ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๖
สนทนาธรรม ที่ แพริมน้ำ จ.นครปฐม
วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘
ท่านอาจารย์ จะฝึกจิตที่กำลังเห็นหรือ เห็นเกิดแล้วดับแล้ว จะฝึกจิตที่ได้ยิน ได้ยินก็เกิดขึ้นและดับแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วไม่ใช่ของใครและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย แต่ละคำ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ฟัง ไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะรู้ความจริงได้ทันที แต่เริ่มรู้ว่าชีวิตก็คือเท่านี้เอง จากไม่มีแล้วเกิดมีขึ้น อย่างคร่าวๆ คือแล้วก็จากโลกนี้ไป ก่อนที่จะจากไประหว่างอยู่ในโลกนี้มีอะไรบ้าง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวสนุกสนาน แล้วก็ลืมหมดและไม่กลับมาอีกด้วย โดยเฉพาะถ้าจากโลกนี้ไปแล้ว จะเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลยสักขณะจิตเดียว ใช้เงินสักเท่าไรก็ซื้อไม่ได้ จะไปขอร้องใครว่าขอมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักหนึ่งขณะก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ข้อสำคัญคือก่อนจากโลกนี้ไปไม่ได้เข้าใจถูก ไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มี
ผู้ฟัง มีข้อสงสัยคือ ผลของกรรม ไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมและกุศลกรรม ไปสั่งสมอยู่ตรงไหน เพราะว่าจิตแต่ละดวงเกิดและดับไป ดับไป
ท่านอาจารย์ จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะแล้วดับเร็วมาก การดับไปของจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้ เดี๋ยวนี้มาจากไหน มาจากจิตแต่ละขณะย้อนถอยไปแสนโกฏิกัปป์ ไม่เคยหยุดมีปัจจัยที่จะให้เกิดและดับไป และจิตที่ดับไปนั้นเองเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด
เมื่อจิตนั้นมีการเห็นและทำให้จิตขณะต่อไปจำสิ่งที่เห็นได้ จิตขณะต่อไปก็มีความยินดีพอใจในสิ่งที่เห็น จนกระทั่งเป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมซึ่งได้ทำไปแล้ว จึงเป็นเหตุที่จะทำให้มีจิตซึ่งเกิดขึ้นเป็นผล เพราะว่าเหตุเป็นจิตที่สามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นผลก็ต้องเป็นจิตคือ ทำให้เกิดจิตซึ่งสามารถจะรู้ แต่ว่าต่างกันที่จิตประเภทหนึ่งเป็นเหตุ และจิตอีกประเภทหนึ่งเป็นผล
ดังนั้น ถ้าจะเข้าใจจริงๆ ต้องเริ่มตั้งแต่ว่า มีจิตขณะแรกของชาตินี้หรือไม่ มี ถ้าไม่มีก็ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีสิ่งที่มีชีวิต เป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นอะไรไป แต่ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นนก เป็นเทวดา หรืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งมีชีวิตสามารถที่จะเห็น ได้ยิน ทั้งหมดก็คือเป็นสัตว์ บุคคล เพราะมีจิตเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จิตขณะแรกของชาตินี้ต้องมี ถ้าไม่มีจะมีขณะนี้ไม่ได้ จิตเมื่อวานนี้ดับไปแล้วก็จริงแต่เป็นปัจจัยให้จิตเกิดสืบต่อถึงขณะนี้
ผู้ฟัง คล้ายๆ ส่งทอดกันไป
ท่านอาจารย์ ไม่มีการส่ง ไม่มีอะไรเลย
ผู้ฟัง เป็นลักษณะของปัจจัย
ท่านอาจารย์ เป็นปัจจัย หมายความว่า สะสมอยู่ในจิต
ผู้ฟัง สะสมไปเรื่อยๆ ๆ ๆ
ท่านอาจารย์ ทุกขณะ
