ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๙
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น
วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ท่านอาจารย์ จะไปพยายามสักเท่าไรก็ไม่ได้ แต่ขณะเข้าใจนั้นเองไม่ใช่ขณะอื่นเลยที่ละความไม่รู้ เมื่อฟังมาแล้วเริ่มเข้าใจ การที่ไม่เคยเข้าใจก่อนนั้นค่อยๆ เริ่มหายไป แสดงให้เห็นว่าเข้าใจเมื่อใดความเข้าใจนั้นไม่ใช่เรา แต่เพราะเหตุว่ายังยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดว่าเป็นเรา หนาวก็เป็นเราหนาว หิวก็เป็นเราหิว อร่อยก็เป็นเราอร่อย ไม่พ้นเลย เป็นเราไปหมดทุกอย่าง ซึ่งได้ทรงแสดงไว้ให้คนที่ได้ฟังธรรมมากพอ หรือฟังมาบางคำก็ตามแต่ จะได้ยินคำว่าขันธ์ ๕ ทุกอย่างแต่ละหนึ่งเป็นหนึ่งๆ ๆ คือขันธ์นั่นเอง เพราะฉะนั้นรูปขันธ์ เวทนาขันธ์-ความรู้สึกต่างๆ สัญญาขันธ์-ความจำ มีแน่นอน แต่ทั้งหมดเป็นเราไปหมด จนกว่าจะค่อยๆ ละไปแต่ละขันธ์ๆ ๆ
อดทนหรือไม่ที่รู้ว่าหนทางที่จะไม่มีกิเลสคือหนทางนี้เอง แล้วต้องเห็นโทษของกิเลสมากมายจนมั่นคง จึงสามารถที่จะละความเป็นไปของการที่จะต้องเป็นอย่างนี้ทุกชาติ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เกิดแล้วต้องตายวนเวียนไปแต่จะไม่กลับมาเป็นคนนี้อีกเลย แล้วคนต่อไปคือใคร กำลังสร้างเหตุของการที่บุคคลนั้นจะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น โดยไม่ใช่บุคคลนี้
ผู้ฟัง จริงๆ แล้วไม่มีประโยชน์เท่าไรที่จะมาแบ่งแยกว่า เรารู้ หรือ ปัญญารู้ คือถ้าเรามองว่าไม่มีเราแล้วก็ไม่ต้องมานั่งคิดว่า ปัญญาเป็นผู้รู้ หรือเราเป็นผู้รู้ ถึงเวลาหากจะเข้าใจอะไร คือเป็นปัญญาที่ทำให้เราเข้าใจ ผมพูดเช่นนี้ถูกหรือไม่
ท่านอาจารย์ คำถามคือถูกหรือไม่ ใช่หรือไม่ ถามใครเอ่ย ถามใครดี ใครจะตอบให้รู้ให้เข้าใจจริงๆ ต้องเป็นคำที่กล่าวถึงความจริงแล้วไตร่ตรอง ไม่ใช่ถามคนอื่นโดยที่เราไม่ได้ไตร่ตรอง แต่จากการฟังแล้วไตร่ตรองความจริงและความถูกต้องว่าสิ่งนั้นถูกต้องคือหนทางเดียว ในขณะนี้เห็นยังเป็นเราแน่ๆ คิดก็ยังเป็นเรา จำก็เป็นเราเหมือนเดิม เพียงแต่เริ่มได้ฟังว่า ขณะนี้สิ่งที่เคยเป็นเรานั้นความจริงคืออะไร เท่านั้นเอง แต่ยังไม่ถึงอีกขั้นหนึ่งเพราะเหตุว่าพระธรรมทรงแสดงตามลำดับ ตั้งต้น ท่ามกลาง ที่สุด จะไปถึงที่สุดโดยไม่มีตั้งต้นได้หรือไม่
ตั้งต้นพอหรือยังที่จะไปสู่ระดับขั้นกลาง ขั้นกลางพอหรือยังจึงจะไปสู่ขั้นสูงสุดคือ ประจักษ์แจ้งความจริงตามที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้งแล้วต้องมีความมั่นคงว่า เดี๋ยวนี้สภาพธรรมเกิดเมื่อมีปัจจัย ถ้าหลับตาหรือนอนหลับสนิทไม่เห็นและไม่ได้ยินด้วย ใช่หรือไม่ แต่เมื่อตื่นมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นได้ยินจึงได้ยิน ถ้ามีเสียงปรากฏมีปัจจัยคือเสียงกระทบหูจึงได้ยิน ทุกอย่างในทุกขณะค่อยๆ เข้าใจในความไม่ใช่เรา ไม่ใช่ไปบอกว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา พยายามนึกว่าไม่ใช่เรา แต่กำลังเข้าใจถูกต้องว่าแต่ละหนึ่งเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีปัจจัยที่เหมาะควรที่จะให้สภาพนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นด้วย
