ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๐

    สนทนาธรรม ที่ ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.นครพนม

    วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏจริงๆ เราสามารถที่จะฟังและไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจว่าคำนั้นไม่ผิด โดยผู้ฟังเองที่จะรู้ว่า มีความเข้าใจถึงการที่แทงตลอดความจริงซึ่งกำลังเกิดดับขณะนี้หรือยัง หรือเพียงแต่เพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับขั้น ไม่ใช่ว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้วเราจะเห็นด้วยทันทีว่า ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ เข้าใจได้ แต่เป็นใครที่เข้าใจ ก็เป็นเราที่เข้าใจ

    ดังนั้นกว่าจะหมดจนกระทั่งไม่เหลือความสงสัย มีความรอบรู้ในขั้นฟังไม่คลาดเคลื่อน ไม่เปลี่ยนพระพุทธพจน์ตามความคิดความเห็นของตนเอง สิ่งที่ยากแสนยากคือ การเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้ปรากฏไม่ได้กับความไม่รู้ แต่ปรากฏได้กับความรู้และความเห็นถูก ซึ่งค่อยๆ เกิดขึ้นทีละลำดับตามขั้น เพราะฉะนั้นจึงมีปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ ปริยัติหมายความถึง เข้าใจและรอบรู้ในพระพุทธพจน์ซึ่งไม่เปลี่ยน

    ถ้าได้ยินคำว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เช่น เห็นมีจริง เราเกือบจะไม่รู้ว่าเห็นเป็นธรรม เราพูดว่าศึกษาธรรม ฟังธรรม แต่ไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร คำว่าธรรมไม่ใช่ภาษาไทยแต่เป็นภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาที่ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ จึงใช้คำว่าปาละ หรือปาลี คนไทยเรียกว่าภาษาบาลี

    ธรรมในภาษาบาลีหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ถ้าเราพูดคำว่าธรรมกับคนในยุคนั้นเขาเข้าใจได้ทันที เหมือนเราพูดกันเดี๋ยวนี้ว่าสิ่งที่มีจริง เราเข้าใจได้ทันทีในภาษาของตนเพราะภาษาไทยพูดอย่างนี้ แต่ถ้าจะไปพูดคำนี้กับคนชาติอื่นเขาก็ไม่รู้ว่าเราพูดว่าอะไร ชาวมคธพูดภาษาอะไรเราก็ไม่รู้ แต่ว่าทั้งหมดเป็นคำจริงซึ่งจริงในทุกภาษาไม่ว่าจะใช้ภาษาอะไรก็ได้ ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าหมายความถึงอะไร

    ประการแรกที่ลืมไม่ได้เลยคือ ในภาษาไทยไม่ต้องใช้คำว่าธรรม ใช้คำว่าสิ่งที่มีจริงๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง เข้าใจได้และไม่กั้นเลยใช่หรือไม่ แต่ถ้าบอกว่าฟังธรรม ฟังอะไร ฟังเรื่องอะไร ธรรมคืออะไร ต้องแปล ต้องคิดอีก แต่ขณะนี้พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ทุกอย่างตามความเป็นจริงซึ่งชัดเจน เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย ต้องเริ่มฟังถึงจะรู้ว่า แท้ที่จริงสิ่งที่เราว่ามีจริงนั้นมีเมื่อไร ถ้าไม่ไตร่ตรองจะคิดไม่ออกว่าจริงเมื่อไร

    เพราะฉะนั้น คำถามแต่ละคำถามเพื่อให้ไตร่ตรองเองเพื่ออะไร เพื่อจะได้เป็นปัญญาของตนเอง ถ้าไตร่ตรองแล้วเข้าใจด้วยตัวเองก็ไม่ลืม แต่ถ้าฟังคำของคนอื่นเพียงแค่จำแล้วตอบได้ ธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เท่านี้ไม่พอ ถ้าถามว่ามีจริงเมื่อไร ก็บอกว่าเดี๋ยวนี้มีเห็น แล้วมีเห็นได้อย่างไร ก็เห็นต้องเกิดขึ้น ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นจะมีเห็นได้อย่างไร แล้วเห็นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อยู่ดีๆ เห็นจะเกิดขึ้นมาได้หรือ ใครรู้บ้างว่าเห็นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเห็นจริงๆ คืออะไร แต่ก่อนนี้เป็นเราเห็น แต่เมื่อฟังแล้วเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วขณะที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เพราะว่าขณะใดที่ได้ยินไม่ใช่เห็น เป็นอีกขณะหนึ่ง พร้อมกันไม่ได้