ผู้ฟัง สะสมมาตั้งแต่อดีตชาติ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ถ้าไม่มีจิตขณะต่อไปสืบต่อไม่ได้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นจุติจิตของพระอรหันต์ดับ จึงไม่มีจิตที่จะเกิดสืบต่ออีกเลยเพราะเหตุว่าดับกิเลสหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะสืบต่อไปได้
ผู้ฟัง จิตไม่ได้สั่งรูป ใช่หรือไม่ เพียงแต่ว่าเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน
ท่านอาจารย์ ใช่ เพราะอะไร เพราะรูปไม่รู้ จะไปสั่งรูปอย่างไรรูปก็ไม่รู้ เพราะสั่งหมายความว่าอะไร
ผู้ฟัง แต่ขณะเดียวกัน รูปทำให้เกิดจิตได้ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ โดยที่รูปไม่ได้ต้องการจะให้จิตเกิด แต่ว่ารูปนั้นเป็นปัจจัยให้จิตเกิดได้
ผู้ฟัง เช่น เราปวดท้อง เวทนาเกิดเพราะความปวดท้อง อย่างนั้นหรือไม่
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิด มีปัจจัยมากกว่าหนึ่ง
ผู้ฟัง ในเรื่องของมหาสติปัฏฐาน ไม่ว่าจะเป็นกาย เวทนา จิต ธรรม ในที่สุดก็คือเรื่องเดียวกัน เมื่อกาย เวทนา จิต ถูกขมวดรวมในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เข้าใจถูกหรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องเรียกชื่อได้หรือไม่
ผู้ฟัง สรุปแล้วคือไม่ต้องเรียกชื่อก็ได้
ท่านอาจารย์ แต่เรียกเพื่อแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่มีจริงในขณะนี้สามารถที่จะรู้ได้ โดยที่แต่ก่อนนี้เคยยึดถือว่าเป็นร่างกาย จึงเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือแม้แต่จิตเดี๋ยวนี้กำลังมี เพราะฉะนั้น การที่สามารถจะเข้าใจจิต รู้สภาพตามความเป็นจริงของจิต ในขณะนั้นไม่ต้องเรียกชื่อ แต่ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏให้รู้ก็ต่างกัน จึงใช้ชื่อเพื่อให้เข้าใจว่าขณะนั้นกำลังรู้อะไร เท่านั้นเอง แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่มีจริง แต่ว่าสติปัฏฐานยาก
ผู้ฟัง ยาก ผมเริ่มจากสมถะมาก่อน แล้วหลังจากนั้นรู้ว่า สมถะก็มีความเกี่ยวข้อง และสามารถยกสมถะขึ้นมาเป็นวิปัสสนาได้
ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นจะต้องเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกทีละคำ สมถะ คืออะไร
ผู้ฟัง สมถะคือ การสงบจากกิเลสทั้ง ๓
ท่านอาจารย์ เมื่อใด
ผู้ฟัง ต้องตลอดเวลา
ท่านอาจารย์ ตลอดเวลาหมายความว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ถ้าเป็นไปได้ก็ทุกลมหายใจเข้าออก
ท่านอาจารย์ ได้หรือ
ผู้ฟัง ตอนนี้คิดว่าได้แล้ว
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีอกุศลหรือไม่
ผู้ฟัง คิดว่ายังมี เพียงแต่ว่าเราก็พยายามจะลดลงไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นคือเป็นเรา ถ้ากำลังพยายามที่จะลดก็เป็นเรา นี่คือความลึกซึ้งอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาพระธรรม เพราะว่าพระธรรมทั้งหมดเป็นไปเพื่อการละ แต่ไม่ใช่ "เราละ" ต้องเป็นปัญญา ความเห็นถูกที่เพิ่มขึ้นจึงสามารถที่จะละตามลำดับ
ละอะไรตามลำดับ ละความไม่รู้ซึ่งเราใช้คำว่า อวิชชา เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการที่จะเข้าใจถูกต้องจริงๆ เราก็ผสมปนกัน คือเราคิดว่าเป็นสมถะแล้วจะยกสมถะขึ้นเป็นวิปัสสนาหรืออาศัยซึ่งกันและกัน แต่ขณะนั้นความจริงคือยังเป็นเราที่ทำสมถะ และเป็นเราที่กำลังจะยกสมถะนั้นขึ้นเป็นวิปัสสนา เป็นเรื่องของการละหรือไม่
