ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980


    ตอนที่ ๑๙๘๐

    สนทนาธรรม ที่ ศูนย์การค้าสยามนครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕


    ท่านอาจารย์ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย วันนี้เป็นอย่างนี้ พอถึงตอนเย็นก็เป็นตามเหตุตามปัจจัย พรุ่งนี้ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่เริ่มเข้าใจความจริง ดีกว่าไม่รู้เหมือนเดิมเพิ่มขึ้น

    อ.อรรณพ การฟังด้วยดีจริงๆ คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่พ้นขณะนี้ เพิ่งฟังกันอยู่เมื่อครู่นี้เอง แล้วอย่างไร เข้าใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นฟังต้องมีการได้ยิน ต้องมีเสียงกระทบหู แล้วก็ได้ยินเฉพาะเสียงนั้นด้วย แล้วก็ต้องเข้าใจว่าเสียงนั้นหมายความถึงอะไร มิฉะนั้นแล้วเราจะรู้ไหม คนพูดภาษาอื่นซึ่งไม่ใช่ภาษาไทย ฟัง ได้ยิน จำได้ แต่ไม่รู้คำแปลก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีหลายอย่าง คือ ๑ ต้องมีได้ยินแน่นอน ได้ยินแล้วก็ไม่ฟังก็มี ไม่สนใจว่าพูดว่าอะไรจึงไม่ฟัง เมื่อได้ยินแล้ว ฟังว่า ถามว่าอะไร หรือพูดว่าอะไร ก็ต่างกับเวลาที่ไม่สนใจที่จะรู้ เพราะฉะนั้นได้ยินเสียงจริง ฟังแล้วรู้ และเข้าใจว่าเสียงนั้นหมายความถึงอะไรก่อน น่าสนใจไหม หรือว่าไม่ชอบเลย แต่ว่าไม่ใช่เพียงแต่ได้ยิน เพราะยังมีคิดด้วยว่าเสียงนั้นพูดถึงอะไร หมายความว่าอะไร แต่ละคำ แต่ละคำ ได้ยินแล้ว ตั้งใจฟังแล้ว แต่ว่าเป็นคนละภาษา ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น เราได้ยินแน่นอน และบางคนก็พยายามที่จะเรียนภาษา จึงมีการตั้งใจฟังแต่ละเสียงแต่ละเสียง เพื่อที่จะได้ค่อยๆ เข้าใจภาษานั้นก็มี แต่บางคนก็ไม่สนใจเลย แต่ก็รู้ว่าเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของภาษาเรา ที่เราพูดกันทุกวัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราหมายความว่าจะคาดคั้นเอาให้ได้ ว่าฟังตรงไหน อย่างไร แต่ก็เป็นชีวิตปกติประจำวัน ซึ่งทุกอย่างเป็นความจริง แต่เราไม่เข้าใจความจริงนั้นละเอียดพอที่จะรู้ว่าแต่ละขณะไม่มีใครเลยทั้งสิ้น แม้แต่เสียงปรากฏต้องมีธาตุรู้ นี้คือเริ่มฟัง ไม่เหมือนเมื่อครู่นี้พูดคำอะไร แต่ตอนนี้พูดว่าขณะที่มีเสียงปรากฏ ต้องมีธาตุรู้ ฟังว่าต้องมีธาตุรู้ เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ความหมายของคำว่าธาตุรู้ ได้ยินเข้าใจได้ว่า พูดว่ามีธาตุรู้ เข้าใจ แต่ธาตุรู้เป็นอย่างไรไม่รู้

    เพราะฉะนั้นเมื่อฟังแล้วจึงสามารถที่จะรู้ว่าได้ฟังอะไร และเข้าใจคำนั้นหรือไม่ ถ้าเข้าใจคำนั้นว่าเป็นคำถาม แล้วพิจารณา ตอบให้ตรงคำถาม ก็คือว่าเราฟังคำถามนั้น จนรู้ความหมายของคำถามนั้น เเล้วก็ตอบตรงคำถามนั้นด้วย ก็เป็นเรื่องธรรมดาเดี๋ยวนี้เองกำลังได้ยิน เมื่อครู่นี้พูดว่าอะไร ไม่ใช่ผ่านไป แต่มีคำที่ "ถามว่า" นี่ก็เป็นคำถาม เพราะฉะนั้นก็คือฟัง และก็เข้าใจความหมายของคำที่ได้ฟังด้วย แต่เรื่องจะรู้หรือไม่รู้อีกเรื่องหนึ่ง ฟังแล้วก็ตอบไม่ได้ก็มี แต่ก็ฟังแล้วได้ยินแล้ว รู้ว่าถามอะไรด้วย