    สภาพรู้ที่เกิดขึ้นรู้หนึ่งขณะต้องรู้เพียงหนึ่งอย่าง จะรู้สองอย่างไม่ได้ เพราะหนึ่งขณะเท่านั้นจะไปรู้หลายๆ อย่างได้อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน ไม่ใช่ขณะที่คิด ไม่ใช่ขณะที่กำลังรู้สิ่งที่กระทบกายปรากฏลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง นี่คือฟังให้เข้าใจ ไม่ต้องใช้คำภาษาบาลีก็ได้ แต่ว่าเมื่อเข้าใจแล้วใครพูดภาษาอะไรเราก็รู้เพราะมีความเข้าใจ อย่างเช่นมีคนบอกว่าปัญญา ปัญญาคืออะไร ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก มีปัญญาที่ไม่เข้าใจบ้างได้หรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจจะเป็นปัญญาไม่ได้เลย ต้องเป็นความไม่เข้าใจและไม่รู้ เพราะฉะนั้นปัญญาเป็นความเห็น เห็นอะไร เห็นสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนั้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เดาหรือคิดเอง

    คนที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยายามศึกษาค้นคว้าโดยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปรัชญา จิตวิทยา หรือว่าทางวิทยาศาสตร์ประการใดๆ ก็ตาม กล่าวเรื่องจิตใต้สำนึก จิตอะไรบ้างก็แล้วแต่ แต่จิตคืออะไร คนที่อ่านก็เหมือนรู้ตามไปเลยไม่ว่าจะพูดถึงจิตอะไร เหมือนรู้ แต่เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าต้องเป็นการไตร่ตรองแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เมื่อวานนี้ได้ถามไปแล้วว่า เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่ ขอถามผู้ที่ยังไม่ได้ฟังเมื่อวานนี้ เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่ บางท่านก็ตอบตรงว่า ยังไม่รู้เลยว่าจิตคืออะไรแล้วจะตอบว่ามีหรือไม่ได้อย่างไร นี่คือถูกต้อง ยังไม่รู้แล้วตอบไม่ได้ แต่ถ้าตอบก็คือต้องฟังก่อนว่าคำนั้นหมายความถึงอะไร

    ถ้าใช้คำว่าจิต เหมือนทุกคนรู้จัก แต่ขณะนี้มีสภาพธรรมอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งสามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งถ้าธาตุนี้ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่เกิดขึ้นรู้ อะไรๆ ในห้องนี้หรือที่ไหนก็ไม่ปรากฏเลย เพราะไม่มีสภาพที่สามารถที่จะรู้ รู้ที่นี่คือเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่คนตายจึงเห็น คนตายไม่เห็น เพราะฉะนั้น เพียงขณะที่เห็นเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเห็น ไม่ใช่ใครเลย และไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นด้วย แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัย

    ขณะนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ให้ตรงกับความเข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่ใช่เรา "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" อัตตาคือความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเรา เป็นถ้วยแก้ว เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่จริงๆ คือธรรมทั้งหลายคือแต่ละหนึ่งแยกออกไปแล้วคือเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงอย่างที่เรามองเห็น เกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ จะไปตามหาที่ไหนก็ไม่ได้ ดับคือดับ เหมือนแสงไฟเกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีก

    ผู้ที่เริ่มฟังจะรู้ได้เลยว่า คำนี้เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน ไม่ใช่คำของคนอื่น ยิ่งฟังก็ยิ่งเข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ จนกว่าค่อยๆ คลายการยึดมั่นว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน ทุกภพชาติที่ผ่านมามีแต่เรื่องราวของสัตว์บุคคลต่างๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงถ้ามีจริงแล้วอยู่ไหนและเหตุใดจึงหมดไป เมื่อเกิดแล้วต้องตาย ไม่ตายได้หรือไม่