ละ ที่นี่หมายความว่า ละความไม่รู้ ละความติดข้อง ซึ่งกว่าจะละได้จริงๆ ต้องด้วยปัญญาที่เข้าใจขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานเป็นเรื่องไม่ง่าย เป็นเรื่องลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าต้องนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ต้องรู้จุดประสงค์ของการศึกษาว่าที่ฟังเพราะไม่รู้
เพราะฉะนั้น จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย ไม่ใช่เพื่อเรา เพราะคนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินธรรมแล้วอยากให้เราเข้าใจธรรม อยากให้เรารู้ธรรม อยากให้เราหมดกิเลส ทั้งหมดก็คือเพื่อตัวเรา ซึ่งความจริงกว่าจะเห็นโลภะ กว่าจะเห็นการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ขั้นคิด ก็ต้องเป็นไปตามลำดับด้วยตั้งแต่การฟังเพื่อละ คิดว่าใครๆ ก็จะปฏิบัติสติปัฏฐาน หรือทำวิปัสสนาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ผมว่าไม่ทุกคน ผมมีลูกน้องเป็นพันคนอยู่ในจังหวัดนี้ และที่สำนักงานมีอยู่ ๒๐๐กว่าคน ทุกบ่ายวันศุกร์ผมจะพาไปเข้าวัดก็ยังไปได้แค่ ๑๐ คน ๒๐ คน ยังเป็นอย่างนี้ แต่ก็เป็นความพยายามที่เราต้องพยายามทำ ส่วนเขาจะได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา
ท่านอาจารย์ แล้วไปทำอะไร
ผู้ฟัง ไปสนทนาธรรม ผมจะสอนให้ความรู้เบื้องต้นเพื่อให้รู้ว่า การที่เราจะปฏิบัติธรรมจริงๆ แล้วต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานการมีศีล ไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ ยังไม่ถึงสติปัฏฐานใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ยังไม่ถึง
ท่านอาจารย์ เพราะว่าทุกคำเป็นคำวาจาสัตย์ ทำให้เกิดปัญญาความเห็นถูกต้อง ถ้าเป็นคำของพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธพจน์ทั้งหมดทุกคำ เพราะฉะนั้นเพียงได้ยินชื่อว่าสมถะบ้าง วิปัสสนาบ้าง โดยที่ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย บางคนอยากจะทำทันที และบางคนบอกว่าวิปัสสนายังทำไม่ได้ ทำสมถะก่อนแล้วภายหลังค่อยเป็นวิปัสสนา ซึ่งความจริงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรได้ แต่ว่าสามารถที่จะฟังพระธรรมจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจในแต่ละคำ เช่น สมถะคืออะไร วิปัสสนาคืออะไร โดยต้องมีความเข้าใจด้วยว่าเป็นธรรมหรือไม่
ธรรมต้องไม่ใช่คนหนึ่งคนใด แต่ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งต่างกัน เช่น อวิชชา ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ส่วนธรรมที่ตรงกันข้ามคือ วิชชา หรือปัญญา เป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ซึ่งความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏจะมาจากไหน เราคิดเองไม่ได้ หรือได้ยินธรรมเพียงเล็กน้อยแล้วจะให้เป็นปัญญาระดับที่กำลังถึงการที่จะเป็นวิปัสสนาไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ธรรมจึงมีตั้งแต่ขั้นต้น ท่ามกลางและที่สุด ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ฟังซึ่งเป็นปริยัติ ซึ่งหมายความถึงพระพุทธพจน์ ท่านใช้คำว่า "รอบรู้ในพระพุทธพจน์" ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ซึ่งเป็นความรอบรู้ จะมีการปฏิบัติหรือปฏิปัตติไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะคิดเอง ทำเองได้
