป มีเรื่องอะไรที่เขาจะต้องมานั่งร้องไห้ หรืออะไรอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ธรรมคือธรรมดา ความเป็นไปของธรรม ธาตุทั้งหลายต้องเป็นอย่างนี้ เกิดดับสืบต่อ รวมกันเร็วสุดที่จะประมาณ ยับยั้งไม่ได้เลย แต่เข้าใจ เกิดได้ เมื่อได้มีการได้ยินได้ฟังสิ่งซึ่งเป็นคำจริง กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงค่อยๆ ละเอียด และไตร่ตรอง ไม่ใช่ว่าเมื่อไหร่ อย่างไร แต่ความเข้าใจของแต่ละคน ใครร้องไห้น้อยกว่าพระโพธิสัตว์บ้าง
ผู้ฟัง ก็ไม่ทราบว่า อยู่มานานเท่าไหร่ ร้องไห้มานานเท่าไหร่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ชาตินี้แค่นี้เอง แค่นี้เอง จะมากสักเท่าไหร่ ก็แค่นี้เอง
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าว เหมือนว่า คำถามก็เต็มไปด้วยความหวังที่จะเป็นอะไร ก็สับสนอีกว่า แล้วศึกษาสนทนา เพื่อให้ไม่หลงทาง ให้ไปทางถูก กับสนทนาเพราะว่ามีความหวังลึกๆ แล้วตรงนี้ มันเหมือนกับไม่รู้อีกเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น วัดความเข้าใจของเราเองได้ โดยไม่ต้องถามใคร เดี๋ยวนี้ ทุกอย่างเป็นธรรมหรือเปล่า คำแรกที่ได้ยิน ทุกอย่างไม่เว้นเลย เป็นธรรม หมายความว่ามีจริง เมื่อเกิดขึ้นปรากฏ แล้วหมดไป นี่คือลักษณะของธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นต้องเป็นอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวนี้ แค่ความเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้ ตรงนี้ทุกอย่างเป็นธรรมหรือยัง หรือว่านี่ยังเป็นดอกกุหลาบ นั่นเป็นเก้าอี้ เห็นไหม
ผู้ฟัง ก็ตอบได้เลยว่ายังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะฟังอะไรไป เพื่อเท่าไหร่ก็ตามแต่ ชื่อนั้น ชื่อนี้ มากมายก่ายกอง ก็เพื่อให้เข้าใจในความเป็นธรรม เท่าที่จะเข้าใจได้ ประกอบกันให้รู้ว่า แม้แต่จิตเห็น ดูธรรมดามาก มาพูดทำไม ทุกคนก็เกิดมาเห็น แต่เห็นนี่แหละ หนึ่งขณะนำมาซึ่งเรื่องราวทั้งโลกทุกชาติ เห็นไหม ประมาทได้ไหม เพียงแค่เห็นหนึ่งขณะที่ดับไป สืบต่อจนกระทั่งเป็นนิมิต ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน ให้รู้ได้โดยอาการนั้นๆ ต่างหลากหลายออกไป เรื่องราวต่างๆ มาทุกวัน ตื่นขึ้นมาก็เต็มไปแล้ว นั่นแหละ
เพราะฉะนั้น แม้แต่คำที่ว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ถึงอย่างนั้นหรือยัง เพราะฉะนั้น เราฟังทั้งหมดประกอบกัน ใช่ไหม เพื่อให้คลายการที่ลืมว่าที่เห็นไม่ใช่เรา แล้วถ้าไม่มีปัจจัยก็เกิดไม่ได้ ใครก็จะไปทำให้เกิดไม่ได้เลย ต้องมีตา และตาใครก็ทำให้เกิดไม่ได้ด้วย อะไรเป็นปัจจัยให้ตาเกิดขึ้น กรรมเป็นปัจจัยให้เกิด ถ้าปัจจัยไม่เกิดมีตาได้ไหม ไม่มีทางเลย นี่เห็นความเป็นธรรม มั่นคงขึ้นว่า ก็เป็นธรรมทุกอย่าง จนกว่าคำนี้ ก็คือการเจริญขึ้น มั่นคงขึ้นของปัญญา ที่สามารถที่จะแจ่มแจ้งด้วยตัวเอง ไม่ว่าสิ่งใดปรากฏ นั่นคือลักษณะที่ไม่ใช่เรา เป็นแต่ละหนึ่งๆ ยังอีกไกลอีกมาก แต่ทั้งหมดก็คือว่า เข้าใจให้ถูกต้องว่า คำจริงต้องพูดให้เข้าใจสิ่งที่มี ที่กำลังปรากฏถูกต้อง ถ้าให้ไปทำ ให้ไปละ ให้ไปวาง ไม่มีทางยังไม่รู้เลยว่าอะไร ละอะไร วางอะไร ก็บอกก้อนอิฐถือไว้ ไม่ได้ถือ ก้อนอิฐอยู่ไหน ก็ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้ถือมั่นในอะไร ยิ่งหนักกว่าก้อนอิฐ แต่น่าอัศจรรย์เพียงแค่หนึ่งขณะจิตที่เกิดขึ้นเห็น เรื่องราวเต็มโลก ทุกจักรวาล แค่เสียงที่ได้ยิน มาแล้วโลกทั้งนั้นเลย คนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง เรื่องนี้บ้าง เรื่องนั้นบ้าง หมดแล้ว ก็ยังตามคิด คิดดู เสียงนั้นก็ดับไปไม่กลับมาอีก ยังตามคิดถึงเรื่องของเสียงนั้น
