ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๕๕

    สนทนาธรรม ที่ ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.นครพนม

    วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    อ.ธีรพันธ์ ความดีที่เป็นการกระทำที่เป็นไปในความเจริญคืออย่างไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ แม้ขณะนี้ฟังธรรมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายหรือไม่ ถ้าเข้าใจจริงๆ จะรู้ได้ว่าขณะไหนดี ขณะฟังเข้าใจคือดี เดี๋ยวร้ายคือขณะที่ฟังแล้วเบื่อและไม่เข้าใจ ไม่ว่าขณะไหนก็ตามธรรมเป็นธรรม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะเหตุว่าคำที่ผู้มีพระภาคตรัสไว้คือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ต้องเข้าใจคำนี้ เปลี่ยนไม่ได้เลย คำใดก็ตามที่ตรัสแล้วคำนั้นไม่เป็นสอง เปลี่ยนไม่ได้เพราะจากการที่ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด สามารถที่จะรู้ว่าแม้ดีก็ไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา เวลาไม่ดีก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา

    ถ้าสามารถที่จะมีความเข้าใจจริงๆ ว่า ทุกอย่างไม่เว้นเลยเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่มีจริงๆ เห็นเกิดขึ้น ขณะที่ได้ยินไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้น จะเห็นและได้ยินพร้อมกันไม่ได้ เพราะแต่ละหนึ่งคนก็มีหนึ่งจิตที่เกิดแล้วดับไป การเกิดแล้วดับไปของจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด สืบต่อตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้จนถึงต่อๆ ไป ไม่มีอะไรคั่นการเกิดดับของจิตเลย แต่เพราะไม่รู้ว่าจิตที่มีสภาพธรรมที่ไม่ดีเกิดร่วมด้วยก็เป็นจิตประเภทหนึ่ง ที่ใช้คำว่าอกุศลจิต จิตที่ไม่ดี และเวลาที่จิต คือธาตุรู้เกิดขึ้น โดยมีสภาพธรรมที่ดีงามเกิดร่วมด้วยทำให้จิตนั้นเป็นกุศลจิต เราได้ยินจนชินหู กุศลธรรม อกุศลธรรม กุศลจิต อกุศลจิต ซึ่งไม่ได้อยู่ที่อื่นเลยอยู่ที่แต่ละหนึ่งคนนี่เอง

    ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถ้ามีกุศลธรรมเกิดมาก เราก็บอกว่าเขาเป็นคนดี ถ้าอกุศลธรรมเกิดมาก เราก็บอกว่าเขาเป็นคนไม่ดี แต่บังคับบัญชาไม่ได้ ใครก็เปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาที่จะให้ทุกคนดีแต่ไม่มีทางจะเป็นไปได้ นอกจากทรงแสดงพระธรรมให้เขาเข้าใจ ถึงจะดีอย่างไรก็ตาม เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไปจนกว่าปัญญา ความเห็นถูก ความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้น กุศลธรรมที่ดีก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาใครได้ และไม่สามารถที่จะบังคับตัวเองได้ด้วย ถ้าปัญญาความเห็นถูกต้องเกิด ปัญญานำไปในกิจทั้งปวงซึ่งจะนำแต่สิ่งที่ดีมาให้

    ด้วยเหตุนี้ทุกคนคนจะต้องตายแน่นอน ช้าหรือเร็วก็ไม่รู้ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายติดตามไปไม่ได้เลย แต่ความโลภโมโทสัน การทุจริตกรรมต่างๆ นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่ดีตั้งแต่เกิดก็ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ต้องเกิดในอบายภูมิเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเกิดในนรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย แล้วยังมีเกิดอย่างอื่นอีกที่เรามองไม่เห็นเลยแต่ก็เป็นไปตามกรรม เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการเกิดมาขอเพียงได้เข้าใจธรรม ดีหรือไม่ ดี แล้วปัญญานั่นเองจะนำไปสู่การฟังและการค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง เรียนถามเรื่องจิตกับวิญญาณว่า เมื่อเราตายไป จิตดับหรือไม่ วิญญาณไปทางไหนหรือไม่ ยังไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้มากนัก

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจทีละคำ แม้แต่คำว่าจิต ถ้าถามว่า เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่ ตอบว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง คำว่าจิตและใจ ๒ คำนี้