แม้แต่คำว่ารอบรู้ก็น่าคิด เพียงทีละหนึ่งคำ ถ้ารอบรู้แล้วจะนำไปสู่ความเข้าใจจริงๆ เป็นความรอบรู้ในคำต่อๆ ไป แต่ถ้าคิดว่าเราฟังมาแล้วมากและเรารอบรู้ แต่ความจริงแล้วไม่ได้เข้าใจแต่ละคำอย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นจะเป็นความรอบรู้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ไม่ประมาท รอบรู้ในแต่ละคำอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เพราะว่าธรรมไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าทรงตรัสรู้ถึงที่สุด จึงทรงแสดงความจริงถึงที่สุดของธรรมแต่ละคำ
ด้วยเหตุนี้ไม่ประมาท สมถะไม่ใช่วิปัสสนา และสมถะคือสงบจากอกุศล เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่เป็นกุศล ขณะนั้นจึงสงบ แต่ถ้าขณะใดเป็นอกุศล ขณะนั้นไม่ใช่สมถะ ไม่ใช่ความสงบ ส่วนวิปัสสนาก็เป็นสภาพปัญญา ที่สามารถประจักษ์แจ้งความจริงแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ เช่นคำว่า ธรรม ขณะนี้เห็นมีจริงเป็นธรรม เพียงขั้นฟัง ต่อเมื่อใดสามารถที่จะรู้เฉพาะเห็น ไม่มีอย่างอื่นปะปนเลย เมื่อนั้นจึงจะชื่อว่า เป็นผู้ที่กำลังรู้ลักษณะของเห็นว่า เห็นไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม
ดังนั้น จะไม่สามารถที่จะมีการรู้แจ้งถ้าไม่มีการได้ฟังธรรมและเป็นผู้รอบรู้ก่อน แต่บางคนอาจจะผสมปนกันซึ่งทั้งสองอย่างนั้นต่างกัน เพราะก่อนการตรัสรู้ก็มีผู้ที่เห็นโทษของอกุศลและรู้ว่าขณะใดเป็นกุศล จึงได้เจริญกุศลจนกระทั่งจิตตั้งมั่นจนกระทั่งถึงขั้นฌานจิต แต่ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงว่า ขณะนี้เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ไม่มีการที่จะเป็นวิปัสสนาได้ จึงต้องแยกสมถะกับวิปัสสนา
ผู้ฟัง คืออย่างคนทั่วๆ ไปจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ละคนก็เลยมีความอิจฉา น้อยใจเก่ง โมโหง่าย ขี้บ่น ชอบนินทา อะไรอย่างนี้ อยากจะให้พูดถึงเรื่องลักษณะของอกุศลจิต
ท่านอาจารย์ พระโสดาบันโมโหหรือไม่ เป็นพระโสดาบันแล้วยังโมโห เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่ใช่พระโสดาบันเขาไม่มีทางที่จะไม่โมโห ถูกต้องหรือไม่ แต่ว่าความเข้าใจธรรมที่เริ่มค่อยๆ มีขึ้นทำหน้าที่ของธรรมนั้น ถ้าไม่มีปัญญาแล้วจะไปทำหน้าที่ของปัญญาได้อย่างไร ดังนั้นปัญญา คือสภาพที่เห็นถูก เข้าใจถูก จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ว่า ขณะนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่ใช่ประโยชน์ อกุศลทั้งหลายดีหรือไม่
การที่จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสะสมอัธยาศัยหลากหลายต่างกันมาในแสนโกฏิกัปป์ ต่างคนก็ต่างอัธยาศัย แต่สามารถฟังธรรมค่อยๆ เข้าใจขึ้นแล้วรู้ความจริงตามที่ได้สะสมมา เพราะฉะนั้น ถ้าเขาไม่มีปัญญาแล้วเราจะไปแก้ไม่ให้เขาโกรธ ไม่ให้เขาน้อยใจ ไม่ให้เขาริษยา ไม่ให้เขานินทาเลย ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น นอกจากว่าต้องเป็นความเข้าใจของเขาเอง และไม่ใช่ตัวเขาด้วยแต่ว่าปัญญาเกิดขึ้นทำหน้าที่ของปัญญาตามลำดับขั้น