ความโกรธมีหลายระดับใช่หรือไม่ เห็นฝุ่นนิดหน่อย กับการที่มีคนมาว่าเราแม้เพียงเล็กน้อย กับมีเหตุการณ์ต่างๆ ที่น่าจะโกรธมากๆ ความโกรธก็เกิดขึ้นตามลำดับขั้นจะเปลี่ยนเหตุปัจจัยไม่ได้ คือค่อยๆ เข้าใจในความไม่ใช่เราโดยไม่ต้องพูด เพราะว่าความจริงขณะนั้นยังไม่หมดความเป็นเรา แต่ค่อยๆ เริ่มมีความเข้าใจขึ้นทีละน้อย ก็จะเห็นความต่างของการไม่รู้เลย ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย กับการได้ยินสิ่งที่กล่าวถึงสิ่งที่มี ให้เริ่มเข้าใจตามความเป็นจริง แล้วแต่ว่าปัญญาจะมั่นคงมากน้อยเพียงใดก็ละคลายไปตามลำดับของปัญญา
โดยที่ทุกอย่างต้องมีการสะสมจึงใช้คำว่าภาวนา หมายความถึงอบรมให้สิ่งที่ยังไม่มี ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น อบรมสิ่งที่มีแล้วมั่นคงเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องถามใครเลย รู้เลยว่าระดับนี้ยังไม่ประจักษ์แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะยังไม่ได้เข้าใจพอที่จะรู้แต่ละหนึ่ง นับถูกหรือไม่ว่าแต่ละหนึ่งเดี๋ยวนี้คืออะไรบ้าง ถ้าไม่ฟังก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ กำลังจำแท้ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจำไปหมดทุกอย่าง เห็นอะไรก็จำสิ่งนั้น ได้ยินเสียงอะไรก็จำเสียงนั้น ทุกอย่างที่ปรากฏ สภาพจำก็จำทั้งหมดแต่คลาดเคลื่อน เพราะว่าสิ่งนั้นไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงว่าแสนสั้น เฉพาะหนึ่งเกิดแล้วดับ
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประจักษ์แจ้งอริยสัจจะ เป็นหนึ่ง รวมกันไม่ได้ แต่ละหนึ่งปรากฏทีละหนึ่ง ไม่ใช่พร้อมกัน กว่าจะบำเพ็ญบารมีที่มั่นคงที่จะเข้าใจสิ่งหนึ่ง จึงแยกหนึ่งนั้นออกมาจากที่ยังไม่ได้เข้าใจ และเข้าใจอีกหนึ่งก็แยกหนึ่งนั้นออกมาจากสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ จนประจักษ์แจ้งแต่ละหนึ่งได้เพราะมีความเข้าใจถูกต้องในความต่างของสิ่งที่รวมกัน
ทั้งหมดพระองค์ได้ตรัสไว้โดยประการทั้งปวง ให้พิจารณาให้เข้าใจจนกระทั่งมั่นคงว่า หนทางนี้ ไม่ใช่เราที่จะไปทำ ไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่มีจริงซึ่งมีลักษณะอันหลากหลายและต่างทำหน้าที่ของตนของตน เปลี่ยนความจำให้เป็นความโกรธได้หรือไม่ นั่นคือธรรมแต่ละหนึ่ง สภาพจำเป็นหนึ่ง สภาพโกรธเป็นหนึ่ง ใช้คำว่าขันธ์ก็ได้ ได้ยินเมื่อครู่นี้เป็นขันธ์หรือไม่ เสียงเมื่อครู่นี้เป็นขันธ์หรือไม่ นับไม่ถ้วนใช่หรือไม่ แต่ละหนึ่งๆ ๆ ทั้งนั้น แต่ละหนึ่งคือขันธ์หนึ่งๆ ๆ ซึ่งมี ๕ ประเภท