    ท่านอาจารย์ ทีละคำ ถามว่าเดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่ มี ถามต่อว่าอยู่ไหน การศึกษาธรรมชัดเจนไม่มีการที่จะเดาหรือคิดเองเลย เราใช้คำว่าจิต เราบอกว่าเรามีจิตแต่ไม่รู้จักจิตเลย ใช้คำว่าวิญญาณ เดี๋ยวนี้มีวิญญาณหรือไม่ มีหรือไม่มีวิญญาณ เมื่อครู่นี้มีจิตแล้วตอนนี้มีวิญญาณหรือไม่ จะตอบได้อย่างไรในเมื่อยังไม่รู้เลยว่าวิญญาณคืออะไร ใช่หรือไม่ แล้วจะไปตอบว่ามี หรือไม่มี ได้อย่างไร นี่คือความตรง แต่ถ้ารู้ ก็รู้จริงๆ

    ถ้ารู้จักจิต ขณะนี้มีสิ่งที่กระทบกาย แข็งปรากฏ แต่ถ้าไม่กระทบกายลักษณะแข็งจะปรากฏหรือไม่ เพียงมองเห็น แข็งหรือไม่ เห็นแข็งไม่ได้แน่ จนกว่าจะกระทบเมื่อไรลักษณะที่แข็งก็ปรากฏ แต่แข็งจะปรากฏไม่ได้ถ้าไม่มีธาตุที่เกิดขึ้นรู้แข็ง เท่านี้ ไม่เคยคิดมาก่อนเลย นี่คือพระธรรมที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตายทุกภพชาติ

    ลองกระทบสัมผัสสิ่งหนึ่งสิ่งใดเดี๋ยวนี้ แข็งปรากฏ แต่ถ้าไม่กระทบสัมผัส แข็งปรากฏไม่ได้ ดังนั้นขณะใดก็ตามที่กระทบสัมผัส ลักษณะแข็งปรากฏเมื่อไรแสดงว่าต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้น รู้อะไรขณะนั้น รู้แข็ง ไม่ใช่รู้อื่นเลย รับประทานอาหารวันนี้หวานเมื่อไร ต้องใส่ปาก ต้องกระทบลิ้นแล้วก็รู้ว่าหวาน สิ่งที่หวานมองไม่เห็นเลยแต่มี ซึ่งธาตุรู้สามารถรู้รสหวานได้ ถ้าไม่มีสภาพรู้ รสหวานไม่ปรากฏเลย

    เพราะฉะนั้น สิ่งใดๆ ทั้งหมดในโลกนี้และตลอดทุกโลก ทุกจักรวาล ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม มีสิ่งที่มีจริงสองอย่างถ้าแยกโดยประเภทใหญ่ๆ อย่างหนึ่งมีจริงแต่ไม่รู้อะไรเลย ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ อย่างเช่น แข็ง สภาพแข็งไม่รู้เลยว่าอะไรกระทบแข็ง เวลาที่เสียงเกิดขึ้น เสียงก็ไม่รู้ว่าใครได้ยินหรือไม่ เพราะเสียงไม่ใช่สภาพรู้

    ดังนั้นในโลกนี้มีสิ่งที่เกิดแต่ไม่รู้อะไร ใช้คำว่ารูปธรรม ภาษาบาลีคือ รูปะธัมมะ คนไทยตัดสั้นๆ ว่ารูปธรรม แต่ว่าอย่าเข้าใจผิดในความหมายภาษาไทยที่เรานำคำบาลีมาใช้ แต่ต้องเข้าใจลักษณะความจริงสภาพที่มีจริงว่า สิ่งนั้นมีจริงแต่ไม่รู้อะไร เสียงไม่รู้ กลิ่นไม่รู้ รสไม่รู้ เย็นร้อน อ่อนแข็งไม่รู้ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาไม่รู้ เมื่อมีเห็นต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น สิ่งที่ถูกเห็นมีจริง หลับตาไม่ปรากฏ เพียงเท่านี้เราก็หลงว่า เราเห็นคน เราเห็นดอกไม้ เพราะเราคิดถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่เห็นว่าเป็นเราเห็น แต่ความจริงเป็นธาตุรู้