    เพราะฉะนั้น คืออะไรแน่ เราหรือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วตาย แต่เพราะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงก็เข้าใจว่าเป็นเรา เป็นเขา ที่เกิดแล้วตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสนใจ และเห็นประโยชน์ของการที่จะรู้ความจริง ด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงมีความต่าง จะเห็นได้เลยว่าคนที่ฟังธรรมจริงๆ เข้าใจแต่ละคำเพราะศึกษาโดยถ่องแท้ไม่ใช่โดยผิวเผิน จะมีอยู่น้อยคนตามกาลสมัยและจะน้อยลงๆ

    ขณะนี้ทุกท่านเป็นผู้หนึ่งซึ่งก่อนจะจากโลกนี้ไปแล้วยังมีโอกาส เริ่มได้ยินได้ฟังแล้วไตร่ตรองและเข้าใจขึ้น ซึ่งการที่จะได้ยินได้ฟังนี้บังคับไม่ได้ ชักชวนก็ไม่ได้ อยู่บ้านเดียวกันคนหนึ่งฟังธรรม อีกคนหนึ่งเปิดโทรทัศน์ บังคับไม่ได้เลย เพียงได้ยินแต่ไม่ได้สนใจเลย เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะคนหนึ่ง ในคนหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่งเท่านั้นเองแล้วดับไป

    ดังนั้น ธรรมทั้งหลายคือสิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตา และโดยเฉพาะถ้าศึกษาต่อไปจะได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชินหู แต่ไม่ได้มีความเข้าใจลึกซึ้ง จนกระทั่งว่า "สัพเพ สังขารา อนิจจา" "สัพเพ สังขารา ทุกขา" "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" เปลี่ยนแล้ว

    นี่คือความละเอียด "สัพเพ สังขารา อนิจจา" สังขารคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้วดับไป ทุกคำสอดคล้องกันหมดในพระไตรปิฎกเพราะว่าเป็นความจริง ซึ่งจะกล่าวโดยแง่ใด นัยใด มุมใดก็ได้ ที่เป็นการกล่าวถึงความจริงโดยละเอียด แต่ละทาง แต่ละด้าน ซึ่งทั้งหมดนั้นสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะกล่าวโดยนัยของอริยสัจจะ นัยของปฏิจจสมุปปาท นัยของอินทริย นัยของอะไรก็ตาม ได้กล่าวถึงความจริงซึ่งลึกซึ้งและไม่เปลี่ยนแปลง แต่การที่จะให้เข้าใจความลึกซึ้งนั้นฟังคำเดียวไม่พอ

    เพราะฉะนั้น จะรู้ได้เลยว่าฟังเท่าไรก็ไม่พอ จากการที่ได้เคยฟังแล้วในชาติก่อนเป็นปัจจัยให้มีการได้ยินได้ฟังในชาตินี้ต่อไป ซึ่งผลของกรรมขณะนี้เป็นกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญา โดยไม่ต้องไปทำอะไรเลย เพียงฟังแล้วเข้าใจเป็นการกระทำของจิตและนามธรรมที่เกิดร่วมกันคือเจตสิก สำหรับผู้ที่ได้ฟังมาบ้างแล้วคงจะชินหู แต่สำหรับคนที่ใหม่จริงๆ แม้แต่จิตก็ยังไม่เข้าใจ แล้วยังมีอีกคำคือเจตสิก ซึ่งคงจะเข้าใจได้ถ้าฟังต่อไปอีกเพราะว่าไม่ยากเลย เดี๋ยวนี้เอง แต่ความละเอียดที่จะต้องรู้ว่า แม้แต่สภาพรู้หรือธาตุรู้ไม่ได้มีแต่เฉพาะเห็น ได้ยิน ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ ยังมีนามธรรมอื่นอีก หมายความถึงสิ่งที่รู้เกิดขึ้นพร้อมกันแต่ทำหน้าที่ต่างๆ กันไป ทั้งหมดเป็นนามธรรม