สรุปโดยย่อว่าฟังอะไร ฟังธรรมใช่หรือไม่ ถ้าไปฟังเรื่องอื่นๆ ไม่ได้ฟังอย่างนี้คือฟังธรรมหรือไม่ เริ่มรู้ว่าฟังธรรมคือฟังอะไร เพื่อเข้าใจอะไร ไม่ใช่ฟังเล่นๆ แต่เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งคือเข้าใจสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยเข้าใจ ลองคิดดู มีตลอดชีวิตแต่ไม่เคยเข้าใจ กับ มีแล้วเริ่มเข้าใจทีละน้อยดีกว่าไม่เข้าใจเลย
ผู้ฟัง กิเลสเป็นของที่มีอยู่จริง เมื่อก่อนนี้ไปพยายามบังคับที่จะให้ละกิเลส แต่ตอนนี้กำลังมีความรู้สึกว่า ฟังธรรมเรื่อยๆ หากปัญญาจะประจักษ์หรือจะรู้ คือเขาจะรู้เองว่าสิ่งนี้แต่ละหนึ่งๆ ๆ
ท่านอาจารย์ ต้องละเอียดมาก เมื่อครู่นี้ว่าเริ่มเห็นกิเลสใช่หรือไม่ แต่ไม่รู้จักกิเลส เพียงแค่เห็นกิเลสไม่พอเลย เพราะถึงเห็นก็ไม่รู้จัก เหมือนรู้จักแต่ไม่รู้จัก
ผู้ฟัง ไตร่ตรองกับคิด ไม่เหมือนกันใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ คิด คิดเรื่องอะไร แต่ไตร่ตรองเมื่อมีสิ่งที่ปรากฏ มีสิ่งได้ยินได้ฟังแล้วไม่เผิน ที่พูดว่าเมื่อได้ฟังธรรมก็เริ่มรู้จักกิเลส แต่ไม่เข้าใจว่ากิเลสไม่ใช่เรา เพียงเริ่มรู้ว่านั่นกิเลส นี่กิเลส อย่างเช่น บางคนเดินไปเห็นดอกไม้สวยมาก เขาก็บอกกิเลส โลภะๆ แต่ไม่รู้จักโลภะ เพียงแค่เรียกชื่อโลภะ
ผู้ฟัง ให้มองลึกกว่านั้นคือให้รู้ด้วยว่า ทั้งโลภะ ทั้งกิเลส ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ จริงหรือไม่ ไม่ใช่ไปให้แกล้งใช่หรือไม่ แต่ให้ถึงความรู้จริงๆ ที่จะละ เพราะหมดแล้ว เราอยู่ไหน ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ดับ แต่การเกิดดับไม่ปรากฏกับความไม่รู้ และความไม่รู้**ระดับไหนถึงจะปรากฏความไม่ใช่เราได้
อ.วิชัย ฟังการสนทนาเมื่อสักครู่ยังมีประเด็นที่น่าคิด ที่กล่าวว่า รู้ว่ามีกิเลสแต่ไม่รู้จักกิเลส "รู้ว่ามี" เหมือนกับน่าจะรู้ว่ากิเลสเป็นอย่างไร จึงรู้ว่ามี
ท่านอาจารย์ ใครไม่เคยโกรธบ้าง ถามอย่างนี้เหมือนรู้จักโกรธใช่หรือไม่
อ.วิชัย เหมือนรู้จักโกรธ
ท่านอาจารย์ รู้ว่ามีโกรธ แต่ไม่รู้จักโกรธ
อ.วิชัย ชัดเจน ก็คือไม่รู้จักจริงๆ ยังคิดว่าเป็นเราที่โกรธอยู่ ไม่รู้จักว่าจริงๆ ตัวโกรธหรือสภาพธรรมที่โกรธนั้นเขาเกิดขึ้นทำหน้าที่ของเขา แต่ไม่รู้เลยเข้าใจว่าโกรธที่เกิดขึ้นเป็นเราโกรธ หรือเรามีความโกรธ ก็คือไม่รู้จักโกรธ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเผินไม่ได้เลย ลึกลงไปๆ ๆ จนถึงการประจักษ์แจ้งสิ่งที่กำลังเกิดดับเพราะเป็นความจริง นั่นคือการตรัสรู้
อ.วิชัย การที่จะเข้าใจความเป็นจริงของอกุศลธรรม เข้าใจว่าคงต้องเป็นผู้ที่ค่อยๆ มีความรู้ตามลำดับที่จะเข้าใจอกุศลธรรม เช่น โลภะ โทสะ โมหะ เหล่านี้อย่างไร
ท่านอาจารย์ รู้ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรบ้าง ตั้งแต่เช้ามาไม่เคยคิดเลยใช่หรือไม่ จนกระทั่งมีคำถามว่า เดี๋ยวนี้รู้อะไรบ้าง เริ่มคิดแล้ว ถ้าพูดเรื่องอื่นก็ไม่คิดเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวนี้มีจริงๆ แล้วจะได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร จะได้รู้ถูกต้อง
อ.วิชัย ความไม่รู้มากมายมหาศาล
ท่านอาจารย์ นั่นคือปัญญาที่รู้จริงๆ ว่าประมาณไม่ได้เลย นี่คือประโยชน์ของการฟังเพื่อเข้าใจแม้ว่าทีละเล็กทีละน้อย ขณะนั้นกำลังเป็นบารมีที่จะสามารถทำให้เข้าถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เพิ่มขึ้นแต่ละหนึ่งๆ ทีละเล็กทีละน้อย เพราะความไม่รู้มากเหลือเกินจึงต้องอดทน ขันติบารมี ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรกลางแดดกลางฝน แต่ทนต่อการที่จะรู้ความจริงซึ่งยากที่จะรู้ได้เพราะว่าปรากฏนิดเดียวแล้วดับ แต่ดูเหมือนมีอยู่ตลอดเวลา เช่น เห็น เหมือนเห็นทั้งวันแต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เป็นต้น
ความจริงคือ เห็นเกิดแล้วต้องดับ ในขณะที่ได้ยินต้องไม่มีเห็นเลย ทีละหนึ่งๆ เท่านั้นที่ปรากฏ จริงหรือไม่ ไตร่ตรองให้รู้ว่าความไม่รู้มากมายเพียงใด แล้วจะไปรีบร้อนทำให้ความไม่รู้หมดไปโดยวิธีอื่นก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ฟัง เข้าใจมาตลอดว่าตอนนี้เรากำลังพูดอยู่ เสียงเป็นรูป เสียงเกิดขึ้นแล้วมีจิตและเจตสิกตามมาแล้วก็จบลง เมื่อได้ยินคำว่าปุเรชาตปัจจัย แสดงว่าไม่ได้จบเลย จะต้องมีการแยกออกมาใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ แสดงว่าความลึกซึ้งของธรรม ถ้าฟังคำเดียวแล้วคิดเองคือผิดแน่นอน เพราะว่าความลึกซึ้งของธรรมมีมาก และความเข้าใจเท่านั้นที่จะเห็นความลึกซึ้ง ต้องทีละคำด้วย เพราะเหตุว่าถ้าจะพูดถึงแต่ละคำมีความลึกซึ้งทุกคำยิ่งขึ้น แม้แต่คำว่าปัจจัย
ทุกอย่างทั้งหมด ค่อยๆ ละความคิด ฟังไม่นานก็พอจะคิดว่านั่นเป็นนี่ นี่เป็นนั่น แต่ว่าตามความเป็นจริงความลึกซึ้งของธรรมละความไม่รู้ เพราะขณะนั้นยังเป็นความสงสัย เนื่องจากยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งจึงต้องสงสัย อย่างเช่น เวลานี้มีใครคิดบ้างว่า จะเป็นขณะที่มีสภาพธรรมเพียงหนึ่งอย่างปรากฏ นี่คือความละเอียด
ธาตุรู้ เดี๋ยวนี้มีใช่หรือไม่ ที่ใช้คำว่าเป็นใหญ่เป็นประธานนั้นได้แก่จิต แสดงว่าธาตุรู้อื่นมี แต่ไม่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่ละอย่างๆ เฉพาะอย่าง แม้แต่คำว่าอินทรีย์ อินทริย ความเป็นใหญ่หลายนัย แม้แต่เป็นใหญ่ในอะไร อย่างเช่น จิต เดี๋ยวนี้กำลังมีแน่ๆ เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เช่น เห็น เหตุใดเห็นเป็นดอกไม้หลายชนิด เพราะเหตุว่ารู้แจ้งแต่ละหนึ่งที่หลากหลายจึงประมวลได้ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน นี่คือประมวล แต่ลองคิดถึงขณะจิตเดียวเท่านั้นที่สิ่งนั้นสามารถกระทบตา ทุกสิ่งทุกอย่างขณะนี้ปรากฏกระทบตาทีเดียวพร้อมกันไม่ได้แน่นอน ต้องมีเฉพาะที่กระทบตาได้จริงๆ ลองคิดดู จักขุปสาทเล็กเพียงใด
ผู้ฟัง เล็กมาก
