ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
ตอนที่ ๑๙๔๗
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ ซึ่งไม่สามารถที่จะให้คนอื่นกล่าวถึงความจริงที่กำลังได้ฟังเดี๋ยวนี้ได้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
ผู้ฟัง กราบเรียนถามท่านอาจารย์และท่านวิทยากร เพราะว่าทุกครั้งที่มาอินเดียก็จะมีคนบอกว่าไปแสวงบุญใช่ไหมก็เลยอยากจะทราบว่าประโยคดังกล่าวถูกหรือไม่ถูก
อ.กุลวิไล ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังพระธรรมก็คงไม่รู้ว่าบุญต้องเป็นธรรมที่เป็นสภาพจิตที่เป็นฝ่ายดีนั่นเองและบุญก็จะต้องมีที่ตั้งให้เกิดด้วย
เราอาจจะเคยรู้จักบุญแค่ขั้นทาน ขั้นศีลคือวิรัติงดเว้นทุจริตทางกายทางวาจา เพราะฉะนั้น จะแสวงหาบุญก็ต้องเป็นผู้ที่ฟังพระธรรม
และโดยเฉพาะมาในสถานที่เหล่านี้เราจะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องอาศัยการฟังพระธรรมแล้วก็เป็นสถานที่หาได้ยาก กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะได้ถามคนที่เขาถามเราเลย ดูเหมือนว่าพอเขาถามเราก็จะตอบแต่จริงๆ แล้วถ้าจะเป็นประโยชน์จริงๆ ก็คือว่าถามเขาว่าบุญคืออะไร เพราะว่าเราพูดคำที่เราไม่รู้จักถึงจะได้ยินเหมือนกับคุ้นๆ แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจความหมายของคำๆ นั้นจริงๆ ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น กราบท่านอาจารย์ความหมายของบุญ
บุญนี้เป็นคำไทยซึ่งในพยัญชนะในภาษาบาลีก็จะเป็นบุณยะซึ่งในอรรถกถาก็ได้ให้ความหมายว่า หมายถึงสภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาด
เพราะโดยปกติจิตเป็นอกุศลใช่ไหม ถ้ากุศลธรรมความดีไม่เกิดขึ้นเลยก็จะไม่สามารถชำระจิตที่เต็มไปด้วยอกุศลเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดีได้
เพราะฉะนั้น บุญก็ไม่พ้นไปจากธรรมฝ่ายดีอย่างที่อาจารย์กุลวิไลได้สนทนาเมื่อสักครู่ ก็คือขณะที่กุศลธรรมขณะที่คุณความดีเกิดขึ้นนั่นแหละเป็นบุญ
ท่านอาจารย์ ก็มีสองคำ บุญคือบุณยะคำนึงแล้วกุศลคือกุศลธรรมอีกคำหนึ่ง เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะที่ดีงาม คุณคำปั่นก็ให้คำหมายของคำว่ากุสลหรือกุศลด้วยว่าต่างกับบุญหรือเปล่า
อ.คำปั่น เคยได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาในรายการแนวทางเจริญวิปัสสนาทั้งเรื่องบุญทั้งเรื่องของกุศลก็ลองพิจารณาดูว่าจะมุ่งหมายถึงธรรมอย่างได้
เพราะว่าถ้ากล่าวถึงกุสลหมายถึงธรรมที่ดีที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยที่ ให้ผลเป็นสุขไม่ให้ผลเป็นทุกข์ แล้วก็เป็นสภาพธรรมที่ตัดเสียซึ่งบาปธรรมทั้งหลาย
เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาใช่ไหมว่าถ้าความดีเกิดขึ้นขณะนั้นอกุศลธรรมความชั่วทั้งหลายก็เกิดขึ้นเป็นไปไม่ได้ ซึ่งคำหนึ่งที่เป็นคำถามที่ท่านอาจารย์ได้ถามผู้ฟังในรายการแนวทางเจริญวิปัสสนา
ในเรื่องของคำว่าบุญในเรื่องของคำว่ากุศลเราจะได้ยินคำว่า โลกุตตระกุศลใช่ โลกุตตระกุศลก็คือกุศลที่เป็นการดับกิเลส ดับกิเลสตามลำดับขั้นซึ่งก็กล่าวถึงในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นนั่นเอง