    เมื่อวานนี้ได้กล่าวถึงเรื่องธรรมซึ่งมีลักษณะต่างกันเป็นสองอย่าง คือสภาพธรรมที่มีจริง เกิดแล้วมีจริงๆ แต่ไม่รู้อะไรเลย แข็งไม่รู้อะไร เสียงมีจริงก็ไม่รู้อะไร กลิ่นมีจริง เกิดให้รู้ว่ามีกลิ่น แต่กลิ่นก็ไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้นสภาพธรรมใดก็ตามทั้งหมด ไม่ว่าจะโลกนี้หรือว่าโลกอื่น จักรวาล ดวงดาว พระอาทิตย์ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ก่อนที่จะมีคนไปที่ดวงดาวก็มีแต่รูป ใช่หรือไม่ คือมีการเห็นดาวนั้นก่อนที่จะไปถึงที่นั่น คือมีการเห็น

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็น กับ สภาพที่เห็นสิ่งนั้นต้องต่างกัน เพราะอย่างหนึ่งเป็นธาตุรู้หรือสภาพรู้ที่เกิดขึ้นและต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นไม่ได้มากเกินจากชีวิตประจำวันเลย คือเห็นเดี๋ยวนี้ คนตายไม่เห็น คนเป็นเห็นเพราะมีจิต มีธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเห็น แต่ขณะใดที่ได้ยิน ขณะนั้นก็ไม่ใช่คนนั้น ไม่ใช่ธาตุนั้น แต่เป็นอีกธาตุหนึ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้น เพียงเกิดขึ้นได้ยินแล้วดับไป

    สังขาร หมายความถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีการเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย อาศัยการปรุงแต่งทำให้เกิดขึ้น อนิจจา-ไม่เที่ยง ดังนั้น "สัพเพ สังขารา อนิจจา" เป็นภาษาบาลี ถ้าเรามีความเข้าใจในภาษาไทยแล้วจะเข้าใจทันทีเลยเมื่อใครกล่าวว่า "สัพเพ สังขารา อนิจจา" สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดคือสังขารทั้งหลาย สัพเพ-ทั้งหมดเลยไม่เว้น อนิจจา-ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป

    "สัพเพ สังขารา ทุกขา" เป็นทุกข์อย่างนั้นเองไม่ใช่อย่างอื่น คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่กล่าวแล้วว่าธรรมทั้งหลาย สิ่งที่มีจริงทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา คือสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง "สัพเพ สังขารา อนิจจา" นั่นเองเป็นทุกข์ จึงมีคำกล่าวว่า "สัพเพ สังขารา ทุกขา" การดับนั้นเองเป็นทุกข์ แต่เวลานี้ไม่รู้สึกเลยเพราะว่าสืบต่อกันให้เพลิดเพลิน ให้พอใจ ให้คิดว่ายังอยู่ ให้คิดว่าเที่ยง จนกว่าจะไม่มีสิ่งนั้น และถึงที่สุดคือจากโลกนี้ไปก็ไม่มีสุขทุกข์ในโลกนี้ทั้งหมดแล้ว

    เมื่อเช้าอากาศดี ลมพัดเย็นดี อาหารอร่อย เดี๋ยวนี้อยู่ไหนแล้ว แต่ละหนึ่งขณะไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้น เป็นความจริงที่เมื่อเข้าใจแล้วได้ยินคำในภาษาที่พระผู้มีพระภาคตรัสกับชาวเมืองนั้น "สัพเพ สังขารา อนิจจา" "สัพเพ สังขารา ทุกขา" ถ้าเราเป็นเหมือนผู้ที่ได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ในครั้งนั้นกับครั้งนี้ ต่างกันหรือไม่ เข้าใจเหมือนกันแต่ว่าคนละภาษา คนละเหตุการณ์ แต่คำไม่เปลี่ยนเพราะว่าความจริงเปลี่ยนไม่ได้

