ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๕๒
สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ ลักษณะของสภาพธรรมต่างกัน ปัญญาเป็นเจตสิกหนึ่ง ซึ่งสามารถเข้าใจถูก เห็นถูก ตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้น เมื่อสิ่งที่ปรากฏในขณะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ โทสะเจตสิกก็เกิดขึ้น แต่ขณะนั้นจะไม่รู้ว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่เราและไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะปรากฏ ปรากฏได้ทีละหนึ่ง ถ้าสิ่งนี้ปรากฏ สิ่งอื่นปรากฏไม่ได้ ขณะที่จิตเห็นและกำลังเริ่มเข้าใจจิตเห็นนั้น จะเข้าใจเจตสิกที่เกิดกับจิตเห็นได้หรือไม่
ต้องเข้าใจก่อนว่า เกิดดับเป็นสิ่งที่แน่นอน ทุกอย่างเลยที่เกิดแล้วดับนั้นสั้นมาก เร็วมากจนไม่ปรากฏการเกิดดับ ถูกหรือไม่ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น การที่จะประจักษ์การเกิดดับไม่ใช่ด้วยความไม่รู้และความเป็นตัวตน แต่ต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งไกลมาก เพราะว่าขณะนี้ยังไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร จะไปประจักษ์การเกิดดับของอะไร ในเมื่อเดี๋ยวนี้อะไรก็ไม่รู้ จิตหรือเจตสิก หรืออะไรก็ไม่รู้
ขณะนี้ ถ้ามีการเริ่มเข้าใจเห็น และกำลังเริ่มรู้ว่า เห็นคือสภาพที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเพราะสิ่งนั้นกำลังรู้ทางตาก็กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ในขณะที่เริ่มที่จะเข้าใจเห็น ซึ่งเป็นสภาพที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ ขณะนั้นจะเข้าใจเจตสิกได้หรือไม่
ผู้ฟัง เพียงแค่การเห็นยังเป็นเรื่องยากมากเลย แล้วจะไปได้ยินอีก ก็สองอย่างแล้ว
ท่านอาจารย์ อย่าเพิ่ง ต้องทีละหนึ่ง ธรรมจะกระจ่างแจ่มแจ้งต่อเมื่อเราเริ่มเข้าใจจริงๆ ไปเรื่อยๆ แม้ในหนึ่งเช่นในเห็น แสดงถึงความลึกซึ้ง เห็นก็มีทุกวัน จะพูดให้เข้าใจเรื่องเห็นกับการเริ่มเข้าใจเห็นก็ต้องต่างกัน แล้วไม่ใช่ว่ามีแต่เพียงเห็น ขณะใดก็ตามที่เห็นเกิดขึ้น ต้องมีนามธรรมอีกชนิดหนึ่งเกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เป็นสภาพรู้จึงใช้คำว่านามธรรม แต่ไม่ใช่จิต ก็จะเป็นจิตไม่ได้
นามธรรมที่เกิดพร้อมจิตหลากหลายมาก ในเมื่อจิตเป็นหนึ่งคือเป็นธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่ เกิดเมื่อใดคือจิตที่กำลังรู้ แต่ถ้าเป็นสภาพธรรมอื่นที่เกิดพร้อมจิต ไม่ใช่จิต ใช้คำว่าเจตสิก เจตสิกะ เพราะฉะนั้น ในขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่ มี และขณะที่กำลังเริ่มจะเข้าใจเห็นที่กำลังเห็น ขณะนั้นจะเข้าใจเจตสิกได้หรือไม่
ผู้ฟัง คือการเห็น เรายังไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ามีเจตสิก แต่อย่างน้อยต้องมีสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ที่เกิดร่วมกันในการเห็นครั้งหนึ่งๆ ที่ถามว่าจะรู้เจตสิกเหล่านั้นได้หรือไม่ คงยังไม่สามารถที่จะรู้ได้ ขอให้อธิบายคำว่า เข้าใจเจตสิก หมายความว่าอย่างไร