    มีที่พึ่งคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงพระธรรม แต่เราฟังไม่กี่คำ เพราะฉะนั้นเรายังจะเข้าใจทั่วถึงความจริงของสิ่งที่เป็นหนึ่งโดยตลอดยังไม่ได้ เช่นได้ยินคำว่าความเพียร ยังไม่รู้จักคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เคยได้ยินได้ฟัง แต่ก็ว่าคนนั้นขยัน คนนี้ขี้เกียจ นี่คือเราคิดเอง คนนี้ต้องเพียรทำสิ่งที่ยากหรือว่าขยันทำบ่อยๆ ถึงจะสำเร็จ ถ้ายังไม่ทันจะเสร็จเลยก็หยุดแล้ว คนๆ นั้นก็ขาดความเพียร นั่นคือเราคิดเอง แต่ธรรมลึกซึ้งกว่านั้น ใครจะรู้ว่าเพียงแค่ยกมือ ต้องมีวิริยะที่จะยก เคี้ยวอาหารมีความเพียรไหม ต้องมี เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดยิบ เพราะตรัสรู้ เราไม่ได้ตรัสรู้ แล้วก็ประมาณเอาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่ไม่รู้ตัวธรรมแต่ละหนึ่งจริงๆ เพราะสิ่งที่มีจริง และเป็นธรรม หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง ความเพียรเป็นความเพียร ความโกรธเป็นความโกรธไม่ใช่ความเพียร แต่ไม่มีใครรู้ว่าขณะที่โกรธก็มีความเพียร เพราะฉะนั้นเราคิดธรรมเองไม่ได้เลย เราประมาทมากเพราะว่าเราไม่ได้ตรัสรู้ ต้องฟังให้เข้าใจคำว่าธรรม มีจริง ลึกซึ้ง แต่ฟังแล้วสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าขณะไหนมีเพียร ขณะไหนไม่มีเพียร แต่เราคิดว่าคนขี้เกียจไม่มีความเพียร แต่อะไรที่เกิดหลังเห็น เพียรแล้ว ละเอียด แค่ชอบนิดเดียว แค่ชอบ เมื่อครู่นี้ชอบไม่มี แล้วเกิดชอบขึ้นนี่มีความเพียรเกิดร่วมกับความชอบ และที่จะจากไม่มีชอบก็มีชอบ และก็มีเพียรร่วมด้วยในขณะนั้น

    เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้ที่ละเอียด ไม่ใช่พยายามที่จะไปเข้าใจทุกแง่มุมของพระธรรมโดยนัยนี้นัยนั้น แต่เริ่มจากรู้ความจริงก่อน ด้วยความมั่นคงว่าจะเข้าใจธรรมจริงๆ ต่อเมื่อเริ่มเข้าใจว่าไม่มีเรา แต่มีธรรมที่ละเอียด และลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นจึงฟังเพื่อจะได้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะศึกษาโดยนัยของขันธ์ ธาตุ อายตนะ จากตำราเล่มนั้นเล่มนี้ พระสูตรบ้าง พระอภิธรรมบ้าง เพื่อให้มีความเข้าใจจริงๆ ว่าไม่ใช่เรา แต่ไม่ใช่ไปขวนขวายอยากจะเข้าใจทุกคำแล้วก็ลืมว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นฟังทั้งหมด เพื่อไม่ลืมว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เราแต่เป็นอะไร ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ว่าเพียรก็ไม่ใช่เรา และเพียรเกิดเมื่อไหร่ขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ใครจะรู้หนึ่งขณะที่เกิดเห็นไม่ต้องเพียรเพราะอะไร เพราะมีปัจจัยคือกรรม ที่ทำให้ต้องเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เลือกไม่ได้ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ หรือสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เราเลือกเห็นไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เราตั้งใจว่าเราจะไปซื้อของ จะไปร้านเพชร จะเลือกอย่างนั้นอย่างนี้ ขณะนั้นเลือกไม่ได้ อาจไม่มีของที่จะเลือก หรือเกิดหกล้มต้องเข้าโรงพยาบาล ก็ไม่ถึงสถานที่ที่จะไป เพราะฉะนั้นทุกอย่างให้มีความมั่นคงว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จึงไม่ใช่เรา แต่ขณะที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่มีสิ่งเดียว แต่มีหลายอย่าง ซึ่งไม่ปรากฏ เช่นในขณะที่กำลังเห็น เห็นปรากฏว่ามีเห็นกำลังเห็น แต่อย่างอื่นไม่ได้ปรากฏเลย แต่มีร่วมด้วย มิฉะนั้นเห็นก็เกิดไม่ได้ นี่คือความลึกซึ้ง ถ้าไม่ได้ฟังก็ไม่รู้เลย เราก็ทำให้เห็นเกิดขึ้นได้ เราจะเห็น เราจะดู เราจะอ่าน เราจะไปดู เป็นต้น แต่ความจริงแม้แต่เห็นเอง ก็มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดขึ้น จะไปดู เดินทางไป แต่ถ้าเกิดตาบอดก็ไม่เห็น

    เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อรู้ว่าความจริงของธรรม ต้องเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยมากมายที่จะทำให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นผลของการกระทำที่ได้กระทำไปแล้ว เราพูดอย่างนี้เหมือนง่ายๆ แต่ไม่รู้เลยว่าเกิดมานี้ขณะไหนเป็นผลของกรรม และขณะไหนไม่ใช่ผลของกรรม จะเอาไปรวมกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจคร่าวๆ แต่เป็นจริงทุกขณะ เมื่อเกิดแล้วเกิดเป็นผลของกรรมแน่นอน หนึ่งปัจจัยแล้ว แล้วต่อจากนั้นก็มีเห็น มีได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ๕ ทาง นี้เป็นผลของกรรมแน่นอน เลือกไม่ได้ เดี๋ยวเจ็บแขน เดี๋ยวปวดหัว เลือกไม่ได้เลย เกิดทางกายใช่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏในโลกนี้ และไม่ว่าอะไรทั้งหมดต้องปรากฏหนึ่งใน ๕ ทาง ตลอดชีวิตมีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทางที่ ๖ เป็นคิดนึก ไม่ใช่ผลของกรรม

    เพราะฉะนั้นให้มีความมั่นคง จะเห็นที่นี่ วันนี้ พรุ่งนี้จะเห็น แต่เฉพาะเห็นเป็นผลของกรรม เฉพาะได้ยินเป็นผลของกรรม ที่สามารถปรากฏ ทั้งๆ ที่ผลของกรรมขณะอื่นก็มี แต่ไม่ได้ปรากฏ เพราะฉะนั้นชีวิตจริงๆ ที่จะปรากฎผลของกรรมก็คือว่าขณะที่เกิด ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วเราต้องละเอียดกว่านั้นอีก ต่างกันอย่างไร ขณะที่เกิดกับขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน ขณะที่ได้กลิ่น ขณะที่ลิ้มรส ขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ๕ ทาง ต่างกันอย่างไร ขณะที่เกิดเป็นผลของกรรมจริง แต่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เป็นต้นเหตุที่จะให้กรรมเกิดขึ้นในชีวิต เห็นบ้าง ได้ยินบ้างไปจนตาย แต่เมื่อเห็นแล้ว ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ตามการสะสมที่เคยสะสมมา ที่จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ใครชอบสีฟ้าบ้าง อีกคนหนึ่งชอบสีเหลือง อีกคนหนึ่งชอบสีชมพู เห็นสีฟ้าด้วยกัน คนหนึ่งชอบ คนหนึ่งไม่ชอบ เพราะฉะนั้นเห็นไม่ต่างกัน เป็นผลของกรรม แต่ชอบหรือไม่ชอบไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นผลของการสะสมกุศล และอกุศล และกิเลสทั้งหลาย

    เพราะฉะนั้นก็เริ่มเข้าใจความเป็นธรรมละเอียดขึ้นทุกขณะ ทั้งหมดในชีวิตไม่ว่าขณะไหน เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าเป็นผลก็แค่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสหลังจากเกิด เพราะฉะนั้นหลังจากเกิด ขณะที่ไม่เห็นมีใหม ขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีไหม นี่คือฟังเข้าใจ ไตร่ตรอง ก็ตอบ ตอบได้ เพราะเป็นชีวิตจริงๆ