แล้วท่านอาจารย์ก็ได้ถามว่าแม้จะไม่มีคำว่าโลกุตระบุญจะเรียกได้ว่าโลกุตระกุศลก็คือโลกุตระบุญ
ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาแม้ว่าจะมีความหมายที่แตกต่างกันโดยพยัญชนะแต่ว่าโดยความเป็นจริงของธรรมท่านก็แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมที่เป็นธรรมฝ่ายดีที่เป็นกุศลธรรมทั้งหมดเลย
ท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นเรื่องของความละเอียดลึกซึ้ง มีกิเลสแล้วก็ดับกิเลสแล้วการดับกิเลสนั้นก็คือว่าไม่มีกิเลสอีกต่อไปแค่นี้
มีกิเลสก่อนแล้วก็ดับกิเลสเมื่อดับแล้วก็ไม่มีกิเลสอีกต่อไปเหมือนกันไหม มีกิเลส ดับกิเลส แล้วไม่มีกิเลสอีกต่อไป
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นกุศลสภาพธรรมที่ดีงามแต่ว่าไม่เป็นไปเพื่อการที่จะเข้าใจธรรมเลย เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นก็มีเหตุที่ดีคือกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วก็เป็นเหตุนำมาซึ่งผลที่ดี
ตั้งแต่เกิดไปไม่ว่าจะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เมื่อกุศลนั้นให้ผลไม่ได้ เห็นดีได้ยินดีได้กลิ่นดีลิ้มรสดีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี
เป็นอย่างนี้มาแล้วและยังเป็นต่อไปตราบใดที่ยังไม่เข้าใจธรรมก็จะห้ามกุศลสภาพที่ดีงามเกิดขึ้นเป็นเหตุ
และผลของกุศลที่ได้กระทำแล้วเป็นสิ่งที่ทำให้มีการมีชีวิตด้วยการเห็นบ้างได้ยินบ้าง ที่ไม่เดือดร้อนและก็เป็นสิ่งที่ดีด้วย แต่ก็ไม่ สามารถที่จะดับกิเลสได้
เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้เพราะสำหรับการที่มีกิเลสของธรรมดา แล้วดับกิเลสไม่ธรรมดาแล้วใช่ไหม
มีกับดับต้องต่างกัน เพราะฉะนั้น มีกิเลสธรรมดา แต่อะไรดับกิเลสถ้าไม่มีปัญญาเลย กุศลกรรมก็เพียงแต่ให้ผลทำให้อยู่ในวัฏฏะต่อไปสะดวกสบายต่อไปบางครั้งบางคราวก็เป็นผลของอกุศลกรรม
ไม่มีทางที่พ้นจากการที่จิตเจตสิกจะไม่เกิดอีกเลย ต้องเป็นอย่างนี้ให้ทราบว่าแล้วเป็นอย่างนี้มานานแล้วด้วย และชาตินี้ก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าเกิดมามีทั้งกุศล และผลของกุศล มีทั้งอกุศลและผลของอกุศล
ชาติต่อไปก็อย่างนี้แหล่ะแต่ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าจะเป็นใครอยู่ที่ไหนแล้วก็ชีวิต ในชาตินั้นจะเป็นอย่างไรบ้างแต่ชาตินี้เห็นชัดเจนว่าดับอกุศลไม่ได้
แล้วก็ดับจิตเจตสิกไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่ว่าหนทางมีแต่ต้องมีผู้ที่พบหนทางนั้น เพราะเหตุว่าหนทางนี้ถูกปกปิดไว้นานมาก
แล้วคนอื่นซึ่งไม่มีบารมีที่สะสมมาที่จะถึงการเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยตัวเองไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะอะไรขณะนี้เราเป็นสาวกผู้ฟัง ไม่ใช่เป็นผู้ที่พบหนทางนี้ด้วยตัวเอง
เพราะฉะนั้น ก็จะรู้ได้กิเลสมีเเล้วก็การดับกิเลสมี แต่ไม่ใช่ว่าเราคิดเอง แต่ต้องเป็นการฟังไตร่ตรองพิจารณาความเข้าใจถูกค่อยๆ เห็นถูกทีละเล็กทีละน้อย
จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสเป็นบางส่วน เพราะเหตุว่ากิเลสมีมากมาย เพราะฉะนั้น อกุศลที่สะสมมานานมากแล้วก็จะดับไปหมดทีเดียวเป็นไปไม่ได้
เพราะว่าปัญญาคือคือการสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกต้องตามลำดับขั้น อยู่ดีๆ จะให้ถึงการดับกิเลสหมดเลยเป็นไปไม่ได้
แต่ก็จะต้องเป็นไปตามลำดับจริงๆ ตั้งแต่ขั้นฟัง ขั้นเข้าใจ ขั้นระลึกไม่ลืมจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย จนกระทั่งค่อยๆ ชินกับการที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมจนกว่าการจะละความติดข้อง
และก็สภาพธรรมก็ปรากฏตามลำดับของปัญญาจนถึงการดับกิเลสที่เป็นความเห็นผิดที่หลงยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้น ขณะที่เป็นกิเลสไม่ใช่ขณะที่ดับกิเลส
เพราะฉะนั้น จริงมีโสตาปัตติมรรคจิต เป็นขณะหนึ่งในสังสารวัฎซึ่งเกิดแล้วไม่เกิดซ้ำอีกเลยเพราะเหตุว่ากิเลสใดที่โสตาปัตติมรรคจิตดับกิเลสนั้นไม่เกิดอีก
เพราะฉะนั้น จะมีกิเลสนั้นให้โสตาปัตติมรรคเกิดขึ้นอีกดับไม่ได้ ด้วยเหตุนี้กิเลสมี การดับกิเลสมี เมื่อดับแล้วต่อจากนั้นกิเลสนั้นเกิดไม่ได้อีกเลย
นี่ก็คือโสตาปัตติผลจิต ซึ่งเกิดสืบต่อจากโสตาปัตติมรรคจิตให้ผลโดยไม่ต้องรอกาลเวลาเลยเพราะเหตุว่าเมื่อกิเลสที่ดับแล้วในขณะนั้นดับ ขณะต่อไปมีกิเลสนั้นไม่ได้
เพราะฉะนั้น จึงเป็นโสตาปัตติผลจิต นี่ขั้นต้นของการที่กว่าจะดับกิเลสหมดต้องอาศัยพระธรรม ต้องอาศัยการอบรม
ต้องเป็นปัญญาจริงๆ ที่ สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏด้วยความไม่หวั่นไหวด้วยความเป็นอนัตตา
เพราะเหตุว่าทำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ประมวลแล้วก็คือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้น ถ้ายังคงหลงเหลือความเป็นอัตตา หนทางนั้นก็ยาวไกลแล้วก็มีโอกาสที่จะผิดด้วย เพราะเหตุว่าฟังเขาหรือว่าฟังคนอื่น แต่ว่าไม่ได้ฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด
คุณหมออยากรู้ว่าศีลมีหลายระดับใช่ไหม ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจก่อนสำหรับคนซึ่งได้ยินแต่คำว่าศีลแต่ว่าจริงๆ แล้วเข้าใจศีลแค่ไหน
ศีลคืออะไรก่อน
ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์คำว่าศีลแปลว่าปกติ
ท่านอาจารย์ ต้นไม้มีศีลไหม ไม่มี เก้าอี้มีศีลไหม ไม่มี
เพราะฉะนั้น ศีลคืออะไร
ผู้ฟัง ศีลก็คือตัวคำว่าศีลเป็นคำว่าปกติซึ่งมีทั้งกุศลศีล และอกุศลศีล
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ศีลต้องเป็นสภาพรู้ ถ้าไม่ใช่สภาพรู้จะไม่มีศีลเลย เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมให้ละเอียดจริงๆ เราต้องรู้ว่าคืออะไรก่อน
บางคนก็รู้ล่ะว่าศีลคืออย่างนั้นอย่างนี้แต่ไม่ลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา เพราะว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนถึงสิ่งที่มีจริงโดยละเอียดยิ่ง เพื่อให้รู้ความจริงว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ไม่ใช่ของใครและไม่ใช่ใครทั้งสิ้นเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ศีลเป็นศีล จิตเป็นจิต ทุกอย่างเป็นตามความเป็นจริงอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึงศีล ส่วนใหญ่เราจะคิดถึงการกระทำทางกายทางวาจา เพราะฉะนั้น ธรรมดาถ้ามีแต่เพียงจิต และเจตสิกไม่มีกายวาจารู้ไม่ได้เลยใช่ไหม