    ธาตุรู้เป็นใหญ่เป็นประธานไม่ว่าขณะใด ขณะนี้มองไปก็เห็นแล้วแต่ไม่ใช่เราเลย เพราะถ้าหลับตาก็ไม่เห็น ด้วยเหตุนี้ถ้ามีแต่สิ่งที่ไม่รู้อะไรเลย โลกนี้ไม่ปรากฏใช่หรือไม่ แต่เพราะมีธาตุรู้สิ่งใด สิ่งนั้นจึงปรากฏ เฉพาะสิ่งที่ธาตุรู้กำลังรู้ เช่น เสียง จากไม่มีแล้วเสียงปรากฏเพราะมีธาตุได้ยินเสียง ถ้าไม่มีธาตุที่ได้ยิน เสียงปรากฏไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ธาตุรู้นั้นเองคือจิต จิตอยู่ที่ไหน กำลังเห็นเป็นจิต ตาเห็นหรือไม่ ทุกคนมีตาแต่ตาเห็นหรือไม่ ตาไม่เห็น แต่ถ้าไม่มีตา เห็นก็เกิดขึ้นไม่ได้ และถ้าไม่มีรูปที่สามารถกระทบตา เห็นก็เกิดไม่ได้เช่นกัน แม้ขณะนั้นก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และถ้าฟังต่อไปจะรู้ว่าขณะนี้ต้องเกิด ไม่เกิดก็ไม่มี เช่นกำลังเห็น เห็นต้องเกิด ถ้าเห็นไม่เกิดก็ไม่มีเห็น ขณะที่ได้ยิน ได้ยินต้องเกิด ถ้าได้ยินไม่เกิด ได้ยินก็ไม่มี

    ดังนั้น ทุกอย่างที่มีเพราะเกิดตามเหตุตามปัจจัย จะให้ไม่มีตาแล้วเห็นก็เป็นไปไม่ได้ จะให้หูหนวกแล้วได้ยินก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นได้ต้องเพราะมีเหตุ มีปัจจัย จะใช้คำว่าอะไรก็ได้ เพราะเหตุว่าธาตุรู้หลากหลายมาก ตั้งแต่เกิดถ้าไม่มีธาตุรู้ก็ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ก็เป็นต้นไม้ใบหญ้าอะไรไป แต่ที่จะเป็นสัตว์บุคคลได้เพราะมีธาตุรู้ เพราะฉะนั้น ใช้คำว่าจิตแต่ไม่รู้จักจิต ซึ่งความจริงจิตเกิดขณะใดคือรู้ ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีสภาพที่กำลังรู้สิ่งนั้น สภาพรู้นั้นคือจิต เป็นใหญ่เป็นประธานจริงๆ ในการรู้ แต่ว่าจิตหลากหลายมากเลยต่างกัน จิตเห็นเพียงเห็น เห็นคิดไม่ได้ จิตได้ยินเพียงได้ยิน จิตได้ยินคิดไม่ได้

    เพื่อที่จะแสดงความหลากหลายของธาตุรู้ คำหนึ่งคือจิต อีกคำหนึ่งคือวิญญาณ หมายความอย่างเดียวกันแต่เป็นคำที่ใช้เรียกจิตประเภทต่างๆ เช่น ทางตาที่กำลังเห็น คนไทยเราบอกว่าเห็น ภาษามคธี ภาษาบาลีใช้คำว่า จักขุ คือตา จักขุวิญญาณ วิญญาณแปลว่าธาตุรู้ เป็นจิตที่ต้องอาศัยตาเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ จิตขณะอื่นไม่ใช่จักขุวิญญาณ แสดงถึงอาการความพิเศษของธาตุรู้ซึ่งหลากหลายมาก เพื่อที่จะให้เข้าใจว่าต่างกับขณะอื่น เช่น จักขุวิญญาณ ขณะนี้เมื่อมีจักขุปสาท เห็นชัดเจนเลย ในความมืดก็ยังเห็นว่ามืด เมื่อสว่างขึ้นมานิดหน่อยก็ชัดเจนว่าสว่างขึ้นมานิดหน่อย หรือว่าสลัว

    ดังนั้น ธาตุรู้สามารถที่จะรู้ได้ทุกอย่างแม้แต่นิพพาน แต่ต้องมีปัญญาที่อบรมแล้ว เพราะฉะนั้น มีจิตหลากหลายต่างกันมาก จิตใดที่ไม่มีนิพพานเป็นอารมณ์ จิตนั้นเป็นโลกียจิต เป็นไปกับโลก ความหมายของโลกคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเกิดขึ้นเป็นโลกทั้งนั้น ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยทั้งสิ้นก็ไม่มีโลกเลย แต่ไม่ว่าจะสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด โลกเกิดแล้ว เป็นโลกแล้ว แต่เมื่อทั้งโลกเกิดพร้อมๆ กัน ต้นไม้ใบหญ้าอะไรต่างๆ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกจึงเหมือนว่าโลกกว้างใหญ่มาก แต่ปรากฏได้ทีละทาง ทางตา เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ถึงไม่เห็นแต่มีโลกทางหู เสียงปรากฏ เป็นเสียงน้ำ เสียงลม เสียงนกต่างๆ เป็นเสียงอะไรก็ได้

    เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏการเกิดดับเป็นโลกทั้งหมด จิตเป็นโลกด้วยหรือไม่ เป็นโลก การศึกษาธรรมทีละคำจะทำให้เราเข้าใจจริงๆ ไม่ว่าจะไปพบที่ไหนก็ตามจะมีโลกียกับโลกุตตร เริ่มค่อยๆ แสดงความละเอียดของสิ่งที่เป็นจิตหรือเป็นธาตุรู้โดยไม่เรียกว่าจิต อย่างเช่น ขณะที่เห็นเพราะอาศัยตา จึงใช้คำว่าจักขุวิญญาณ ถ้าขณะใดที่ได้ยินเกิดขึ้นอาศัยเสียง เรียกว่าโสตวิญญาณ เราก็เริ่มเข้าใจจิตประเภทต่างๆ ซึ่งเราเคยยึดว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน มาเป็นธรรมทั้งหมด ทีละอย่าง ทีละหนึ่ง

    ดังนั้นจะเรียกจิต หรือ วิญญาณ มโน มนัส หทย ปัณฑระ ก็ได้ มีหลายคำซึ่งแสดงถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้เอง ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมของผู้ที่ทรงตรัสรู้ทุกอย่างโดยประการทั้งปวง โดยละเอียดยิ่ง เพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้น ถ้าเราตายไปแล้ว ส่วนที่เขาบอกว่าวิญญาณก็คงจะเป็นตัววิญญาณเดียวกันนี้ใช่หรือไม่ ที่ร่างกายเราไม่เหลือแล้วตายแล้ว สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็คือวิญญาณที่เขาพูดกัน

    ท่านอาจารย์ คิดเองใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง คิดเอง (ตรวจต่อ)

    ท่านอาจารย์ คิดเอง ธรรมผิดทันที เราฟังคำว่าจิต เราฟังคำว่าวิญญาณ แล้วแต่งต่อเติมซึ่งผิดทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังจริงๆ ด้วยความละเอียดอย่างยิ่ง จึงจะสามารถที่จะเข้าใจได้ เมื่อสักครู่กล่าวไปแล้วว่าธาตุรู้มีแน่ ไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า ธาตุรู้ใช้คำว่าจิตได้ แล้วขณะนี้จะใช้คำว่าวิญญาณได้หรือไม่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ก็เป็นจิตประเภทหนึ่ง แต่จิตนี้อาศัยตา อาศัยหู อาศัยจมูก อาศัยลิ้น อาศัยกาย จิตอื่นไม่ได้อาศัยจะไปเรียกว่าจักขุวิญญาณได้อย่างไร แต่จิตก็เป็นจิต จิตที่เรียกจักขุวิญญาณเพราะเป็นจิตที่อาศัยตาเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไปเลย

    สิ่งหนึ่งซึ่งเรายังไม่เข้าใจคือเราคิดว่าจิตเที่ยง แต่ความจริงจิตมีปัจจัยเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่การดับไปของจิตขณะก่อน เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น เห็นเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นพรุ่งนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อวานนี้ แต่ละหนึ่งขณะสั้นมากทำให้ไม่รู้ว่าจิตเกิดแล้วดับไม่ขาดสายเลยแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว แต่ว่าจิตที่เกิดจะทำกิจหลากหลายมาก

    จิตขณะแรกของชาตินี้ใช้คำว่า ปฏิสนธิจิต เพราะว่าทำปฏิสันธิกิจ สืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ถ้าชาติก่อนไม่มีจุติจิตขณะสุดท้าย จิตขณะแรกของชาตินี้เกิดไม่ได้ ไม่ว่าขณะไหนก็ตามซึ่งจิตเกิดเป็นขณะแรกของชาตินี้ต้องมีการตายของชาติก่อน ถ้าจากโลกนี้ไปหมายความว่าจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะกลับมาเป็นคนนี้อีกสักหนึ่งขณะก็ไม่ได้ เงินทองซื้อได้หรือไม่ เงินทองมหาศาลที่กล่าวว่าเงินเป็นพระเจ้า สามารถที่จะทำให้จุติจิตดับแล้วกลับมาเป็นคนนั้นอีกได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

