ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
ตอนที่ ๑๙๗๓
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น
วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ท่านอาจารย์ คือการที่ขณะนี้เองทุกข์อย่างยิ่งที่จะพ้นไปไม่ได้เลยในสังสารวัฏฏ์ จะต้องมีการเกิดแล้วเกิดอีกตลอดไป ตราบใดที่ยังมีความไม่รู้อยู่ ด้วยเหตุนี้ ต้องรู้ว่าอยากจะพ้นทุกข์จริงๆ หรือเปล่า หรือเพียงแต่ว่าอยากจะพ้นทุกข์กายทุกข์ใจ แต่อยากมีความสุข แต่สุขนั้นก็ไม่เที่ยง มีสุขไหนบ้างที่เที่ยง สุขแสนสุขสักเท่าไร หมดแล้ว อยากจะให้สุขนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นอีก เป็นได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ไม่ซ้ำ แต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย แล้วก็เลือกไม่ได้ ว่าจะให้อะไรเกิดขึ้น สุขระดับไหน ทุกข์ระดับไหน ขณะนี้ที่ยังมีความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ ติดข้องในรูปบ้าง ในเสียงบ้าง ในกลิ่นบ้าง ในรสบ้าง ในการกระทบสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป เป็นต้น ก็รู้จักทุกข์เพียงเท่านี้ แต่ว่าถ้าได้รู้ความจริงเป็นสุขไหม แค่นี้บางคนคิดไม่ถึงเลย และไม่คิดด้วยว่าการเข้าใจความจริงนี้แหละ เป็นสุข ไม่ใช่เป็นทุกข์ แต่แม้กระนั้นก็ไม่เที่ยง นี่คือการที่จะต้องเข้าใจจริงๆ ในทุกอย่าง มิฉะนั้นจะกล่าวว่าเป็นผู้ที่รู้ความจริงไม่ได้ เพราะความจริงถึงที่สุดก็คือว่า ขณะนี้สิ่งที่เกิด และที่เห็นนี้ดับ ทุกอย่างไม่เที่ยงเป็นโลก ซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ สิ่งที่ปรากฏทั้งหมด เป็นนิมิตของสิ่งที่เกิดดับอย่างเร็ว ปรากฏเพียงที่ละหนึ่ง เห็นหนึ่ง ได้ยินหนึ่ง แต่ขณะนี้ไม่ใช่เห็นหนึ่งขณะ มากมายหลายขณะ ซึ่งต้องเกิดและดับสืบต่อกัน แต่ไม่รู้ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป จนกว่าความรู้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเห็นทุกข์เพิ่มขึ้น จึงจะพ้นทุกข์ได้ ตราบใดที่ยังไม่เห็นทุกข์ จะพ้นทุกข์ไม่ได้เลย ยังจะต้องเกิดแล้วก็ดับแล้วก็เห็นไป ได้ยินไป จนกว่าปัญญาสมบูรณ์จริงๆ รู้ว่าสุขยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือการไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เพราะฉะนั้นมีความสุขหลายประเภท เราคุ้นเคยต่อสุขประเภทที่เห็นแล้วก็เป็นสุข ได้ยินแล้วก็เป็นสุข ดนตรีเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อย เป็นต้น เข้าใจว่านั่นสุข แต่สุขนั้นเทียบไม่ได้กับสุขที่สงบจากความไม่รู้ แค่นี้ลองคิดดู ต่างกันมากมายไหม ลิบลับ ขณะนี้มีปัญญาพอสมควรที่จะได้ฟังพระธรรม เข้าใจถูกต้องว่า ธรรมคืออะไร กำลังมีธรรม และได้เริ่มรู้จักธรรม เริ่มเข้าใจธรรม แต่ก็ยังไม่พ้นจากธรรม แต่ว่ามีความสุขไหม ที่ได้รู้ความจริง หรือว่าพอรู้แล้วกำลังเป็นทุกข์กันหมดเลย ความไม่รู้ต่างหากที่เป็นทุกข์ แต่รู้แล้ว รู้คือเข้าใจถูกต้อง ไม่สุขหรือ ต้องเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สุขเพราะไม่รู้ แล้วก็ติดข้อง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส แต่เป็นสุขที่ได้รู้ความจริง