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ของธรรม ที่มีปัจจัยเกิดดับสืบต่อ โดยที่เป็นอนัตตาจริงๆ แต่ว่าความน่าอัศจรรย์ คือปัญญาเมื่ออบรมแล้ว สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของความเป็นอย่างนั้นได้ด้วย นี่ยิ่งน่าอัศจรรย์ใหญ่
ท่านอาจารย์ พิสูจน์ได้เลยว่า ต้องอาศัยกาลเวลานานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องหวัง สบาย ไม่เดือดร้อน แต่ว่าปัญญารู้เหตุ เพราะฉะนั้น เรื่องของปัญญาก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก อย่างที่เมื่อวานนี้ก็สนทนากัน ที่ว่าเหมือนกับว่าไม่มีเรา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา พูดได้ แล้วก็ไปสนุกสนาน ทำสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ แล้วก็บอกว่า นี่อนัตตา ช่วยไม่ได้ มีปัจจัยก็เกิด นั่นคือ อวิชชา ความไม่รู้ แม้ว่าประโยคเดียวกัน แล้วยังพูดอย่างนั้นด้วยตัวเอง แต่ความไม่รู้ใช่ไหม ที่ไม่ได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า เป็นอวิชชาเป็นความไม่รู้ เกิดขึ้นบังคับบัญชาไม่ได้ แต่เป็นธาตุเลว
ในพระไตรปิฎก จะทรงแสดงความเป็นธาตุ ธาตุเลว ธาตุปานกลาง ธาตุปราณีต ให้เห็นชัดตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ทุกคำในพระไตรปิฎก ก็ทำให้มีความเข้าใจที่ค่อยๆ ละความที่ไม่รู้ และยึดมั่น ดำสนิทมานานแสนนาน โดยไม่หวัง เพราะว่าเข้าใจขึ้น และสภาพที่เข้าใจนั้นต่างหาก ที่จะทำให้เบิกบาน เพราะรู้ว่าจะต้องมานั่งคิดหวังอะไร ทรมานอะไร ไปเดินทำอะไร ไปนั่งทำอะไร ไร้ประโยชน์ เพราะเหตุว่าทำด้วยความหวัง แล้วจะไปละความหวังได้อย่างไร
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงบุคคลที่ได้ยินคำว่า อนัตตา แล้วก็คิดคำว่า อนัตตาแล้วก็เหมือนกับ รู้เผินๆ ว่า อนัตตา คือบังคับบัญชาไม่ได้ ดังนั้นการกระทำอกุศลอะไร หรือเพลิดเพลินอะไร ก็เป็นอนัตตา แต่ว่าขณะนั้นเป็นความเป็นตัวเขาที่กำลังเกิดขึ้น โดยความเป็นอนัตตา โดยบุคคลนั้นไม่รู้เลย
ท่านอาจารย์ แล้วก็ยังมีอวิชชา ที่ไม่เห็นโทษของอกุศล ธาตุต่ำ ธาตุเลว
อ.วิชัย ถ้ากล่าวถึงบุคคลที่ฟังธรรมด้วยความเคารพ ค่อยๆ เห็นความเป็นธรรม ย่อมรู้ว่าธรรมไหนดี ธรรมไหนเลว
ท่านอาจารย์ นั่นคือหน้าที่ของปัญญา เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ขึ้นอยู่กับปัญญาของคนที่เข้าใจ ว่ามากน้อยแค่ไหน พูดคำเดียวกัน แต่ความเข้าใจต่างกัน
อ.วิชัย เรื่องของโคจร ๓ ก็มี อุปนิสยโคจร อารักขโคจร แล้วก็ อุปนิพันธโคจร ถ้ากล่าวถึงโคจร แน่นอนก็คือเป็นอารมณ์ ซึ่งอารมณ์ก็คือเป็นสิ่งที่จิตรู้ ดังนั้นที่พระองค์แสดงเรื่องของโคจร ๓ เป็นไปเพื่อให้เกิดความรู้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้รู้ตามความเป็นจริงว่า เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น คุณวิชัยศึกษาธรรม ใช่ไหม และก็สนใจอะไรมากกว่าอะไร นั่นก็เพราะอุปนิสยะ ที่อาศัยเล็กๆ น้อยๆ แต่ละวัน ค่อยๆ คุ้น ค่อยๆ ชิน จนกระทั่งขาดไม่ได้ จนกระทั่งเป็นปัจจัยที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น อุปนิสยโคจรของแต่ละคน คือจิตเกิดขึ้นแล้วเป็นธาตุรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ แล้วแต่จะรู้อะไร เพราะว่าจะรู้รูปก็ได้ ไปเดินห้างสรรพสินค้า ซื้อโน่น ซื้อนี่ จะฟังเสียงก็ได้ ไปดูละครเพลง ใช่ไหม จะชอบกลิ่น หรือว่ารสอะไร ก็แล้วแต่ มีวิชาหนึ่ง ซึ่งคนเรียนน้อย แต่คนเรียนชอบเรียนมากคือ วิชาทำอาหาร ใช่ไหม ถึงกับไปต่างประเทศ เรียนอย่างนี้ คิดดู กี่คนเรียนอย่างนี้ แต่ว่าเขาสะสมมา อุปนิสยโคจร เพราะว่าตอนเป็นเด็ก คุณพ่อคุณแม่ท่านก็เล่าให้ฟังว่า ลูกคนนี้ไม่ชอบเรียนหนังสือ ไม่ไปเรียน แต่พอทำกับข้าว สนใจทันทีเลย จนกระทั่งศึกษาตามแนวที่สนใจ
เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า ธรรมต่างหาก ใครไปทำอะไรได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเป็นปัจจัยที่จะให้สิ่งใดเกิดขึ้นโดยฐานะ โดยสภาพของตนๆ แม้แต่สี ชอบสีแดง หรือสีฟ้า หรือสีเทา มีคนหนึ่งพอเลือกๆ กันไป เขาบอกเขาชอบที่สุดคือสีเทา เขาก็บอกได้เลย อาศัยความพอใจแต่ละครั้งที่เกิดขึ้น อย่างคนที่ชอบสีแดง ก็อาจจะมีรถยนต์สีแดง มีเสื้อผ้าสีแดง มีม่านหน้าต่าง อะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนไป ค่อยๆ ทีละน้อย ทีละน้อย จนเต็มบ้านนั่นแหละ ก็แสดงถึงอุปนิสยะ เป็นที่อาศัยที่มีกำลัง คิดถึงอะไร สีนั้นทันที มากกว่าสีอื่น
อ.วิชัย แต่ว่าถ้ากล่าวถึงอารมณ์ที่จะเป็นเหตุให้ปัญญาเจริญ ก็ต้องต่างกับอุปนิสัยทั่วไป
ท่านอาจารย์ แน่นอน อันนี้แยกเลย ว่าต้องเป็นเรื่องของธรรมที่ได้ยินได้ฟัง เป็นอุปนิสยโคจร ไม่คิดถึงเรื่องอื่นเลย ใช่ไหม แต่ว่าคิดถึงวันนี้จะทำอะไร คุณวิชัยจะตัดต่อเทป จะทำอะไร เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรืออะไรต่างๆ ก็เป็นสะสมมาที่จะมีกำลังที่จะทำให้เกิดขึ้น ทำไมคนอื่นไม่เป็นอย่างนี้ แต่ละหนึ่งคน ก็แล้วแต่ อุปนิสยโคจร อารมณ์ซึ่งเป็นที่อาศัย ที่เสพคุ้น จนมีกำลังที่เกิดขึ้นแสวงหา
อ.วิชัย แสดงว่าพระธรรมแต่ละคำ ที่เป็นคำจริง เมื่อเป็นอารมณ์แก่จิตที่เสพคุ้นจนเป็นอุปนิสัย ที่จะเข้าใจในสิ่งนั้นได้
ท่านอาจารย์ ถึงจะเข้าใจได้ ถึงจะเข้าใจบ่อยๆ ถึงจะชีวิตอยู่เพื่อเข้าใจธรรม เพราะไหม มีชีวิตอยู่เพื่อเข้าใจธรรม อุปนิสยโคจร
อ.วิชัย เห็นความสำคัญว่า ถ้าไม่มีอารมณ์ที่เป็นคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจเลย
ท่านอาจารย์ และถ้าเพียงเล็กน้อย ไม่สนใจ ไม่ได้เสพบ่อยๆ ใช่ไหม ไม่ได้ฟังบ่อยๆ ไม่ได้ตรึกถึงบ่อยๆ ไม่ได้เห็นประโยชน์ ไม่มีที่จะเป็นอุปนิสยโคจร ที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อเข้าใจธรรม จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร รับประทานอาหารเช้าอิ่มแล้ว หมดแล้ว เบื่อแล้วด้วยซ้ำไป พอใครรู้ว่า คนนี้ชอบอะไร เอาไปให้ รับประทานจนเบื่อ ไม่แตะต้อง คนนั้นที่เอามาให้ ก็ยังคิดว่ายังชอบอยู่ เห็นไหม นี่แหละก็แสดงให้เห็นว่า อุปนิสยโคจร อารมณ์นั้นที่เสพบ่อยๆ
อ.วิชัย หมายความว่า การฟังธรรมก็ตาม หรือว่าสนทนาธรรมก็ตาม ก็มีอารมณ์ที่ปรากฏให้จิตเกิดขึ้นเสพคุ้น จนมีกำลังที่จะให้ปัญญาเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ ใช่ มีใครบ้าง ในพวกเราที่ไม่เปิดวิทยุฟัง ตามรายการที่ออกอากาศ เห็นไหม แล้วแต่ใช่ไหม มากหรือน้อย เริ่มที่จะเป็นอุปนิสยโคจร
อ.วิชัย แล้วถ้ามีกำลังถึงกับเป็น อารักขโคจร
ท่านอาจารย์ อารักขะ วันนี้เราไม่ไปเที่ยว เราจะมาสนทนาธรรม
อ.วิชัย กำลังของกุศลที่เจริญขึ้น ที่จะเป็นไป
ท่านอาจารย์ อารักขาไม่ให้อกุศลเกิด
อ.วิชัย แต่นี้หมายถึงโคจร ต้องหมายถึงอารมณ์ด้วยหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ แน่นอน จิตเกิดไม่มีอารมณ์ไม่ได้ ก็เรามาที่นี่อารมณ์ทั้งนั้นเลย อยู่ได้ ด้วยอย่างไรถ้าไม่มีอารมณ์ ฟังอย่างไร ไม่มีอารมณ์
อ.วิชัย คำจริงทั้งหมดที่ฟังที่เป็นอุปนิสัย ให้เกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ที่จะไม่เห็นผิด