ท่านอาจารย์ เข้าใจ หมายความว่าอย่างไร เห็นหรือไม่ว่าภาษาไทยแท้ๆ เลย กำลังฟัง เข้าใจคำและความหมายของคำ ใช่หรือไม่ กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งมีแต่มองไม่เห็น ก็เข้าใจใช่หรือไม่ สิ่งที่มีจริงแต่มองไม่เห็นแล้วก็รู้ด้วย ถ้าไม่รู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ ไม่เคยคิด ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลยว่าจะต้องเข้าใจสิ่งนี้นี่เอง ไม่ใช่เข้าใจอย่างอื่น คือขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ เพราะมีสิ่งที่สามารถเห็นหรือรู้สิ่งที่ปรากฏนั้นได้ มีแน่ๆ ไม่ต้องเรียกอะไรก็ได้ ถ้าไม่เกิด มีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เกิดก็ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เห็น จะมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นเกิดขึ้นเห็น กำลังเข้าใจว่ามีจริงๆ แต่สิ่งนั้นเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีสภาพที่อาศัยปรุงแต่งเป็นปัจจัยให้เกิด โดยต้องเกิดพร้อมกัน แยกกันไม่ได้เลยด้วย และสามารถที่จะรู้ด้วยว่า สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ซึ่งสภาพธรรมนั้นไม่ใช่จิต แต่มีจริงๆ เรียกตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า เจตสิก หมายความถึงสิ่งที่เป็นสภาพรู้แต่ไม่ใช่จิต เกิดพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับที่จิตรู้ เกิดพร้อมกันและดับพร้อมกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น โกรธ ขุ่นใจ มีจริงๆ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิต ไม่มีอะไรปรากฏเลยเพราะจิตไม่ได้เกิดขึ้นรู้ โทสะเจตสิกจะเกิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิตต้องอาศัยเจตสิกอื่นๆ ที่ไม่ใช่โทสะเกิด แม้ไม่ใช่โทสะเจตสิก เจตสิกอื่นก็เป็นปัจจัยให้จิตเกิดได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีเจตสิกถึง ๗ ประเภททำให้จิตขณะหนึ่งเกิด ขาดไปเพียงหนึ่งก็ไม่ได้ แล้วเป็นเราหรือไม่ ไม่ใช่เรา แต่เรายังไม่ต้องไปเรียนเรื่องเจตสิกอย่างลึกซึ้งว่ามีอะไร เท่าไรบ้าง เพราะนั่นเป็นแต่เพียงจำนวน ซึ่งบางประเภทก็ไม่ปรากฏลักษณะ แต่มีในขณะนั้นโดยที่ไม่ปรากฏ ขณะนี้กำลังมีอะไร
ผู้ฟัง มีเห็น
ท่านอาจารย์ มีจิต มีจิตเห็นด้วยไม่ใช่จิตอื่น จิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ใช่หรือไม่ และในขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจเห็นที่กำลังเห็น ขณะนั้นจะเข้าใจเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดกับจิตได้หรือไม่
ผู้ฟัง สามารถเข้าใจได้ แต่ไม่สามารถรู้ได้
ท่านอาจารย์ เข้าใจกับรู้ ต่างกันอย่างไร
ผู้ฟัง เข้าใจคือ เข้าใจว่า ต้องมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับจิตในการเห็นครั้งหนึ่งๆ ซึ่งเจตสิกขั้นพื้นฐานต้องมี ๗ ดวง
ท่านอาจารย์ หมายความว่าเข้าใจเรื่อง
ผู้ฟัง เข้าใจเรื่อง แต่ยังไม่สามารถจะรู้ได้ว่า ผัสสเจตสิกที่เกิดร่วมกับการเห็นเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ แต่สามารถเข้าใจผัสสเจตสิกจากการฟัง เหมือนเข้าใจจิตที่กำลังเห็นในขณะนี้จากการฟัง ทั้งสองอย่างเพียงแต่ขั้นฟังแล้วเข้าใจ ซึ่งเข้าใจเป็นเข้าใจ ไม่ใช่เรา ใช่หรือไม่ เข้าใจเป็นปัญญาหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นปัญญา
ท่านอาจารย์ เข้าใจเป็นความรู้ถูกต้องหรือไม่ เป็น เป็นขั้นฟัง ความรู้ที่ยิ่งกว่าขั้นฟังมีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แต่ละคนจึงเป็นผู้ตรงว่า ขณะนี้เป็นความรู้ขั้นฟัง หรือ เป็นความรู้ขั้นเริ่มเข้าใจถูกเหมือนกับการฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นไม่ได้เข้าใจเพียงเรื่องราว แต่เข้าใจลักษณะที่มีจริงๆ ที่กำลังเห็น ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้นคือเริ่มเข้าใจ ใช่หรือไม่ เข้าใจทันทีได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แม้แต่เริ่มเข้าใจก็ยากทั้งๆ ที่กำลังมี ใช่หรือไม่ ขณะที่เริ่มเข้าใจสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด ต้องมีเจตสิกอื่นที่เกิดขึ้นที่ใช้คำว่าสติ คือขณะนั้นรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรม ไม่ได้ไปที่อื่นเลย เช่น กำลังเห็นก็เริ่มเข้าใจตรงที่กำลังเห็น ไม่ต้องไปคิดถึงว่าอยู่ที่กลางตา ใช่หรือไม่ ถ้าขืนไปอยู่ที่กลางตาก็ผิดอีก เพราะมีตัวตนที่กำลังทำให้ไปอยู่ตรงกลางตาแล้วจะเข้าใจเห็นได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เห็นคือธรรมดา ปกติ ต้องอยู่ที่กลางตาแน่ๆ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดถึงว่าอยู่ตรงกลางตา เพราะนั่นเป็นความคลาดเคลื่อนจากการที่จะเข้าใจเห็น คือธรรมดาอย่างนี้แล้วก็มีเห็น มีเห็นคือกำลังเห็น เมื่อกำลังเห็นก็ไม่ได้คิดถึงอย่างอื่น เริ่มที่จะเข้าใจ ขณะนั้นจะเข้าใจเจตสิกอื่นหรือไม่
ผู้ฟัง คงต้องค่อยๆ เข้าใจไป
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ต้องทีละหนึ่ง ไม่ปะปนกันเลย และกว่าจะรู้ว่าเริ่มเข้าใจเฉพาะเห็น กำลังเห็นอย่างนี้จะไปมีเจตสิกอะไรที่ไหนมาให้เข้าใจ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดว่าจะเข้าใจเจตสิกด้วยในขณะนั้นก็ผิดอีก ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดจึงฟังเพื่อเข้าใจ เพราะปัญญาหรือความรู้ทั้งหมดที่จะไม่เข้าใจนั้นไม่มี
การเข้าใจเป็นขั้นต้น เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ ๆ เราก็ใช้ระดับของคำที่จะแสดงความหมายขั้นต่างๆ ของเข้าใจ เช่น ประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เข้าใจแน่นอน กำลังฟังเข้าใจก็คือเข้าใจ แต่ยังไม่ได้เข้าใจถึงลักษณะของสภาพธรรม คือไม่ใช่ตรงลักษณะที่เป็นธรรม แต่กำลังเข้าใจเรื่องของธรรมก่อน ถ้าไม่เข้าใจเรื่องของธรรมก่อน จะไม่มีทางรู้เลยว่าที่เข้าใจนั้นเป็นธาตุ หรือเป็นธรรม หรือเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งเห็นคือเห็น เห็นจะเป็นอื่นไม่ได้
ผู้ฟัง เวลาที่เราได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ผมว่าลำบากกว่าทางตาอีก เพราะว่ารู้สึกมีโทสะเกิดขึ้นมาทันที
ท่านอาจารย์ เข้าใจอะไร ที่ว่าลำบากกว่าทางตา
ผู้ฟัง สำหรับผมทางตาจะเจริญสติได้ง่ายกว่าทางจมูก
ท่านอาจารย์ ไม่ใช้คำว่าเจริญสติ เพราะสติเป็นอนัตตา สติจะเกิดหรือไม่เกิดขณะนั้นไม่ใช่เรา ที่ว่าง่ายกว่าทางตาหมายความว่าอย่างไร อะไรง่ายกว่า ถามเพื่อให้ชัดเจนเพราะแม้แต่ง่ายกว่าก็ต้องถามว่าอะไรง่ายกว่า ที่ว่าง่ายกว่านั้นคืออะไร
ผู้ฟัง เห็นถูกต้องได้ง่ายกว่า
ท่านอาจารย์ เห็นหรือเข้าใจ
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจอะไรง่ายกว่า
ผู้ฟัง เข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ของคุณณภัทร มีเห็น กับได้กลิ่น มีสองทางและมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น กับมีกลิ่น แล้วคุณณภัทรคิดว่าอะไรง่ายกว่า
ผู้ฟัง ทางเห็น
ท่านอาจารย์ การเห็นรู้ได้ง่ายกว่าอะไร
ผู้ฟัง รู้ได้ง่ายกว่าทางจมูก
ท่านอาจารย์ หมายความว่า การเห็นรู้ง่ายกว่าการรู้กลิ่นหรือ
ผู้ฟัง สำหรับผม ใช่