    ทันทีที่จุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายของทุกชาติแม้ชาตินี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดเป็นขณะแรกของชาติหน้า โดยกรรมหนึ่งไม่ใช่กรรมเดียวกับที่ทำให้เป็นบุคคลนี้ เพราะว่ากรรมที่ทำให้เป็นบุคคลนี้สิ้นสุดจึงทำให้จิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้น ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง แล้วจะไปไหนกัน ตามกรรม

    จะใช้คำว่าจิต จะใช้คำว่าวิญญาณก็เหมือนกันเลย แต่ถ้าไม่ศึกษาแล้วคิดว่าจิตออกจากร่าง วิญญาณออกจากร่าง ซึ่งไม่มีคำนั้นในพระไตรปิฎกในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลนั้นไม่ได้เข้าใจจิตเดี๋ยวนี้ซึ่งกำลังเกิดดับ ไม่รู้เลย เห็นก็ไม่ใช่เรา จิตเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ กำลังได้ยิน ได้ยินเกิดขึ้นมาได้อย่างไร น่าอัศจรรย์หรือไม่ จากไม่มีได้ยินแล้วก็เกิดได้ยินขึ้น ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ได้ยินเกิดแล้วได้ยินก็ดับ ขณะต่อไปกลายเป็นคิดนึกแล้ว ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยินแล้ว

    จิตเกิดดับตั้งแต่ขณะแรกของชาตินี้จนถึงขณะสุดท้าย และเมื่อจิตขณะสุดท้ายดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะแรกของชาติต่อไปเกิด จิตหรือวิญญาณก็เหมือนกัน ใช้คำอื่นก็ได้แต่หมายความถึงสภาพธรรมนั้น นี่คือไม่กี่คำในพระไตรปิฎก แต่ว่าทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา แล้วใครจะไปคิดแต่งต่อเติมซึ่งผิดทั้งหมด ต้องศึกษาด้วยความเคารพจริงๆ คือ ฟังด้วยการพิจารณาไตร่ตรองว่าจริงหรือไม่ ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ก็เข้าใจได้ เพราะจิตเห็นขณะนี้ไม่ใช่ขณะก่อนแล้ว

    ผู้ฟัง เราจะมีแนวทางในการที่จะให้ความรู้พุทธศาสนาที่ถูกต้องได้อย่างไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่มีการสนทนาธรรมวันนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจจริงๆ ที่จะไม่แต่งต่อเติมหรือว่าคิดเอง เพราะว่าถ้าเราไม่มีความเข้าใจ เราสับสน เราคิดว่าเราตั้งต้นที่ศีล สมาธิ ปัญญา ตามข้อความที่ได้ยินกันทั่วไปๆ แต่ว่าศีลคืออะไร มีคำตอบทุกคำ แต่ถ้าเราไม่ได้ศึกษาก็อาจจะคิดว่าศีลเป็นอย่างนั้น ศีลเป็นอย่างนี้บ้าง เช่น วิรตีศีล หรือจาริตศีล อกุศลศีล กุศลศีล อัพพยากตศีล อินทริยสังวรศีล มีมากมาย ทุกอย่างทั้งหมดเป็นเพียงการใช้คำโดยไม่ได้เข้าใจจริงๆ ตามลำดับ

    ถ้าถามว่าจะฟัง หรือเจริญธรรม ศึกษาธรรม โดยต้องศีล สมาธิ ปัญญา ตามลำดับ แต่ศีลคืออะไร คิดเองไม่ได้เลย สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร ลืมไม่ได้ว่าพุทธคือปัญญา ดังนั้นการที่จะฟังพระธรรมคือฟังเพื่อเข้าใจ เราใช้คำว่าเข้าใจแต่นั่นคือการเริ่มของปัญญา ไม่มีปัญญาไหนที่ไม่เข้าใจ แล้วเข้าใจจะบอกว่าไม่ใช่ปัญญาได้หรือในเมื่อเข้าใจ