เพราะว่าธาตุที่เกิดขึ้นรู้แล้วดับไม่มีรูปร่างใดๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวไม่มีการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงธาตุรู้เท่านั้นไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น
ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นอย่างไร เวลานี้ใครมีศีลบ้าง ยังไม่เข้าใจศีลจริงๆ ว่าศีลต้องเป็นไปตามจิต
ด้วยเหตุนี้จิตที่เป็นกุศลก็มี จิตที่เป็นอกุศลก็มี จิตที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศลก็มี การฟังอะไรต้องฟังให้เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยโดยสิ้นเชิงโดยไม่ประมาท
เพราะว่าแต่ก่อนนี้ไม่ได้รู้ความละเอียด ได้ยินแต่เพียงคำว่าศีลก็คิดถึงเฉพาะกุศลศีล แต่ว่าตามความเป็นจริงเพราะเป็นสภาพของจิตซึ่งทำให้มีการกระทำ และคำพูด
ด้วยเหตุนี้เราก็จะไปเพ่งเล็งคิดถึงโดยเฉพาะการกระทำทุจริตเป็นอกุศลล่วงศีลเพราะเราเข้าใจว่าศีลหมายความถึงการวิรัติงดเว้นจากทุจริต แต่ธรรมละเอียดกว่านั้น
จิตเป็นอย่างไรขณะนั้นกายวาจาเป็นอย่างนั้น ไม่ลืม เมื่อเช้านี้มีศีลอะไร เห็นไหมบอกแล้วพูดแล้วแต่ต้องเข้าใจด้วย เมื่อเช้านี้ตั้งแต่เช้ามาตื่นมามีศีลอะไร
ตามจิตถ้าจิตเป็นอกุศลการเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นไปตามจิตที่เป็นอกุศล ด้วยเหตุนี้การตื่น การลุกขึ้นการบริหารร่างกาย การรับประทานอาหารทุกอย่างหมดเป็นอกุศลศีล
ถ้าเราเข้าใจคำว่าอกุศลศีลแล้ว ต่อไป เราจะเข้าใจกุศลศีล เพราะว่าขณะใดก็ตามที่อกุศลจิตเกิดขึ้นขณะนั้นไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะไม่มีอกุศลใดๆ ทั้งสิ้นเลย
แต่ว่าขณะนั้นจิตที่ดีงามที่ไม่มีโลภะ โทสะโมหะเป็นไปในอะไรเป็นไปทางกายหรือว่าเป็นไปทางวาจา หรือที่เป็นไปทางใจก็ได้ถูกต้องไหม
ก็หมายความว่าตั้งแต่เช้ามาคุณหมอมีศีลหรือเปล่า ขณะไหนเป็นกุศลศีล ขณะไหนเป็นอกุศลศีล
ผู้ฟัง ก็คือขณะที่เราทำภารกิจในชีวิตประจำวันซึ่งไม่มีสติเกิด ไม่ว่าจะเป็นการ อาบน้ำล้างหน้าแต่งตัวหรือว่าการพูดคุยกับเพื่อนนั่นก็คือเป็นโลภะทั้งหมด
แต่ถ้าเกิดว่าเราคุยในเรื่องของธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เป็นศีลหรือเปล่า เป็นศีลประเภทไหน
ผู้ฟัง เป็นสิ่งที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์ประเภทไหน หากเป็นศีลเป็นอกุศลศีล เพราะฉะนั้น มีศีลแต่ว่าเป็นอกุศลศีล
แล้วก็ขณะรับประทานอาหารหรือขณะอื่นๆ มีกุศลศีลบ้างไหม
ผู้ฟัง ไม่มีเลย
ท่านอาจารย์ ไม่เคยช่วยเหลือใครไม่เคยถามสุขทุกข์เป็นยังไงเมื่อคืนนี้หลับดีไหม เจ็บขาหายหรือยังไม่มีเลยหรือ
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจธรรมโดยละเอียด โดยไม่เว้นว่าเมื่อได้ยินแล้วเป็นธรรมไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น กุศลจิตเกิดขึ้นกายวาจาเป็นไปตามกุศลจิต
แล้วแต่ว่าจะเป็นไปในทานการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นขณะนั้นเป็นศีลหรือเปล่า จิตเป็นกุศลแต่กุศลนั้นเป็นไปในการให้
เพราะฉะนั้น ถ้าขณะนั้นไม่ได้มีการให้ แม้ไม่มีการให้แต่กุศลจิตก็เกิดได้ทางกายทางวาจา ถูกต้องไหม และถ้ามีปัญญาเกิดร่วมด้วยก็ยิ่งเป็นอีกระดับหนึ่ง