เพราะฉะนั้น หน้าที่ที่ดีที่สุดของความเป็นมิตรที่ดีสหายที่ดี มีความหวังดีคือ ให้เขาได้เข้าใจถูกต้องในธรรมเพราะว่าธรรมลึกซึ้งมาก ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ และประมาทก็เข้าใจผิดได้ แม้แต่คำว่าสมถะภาวนา คนก็เข้าใจผิดคิดว่าทำ แต่ไม่รู้ว่าความจริงขณะนั้นเป็นปัญญาที่สามารถที่จะรู้ขณะที่ต่างกันของขณะที่เป็นกุศล กับขณะที่เป็นอกุศล จึงสามารถที่จะค่อยๆ ละอกุศล และเจริญกุศลจนมั่นคงถึงขั้นที่สงบชั่วคราว แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา จึงได้มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงแสดงธรรมให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้ที่เคยได้ฌานมาก่อนแต่ไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมนั้นมีมาก แต่ก็มีผู้ที่ได้อบรมปัญญามาแล้วในอดีต สามารถที่จะได้ทั้งความสงบของจิตระดับนั้นแล้วมีปัญญาความเห็นที่ถูกต้องด้วย แต่ทั้งหมดต้องถูกต้องไม่เช่นนั้นก็เข้าใจผิด ซึ่งใกล้เคียงกันมาก
ผู้ฟัง เราศึกษาตรงนี้มามาก เราจะมีความรู้สึกว่า เราพยายามทำความเข้าใจในลักษณะอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ตามความหมายในพระธรรม
ท่านอาจารย์ คุณหมอกล่าวตรงนี้จะคลาดเคลื่อน "เราพยายาม" แต่ถ้าเข้าใจธรรมแล้วจะไม่มีการเป็นเรา ก่อนอื่นต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ขณะไหนสติเกิด ขณะไหนหลงลืมสติ และขณะไหนเป็นสติระดับใด เช่น สติสัมปชัญญะซึ่งเป็นสติปัฏฐาน ต้องเป็นอนัตตาแน่นอนเพราะมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาให้อะไรเกิดขึ้นได้เลย ทุกอย่างในขณะนี้เกิดแล้ว ไม่ว่าจะคิด คิดก็เกิดแล้ว ไม่ว่าจะพูดก็พูดแล้ว และถ้าไม่คิดก็ไม่มีพูด ทุกอย่างในขณะนี้เกิดแล้ว เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานไม่ใช่ไปทำให้เกิด แต่ขณะนั้นกำลังเริ่มเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี ในขณะที่เกิดแล้วยังไม่ดับกำลังปรากฏสืบต่อ
ผู้ฟัง เข้าใจและรู้เท่าทัน ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่มีเราเลย เข้าใจขึ้นๆ เพื่อที่จะละความเป็นเรา
ผู้ฟัง เช่น เวลาคนนินทามา เราได้ยิน เราก็รู้ว่าเป็นเช่นนั้นเอง
ท่านอาจารย์ ยังเป็นเรา ยังเป็นเราที่รู้ว่าเป็นอย่างนั้น กว่าจะถึงสติปัฏฐานจะต้องฟังพระธรรม และมีความเข้าใจที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย และสิ่งนั้นเกิดแล้วจึงปรากฏว่ามีจริงๆ ก่อนเห็นไม่มีเห็น ก่อนเสียงปรากฏไม่มีเสียง ก่อนคิดไม่มีคิด แต่ขณะใดที่มีสิ่งนั้น สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็มีไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้ตามความเป็นจริงคือ เห็นต้องเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ปรากฏ ถ้าปรากฏคือไม่ใช่เราทำ ไม่ใช่เราที่เห็น และเห็นที่เกิดขึ้นนี้ก็ดับด้วย เพราะฉะนั้นไม่รู้ทั้งสองอย่างคือ ไม่รู้ทั้งการเกิดขึ้นและการดับไปของเห็นในขณะนี้ และไม่ใช่มีเพียงเห็น ได้ยินก็มี คิดนึกก็มี แสดงการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วมากของจิตที่อุปมาเหมือนกับนักมายากล เขาทำอะไรให้เราชมโดยที่เราไม่รู้ว่าเขาทำอย่างนั้นได้อย่างไร รถทั้งคันหายวับไปกับตา เวลาที่เขาเปิดเผยเบื้องหลังถึงรู้ได้ว่าเขาสามารถทำโดยวิธีการอย่างไร แต่ทั้งหมดยังช้ากว่าจิตมากมาย
แสดงให้เห็นว่า กว่าจะค่อยๆ ละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ไม่ว่าจะเป็นจิต ไม่ว่าจะเป็นเจตสิก ไม่ว่าจะเป็นรูป ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดดับและไม่มีใครสนใจเลย มีแต่เห็นสิ่งนั้น ได้ยินสิ่งนี้ สนใจในสิ่งที่จิตรู้ แต่หารู้ไม่ว่าถ้าจิตไม่เกิดพร้อมเจตสิก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ปรากฏไม่ได้เลยเพราะไม่มีสภาพรู้หรือธาตุรู้ เพราะฉะนั้น กว่าจะฟังจนกระทั่งสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสติปัฏฐานที่เข้าใจถูก เป็นสัจจญาณมั่นคง ไม่ไปทำอะไรเลย แต่รู้ว่าขณะนี้เอง ถ้าสติสัมปชัญญะเกิดก็รู้สิ่งที่กำลังปรากฏโดยที่สติเองก็เป็นอนัตตา