    เกิดแล้วก็มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่เป็นผลของกรรม ฟังแล้ว ได้ยินแล้วด้วย เข้าใจความหมายของคำด้วย พิจารณาเพื่อจะตอบ เพราะนี่เป็นคำถาม นี่คือการฟัง และเข้าใจคำถามก็ตอบตรงคำถาม เพราะฉะนั้นชีวิตจริงๆ ลองคิดสักนิดหนึ่ง ก็ตอบได้ มีขณะไหนอีก ฟัง ถามเรื่องฟัง ตัวอย่างของการฟัง ผลของกรรมตอนเกิดนี่แน่นอนหนึ่งขณะนั้น จะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ผลของกรรม หลังจากนั้นในชีวิตที่จะเป็นผลของกรรมก็คือ เมื่อเห็นเลือกไม่ได้ เห็นสิ่งที่น่าตกใจน่ากลัวกลางถนน เห็นรถชนกัน ก็เลือกไม่ได้ แต่คนอื่นก็ไม่เห็น หูได้ยินเสียง บางคนก็ได้ยินเสียงที่เขาต้องการให้คนอื่นได้ยิน คำไม่เพราะเลย วาจาไม่ดี แต่คนนั้นไม่ได้ยิน แล้วเราได้ยิน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะให้คนอื่นได้ยิน นอกจากคนนั้น แต่คนนั้นก็ไม่ได้ยิน คนอื่นได้ยิน เป็นผลของกรรมเลือกไม่ได้ ได้กลิ่นก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้อาจจะมีกลิ่นแล้วก็หายไป แต่ขณะที่ได้กลิ่นดีหรือไม่ดีแล้วแต่กรรม ลิ้มรสเช่นเดียวกัน ทางกาย ไม่สุขก็ทุกข์ แล้วแต่ว่าทำอะไรไว้ที่เป็นเหตุ ผลคือสิ่งที่ไม่น่าพอใจกระทบ เกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข ขณะนั้นก็เป็นผลของกรรม เลือกได้ไหม ยุงจะกัดเมื่อไหร่ จะเจ็บไหม หรือว่าอากาศกำลังพอดี ไม่เย็น ไม่ร้อน สบายดี หรือว่าร้อนจัดมาก บางคนถึงกับปวดศีรษะก็ได้ เลือกไม่ได้เลย เหล่านี้มีเมื่อไหร่ให้รู้ได้ว่าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วชาติไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้เมื่อกรรมนั้นพร้อมที่จะให้ผล ไม่เห็นไม่ได้ ไม่ได้ยินไม่ได้ แล้วแต่ว่ากรรมนั้นจะให้ผลทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ใช่หรือไม่ว่าชีวิตประจำวันที่เป็นผลของกรรมที่ปรากฏ มีผลของกรรมอีกแต่ไม่ปรากฏ แต่ที่ปรากฏก็คือว่าเดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส เมื่อไหร่ รู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นผลของกรรม ชั่วขณะนั้นเท่านั้น แล้วมีขณะอื่นอีกไหม นี่คือฟังคำถาม เข้าใจคำถามหรือไม่ เข้าใจก็คิดไตร่ตรอง ตอบคำถาม ไม่ใช่พูดเรื่องอื่น นี่คือฟัง ถ้าด้วยดี ก็ไตร่ตรอง

    ผู้ฟัง ผลของกรรมมีขณะอื่นอีกไหม นอกจากกรรม

    ท่านอาจารย์ คือเวลานี้พูดถึงการให้ผลของกรรม หรือผลของกรรม เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น มั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครไปทำให้เห็น ผลของกรรมทำให้เห็น กำลังได้ยินเหมือนกัน เสียงบางเสียงก็ไม่น่าฟังเลย ก็เป็นผลของกรรม ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย คือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส เมื่อครู่นี้ลิ้มรสมากมาย เป็นผลของกรรมทั้งนั้นเลย ว่าจะลิ้มรสอะไร รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเป็นผลของกรรม นอกจากนี้ มีอะไรที่เป็นผลของกรรม ที่สามารถจะรู้ได้