ได้เข้าใจความจริงแม้เพียงเล็กน้อย ก็ต่างกับสุขที่เคยเกิดเพราะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่ปรากฏ แต่นี่เป็นความเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย ถ้าเข้าใจมากกว่านี้ จะสุขมากกว่านี้ไหม ทีละเล็กที่ละน้อย เพราะฉะนั้นความสุขมีหลายระดับ สุขที่เกิดจากการได้สิ่งที่น่าพอใจเป็น รูป เสียง กลิ่น รส ซึ่งภาษาบาลี ใช้คำว่า กามะ หรือ กาม มีความหมาย ๒ อย่าง สภาพที่น่าติดข้อง เพลิดเพลิน ยินดี พอใจ มีจริงๆ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายทั้งหมด เป็นกาม เห็นรูปสวย รูปก็เป็นกาม เป็นที่น่าพอใจ เป็นที่น่าติดข้อง ได้ยินเสียงเพราะก็เป็นกาม นำมาซึ่งความยินดี พอใจ ในสิ่งที่ปรากฏ และตัวสภาพที่ยินดีนั้นก็เป็นกาม เพราะเป็นลักษณะที่ติดข้อง ถ้าความติดข้องที่เราใช้คำว่า โลภะบ้าง ตัณหาบ้าง นันทิบ้าง ราคะบ้าง ตามระดับขั้นต่างๆ ไม่เกิด โลกนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะน่ายินดี แต่ทันใดที่เกิดความติดข้อง นั้นคือสภาพธรรมต่างหาก ที่ติดข้องในสิ่งที่น่าพอใจ เพราะเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่างต่างกัน เป็นสิ่งที่น่าพอใจก็มี สิ่งที่ไม่น่าพอใจก็มี แต่เมื่อเกิดความติดข้องขึ้น ความรู้สึกติดข้องเปลี่ยนให้เป็นความไม่ชอบไม่ได้ ชอบทันที ติดข้องทันที มากน้อยต่างระดับ ซึ่งคนอื่นไม่รู้ใช่ไหม นอกจากตัวเอง ได้อะไรแล้วเป็นสุขบ้าง เพชรนิลจินดา หรืออะไร หรือว่าความรู้ความเข้าใจ นี่ก็เป็นสิ่งที่ต่างกัน ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง ความสุขนั้นจะต่างกับความติดข้อง ในรูป เสียง กลิ่น รส ต่างๆ และความสุขมีหลายระดับมาก ความสุขของผู้ที่มีปัญญา เห็นว่าถ้าสงบ ไม่มีการเห็นมีการได้ยินเลยเป็นสุขกว่า เคยคิดไหม
จากโลกนี้ไปยังไม่ได้เลย ยังมีเหตุที่จะให้เกิดเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แต่แม้สุขก็มีหลายระดับ คนที่เห็นโทษของ รูป เสียง กลิ่น รส แสวงหาสิ่งที่ไม่ใช่ รูป เสียง กลิ่น รส และขณะนั้นจิตก็สงบในภาวะที่ไม่ใช่ รูป เสียง กลิ่น รส เป็นความสงบของจิตที่ปราศจากความติดข้องใน รูป เสียง กลิ่น รส พูดสั้นๆ อย่างนี้ แต่ก็หลายอย่างรวมทั้งหมด ที่เป็นที่ติดข้อง มีไหม สักหน่อยไหม ถ้ายังไม่มี ก็คือว่าสุขระดับนั้นยังไม่ปรากฏ แต่ผู้ที่เห็นโทษของการที่จะต้องเห็นแล้วก็สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เขาเห็นโทษของการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสว่าติดข้อง หลง ติดข้อง จริงๆ แล้วถ้าปราศจากสิ่งนั้น ถ้าติดข้องมากๆ ก็เป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งนั้น แต่ถ้าไม่ติดข้องในสิ่งนั้นเลย อะไรจะนำความทุกข์มาให้ แต่จะไม่ให้ติดข้องเป็นไปไม่ได้ ความจริงต้องเป็นความจริง เพราะฉะนั้นหนทางที่จะไม่ติดข้องก็มีความเข้าใจระดับหนึ่งที่เห็นโทษของความติดข้อง ที่ใช้คำว่าเขาไปนั่งทำสมาธิกัน แต่ไม่ใช่สมาธิตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นมิจฉาสมาธิ เพราะเหตุว่าไม่ประกอบด้วยปัญญาไปนั่งอยากที่จะสงบ แต่ไม่รู้ว่าทันทีที่เห็นก็ไม่สงบแล้ว ถ้าสงบจริงๆ ต้องพ้นจากการที่จะรู้ รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เห็นไหมว่าทุกอย่างในโลกนี้มากมายตามเหตุตามปัจจัย แล้วเราอยู่ระดับไหน อยู่ในระดับที่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ติดข้องอะไร สุขอะไร ก็ในระดับต่ำๆ คือใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่สุขที่พ้นจากความติดข้องเพียงชั่วคราว ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็นำความสุขมาให้ ตามระดับขั้นของปัญญา แต่ก็ยังไม่รู้ความจริงที่จะพ้นเลย ไม่ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเลย นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามระดับขั้น ที่ให้เกิดความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ว่ามาทำสมาธิกันเถอะจะได้สงบ แต่ขณะนั้นไม่สงบเลย เพราะเหตุว่าเป็นอกุศล เป็นมิจฉาสมาธิ เพราะไม่ประกอบด้วยปัญญา
เพราะฉะนั้นการศึกษาพระธรรม เป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นเครื่องที่จะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากความไม่รู้ และความหลงทุกระดับ ไม่ว่าจะเกิดที่สวรรค์ หรือเป็นพรหมโลกก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้ จะไม่พ้นจากการที่ติดข้องตามระดับขั้น เพราะการเป็นเทวดาก็ไม่แน่นอนว่าจะต้องเป็นตลอดไป ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก เพราะยังมีเหตุที่จะให้เกิด ความเป็นพรหมพ้นจากความเป็นเทพที่ละความติดข้องใน รูป เสียง กลิ่น รส ได้ และก็มีความสงบเป็นขั้นๆ ก็เกิดในพรหมโลกแต่ละชั้นแต่ละระดับ แล้วก็ยังต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก เพราะเหตุว่าถ้าจะอ่านประวัติของพระสาวกหรือของพระสัมมาส้มพุทธเจ้า ก็จะเห็นได้ว่าการเวียนว่ายตายเกิด หมายความว่า จากนี่ไปนั่น จากนั่นไปนี่ จากความเป็นมนุษย์ไปสู่อะไรก็ได้ใครจะรู้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ความรู้ความเข้าใจถูกต้องเท่านั้นที่จะเป็นความสุข ระดับที่สูงกว่าความติดข้องใน รูป เสียง กลิ่น รส ซึ่งแสนสั้น ชั่วคราว หมดแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย เพราะฉะนั้นความรู้ ในบรรดาสิ่งที่เกิดทั้งหมดไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด และก็ถ้าถึงระดับของปัญญาที่รู้ความจริง ลองคิดดูจะยิ่งสงบ กับการสงบเพียงชั่วคราวระดับของสมาธิไหม เพราะขณะนั้นเป็นสมาธิก็ยังเป็นเรา
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาพระธรรมจึงเริ่มเห็นความจริงที่กำลังมี และเข้าใจสิ่งนั้นถูกต้องตามระดับขั้น และก็สามารถที่จะรู้ได้ ไม่ว่าอะไรที่คนทำไปด้วยความไม่รู้ แต่ใช้คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เช่น สมาธิ แต่พระองค์ตรัส ๒ อย่าง มิจฉาสมาธิ กับ สัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เผินๆ ตื้นๆ เล็กน้อย นิดหน่อย แล้วก็คิดว่า สมาธิก็คือว่าไปนั่งทำสมาธิ ไม่มีปัญญาสงบไม่ได้ จะทำอะไรที่ไหนก็ตามแต่ เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง และจะรู้คุณของพระองค์ต่อเมื่อเข้าใจทุกคำของพระองค์ ละเอียดขึ้น ถูกต้องขึ้น ชาตินี้คงไม่พอ แต่ก็มีพื้นฐานที่มั่นคง เป็นบารมี ในสัจจะ ในความจริงว่า ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากทุกข์ได้ เพราะยังไม่รู้จักทุกข์หลายๆ อย่าง รู้จักเพียงแค่ทุกข์ระดับที่เกิดจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การริ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเท่านั้น เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง ใครจะรู้ความจริงยิ่งกว่านี้บ้าง เพราะความจริงทุกขณะ สามารถเข้าใจได้ และ กำลังปรากฏด้วย ขณะนี้ที่ฟังธรรมะเข้าใจ สงบไหม เห็นไหม พูดถึงแต่สมาธิ แต่รู้ไหมว่าสมาธิคืออะไร เป็นธรรมแน่นอน
กล่าวถึงธรรม ๓ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป สมาธิเป็นธรรมอะไร กว่าจะมั่นคงรู้จริงๆ ว่าจะค่อยๆ คลายความเป็นเราได้ ก็เพราะอาศัยความเข้าใจสิ่งที่มี ละเอียดขึ้นทุกคำ ด้วยเหตุนี้ ศึกษาพระธรรม ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาท มีความเคารพสูงสุดในพระปัญญาคุณ ที่ตรัสรู้ความลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น ได้ยินคำไหนอย่าเพิ่งคิดว่ารู้แล้วทั้งหมด ไม่ใช่เรา ได้ยินเสมอใช่ไหม แต่ก็ยังเป็นเราถูกไหม เพราะอะไร เพราะยังไม่ได้ประจักษ์ความจริง ที่จะปรากฏชัดเจนว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นก็เป็นบารมีที่กำลังมั่นคงในการที่จะไม่หลงผิด และเข้าใจความจริงโดยละเอียดขึ้น รอบคอบขึ้นจึงสามารถที่จะพ้นทุกข์ได้
ผู้ฟัง ส่วนหนึ่งของความทุกข์นี้ก็คือ การที่เรายึดติดกับรูปธรรมถูกไหม
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ก่อนถึงนั่น ธรรมมีจริง เป็นนามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมก็เป็น จิต เจตสิก เพราะฉะนั้นความทุกข์เป็นอะไร ทุกข์เป็นอะไร เห็นไหม ที่พูดมาทั้งหมด กว่าจะประมวลให้มั่นคง กล่าวถึงตั้งหลายทุกข์ใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเป็นทุกข์อื่น ก็ผ่านการรู้ความจริงของทุกข์ในขณะนี้ให้มั่นคง เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าทุกข์คืออะไร อาจจะถามกลับก็ได้ว่า ทุกข์อะไรที่ถาม เอาทุกข์กายก็ได้คืออะไร เป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผุ้ฟัง เป็นทุกขะ ทุกขะ ที่บอกเมื่อสักครู่
ท่านอาจารย์ ชื่อ แต่ทั้งหมดต้องเป็น จิต หรือ เจตสิก หรือ รูป นี่คือความลึกซึ้งของพระธรรม ข้ามไม่ได้เลย ข้ามไปก็คือเราทั้งนั้นที่รู้ เราทั้งนั้นไม่ว่าอะไรก็เราทั้งนั้น แต่ถ้าละเอียดไปจนถึงว่า ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร ก็ต้องชัดเจนขึ้นอีก เพราะฉะนั้น ก็ไม่ข้ามตอนนี้ เอาทุกข์ไหนดี เอาทุกข์กาย ทุกข์กายเป็นอะไร มีจริงไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วเป็นอะไร เป็นจิต หรือ เป็นเจตสิก หรือ เป็นรูป
ผู้ฟัง ถ้าเกิดทุกข์กาย เป็นจิต