นี่ก็แสดงให้เห็นความเป็นปกติจริงๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งไม่เคยรู้ และก็รู้บ้างแต่ไม่ทั้งหมดจนกระทั่งค่อยๆ ฟังและเข้าใจละเอียดขึ้น
เพื่ออะไร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น จุดประสงค์ของการฟังพระธรรมจนถึงที่สุดที่จะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่คำสอนของใครอื่นใดทั้งสิ้น
สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องว่าเป็นอนัตตา เป็นธรรมก็ต้องเป็นธรรม และธรรมนั้นก็เป็นอนัตตาด้วยไม่ใช่ ก็แสดงว่าศีลมีหลายระดับใช่ไหม
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ในเรื่องของบุญกิริยาวัตถุหรือเรื่องของบุญก็คือลักษณะเดียวกับศีลใช่ไหม นี่คือคำถามข้อที่หนึ่ง
ข้อที่สองคำว่าบุญน่าจะเป็นบัญญัติของจิตที่เป็นกุศลใช่ไหม เพราะฉะนั้น คำว่าบุญเขาไม่ได้เป็นสภาวธรรมก็เป็นคำที่สื่อกันให้รู้ว่าขณะนั้นจิตเป็นกุศลใช่ไหม
อ.วิชัย ต้องเข้าใจว่าถ้ากล่าวถึงศีลก็อย่างที่สนทนาเมื่อสักครู่นี้ก็มีทั้งกุศล และอกุศลศีลก็หมายถึงว่าปกติกายวาจาเป็นไปด้วยจิตประเภทใด
เห็นไหมเพราะเหตุว่าถ้าไม่มีจิตเลยอย่างบุคคลที่สิ้นชีวิตไปแล้วจะมีศีลได้ไหม ก็ไม่มีการที่จะเคลื่อนไหวกายวาจาเพราะเหตุว่าการเคลื่อนไหวกายวาจาก็เป็นไปด้วยจิตนั่นแหล่ะที่จะเป็นปัจจัย
ปกติของจิตบุคคลนั้นเป็นไปทางกายวาจาด้วยจิตประเภทใดเป็นอกุศลก็มีเป็นกุศลก็มี
และถ้าเป็นบุญกิริยาวัตถุเป็นไปในทานเห็นไหม กุศลจิตเป็นไปให้กายวาจาที่เป็นไปในการให้ขณะนั้นก็เป็นกุศลศีล เพราะว่ามีกุศลจิตที่จะให้กายวาจาเป็นไป
ด้วยทางไหนบ้างนี่คือประการหนึ่ง และส่วนของบุญถ้าไม่มีสภาพธรรมที่เป็นเครื่องชำระล้างเลยจะมีคำว่าบุญไหม
ก็ต้องมีธรรมใช่ไหมที่กล่าวถึงว่าธรรมอะไรที่เป็นเครื่องชำระล้างจิตให้หมดจากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลสทั้งหลาย ก็ต้องมีธรรมที่เป็นความดีงามต่างๆ เป็นกุศลธรรมประเภทต่างๆ
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์แล้วก็ท่านวิทยากรทุกท่าน พอดีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ก่อนหน้านี้เคยทราบมาว่าของที่มูลนิธิคือจะสวดแค่นะโม ๓ จบใช่ไหม
เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้าคือขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ทีนี้พอที่เห็นมาหลายวันมีการสวดบทอื่นด้วยไม่ว่าจะเป็นบทอิติปิโส หรืออะไรก็แล้วแต่
อันนี้คือมีข้อสงสัยว่าสวดมนต์มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรแล้วก็รวมทั้งการทำการเวียนเทียนหรือทำเอาผ้าไปห่ม ผ้าและอะไรพวกนี้คือไม่เข้าใจวัตถุประสงค์
นอกจากการศึกษาเพื่อละความไม่รู้แล้วก็ศึกษาให้มีความเข้าใจ
อ.อรรณพ การบูชามี ๒ ธรรมบูชา ๑ กับ อามิสบูชา ๑ แต่จะบูชาได้ต้องมีความเข้าใจ
เพราะฉะนั้น แล้วแต่จิตของผู้ที่จะกระทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้น การกระทำดูเหมือนกันแต่เจตนา และความเห็นความคิดไม่เหมือน เพราะฉะนั้น มิใช่ว่าการบูชาจะมีเพียงธรรมบูชา
แน่นอนธรรมะบูชานี้ย่อมสูงกว่า แม้เราไม่มีสิ่งของไม่มีอะไรจะบูชา แต่ความเข้าใจนั่นแหละที่กำลังเข้าใจเพื่อทำเป็นธรรมบูชา