    ย้อนไป ๒๕๐๐ กว่าปี "สัพเพ สังขารา อนิจจา" "สัพเพ สังขารา ทุกขา" "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" คนยุคนี้ที่ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อน มีโอกาสได้ฟังอีกก็เข้าใจเหมือนกับเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปี แต่ถ้าไม่เคยได้ฟังมาก่อนเลย "สัพเพ สังขารา อนิจจา" ไม่ใช่ภาษาไทย ไม่รู้เรื่อง "สัพเพ สังขารา ทุกขา" เดี๋ยวว่าอนิจจา เดี๋ยวว่าทุกขา ไม่รู้เรื่อง "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" เปลี่ยนอีกแล้ว

    นี่คือความละเอียดของธรรมซึ่งต้องศึกษาทีละคำ ศึกษาทุกคำ มิฉะนั้นจะประมาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่ากล่าวคำที่ง่าย ใครฟังแล้วเข้าใจได้เลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ละคำ ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงตามที่กล่าวไว้ว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พูดคำไหนต้องจริงต้องตรง มิฉะนั้นแล้วพึ่งพระพุทธเจ้า พึ่งอย่างไรก็ไม่มีคำตอบ กราบไหว้เพื่ออะไร หวังอะไร พึ่งอะไรขณะนั้น กราบแล้วพึ่ง หรือตอนกราบไม่ได้พึ่ง หรืออย่างไร คือไม่รู้เรื่องทั้งหมดเลย แต่ธรรมชัดเจนเป็นจริงพิสูจน์ได้และไม่เปลี่ยน

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นบุญแน่นอน และขณะนี้ก็กำลังเป็นบุญแต่ปางก่อนของชาติหน้า ชาติหน้าจำไม่ได้เลยว่าอยู่ตรงนี้มีอะไรบ้าง เห็นทุกวันแต่เมื่อถึงชาติหน้าหายไปไหนหมด ไม่เหลือแม้แต่ความจำ แต่ก็แสดงให้เห็นความจริงว่า ขณะนี้เป็นบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อนสำหรับชาติหน้า ชาติหน้าไม่รู้ว่าจะเกิดที่ไหนเพราะกรรมใด ซึ่งกรรมมีมากทั้งในชาตินี้และในชาติก่อนๆ ด้วย

    ใครสักคนที่นี่จะบอกได้หรือไม่ว่าถ้าตายเดี๋ยวนี้แล้วไปไหน หรือเกิดที่ไหน แล้วก็ยังไม่รู้ด้วยว่าเพราะกรรมอะไร เหมือนกำลังนั่งอยู่ที่นี่ เกิดเป็นคนนี้มาสู่โลกนี้ ก่อนนั้นไม่เคยรู้เลยว่าอยู่ไหน และก่อนๆ นั้นอีกในสังสารวัฏฏ์ ในแสนโกฏิกัปป์เป็นใครบ้างก็ไม่รู้ รู้เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว ซึ่งตอนที่จะเกิดในชาตินี้ก็ไม่รู้ว่า เพราะกรรมใดของชาติใดที่ได้กระทำแล้วทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้

    ดังนั้นสังสารวัฏฏ์มืดสนิท ไม่รู้เลย เหมือนออกจากห้องนี้ไปแล้วประตูปิดสนิท มองไม่เห็นเลยว่าในนี้มีอะไรบ้าง เมื่อจากโลกนี้ไปขณะนั้นก็เหมือนประตูของชาตินี้ปิดสนิท ไม่สามารถที่จะเห็นได้ว่าชาติก่อนจากนี้เป็นอะไร จะรู้ว่าชาติก่อนทำอะไรบ้างก็คือเดี๋ยวนี้ เมื่อถึงชาติหน้าไม่รู้แล้ว แต่รู้ได้ในชาตินี้เองว่าชาติก่อนคือกำลังเป็นอย่างนี้ กำลังได้ฟังธรรม กำลังเริ่มสะสมความเข้าใจธรรมขึ้น เพราะฉะนั้น เป็นบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน จึงทำให้มีโอกาสได้ฟังแล้วได้เข้าใจขึ้นทุกๆ ชาติ