ท่านอาจารย์ แต่สภาพรู้เป็นสภาพรู้ จะง่ายกว่าหรือยากกว่า ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไร ธาตุรู้หรือสภาพรู้ ไม่ว่าจะเห็นเดี๋ยวนี้ กับได้กลิ่นเดี๋ยวนี้ กับคิดนึกเดี๋ยวนี้ กับได้ยินเดี๋ยวนี้ เป็นธาตุรู้ ไม่เปลี่ยน เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏให้รู้ต่างกัน ธาตุรู้เกิดขึ้น สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ ธาตุรู้เกิดขึ้น กลิ่นซึ่งไม่สามารถที่จะเห็นได้ แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้รู้ได้ เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ ไม่ว่าจะรู้ทางไหน เหมือนกันหรือต่างกัน
ผู้ฟัง จริงๆ ก็เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ ถ้าเรารู้ว่าง่ายกว่า หมายความว่าอะไรง่ายกว่า หรือ ทั้งหมดไม่ง่ายเลย
ผู้ฟัง จริงๆ แล้วก็ไม่ง่าย แต่ว่าทางตาสำหรับผมรู้สึกว่า เห็นได้ถูกต้องตามความเป็นจริงง่ายกว่า
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เลย
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจ สภาพที่กำลังรู้กลิ่น คิดดู สภาพที่กำลังรู้กลิ่น เหมือนกับสภาพที่กำลังเห็น รู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็น สภาพรู้ไม่ว่าจะรู้ทางไหน ยากหรือง่ายกว่ากัน ลองคิดดู
ผู้ฟัง ยาก
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดหรือไม่
ผู้ฟัง ทั้งหมด
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรง่ายกว่ากัน ถ้าจะง่ายกว่าคือเราคิด แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่ง่าย
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์บอกว่าการอบรมเจริญปัญญาต้องทั่วทุกทาง
ท่านอาจารย์ หมายความว่าถ้ารู้จริงๆ สภาพรู้ที่ไหนก็ต้องเป็นสภาพรู้ แต่ว่าจะเข้าใจได้เพียงใด
ผู้ฟัง ทุกทางยากจริงๆ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ต้องเข้าใจต่อไปทีละเล็กทีละน้อย และต้องเข้าใจให้ตรงด้วย ข้อสำคัญที่สุดคือต้องตรง ถ้าไม่ตรงจะไม่ได้สาระเลยก็ผิด ตรงคือถูก ทุกวันนี้เห็นแล้วติดข้องหรือไม่ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ผู้ฟัง ทั้งหมด
ท่านอาจารย์ ทั้งหมด เเล้วปัญญาไม่ใช่ความติดข้อง เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่าอะไรง่ายหรือยากคืออะไร เพราะว่าปัญญาเป็นความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ถ้ามีปัจจัยพร้อมที่จะรู้เมื่อไร เราเลือกไม่ได้เลยว่าจะรู้อะไรเพราะไม่มีตัวตนเลย ขณะนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง พูดถึงเห็น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เอง แล้วพูดถึงได้ยินก็กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะเกิดขึ้นรู้หรือยัง โดยที่เราไม่ต้องไปเลือกว่าอะไรง่ายหรืออะไรยาก โดยความเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้น เมื่อมีปัจจัยพร้อมที่จะเกิดขึ้นรู้ลักษณะของสภาพธรรม มีสติขั้นระดับสติสัมปชัญญะ คือขณะนั้นสามารถที่จะเข้าถึง หรือรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ โดยความเป็นอนัตตาว่าเลือกไม่ได้ แล้วเราจะรู้หรือไม่ว่าเราสะสมอะไรมา ในเมื่อเราไม่รู้แล้วมีสิ่งต่างๆ ที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ติดข้องมากบ้างน้อยบ้างก็จริง แต่ทั้งหมดนี้ความเป็นอนัตตาชัดเจนคือ ไม่รู้ว่าขณะไหนจะรู้อะไร
มิฉะนั้น เราอาจจะเข้าใจว่าเราสะสมอย่างนี้มามาก มีปัจจัยที่เราจะรู้อย่างนี้ นั่นก็เป็นเครื่องกั้นอีกแล้วเพราะเหตุว่ามีเรา เพราะฉะนั้น กว่าจะเป็นอนัตตาจริงๆ โดยประการทั้งปวง โดยถ่องแท้คือ มีความเข้าใจในความไม่ใช่เรา ทุกสิ่งทุกอย่างมีปัจจัยก็เกิดขึ้น แม้แต่ขณะที่กำลังจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนั้นก็เพราะพร้อมด้วยการที่สะสมมาแล้ว ที่จะมีความเข้าใจในสภาพของนามธรรม หรือในสภาพของรูปธรรม ซึ่งเลือกไม่ได้ว่าจะเป็นอะไร เช่นนั้นจะทำให้มีความเข้าใจในความเป็นอนัตตาชัดเจนขึ้น