ท่านอาจารย์ อารักขา อย่างท่านผู้หนึ่ง ท่านก็บอกว่า เคยฟังที่ดิฉันกล่าวไว้ว่า ข้ามถนนยังต้องมีสติ ที่เขาใช้ๆ กัน แล้วเห็นไม่ต้องมีสติหรือ ไม่ต้องอารักขาหรือ นั่นอารักขากายที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ แต่นี่รักษาใจ ให้พ้นจากการติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ทางตาก็มีการอารักขา อินทรียสังวรศีล ทุกคำสอดคล้องกันหมด เป็นประโยชน์ทั้งหมด ยังดีที่เรามีพระไตรปิฎกครบถ้วน มีอรรถกถา มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ผู้ที่ได้รู้ภาษาบาลีได้เข้าใจ แล้วก็นำความลึกซึ้งของภาษามาให้ได้เข้าใจยิ่งขึ้น แต่ต้องเข้าใจธรรม เพราะเพียงเข้าใจภาษาพูดได้ แต่ไม่เข้าใจธรรมมีมาก ก็เด็กๆ พูดภาษาไทย เข้าใจธรรมหรือเปล่า ชาวมคธ เขาก็พูดภาษามคธี เด็กๆ แล้วเขาเข้าใจธรรมหรือเปล่า
อ.วิชัย จนถึงที่เป็นอุปนิพันธะ คืออารมณ์ที่สติเข้าไปผูกพันไว้
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าบังคับสติได้ไหม ทำสติได้ไหม ใช้สติได้ไหม ถ้าไม่มีปัจจัย สติก็ไม่เกิด เมื่อมีปัจจัยมาก จะไม่ให้สติเกิดได้ไหม
อ.วิชัย ก็ไม่ได้ ดังนั้นตั้งแต่อุปนิสยโคจร อารักขะ จนถึง อุปนิพันธะ คือเป็นความเจริญขึ้น แต่ว่าต้องเป็นไปตามลำดับ
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะฉะนั้นทรงแสดงนัยโดยประการทั้งปวง โดยสัมปชัญญะ หรือว่าโดยสติปัฏฐาน หรือว่าโดยพระสูตรต่างๆ โดยอินทรียะ โดยอริยทรัพย์ โดยอะไรทั้งหมด เพื่อค่อยๆ ให้เห็นประโยชน์ และค่อยๆ น้อมมาสู่การที่จะมั่นคง เป็นอุปนิสยโคจร
อ.วิชัย ดังนั้นการสะสม ก็คือในแต่ละชาติที่เจริญขึ้นของกุศลธรรม
ท่านอาจารย์ แน่นอน แน่นอน ชาติก่อนไม่รู้ ใครเป็นอะไร อยู่ที่ไหน แต่ถ้าไม่เคยฟังพระธรรมเลย ไม่มีทางที่จะได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้น ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดสำหรับต่อไปในสังสารวัฏ ไม่ใช่แค่ชาติเดียว ยังต่อๆ ไปอีก ก็มีเชื้อที่ได้ยินได้ฟังธรรม ได้เข้าใจ แล้วลองคิดดู มี ๓ ชื่อ คุณวิชัยทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
อ.วิชัย ๑ ก็คืออุปนิสยโคจร ๒ อารักขโคจร ๓ อุปนิพันธโคจร
ท่านอาจารย์ ถ้าใครมุ่งจะจำชื่อ เห็นไหม แต่ว่าแทนที่จะมุ่งจำชื่อ เข้าใจเลยว่าเราขาดการฟังได้ไหม ถ้าเราขาดการฟัง เราก็ไม่มีอุปนิสัยที่จะฟังสิ่งที่มีประโยชน์ เราก็เหมือนคนอื่นๆ เขา ที่เขาไม่เห็นค่า ไม่เห็นประโยชน์เลย ใช่ไหม แล้วถ้าเราไม่ฟังจริงๆ อกุศลเกิดบ่อยไหม อะไรจะมาอารักขา ใช่ไหม แต่แทนที่จะไปคิดถึงชื่อว่า นี่อารักขามาแล้ว นี่อุปนิสยโคจร แทนที่จะไปสนใจในเรื่อง ในชื่อ เพราะบางคนอยากจำเลย และก็อยากรู้ชื่อ แทนจะเข้าใจความสำคัญของการที่สิ่งนี้แหละขาดได้ไหม สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่จะค่อยๆ เป็นนิสัยประจำตัวเลย โดยที่คิดถึงอารมณ์นั้น ไม่คิดถึงอารมณ์อื่น ลืมหรือยัง ๓ ชื่อ แต่ถ้ามีความเข้าใจเหตุผล ว่าทุกคนนิสัยต่างกัน เพราะอะไร เพราะการที่ว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ให้จำ ให้รู้มาก ทำให้เป็นนิสัย หรือมีกำลังที่จะเกิดขึ้นบ่อย ชอบปลาบ้าง บางคนชอบกุ้งบ้าง บางคนชอบผักบ้าง ก็เป็นอารมณ์ของจิตในแต่ละวัน ใช่ไหม จนเป็นอุปนิสัย แต่ว่าไม่ใช่อุปนิสัยในการเข้าใจธรรม จนกว่าจะมีการได้ยินได้ฟัง ค่อยๆ เห็นประโยชน์เป็นอุปนิสยโคจร เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์เหนืออย่างอื่นหมด ที่จะนำไปสู่โคจรต่อไป คือ อารักขาให้เราไม่ไปใช้เวลาที่ไม่เป็นประโยชน์ เท่ากับการได้ฟังพระธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1141
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1142
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1143
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1144
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1145
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1146
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1147
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1148
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1149
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1150
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1151
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1152
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1153
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1154
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1155
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1156
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1157
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1158
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1159
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1160
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1161
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1162
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1163
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1164
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1165
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1166
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1167
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1168
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1169
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1170
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1171
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1172
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1173
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1174
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1175
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1176
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1177
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1178
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1179
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1180
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1181
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1182
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1183
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1184
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1185
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1186
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1187
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1188
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1189
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1190
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1191
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1192
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1193
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1194
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1195
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1196
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1197
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1198
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1199
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1200