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืม จิตไม่ใช่เจตสิก จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ คำนี้ไม่เปลี่ยนเลย ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ไม่จำ ไม่รัก ไม่ชัง ไม่อะไร มีหน้าที่เดียว คือเกิดขึ้นและรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เดี๋ยวนี้เอง สิ่งที่ปรากฏหลากหลายมาก เพราะจิตรู้แจ้งในแต่ละหนึ่ง จึงไม่เหมือนกัน จึงหลากหลาย เพราะจิตรู้แจ้ง เพราะฉะนั้นจิตจึงไม่ใช่เจตสิก ทุกข์ที่เมื่อครู่เลือก ทุกข์ ไหน ทุกข์กาย ใช่ใหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร เป็นธรรมแน่ๆ ใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ธรรมประเภทไหน กาย ทุกข์กายเป็นธรรมประเภทไหน
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่หลงว่ากาย ใช่ไหม เพราะเหตุว่าเป็นความรู้สึก เป็นสภาพรู้จึงรู้สึกได้ ถ้าไม่ใช่สภาพรู้ก็รู้สึกไม่ได้ ต้นไม้ใบหญ้าไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีจิต ไม่มีเจตสิกแน่นอนใช่ไหม เป็นเจตสิกใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เจตสิกอะไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เป็นความรู้สึก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า เวทนาเจตสิก เป็นความรู้สึกเห็นไหม แม้แต่คำพูดในภาษาไทยนี่ก็คลาดเคลื่อนได้ แทนที่จะบอกว่าเวทนา (เว-ทะ- นา) ก็บอกว่าเวทนา (เวด-ทะ-นา) น่าเวทนา (เวด-ทะ-นา) บางคนน่าสงสารมาก แต่เวทนา (เว-ทะ- นา) เป็นความรู้สึก เป็นธรรมหนึ่ง ไม่ใช่เกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่เมื่อมีจิตรู้แจ้งสภาพธรรมนั้นเกิดกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต สภาพนั้นเป็นความรู้สึกที่ต้องเกิดกับสิ่งที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้นความรู้สึก ธรรมดาๆ ทุกวันๆ ก็ไม่พ้นจาก ทุกข์กาย ทุกข์ใจ สุขกายสุขใจ ภาษาบาลี ทุกขะ ก็คือสภาพที่ไม่น่าพอใจ ถ้าโทมนสฺส เป็นทางใจ กายสบายดีแต่เสียใจ เห็นไหม เพราะฉะนั้นโทมนสฺส ไม่ได้หมายความถึงทุกข์กาย แต่หมายความถึงทุกข์ใจ ทุกขกายวิญญาณ ไม่ได้หมายความถึงทางใจ แต่หมายความถึงทางกาย ถ้าเป็นฝ่ายดี ก็เป็นโสมนสฺส มีความสุขใจ ถ้าเป็นทางกายก็เป็นสุขกาย สุขกายไหม อากาศเย็นๆ หรือว่าเย็นมากก็ทุกข์กาย
เพราะฉะนั้น สุข กับ ทุกข์ เป็นเรื่องของกาย โสมนัส กับ โทมนัส เป็นเรื่องของใจ แล้วก็ยังมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง ใช้คำว่า อทุกขมสุข ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ บางครั้งก็ใช้คำว่า อุเบกขา เฉยๆ ขณะที่เห็น มีความรู้สึกไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ มีจิตต้องเกิดกับเจตสิกใช่ไหม จะให้จิตโดดๆ เกิดขึ้นมาเป็นจิตเท่านั้นไม่ได้ ต้องมีธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ปรุงแต่งเป็นสังขารธรรม อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่เกิดตามลำพัง เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตหนึ่งขณะเกิด ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง เพราะสภาพของเจตสิกเกิดโดยไม่มีจิตไม่ได้ และสภาพของจิตจะเกิดขึ้นตามลำพังโดยไม่มีเจตสิตก็ไม่ได้ ต้องอาศัยกันและกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น แต่จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก หลากหลายมาก