    ผู้ฟัง นอนหลับ

    ท่านอาจารย์ ขณะที่หลับสนิท ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึกใดๆ แต่ยังไม่ตาย เพราะกรรมยังให้เป็นบุคคลนี้อยู่ ไม่ตายแน่ๆ ตราบใดที่กรรมยังทำให้เป็นบุคคลนี้ ต่อเมื่อไหร่กรรมที่ทำให้เป็นคนนี้สิ้นสุด ใครจะไม่ให้ขณะจิตเกิดขึ้นทำกิจ พ้นจากความเป็นบุคคลนี้หนึ่งขณะไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นขณะที่เกิดขณะที่ตายเป็นผลของกรรม ระหว่างที่เกิดแล้ว แล้วยังไม่ตาย ผลของกรรมคือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เมื่อมีความมั่นคงอย่างนี้ก็รู้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีผลของกรรมอื่น ที่ทรงแสดงความละเอียดแต่ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่ใช่มีแต่ธรรมที่เกิดไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม ต้องมีนามธรรมด้วย แต่ว่าเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตามที่ปรากฏ ไม่ใช่เพียงหนึ่งขณะ แต่เป็นหลายๆ ขณะ เป็นนิมิตของสิ่งนั้น เช่นขณะนี้ เห็นอย่างนี้ คือนิมิตของเห็นทั้งนั้น ทั้งเสื้อผ้า ทั้งโต๊ะ ทั้งแก้วน้ำ ขวดน้ำอะไรทั้งหมด ปรากฏรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นนิมิตของทั้งเห็น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เริ่มเข้าใจบ้างไหมว่า คิดว่าเป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริงว่าอยู่ในโลกของนิมิตทุกชาติ จนกว่าจะตื่นขึ้นรู้ความจริงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ตามความเป็นจริง จึงรู้ว่าเป็นธรรม กว่าจะรู้ตัวจริงของธรรม กว่าจะเข้าใจธรรม กว่าจะมั่นคงว่าธรรมเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็ต้องเป็นกาลเวลาที่ค่อยๆ เข้าใจความจริงจากการฟัง การไตร่ตรองเพราะเป็นเรามานานเท่าไหร่ แสนโกฏิกัปป์ แล้วก็เป็นเราหมดเลย เดี่ยวนี้จำอะไรได้ไหม

    ผู้ฟัง จำอาจารย์ได้ จำเหตุการณ์ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เห็นจำได้ไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่เห็น จำไม่ได้

    ท่านอาจารย์ จำเป็นเห็นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จำไม่ใช่เห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จำเป็นธาตุรู้ แต่ไม่ใช่จิตที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้ ตอนนี้ก็มี ๒ คำที่ไม่ลืม ฟังเข้าใจไหม จิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ภาษาบาลีเรียกสิ่งที่ถูกรู้ว่าอารัมมณะ หรืออารัมพณะ แต่คนไทยเรียกสั้นๆ ว่าอารมณ์ เมื่อมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่จิตรู้ เห็นเสียงได้ใหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะเสียงไม่ใช่อารมณ์ของจิตเห็น จิตเห็นจะไปเห็นเสียงไม่ได้เลย และเสียงก็เป็นอารมณ์ของจิตคิดได้ไหม อาจงง เพราะความละเอียด นี่คือการไม่คิดเอง นี่คือการฟังด้วยความเคารพ

    ผู้ฟัง คิดถึงเสียงที่ผ่านมาแล้ว คิดได้

    ท่านอาจารย์ แต่เสียงที่รู้ทางหูดับแล้ว ยังจำ และรู้ได้ไหม

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ ติดกันเลย ระหว่างทางตา กับทางใจที่รู้ต่อ ใครแยกออกเวลานี้ หลังเห็นแล้วต้องมีทางใจ รับรู้สิ่งที่ทางตาเห็น เหมือนเห็นเลย เป็นนิมิตของธาตุรู้ ซึ่งปรากฏแต่เพียงว่าเห็น จิตเกิดก่อนไม่ปรากฏ จิตเกิดทีหลังไม่ปรากฎ จึงเริ่มเข้าใจคำว่านิมิต สิ่งที่เกิดซ้ำๆ ซ้ำ จนปรากฏเป็นหนึ่งเห็น เป็นนิมิตของเห็น หนึ่งได้ยิน เป็นนิมิตของได้ยิน อยู่ในโลกของนิมิต คือโลกที่ไม่รู้ว่าขณะนี้ คำว่าโลกคือแตกดับ กำลังแตกดับทุกขณะ เห็นดับ ได้ยินดับ คิดนึกดับ ทุกอย่างดับหมด จริงหรือไม่ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่ง ความต่างกันระหว่างโลก โลกะ กับโลกุตระ สภาพที่พ้นจากโลก เหนือโลก เหนือการเกิดดับ