แต่เมื่อมีความเข้าใจแล้วๆ มีโอกาสที่จะมีสิ่งของที่จะเป็นเครื่องระลึกเช่นดอกไม้อะไรในสมัยพุทธกาลที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างที่พระเชตวันที่สาวัตถีเราจึงเรียกว่าพระคันธกุฏี
คือกุฎีที่ประทับที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้ มีพุทธบริษัทนำดอกไม้ธูปเทียน นำดอกไม้ นำของหอมต่างๆ ไปบูชา
แม้ในกาละที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ ประทับอยู่ เสด็จจาริกไปที่อื่นก็บูชาต้นโพธิ์ เพื่อระลึกถึงท่านแล้วแต่จิต
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าจำกัดว่าถ้าศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรมเพื่อละคลายแล้วจะไม่มีการบูชาด้วยสิ่งของ
แต่การบูชาด้วยสิ่งของที่ไร้ปัญญา ทำเหมือนกันแต่ความเข้าใจไม่เหมือนกันใช่ไหม เพราะคิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะได้
ได้โน่นได้นี่ คิดว่า เดินทางมาถึงสถานที่ ที่เป็นพุทธสถาน อะไรที่จะกระทำทำได้ ฟังธรรมสนทนาธรรม การกราบไหว้บูชาไม่ต้องมีดอกไม้ก็ได้
ถ้ามีหามาได้เราจะมีตัวตนว่าต้องไม่ต้องเพราะว่าเอาศึกษาเอาแต่สาระหลักธรรมแล้วขณะนั้นก็มีตัวตนอีกแบบหนึ่งที่จะจำกัด
เพราะฉะนั้น แล้วแต่จิต
ท่านอาจารย์ คุณปัณณวีร์ฟังธรรมเพื่ออะไร
ผู้ฟัง เพื่อให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้น คำถามนี่น่าสงสัยใช่ไหม เรื่องสวดมนต์ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจฟังธรรมเพื่อเข้าใจ
สวดคืออะไร มนต์คืออะไร
อ.คำปั่น ก็คงสั้นๆ จริงๆ แล้วมนต์ก็คือพระปัญญาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ธรรมตามความเป็นจริง แล้วก็ทรงแสดงพระธรรมในส่วนต่างๆ เป็นบทต่างๆ จึงมีคำว่าพระพุทธมนต์
ก็คือปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนคำว่าสวดเป็นคำไทย แต่ว่าในภาษาบาลีแปลมาแล้วก็คือการสาธยาย ซึ่งก็หมายถึงการกล่าวทบทวนเป็นลำดับด้วยดีด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
นี้คือความหมายของคำที่กล่าวถึง
ท่านอาจารย์ คำว่าสาธยายมาจากภาษาบาลีว่าอะไร
อ.คำปั่น ในภาษาบาลีมาจากคำว่าสัชฌายะ
ท่านอาจารย์ จะได้เข้าใจด้วย เพราะว่าคนไทยอาจจะชินกับคำว่าสาธยายแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งใครทำในภาษาหนึ่งก็ใช้คำหนึ่ง และอีกภาษาหนึ่งก็ใช้อีกคำหนึ่ง
คุณปัณณวีร์เคยสวดมนต์ไหม
ผู้ฟัง เคย
ท่านอาจารย์ สวดทำไม และสวดอะไร
ผู้ฟัง ที่โรงเรียนเขาให้สวดก็สวดไปไม่เข้าใจว่าคืออะไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ยังไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจแต่ก็ทำตามๆ กันซึ่งเป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรเลย ที่ใครจะบอกให้เราทำอะไร แล้วเราก็ทำ แต่ควรจะมีความเข้าใจสิ่งที่ทำนั้นให้ถูกต้องว่าขณะนั้นเป็นประโยชน์หรือเปล่า
แล้วคุณปัญญวีร์ก็สงสัยว่าที่อื่นสวดยาวมาก แต่มูลนิธิสวดสั้น เหลือเกินใช่ไหม แค่พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
และอาจจะมีบ้างนิดหน่อย อิติปิ โสภควาด้วย แต่ว่าต่อไปนี้ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจคำที่เราสวดด้วยจะดีไหม