จึงใช้คำว่าปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในขณะที่จิตหนึ่งเกิดขึ้น ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่จิตหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นทรงแสดงโดยประเภทของจิต ว่าบางจิตก็มีเจตสิกเกิดหลายประเภท บางจิตก็มีเจตสิกเกิดน้อยกว่า ไม่มากเท่าจิตอื่น กำลังเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท เริ่มเป็นความรู้ความเข้าใจในความไม่ใช่เรา ทีละเล็กทีละน้อยๆ ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนไปเลยทุกขณะต่างกันไปแต่ละคน ตามเหตุตามปัจจัย ไม่เหมือนกันเลยสักคน และในคนเดียวกันก็ต่างกันไปแต่ละขณะ ไม่ซ้ำกันด้วย เกิดและดับไปไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม เพื่อละความไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งความติดข้อง ไม่พ้นไปได้เลย เกิดเป็นนกก็ได้ นกมีจิตไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีเจตสิกไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีรูปไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีรูป มีแต่จิต เจตสิก จะรู้ว่าเป็นนกได้ไหม ไม่มีรูปใดๆ เลย เพราะฉะนั้น เพราะรูปหลากหลาย จึงทำให้ปรากฏว่า เป็นนกบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นงูบ้าง เป็นปลาบ้าง แต่เห็นเป็นเห็น เป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรม ไม่ สามารถที่จะเปลี่ยนได้เลย มีความสุขไหม ที่รู้ความจริง แม้น้อย ต้องน้อยแน่ เพราะเหตุว่าไม่ใช่รู้มาก แต่ถ้าประจักษ์แจ้งจะปิติไหม แสดงตามขั้น ตามระดับตามความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ การฟังจึงต้องฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่ไปพูดคำที่เขาพูดกันแต่ไม่รู้เรื่อง สมาธิ แต่อะไรเป็นสมาธิ เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก เป็นเจตสิกประเภทไหน ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าไม่ใช่ผู้รู้ ก็ยังเป็นชาวไมรู้ ไม่ว่าชาวไหนทั้งสิ้น ก็เป็นชาวไม่รู้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ต้องละเอียด ตอนนี้รู้จักทุกข์แล้วใช่ไหม รู้จักเวทนาไหม
ผู้ฟัง เวทนารู้จัก
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นความรู้สึก
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร ธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม มีจริงๆ มีลักษณะที่ใครเปลี่ยนไม่ได้เป็นอภิธรรม คือ จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก รูปเป็นรูป เพราะฉะนั้นความทุกข์ ความรู้สึก เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก กับ เวทนา
ท่านอาจารย์ เจตสิก เวทนาเจตสิก เริ่มรู้จักเจตสิกหนึ่งแล้ว อยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง อันนี้ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ก็อยู่ที่จิต เห็นไหม ก็เกิดพร้อมกัน แล้วก็ดับพร้อมกันด้วย จะให้ไปอยู่ไหน ที่ไหนก็ไม่มีเจตสิก นอกจากที่จิต เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ มีจิต มีเวทนาเจตสิกไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิกหนึ่ง ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยๆ แต่มั่นคง ถึงไม่ต้องมีตัวหนังสือเลย ถึงตัวหนังสือจะบอกว่าเวทนาเจตสิก แต่ถ้าไม่รู้ว่าคืออะไร ก็เปล่าประโยชน์ ได้แต่จำว่าเวทนาเจตสิก แต่เป็นความรู้สึกซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกประเภททุกขณะ ไม่ว่าจิตนั้นรู้อะไร ต้องมีความรู้สึกต่อสิ่งนั้นอย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ความรู้สึกเฉยๆ หรือ ความรู้สึกทุกข์ หรือ สุข หรือ ดีใจ หรือ เสียใจ เกิดพร้อมกันไม่ได้ เพราะลักษณะต่างกัน สุขกายต้องเป็นสุขกาย สุขใจต้องเป็นสุขใจ ทุกข์กายต้องเป็นทุกข์กาย ทุกข์ใจต้องเป็นทุกข์ใจ เฉยๆ จะเป็นสุขไม่ได้ จะเป็นทุกข์ไม่ได้ จึงมีคำว่า อทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์ เดี๋ยวนี้มีไหม คนอื่นจะรู้ไหม นอกจากตัวเอง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง ก็รู้ไม่ได้ เพราะเกิดดับเร็วมาก เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเฉยๆ สลับกันไป สลับกันมา ยากที่จะรู้ได้แต่จะรู้ได้ต่อเมื่อได้พิจารณาคำที่ได้ฟัง ว่าจริงไหม
เพราะฉะนั้นค่อยๆ รู้ แม้ว่าเวทนาเองก็เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณ และก็สลับกันไป สลับกันมา แต่ยังสามารถที่จะเพิ่มความเข้าใจถูกต้อง ทีละเล็กทีละน้อย นี่คือการศึกษาธรรม ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ ไม่ใช่ศึกษาธรรม เพราะเดี๋ยวนี้เป็นธรรม จะไปหาธรรมที่อื่นมาศึกษาได้หรือ
ผู้ฟัง ขอเรียนถาม ผลของกรรมอย่างไร ทำไมคุณพ่อคุณแม่ช่วยเขา เขาถึงได้หายจากหูหนวกได้ เพราะอะไร
ท่านอาจารย์ กรรมมีจริงไหม
ผู้ฟัง กรรม มีจริง
ท่านอาจารย์ รู้ว่ากรรมมีจริง หมายความว่าต้องรู้จักกรรมใช่ไหม ว่ากรรมเป็นอะไรจึงมีจริง
ผู้ฟัง กรรมเป็นการกระทำ เพราะฉะนั้นเรากระทำทุกเวลาก็เลยมีกรรม
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้อะไรๆ กระทำ
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้กำลังพูด
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรพูด
ผู้ฟัง จิตพูด
ท่านอาจารย์ แล้วก็จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งใช่ไหม
ผู้ฟัง จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง
ท่านอาจารย์ จิตทำอะไร
ผู้ฟัง จิตรู้อารมณ์
ท่านอาจารย์ นั่นคือหน้าที่ของจิต จิตจะทำอื่นไม่ได้ จิตเป็นกรรมได้ไหม
ผู้ฟัง จิตเป็นกรรมไม่ได้
ท่านอาจารย์ นี่คือการที่เราจะศึกษาสิ่งที่มี ให้ชัดเจน ให้มั่นคง ว่าไม่ใช่เรา มิฉะนั้นก็ปะปนกันหมดถ้าไม่ชัดเจน เห็นไหม ก็จะไม่พ้นจาก จิต เจตสิก รูป ไม่ว่าจะพูดถึงใครทั้งสิ้น ตามที่เคยคิด เคยเข้าใจ ก็เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ตามเหตุตามปัจจัย ต้องมั่นคง ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นผู้ที่สร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่มีใคร แต่มีแต่ธรรม เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง จึงต้องศึกษาให้เข้าใจธรรม เพื่อละการที่เคยจำผิด เห็นผิดว่ามีเรา เป็นเรา มิฉะนั้นจะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980