ท่านอาจารย์ แล้วสิ่งที่กระทบตาใหญ่ๆ จะไปกระทบได้หรือไม่ นอกจากเล็กแต่ละหนึ่งๆ เมื่อรวมกันเกิดดับสืบต่อปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานเป็นนิมิต ในภาษาบาลี คือปรากฏให้จำไว้ว่าสิ่งนี้เป็นอะไร เป็นปัญญัตติ จากนิมิตที่ปรากฏทำให้รู้ว่านี่เป็นโต๊ะ นี่เป็นไมโครโฟน นั่นเป็นเก้าอี้ เพราะนิมิตสันฐานที่ปรากฏต่างกัน ทำให้หมายรู้ว่าสัณฐานอย่างนี้ยาว แคบ เล็ก ใหญ่ ขนาดนี้เป็นอะไรแล้วเราก็จำไว้ ขณะนี้ที่เป็นคนก็เพราะจำไว้ว่าเป็นคน แต่ความจริงเป็นสิ่งที่กระทบตา ลึกซึ้งหรือไม่
ผู้ฟัง ลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ค่อยๆ ทิ้งความที่เราจะไปคิดเองว่าจะไปประจักษ์การเกิดดับหรืออะไร เพราะยังไม่ได้ละอะไรเลย ยังไม่ถึงขั้นตามลำดับที่ว่าปริยัติเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิปัตติ เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิเวธ ๓ รอบของอริยสัจจ์ ๔ นี่คือรอบไหน เราต้องตรงว่าเพียงรอบต้น เริ่มฟัง จะไปรอบไหนได้ แล้วฟังแต่ละคำยังต้องละเอียดพอที่จะเข้าใจถูกต้องจริงๆ ในคำนั้น ไม่เปลี่ยน
เช่น คำว่าธรรม สิ่งที่มีจริง หมายความว่าอย่างไร ต้องมีลักษณะปรากฏให้รู้ว่าจริง ถ้าไม่มีลักษณะจะบอกว่าจริงได้หรือไม่ นั่นจริง นี่จริง เพียงแต่คิดเองว่าจริง เรียกชื่อต่างๆ นานาว่าจริงแต่ไม่มีลักษณะปรากฏเลย แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เป็นธรรมต้องมีลักษณะปรากฏเป็นอย่างนั้น เฉพาะสิ่งนั้น จึงเป็นธรรมหนึ่ง เช่น ตา จักขุปสาทอยู่กลางตาแต่มองไม่เห็น เห็นเมื่อใดเป็นสิ่งที่เกิดกับมหาภูตรูป เป็นปัจจัยให้มีสีสันต่างๆ ปรากฏกระทบตาได้ เป็นอีกรูปหนึ่ง ไม่ใช่เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ที่เป็นมหาภูตรูป แต่เป็นรูปอีกหนึ่ง ความละเอียดนี้เกินวิสัยที่ใครจะคิดเอง เพราะฉะนั้น ความจริงแท้กว่าจะค่อยๆ ละความไม่รู้ และมั่นคงที่จะรู้ว่าขั้นนี้คือขั้นคิด ยังไม่ใช่รู้ตรงลักษณะของเห็นจริงๆ เพราะกำลังพูดเรื่องเห็น แต่มีคิด มีได้ยิน แล้วจะตรงลักษณะเห็นได้อย่างไร
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะต้องมีการที่ปัญญาเจริญขึ้นจากความเข้าใจไม่เปลี่ยนแปลงว่า สภาพธรรมที่จะรู้โดยระลึกเท่าที่ได้ฟังมาแล้วเป็นจริงเป็นลักษณะหนึ่งของธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสใช้คำว่าเป็นสภาพระลึกรู้ ฟังแล้วยังไม่ได้ระลึกรู้แต่เริ่มเข้าใจจากการฟัง ระลึกรู้ไม่ใช่เพียงขั้นฟังเข้าใจเท่านั้น แต่ยังถึงขณะที่กำลังรู้ตรงสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาด้วย เวลานี้มีแข็งปรากฏแน่นอน ใครรู้ตรงแข็งบ้าง
ผู้ฟัง เก้าอี้แข็ง
ท่านอาจารย์ กระทบจริง รู้ว่าแข็งจริงแต่ไม่รู้จักแข็ง ไม่รู้ว่าขณะที่แข็งปรากฏเป็นธรรมที่มีจริง และจิตจะเกิดขึ้นรู้เฉพาะหนึ่ง จิตหนึ่งรู้ได้หนึ่งจะรู้สองอย่างไม่ได้ จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่จิตกำลังรู้ ภาษาบาลีคือคำว่าอารัมมณะ คนไทยพูดสั้นๆ ว่าอารมณ์ เดี๋ยวนี้มีอารมณ์หรือไม่
ผู้ฟัง มีอารมณ์
ท่านอาจารย์ เพราะมีจิต ต้องเข้าใจว่าเห็นมีแน่นอน กำลังเห็นแต่ยังไม่รู้จักเห็น จึงเป็นเราเห็น