อ.คำปั่น เมื่อเช้ามีข้อความหนึ่งที่ได้ฟังท่านอาจารย์สนทนาว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม กราบเรียนในความละเอียดที่กล่าวว่า ไม่มีเราแต่มีสภาพธรรม
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วไม่ลืมว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม ถูกต้องใช่หรือไม่ อยู่ที่ว่าฟังแล้วก็ลืมและลืมเสมอ เพราะสะสมการที่จะไม่เข้าใจธรรมและยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนมานานมาก เพียงเริ่มฟังแล้วเข้าใจว่ามีธรรม ไม่มีเรา ได้หรือไม่ หรือต้องพูดว่า ไม่มีเรามีแต่ธรรม จะพูดว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม หรือ มีธรรมแต่ไม่มีเรา ได้หรือไม่
พูดอย่างไรก็ได้แต่ขอให้เข้าใจจริงๆ ว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งๆ ถ้าไม่มีธรรมคือไม่มีสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเลย จะมีเราหรือไม่ ก็ไม่มีเรา แต่เมื่อมีธรรมใดเกิดขึ้นแล้วเข้าใจผิด ยึดถือว่าสภาพที่มีนั้นเป็นเรา จนกว่าจะเข้าใจได้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ธรรมเป็นธรรม ธรรมจะเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจากเป็นธรรม เข้าใจมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ ถ้าลืมก็ต้องอาศัยการฟังจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย ซึ่งมาจากคำบาลีว่า อุปนิสสย
อุปนิสสย คือที่อาศัยที่มีกำลัง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเกิดตามลำพังไม่ได้ แต่ต้องมีสิ่งซึ่งเป็นที่อาศัยที่มีกำลังที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ทางตาเห็นอะไรตั้งมาก ทางหูก็ได้ยินเสียงมากมาย ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มากเหลือเกิน เเต่ก็ยังรู้ว่าเห็นอะไรเป็นประโยชน์ ได้ยินอะไรเป็นประโยชน์ เห็นอะไร มีหนังสือธรรม พระไตรปิฎก หนังสือพิมพ์ หนังสือประจำสัปดาห์ มีหนังสือหลายเล่ม จะอ่านเล่มไหนคือตามอุปนิสสยปัจจัย คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมเลย ซึ่งควรจะเป็นธรรมที่ถูกต้องที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ ถ้าไม่สะสมมาเลยเขาไม่หยิบหนังสือเล่มนั้นแน่ เขาก็หยิบหนังสือเล่มอื่น ชีวิตตามความเป็นจริงแม้แต่จะเอื้อมมือ แม้แต่จะทำอะไรทุกอย่าง ไม่มีเราแต่มีธรรม
ดังนั้นการฟังธรรม กว่าจะสามารถประจักษ์การเกิดดับได้ไม่ใช่โดยไม่รู้อะไร โดยไม่ได้ละคลายอะไร แต่ต้องรู้เลยว่าเมื่อฟังแล้วมีความเข้าใจถูกต้องว่า ความเข้าใจที่เริ่มเข้าใจขึ้นกับการที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลยนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้น ความเข้าใจที่สามารถจะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกมากเท่าไร ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องราวที่เราได้ยินได้ฟัง แต่ต้องรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องราวของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งที่ละเอียดลึกซึ้งด้วย เช่นได้ยินคำว่า สติ เป็นอย่างไร มีหรือไม่ แล้วเหตุใดเป็นสติ ไม่ใช่เพียงว่าชื่อว่าสติ เรียกอะไรก็เรียกสติได้ บางคนชื่อสติได้หรือไม่ ชื่อสติได้แต่ไม่ใช่สติ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่อยู่ที่คำ แต่ว่าอยู่ที่ความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งผู้ที่ทรงบัญญัติคำเพื่อที่จะให้เข้าใจความหลากหลายของธรรมคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นถ้าได้ยินคำว่าสติ คิดเองไม่ได้ แต่ต้องฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจว่าเป็นธรรมก่อน เป็นธรรมฝ่ายดีด้วย ภาษาบาลีจะใช้คำว่ากุสะละธัมมะ ภาษาไทยก็พูดง่ายๆ ว่ากุศลธรรม ซึ่งธรรมฝ่ายดีนั้นต้องศึกษาโดยละเอียดแต่ละหนึ่งด้วยเพราะว่าไม่เหมือนกัน อย่างเช่น หิริ โอตตัปปะ สติ ปัญญา เป็นต้น แต่ละหนึ่งๆ ปะปนกันไม่ได้แล้วก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะเหตุว่าเป็นนามธรรมที่เกิดรวมกัน คือ จิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน ก็ยากใช่หรือไม่
ขณะนี้ที่กำลังเห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะเป็นจิต หรือจะเป็นเจตสิก ได้หรือไม่ เพราะว่าเห็นแล้วรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกไม่ใช่จิต แต่เป็นสภาพธรรมที่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏแล้วทำกิจ หรือเป็นลักษณะที่รู้สึกในอารมณ์นั้น ชอบหรือไม่ชอบก็ต่างกันใช่หรือไม่ ชอบเมื่อเห็นสิ่งที่น่าพอใจ บังคับบัญชาไม่ได้เลย และเวลาที่มีสิ่งที่ไม่น่าพอใจปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ลักษณะที่ไม่ชอบก็เกิดตามเหตุตามปัจจัย จะบังคับบัญชาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมที่ต่างกัน ถ้าเป็นธรรมฝ่ายไม่ดีก็เป็นโลภะ โทสะ โมหะ ถ้าเป็นธรรมฝ่ายดี แม้มีก็ไม่รู้ เช่น สติก็ไม่รู้ หิริก็ไม่รู้ ศรัทธาก็ไม่รู้ แต่กำลังฟังสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ไม่ใช่เพื่อจะไปประจักษ์การเกิดดับ แต่เพื่อละความไม่รู้
ที่ปลอดภัยที่สุดที่จะไม่เป็นทาสของโลภะ ค่อยๆ เหินห่างจากโลภะทีละเล็กทีละน้อยก็คือ เมื่อได้ยินคำไหนว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ คำนั้นหมายความถึงสิ่งนั้นเท่านั้น ไม่เป็นสิ่งอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ขณะนี้เวลาที่เข้าใจ สติเกิดแน่ๆ แต่รู้จักสติหรือยัง ยังไม่รู้เลย แต่มี รู้จักได้หรือไม่ในเมื่อมี ได้ แต่ว่าต้องไม่ใช่เรา ต้องเป็นปัญญา ปัญญาที่สามารถที่จะรู้ลักษณะของสติจะมีได้อย่างไร
ทุกคนก็อยากมีกันทั้งนั้น อยากมีทั้งสติ อยากมีทั้งปัญญา อยากมีทั้งเมตตา อยากจะมีธรรมฝ่ายดี แต่เพราะอะไรไม่มีธรรมฝ่ายดี บังคับให้เกิดก็ไม่ได้ อยากสักเท่าไร ความอยากคือความติดข้อง ไม่เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมฝ่ายดีเกิด ก็เป็นเรื่องที่มีโอกาสจะได้ยินได้ฟังคำจริง วาจาสัจจะ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ต้องไปคิดเองให้เหนื่อยเปล่า ทั้งเสียเวลาแล้วก็ผิดด้วย
ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ในขณะที่กำลังเข้าใจก็ไม่ใช่เราอีก ขณะที่กำลังไตร่ตรองก็ไม่ใช่เราอีก ไม่มีอะไรนอกจากจิตเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงาน โดยไม่รู้ว่าเป็นจิต เป็นเจตสิก แต่คิดว่าเป็นเราทั้งหมด แม้แต่จิตเกิดขึ้นเห็นก็เป็นเราเห็น จิตเกิดขึ้นได้ยินก็เป็นเราได้ยิน เพราะฉะนั้น กว่าจะมีความเข้าใจที่ถูกต้อง จนกระทั่งสามารถประจักษ์ด้วยปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งใช้คำว่าปฏิปัตติ ถึงเฉพาะลักษณะที่ปรากฏ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจก็ไม่มีทางเลย เพราะถูกปิดบังหุ้มห่อไว้ด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980