เราฟังอย่างนี้ เราไม่รู้ว่าเมื่อใดสติสัมปชัญญะหรือสติปัฏฐานจะเกิดได้แน่นอน เพราะเป็นอนัตตา แต่จากการที่ฟังและเข้าใจขึ้นๆ โดยไม่หวัง มีปัจจัยเมื่อใดที่จะให้สติเกิดรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อนั้นไม่มีความสงสัยในลักษณะของสติซึ่งไม่ใช่เราและเป็นอนัตตาด้วย กว่าจะเป็นอย่างนี้ต้องรอบรู้และละคลายการที่จะหวังสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้น ถ้าพยายามก็ยังเป็นเรา เพราะไม่รู้ว่าสภาพของจิตมีวิริยะเจตสิกเกิดร่วมด้วย โดยที่เราจะไปทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เลย และจิตขณะไหนบ้างที่ไม่มีวิริยะเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างเช่น จิตเห็นไม่ต้องมีวิริยะเจตสิก ไม่ต้องมีวิตกเจตสิก ต่างกับจิตอื่นมากมายและเป็นความจริงด้วย เพราะว่าแม้ไม่เห็น เรานึกถึงสิ่งที่เห็นแล้วเหมือนเห็นแต่ก็ไม่ใช่เห็น ไม่มีทางที่จะเหมือนเห็นที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้เพราะเหตุปัจจัยได้เลย นี่คือฟังเพื่อละคลายความไม่รู้ ละคลายความติดข้อง ละคลายความเป็นเรา เพราะลึกลงไปที่สุดก็คือเพื่อเรา
คนที่ฟังธรรมโดยไม่แยบคายก็ฟังเพื่อตัวเองจะได้ไม่มีโทสะ ไม่มีความหงุดหงิด จะได้ให้คนนั้นไม่เป็นอย่างนี้ คนนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ทั้งหมดคือเพราะยังมีความเป็นเราและเพื่อเรา แต่ว่าธรรมเป็นเรื่องละโดยตลอด เพราะฉะนั้น จะฟังแล้วรู้ว่าเป็นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือไม่ใช่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือว่า ถ้าไม่เป็นไปเพื่อการละ นั่นคือไม่ใช่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ต่อให้ใครจะบอกให้ทำอะไรก็คือไม่ใช่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าไม่ใช่เราละ ปัญญาทำหน้าที่ละเพราะปัญญารู้ แต่อะไรที่ไม่รู้ละอะไรไม่ได้เลย ที่ไม่ละก็เพราะไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วจึงจะค่อยๆ ละความไม่รู้ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลส
เพราะฉะนั้น ละเอียดลึกซึ้งกว่าที่เราคิด ถ้าไม่มีการสนทนากันเลยเราอาจคิดว่าเข้าใจ โดยที่ยังไม่ได้เข้าใจในความต่างของทุกคำ ซึ่งจะต้องเข้าใจจริงๆ ทุกคำ
ผู้ฟัง มีอีกคำหนึ่งคือ ปฏิจจสมุปบาท คนทั่วไปเมื่อได้ยินคำนี้แล้วจะกลัว
ท่านอาจารย์ กลัวอะไร
ผู้ฟัง กลัวไม่เข้าใจ กลัวยากไป กลัวความหมายลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์ แล้วจะหายกลัวได้อย่างไร
ผู้ฟัง ต้องฟังบ่อยๆ
ท่านอาจารย์ เวลาฟังแล้วกลัวหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าตัวผมเองไม่กลัว
ท่านอาจารย์ แล้วปฏิจจสมุปบาทคืออะไร
ผู้ฟัง จริงๆ คือ ย่อลงมาก็เป็นอริยสัจจ์ ๔
ท่านอาจารย์ อริยสัจจ์ ๔ คืออะไร
ผู้ฟัง คือความจริง
ท่านอาจารย์ ความจริงของอะไร
ผู้ฟัง ของธรรมชาติ
ท่านอาจารย์ ธรรมชาติอะไร และเมื่อใด
ผู้ฟัง ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ท่านอาจารย์ ปัจจุบันคืออะไร เดี๋ยวนี้เลยคืออะไรบ้าง ปัจจุบันเดี๋ยวนี้คืออะไร
ผู้ฟัง ที่เป็นจริงๆ ก็คือมีจิต เจตสิก