หรือว่าจะเหมือนเดิม คือสวดไปทั้งวันแต่ก็ไม่รู้เลยว่าหมายความว่าอะไร ตกลงต่อไปนี้สวดแล้วเข้าใจคำที่สวดด้วย
เข้าใจเพียงคำแปลหรือว่าเข้าใจถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ก็ต่างกันใช่ไหมเพราะว่าการสวดเป็นภาษามคธีภาษาบาลีแล้วก็มีแปลเป็นภาษาไทย
บางคนก็สวดได้ทั้งสองภาษาแต่เข้าใจอะไร เข้าใจปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า เพราะฉะนั้น แต่ละคำต่อไปนี้ก็คือว่าเมื่อกล่าวคำนั้นก็เข้าใจความหมายด้วย
อย่างอิติปิ โส ภควาคืออะไรเห็นไหม ต่อไปนี้ต้องมีความเข้าใจด้วย
อ.คำปั่น แม้แต่ คำว่าอิติโส ภควา ความละเอียดก็คือแม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็จะมีต่อไปอีกใช่ไหม ว่าทรงเป็นพระอรหันต์
อรหันต์ก็จะมีคำอธิบายมากมายทีเดียว แม้แต่คำขึ้นต้นว่าแม้เพราะเหตุนี้คือเหตุไหน ก็น่าพิจารณาใช่ไหมว่ากว่าที่จะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะทรงตรัสรู้ความจริง
แล้วก็ทรงแสดงความจริงให้สัตว์โลกได้เข้าใจเป็นอย่างไง ก็ต้องศึกษาให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้อิติปิโส ภควา คุณปัณณวีร์เข้าใจอะไร
ผู้ฟัง แม้เพราะเหตุนี้
ท่านอาจารย์ เหตุนี้จริง แม้เพราะเหตุนี้แต่เหตุไหน แม้ได้ยินคำว่าธรรม แล้วเข้าใจว่าธรรมะคืออะไร
เพียงเท่านี้แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระอรหันต์ พระผู้มีพระภาคคือทรงจำแนกธรรม โดยละเอียดยิ่งเพื่อให้คนไม่รู้ได้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
เพราะฉะนั้น พอเข้าใจว่าธรรมคือะไรไม่ต้องพูดก็ได้ แต่ในใจรู้แล้ว แม้เพราะเหตุนี้ที่ทรงประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมทรงพระมหากรุณาแสดงธรรมให้คนอื่นเข้าใจ
แม้เพราะเหตุนี้อิติปิโส ภควาที่ทำให้คุณปัณณวีร์เข้าใจธรรม แม้ว่าธรรมคืออะไรก็เป็นการเริ่มต้น
แต่ถ้าคุณปัณณวีร์ไม่เข้าใจธรรมเลยจะกล่าวว่าอิติปิโส ภควาได้ไหม
ผู้ฟัง ก็คงกล่าวไปแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะรู้ได้เลยคำธรรมสวดมนต์หมายความถึงให้เราสวดโดยไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือเป็นพระพุทธประสงค์หรือว่าเมื่อเราเข้าใจแล้ว
แม้ไม่สวดแต่ขณะที่กำลังเข้าใจจิตน้อมระลึกถึงพระคุณ เหมือนกับแม้เพราะเหตุนี้เลย พอได้ยินคำว่าธรรม และรู้ว่าธรรมคือเดี๋ยวนี้ ก็แม้เพราะเหตุนี้ ใครอื่นหรือที่จะแสดงให้เราเข้าใจได้ก็ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
เพราะฉะนั้น แต่ละครั้งที่เข้าใจธรรมนั่นคือความหมายของแม้เพราะเหตุนี้ที่เราได้เข้าใจเพราะพระองค์ทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงให้เราเข้าใจ
อ.คำปั่น ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยเวลาแม้ว่าจะล่วงเลยมา ประมาณ ๑๐ กว่านาทีแต่ว่าก็ได้เพิ่มพูนความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมยิ่งขึ้น
ในท้ายที่สุด ก็กราบขอบคุณ กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์คณะวิทยากรแล้วก็อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980