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่คิดเอง ถ้าใครฟังแล้วคิดเองรู้เลย นี่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่ถูก คิดได้อย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ กว่าจะตรัสรู้สิ่งนี้ โดยการละความไม่รู้ทีละเล็กที่ละน้อยในชีวิตประจำวัน เพราะต้องเริ่มเข้าใจให้ถูกต้อง ธรรมไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย ทุกขณะในชีวิตประจำวันเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ทั้งหมดปรากฏแล้วหมดไป อาหารที่รับประทานเมื่อครู่นี้อยู่ไหน ไม่เหลือ ตัวเราที่นั่งในห้องอาหารอยู่ไหน ไม่เหลือ มาอยู่ตรงนี้และสักครู่ก็ไม่เหลือ ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจความจริงว่าธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง ธรรมที่เกิดแล้วต้องดับ เมื่อเกิดแล้วจะคงอยู่ไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นที่กำลังปรากฏ ปรากฏเป็นนิมิต เริ่มเข้าใจคำว่านิมิต เพราะก่อนนั้นเราคิดว่านิมิตคือฝัน เมื่อคืนนี้นิมิตว่าอะไร หมายความว่าฝันว่าอะไร แต่เดี๋ยวนี้ เหมือนหรือไม่ คือเหมือนมี แต่ความจริงไม่มี ไม่เหลือ นี่คือตื่นจากความไม่รู้ ไม่ใช่เพียงตื่นจากหลับ ฟัง เข้าใจแล้วใช่ใหม ไม่ใช่ได้ยิน แต่ฟัง

    ผู้ฟัง ในส่วนที่เป็นสังขาร ที่มีสภาพปรุงแต่งที่ปรากฏ ที่เป็นลักษณะเกิดดับ และสภาพที่ไม่ปรุงแต่ง สภาพที่ไม่เกิดไม่ดับมีหรือไม่

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เป็นสภาพอะไร เป็นสภาพอะไร มีจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้มีเห็น

    ท่านอาจารย์ มีจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรจึงกล่าวว่ามีเห็นจริงๆ

    ผู้ฟัง เพราะเห็น เกิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่ใคร เห็น ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง เห็นไม่ใช่เรา ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน ในเห็น

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เข้าใจอย่างนี้ใช่ไหม และขณะนี้เห็นเกิด เห็นดับหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ขณะนี้เห็นมีปรากฏเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ประจักษ์แจ้งการเกิดดับ ของเห็นหรือยัง

    ผู้ฟัง คำว่าประจักษ์แจ้งก็คือ รู้ว่าเห็นกำลังเกิด แล้วก็ปรากฏเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีแข็งไหม

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้มีแข็ง

    ท่านอาจารย์ รู้ได้อย่างไรว่ามี

    ผู้ฟัง กระทบสัมผัส

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้ได้อย่างไร ว่ามีเห็น

    ผู้ฟัง มีจิตรู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเรากำลังคิดใช่ไหม

    ผู้ฟัง มีคิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่เรา เพียงได้ฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงความจริงซึ่งทุกคนฟังเเล้วก็จริง ไม่ได้มีแต่เห็น จำก็มี คิดก็มี เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครไปบังคับ หรือไปทำให้เกิดขึ้นได้ แต่มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ตามปัจจัย จะโกรธนิดหน่อย จะให้โกรธนิดหน่อยเปลี่ยนมาโกรธมากๆ ก็ไม่ได้ แต่เวลาโกรธมากๆ จะให้โกรธน้อยลง หรือไม่มีเลยก็ไม่ได้ นี่คือความเข้าใจความไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และเริ่มเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิด เมื่อมีปัจจัย เมื่อเกิดแล้วก็ดับไป ไม่มีใครยับยั้งได้ จึงเป็นธรรม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    11 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