    คนที่เริ่มเข้าใจธรรมจริงๆ จะไม่หวังอะไรเลยทั้งสิ้น ขอเพียงเข้าใจธรรมที่จะสะสมต่อไปเพื่อจะรู้ความจริง เพราะว่าอย่างไรๆ ต้องจากโลกนี้ไปแน่แล้วยังจากไปทุกชาติด้วย จะเกิดเป็นใครอีกก็ต้องจากชาตินั้นไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าปัญญาที่ได้สะสมแล้วสามารถจะทำให้มีโอกาสได้เข้าใจธรรมเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งรู้ความจริงของทุกคำที่ได้ยินว่าเป็นความจริง

    เพราะฉะนั้น การฟังเป็นมงคล การสนทนาธรรมเป็นมงคล และคุณความดีทั้งหลายในชีวิตประจำวันเป็นมงคล โดยไม่รู้ ไม่รู้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม อกุศลกรรม ดีชั่วอย่างไร จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ เมื่อได้ฟังพระธรรมรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว วันหนึ่งสามารถที่จะดับกิเลสถึงความเป็นพระอริยสงฆ์ เป็นสังฆรัตนะด้วย

    ผู้ฟัง ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายตรงนี้ให้กระจ่างจะได้เห็นชัดๆ ว่า ไตรลักษณ์เป็นอย่างไร เกี่ยวพันกับทุกคนอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่น ไตรคือ ๓ ไตรลักษณ์คือลักษณะ ๓ ภาษาบาลีคือ ติลักขณะ เมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือกี่ลักษณะ ๓ แล้วใช่หรือไม่ อนิจจังคือลักษณะที่ไม่เที่ยง ทุกขัง ลักษณะที่ไม่เที่ยงเป็นสุขหรือ ลองคิดดูว่าเพียงเกิดแล้วดับแล้วต้องเป็นอย่างนั้นด้วย ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรืออย่างไร มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ เพราะไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนที่จะมาเหนื่อยหรือจะไม่เหนื่อย แต่ว่าเป็นธรรมซึ่งเมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้นทั้งนั้นเลย

    เพราะฉะนั้น อนิจจัง-ไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงนั้นควรยินดีหรือไม่ เพราะว่าความหมายของทุกข์หรือทุกขะ ตามความเป็นจริงของทุกสิ่งทุกอย่างหมายความถึง ลักษณะที่ไม่เที่ยงนั้นเองคือทุกข์ที่แท้จริง เพราะเหตุว่ามีใครเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ทุกคนไม่อยากให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดพลัดพรากเลย เกิดมาแล้วอยากจะเป็นคนนี้สักกี่ปีดี ต้องการเท่าไรดี เท่าไรก็ต้องการใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่าไม่ชอบความไม่เที่ยง ไม่อยากพลัดพราก

    ดังนั้น ลักษณะที่พลัดพรากหรือไม่เที่ยง ไม่ควรเป็นที่ยินดีแน่นอน เพราะฉะนั้น ทุกข์ที่สุดของที่สุดของทุกข์ คือ ลักษณะที่เพียงเกิดแล้วดับไป ทุกข์อื่นยังแก้ไขได้ หิวก็รับประทานอาหาร ไม่สบายก็ไปโรงพยาบาลรับประทานยา ไม่มีเงินก็หาเงิน ยังพอที่จะขวนขวายแก้ไขไปได้ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งใครก็แก้ไม่ได้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แก้ไม่ได้ ใครก็แก้ไม่ได้เลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร คือความหมายของอนัตตา

    พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งรู้ยากยิ่ง แม้ปัญญาก็เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่พ้นจากความจริงไปได้สักอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ลักษณะที่ไม่เที่ยงนั่นเองเป็นทุกข์ แล้วเป็นอนัตตาคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเพราะไม่มีใคร มีแต่ธรรมซึ่งต้องเป็นไปตามปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทุกข์จริงๆ ต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ท่านใดก็ตาม ถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะกล่าวคำเช่นนี้ไม่ได้ แต่กล่าวคำอื่นเทียบเคียงได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    7 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