    เพราะฉะนั้น เข้าใจแม้ลักษณะของนิพพานในขณะที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ถ้าขณะนั้นไม่มีความเข้าใจ ไม่มีทางที่จะรู้ว่านั่นอะไรหรือนี่อะไรได้เลยเพราะไม่เข้าใจ ด้วยเหตุนี้ตามลำดับก็คือว่า เป็นเด็กอนุบาลยังไม่ถึงมหาวิทยาลัย จะไปศึกษาสิกขาแบบประพฤติปฏิบัติ เข้าห้องทำสมาธิเจริญอะไรอย่างนั้นโดยไม่มีปัญญาเลย แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้ผู้ฟังเกิดปัญญาของตนเองตั้งแต่ต้นคือ ศีลคืออะไร ถ้าไม่มีสิ่งที่มีจริงๆ มีศีลหรือไม่ ศีลคืออะไร

    ความหมายของศีลคือปกติ ปกติศีล เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีจิตมีศีลหรือไม่ คำถามธรรมดา ถ้าไม่มีจิตเลยจะมีศีลหรือไม่ ไม่มี แน่นอน จิตคืออะไร ต้องรู้ก่อนตั้งแต่ขั้นต้น ไม่ใช่ว่าไปมีศีลก่อนแล้วจะมามีปัญญา แต่แม้แต่ว่าถ้าไม่มีจิตจะมีศีลหรือไม่ ถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีอะไรเลย ถ้ามีจิตแล้วศีลคืออะไร ศีลกับจิต จิตดี กายวาจาดีหรือไม่ จิตไม่ดี กายวาจาดีหรือไม่ แสดงอยู่แล้วถ้าไม่มีจิต ศีลไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่ยังไม่รู้จักจิตแล้วจะกล่าวเรื่องศีลได้อย่างไร

    ดังนั้น การศึกษาต้องตามลำดับจริงๆ ไม่ใช่เราคิดว่าอย่างนี้เป็นลำดับเพราะได้ยินคำว่าศีล สมาธิ ปัญญา แต่แม้แต่คำว่าศีล พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง สมาธิก็ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง ปัญญาก็ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง เริ่มตั้งแต่สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด ถ้าไม่มีจิต ศีลไม่มี จึงต้องเข้าใจจิตก่อนก็คือ ขณะนี้ที่เข้าใจนั่นคือทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ทีละเล็กละน้อย เพราะว่าขณะที่เข้าใจไม่ได้ไปเบียดเบียนใครเลย ความเข้าใจจะเบียดเบียนคนอื่นไม่ได้ จะล่วงศีลทำทุจริตไม่ได้เพราะว่ามีความเข้าใจในขณะนี้ จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นและดับไปเป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม จะต้องเริ่มระลึกตามความเป็นจริงว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่ประมาทไม่ได้เลย แม้แต่ปัจฉิมวาจาก่อนที่จะปรินิพพาน "จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม" แม้ในการฟังก็ประมาทไม่ได้เลย ทั้งหมดละเอียดอย่างยิ่งที่จะเป็นชาวพุทธ ที่จะเป็นผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งคือต้องรู้จักพระรัตนตรัย

    ผู้ฟัง สังคมปัจจุบันนี้คนชั่วกับคนดี กลุ่มไหนมีมากกว่ากัน ได้ตอบไปตามความเข้าใจไปว่าคนชั่วจะมากกว่าคนดี เพราะการทำชั่วทำได้ง่าย

    ท่านอาจารย์ ตอบแล้วต้องเข้าใจ ที่ตอบไม่ผิดเลยว่าชั่วมากกว่าดี แต่ถามว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น ต้องมีเหตุผลด้วย เพราะไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะรู้ จึงดับกิเลสความไม่ดีจนหมดได้ แต่ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้อยู่ จะนำอะไรไปดับกิเลส หรือไปละความชั่วได้ เพราะฉะนั้น ที่ชั่วเพราะไม่รู้ แต่ถ้าใครรู้ มีปัญญาขึ้น ความดีก็เพิ่มขึ้น ปัญญาเท่านั้นที่จะละกิเลสได้ ตราบใดที่ไม่ใช่ปัญญาและไม่รู้ก็มากไปด้วยความชั่ว พูดคำว่าชั่ว คำนี้ดูน่ากลัว บางคนอาจจะบอกว่าไม่ดีก็น่าจะพอ แต่เหมือนกันหรือไม่ ธรรมที่ตรงกันข้ามกันคือดีกับชั่ว เพราะฉะนั้นดีเท่าไรไม่พอ จนกว่าจะมีปัญญาค่อยๆ ดีเพิ่มขึ้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    27 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