ท่านอาจารย์ คือเห็นเดี๋ยวนี้ ได้ยินเดี๋ยวนี้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นที่ว่าสอนปฏิจจสมุปบาทนั้น สอนเรื่องเห็นเดี๋ยวนี้ ได้ยินเดี๋ยวนี้ หรือไม่
ผู้ฟัง เรื่องนี้ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ปฏิจจสมุปบาทแน่นอน เป็นเพียงชื่อ จริงๆ แล้วยุคนี้สมัยนี้เป็นยุคที่คนขาดการศึกษาพระธรรม คิดเองว่าพระธรรมคงไม่ยาก ปฏิจจสมุปบาท พูดกันได้ง่ายๆ แต่ความจริงปฏิจจสมุปบาทคือ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นคืออะไร ไม่ใช่พูดลอยๆ แต่ต้องทุกอย่างที่กำลังมีในขณะนี้จึงสามารถที่จะเข้าใจได้ ดังนั้นถ้าไม่ประมาทพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องศึกษาโดยความเคารพอย่างยิ่ง เพราะรู้ว่าไม่รู้เลยสักอย่างเดียวจนกว่าจะได้ฟังแต่ละคำ
จิตอยู่ไหน บอกให้ระงับจิต ฝึกจิต แล้วจิตคืออะไร เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ เมื่อไม่รู้จักจิตแล้วคิดว่ามีเราที่สามารถที่จะฝึกจิตได้ ในขณะนั้นก็เป็นเรา ไม่ใช่การรู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ธรรมไม่ใช่เรื่องที่จะไปตั้งต้นที่ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจจะ มงคลทั้งหมดมีกี่ข้อ
ผู้ฟัง ๓๘ ข้อ
ท่านอาจารย์ ๓๘ ข้อหนึ่งคือศึกษา ใช่หรือไม่ ฟังธรรม แสดงธรรม สนทนาธรรม ถ้าไม่มีการฟังธรรมจะสนทนาธรรมได้หรือไม่ จะสนทนาอะไร ฟังธรรมแล้วสนทนาด้วยจึงเป็นมงคล เพราะถ้าต่างคนต่างฟังก็ต่างคนต่างคิด แต่ถ้าได้มีการสนทนาธรรมด้วยความเป็นผู้ตรง เพราะผู้ตรงเท่านั้นที่จะได้สาระจากพระธรรม ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎกเพราะว่าธรรมตรง ถ้าไม่ตรงจะได้ธรรมคือสาระได้อย่างไร ก็ต้องหันไปจากธรรมคือความตรง
เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็นปฏิจจสมุปบาท เพียงให้รู้ว่าสิ่งที่มีจริงๆ จิตมีแน่แต่ยังไม่ได้เข้าใจเรื่องจิต ซึ่งก็น่าจะต้องพูดเรื่องจิตให้เข้าใจ เจตสิกมีแน่ รูปมีแน่ ก็ควรที่จะพูดให้เข้าใจก่อนที่จะถึงปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงโดยละเอียดว่า จิต เจตสิก และรูป เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างไร แต่ละหนึ่ง ไม่ใช่ว่ารวมๆ กันเป็นปัจจัย
ผู้ฟัง พูดถึงมงคล ๓๘ มีอยู่ข้อหนึ่งคือ การได้เห็นสมณะจะเป็นบุญได้อย่างไร เป็นมงคลได้อย่างไร ถ้าเราได้มองเห็นเฉยๆ เพราะว่าสัตว์ต่างๆ ก็มีตาแล้วก็มองเห็นด้วยกัน
ท่านอาจารย์ สมณะคือใคร หรือคืออะไร
อ.คำปั่น สมณะ คือผู้ที่สงบจากกิเลส ผู้ที่สงบจากโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น นี่คือความหมายของสมณะ การเห็นสมณะเป็นมงคลต่อเมื่อมีโอกาสได้เจริญกุศลประการหนึ่ง และที่สำคัญก็คือ ผู้ที่สงบระงับจากกิเลสนั้นคือผู้ที่เข้าใจความจริง และจะมีการแสดงความจริงให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องถึงจะเป็นมงคล เพราะว่าเป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญคือปัญญาเจริญขึ้นนั่นเอง
ท่านอาจารย์ สงบ ต้องสงบจากกิเลส ไม่ใช่นั่งคนเดียวในป่า ในห้อง หรือที่ไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสงบ หรือไม่สงบจากกิเลส เพราะเหตุว่าปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้สงบได้จากกิเลส เพราะฉะนั้น เห็นสมณะ คือ เห็นผู้มีปัญญาที่สามารถที่จะดับกิเลสได้ด้วยความเข้าใจถูก ด้วยความเห็นถูก เพราะว่าถ้าไม่เข้าใจถูก ไม่เห็นถูก ดับกิเลสไม่ได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980