เริ่มต้นใหม่เลย สภาพรู้มีจริง ลักษณะรู้ ธาตุรู้มีจริงๆ เพราะฉะนั้น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ต้องมีลักษณะที่ปรากฏให้รู้สิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งนั้นจริงๆ เห็นกำลังเห็น แสดงให้รู้ว่าต้องกำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เวลาได้ยินไม่ใช่เห็น แต่มีสิ่งที่ปรากฏให้ได้ยินคือเสียง เพราะฉะนั้น จิตแต่ละหนึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กระทบที่ปรากฏ ซึ่งใช้คำว่าสิ่งที่จิตรู้ คือ อารมณ์
เพราะฉะนั้น มีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ ต้องมีอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่จิตนั้นรู้ จะกล่าวว่ามีจิตรู้แต่ไม่มีสิ่งที่จิตรู้ไม่ได้ ต้องแยกกันด้วยว่าจิตเป็นสภาพรู้ ไม่ใช่สิ่งที่จิตรู้ และสิ่งที่จิตรู้ไม่ใช่สภาพรู้ หรือเป็นสภาพรู้ก็ได้ ขณะนั้นต้องมีจิตที่รู้สิ่งนั้น นี่คือความลึกซึ้งที่ต้องละเอียด ฟังทุกคำตามลำดับด้วย ถ้าไม่ตามลำดับจะยากมาก ฟังธรรมมา ๔๐ ปีแต่เมื่อสนทนากันไม่เข้าใจอะไรเพราะไม่ศึกษาตามลำดับ
ดังนั้น ตามลำดับสำคัญที่สุดจึงมีปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ ที่เราใช้คำว่าปฏิบัติแต่ยังไม่เข้าใจก็ไปปฏิบัติแล้ว นั่นไม่ใช่ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ปริยัติ ไม่ใช่เพียงฟังเดี๋ยวนี้ แต่รอบรู้ในพระพุทธพจน์ ทุกคำสอดคล้องกันหมดและลึกซึ้งอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าได้ยินคำนี้แล้วคิดเองเป็นปริยัติ ต้องรอบรู้จริงๆ ในแต่ละคำซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทุกคำ ไม่ใช่พูดเล่น พูดลอยๆ แต่พูดถึงสิ่งที่มีจริงทุกขณะที่ปรากฏว่ามี ให้รู้ว่าความจริงสิ่งนั้นคืออะไร
การศึกษาธรรมจึงต้องละเอียดอย่างยิ่ง อีกนัยหนึ่งเหตุใดต้องละเอียดอย่างยิ่ง เคารพอย่างยิ่งในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งกว่าจะได้รู้สิ่งที่ลึกซึ้งพระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไร จึงได้ตรัสว่าเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เพราะประจักษ์แจ้ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีการปรากฏว่าเห็นดับเลย เห็นอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นเพียงความรู้ขั้นฟังยังไม่ถึงการที่จะประจักษ์แจ้ง จนกว่าจะเข้าใจแต่ละหนึ่งๆ ๆ จนแยกออกจากกัน มั่นคงว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน
จิตไม่ใช่เจตสิก เจตสิกเป็นสภาพรู้ที่เกิดกับจิต แต่ไม่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์คือสิ่งที่ปรากฏ จิตเท่านั้นเป็นใหญ่ที่จะรู้แจ้ง ขอบฟ้ากับน้ำ รู้ใช่หรือไม่ เพราะจิตรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ และมีสภาพจำซึ่งไม่ใช่จิต แต่ละหนึ่งๆ กว่าจะละลายสลายความที่เคยจำไว้มั่นคงในแสนโกฏิกัปป์ว่ามีเรา เป็นอัตตา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลาย ทั้งปวง ทั้งหมด ไม่เว้นเลย เป็นอนัตตา ไม่ใช่จะเป็นของใคร ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เราคิด แต่เป็นแต่ละหนึ่งธรรม อาศัยปัจจัยต่างๆ หลากหลายมาก
ปุเรชาตปัจจัยเป็นปัจจัยหนึ่ง ต้องรู้ด้วยว่าอะไรเป็นปัจจัย ที่กล่าวถึงปุเรชาต เมื่อมีปัจจัยซึ่งเป็นเหตุต้องมีผล คือปัจจยุปปันนะ สภาพธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยนั้น อุปันนะ เกิดเพราะปัจจัย จึงเป็นปัจจยุปปันนะ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปัจจยุปบันของเห็น แต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏและปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิดเกี่ยวข้องกันเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัยกันโดยปัจจัยต่างๆ เช่นเห็น สีสันวัณณะซึ่งปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นรูปไม่รู้อะไรเลย รูปธรรมมีจริงแต่ไม่ใช่สภาพรู้
เพราะฉะนั้น ธรรมคำเดียวแยกเป็นสองอย่าง นามธรรมกับรูปธรรม ธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธรรม ธรรมที่เกิดต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย เป็นลักษณะของธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นรู้ เป็นนามธรรม นามธรรมก็แยกออกอีกเป็นสองอย่างคือ จิตกับเจตสิก
เราต้องเข้าใจให้ละเอียดโดยไม่คิดเองเลย เพราะเพียงคำเดียวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรามาคิดเองนั้นต้องมีความบกพร่อง ความผิดพลาด ทำให้พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันตรธานเสื่อมสูญ ถ้าคิดเองคือการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้น คนที่เคารพจริงๆ เริ่มเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งและเคารพอย่างสูงสุด คือไตร่ตรองทุกคำซึ่งสอดคล้องกันทั้งหมด เพราะความจริงจะเป็นความเท็จได้อย่างไร ไม่ว่าจะกล่าว ณ บรรพใด สถานที่ไหน หัวข้อไหนอย่างไร ก็กล่าวถึงสิ่งนั้นให้ละเอียดขึ้น จนปัญญาของคนฟังค่อยๆ เริ่มไตร่ตรองแต่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง เพียงแต่เริ่มเห็นเหมือนเงาลางๆ หรือเหมือนกับหลับสนิทยังไม่ตื่นเลย
เราทุกคนกำลังหลับสนิท ไม่รู้เลยว่าไม่รู้ จนกว่ารู้เมื่อใดจึงรู้ว่าตื่นแล้ว ทั้งหมดที่มีปรากฏว่าเกิดและดับไปหมดไม่เหลือเลย ค่อยๆ รู้ว่าพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะหมดกิเลส ละการยึดถือว่าเป็นตัวตนได้ ประจักษ์แจ้งสภาพธรรม ดับกิเลสตามลำดับขั้นจนถึงไม่เหลือเลย คิดดู ในเมื่อวันนี้ทั้งวันเต็มไปด้วยกิเลสแล้วไม่เหลือเลย เป็นไปได้ด้วยอานุภาพหรือกำลังของความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มี ตรงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เรากำลังพูดถึงเห็น ค่อยๆ เข้าใจแต่ยังไม่ประจักษ์ว่าเห็นเกิดดับ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980