ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๕๓

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจก็ไม่มีทางเลย เพราะถูกปิดบังหุ้มห่อไว้ด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ก็ต้องไม่มีสิ่งที่หุ้มห่อปิดบังไม่ให้เห็น โดยการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งรู้ได้ว่าขณะไหนเป็นสติสัมปชัญญะ ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อมีความเข้าใจที่มั่นคงโดยไม่หวังด้วย เหมือนขณะนี้เห็นแล้ว ไม่ได้อยากเห็น แต่เห็นแล้ว ได้ยินเสียง ไม่ต้องอยากได้ยิน ก็ได้ยินแล้ว

    ดังนั้น ทุกอย่างเป็นธรรมจริงๆ ฟังแล้วเข้าใจเมื่อใด นั่นคือประโยชน์อย่างยิ่งเพราะละความไม่รู้และละความติดข้อง เนื่องจากปกติธรรมดาจะไม่รู้เลยว่าเราติดข้อง แบกภาระที่หนักมาก แต่ชินจนไม่รู้ และไม่คิดที่จะปลงหรือวางภาระนั้นด้วย ไม่รู้ว่าหนักเพราะชิน ไม่รู้เลยว่าต้องเห็น ลำบากกว่าไม่ต้องเห็น ใช่หรือไม่ ดีกว่าหรือไม่ ต้องเห็น กับ ไม่ต้องเห็น แต่เพราะอยากเห็น ก็เป็นเครื่องกั้นแล้ว

    ความไม่รู้มากมายและมีความติดข้องพอใจ ยึดมั่นในสิ่งที่เห็นหลายระดับ ตั้งแต่ความพอใจจนกระทั่งเป็นความยึดมั่น ติดข้อง แสวงหาสารพัด ทั้งวันเป็นไปด้วยความไม่รู้ทั้งนั้น จนกว่าจะฟังและเริ่มรู้ เริ่มเข้าใจ หมดหรือยัง ไม่หมด ยังอีกมากมายนักที่จะทำให้เข้าใจขึ้นแล้วละมากขึ้น แทนที่จะไปติดข้องหรือหวัง หรือทำอะไรเพื่อที่จะให้รู้

    ความติดข้องหรือความหวังไม่ได้ทำให้รู้เลย ไม่ได้ทำให้ละด้วย จนกว่ามีความเข้าใจขึ้น เห็นว่าทำอะไรได้หรือไม่ ใครทำอะไรได้ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ความเข้าใจเพียงเล็กน้อยนั้นจะมากขึ้นก็ต่อเมื่อได้ยินได้ฟัง ได้ไตร่ตรอง ได้เข้าใจเพิ่มขึ้น จนกว่าจะถึงระดับขั้นที่เป็นปฏิปัตติ สามารถที่จะถึงลักษณะด้วยความไม่ใช่เราเลย และรู้ความต่างกันของขณะที่สติสัมปชัญญะเกิด กับ ขณะที่หลงลืมสติ ตอนนี้มีสติเมื่อเข้าใจ แต่ก็รู้ด้วยว่าระดับไหน นั่นคือความถูกต้อง

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์พูดว่ารู้ถึงสภาวธรรมที่ปรากฏ เช่นปฏิปัตติ เริ่มต้นที่จะเข้าใจคำว่า รู้ถึงเฉพาะนั้นคงไม่ได้ง่ายแน่นอน

    ท่านอาจารย์ แล้วไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะมีความเข้าใจถูกต้องว่าฟังธรรมแล้วเข้าใจเพียงใด ความเข้าใจเท่านั้นเองกำลังค่อยๆ ชำระจิตซึ่งหมักหมมด้วยความไม่รู้และกิเลสนานาประการที่ติดแน่นอยู่ในจิต ทั้งเหนียวทั้งหนามานานแสนนาน แล้วอะไรจะชำระจิตให้บริสุทธิ์ เพราะว่าความไม่รู้ไม่สามารถจะเข้าใจจนประจักษ์แจ้งสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้แล้ว และทรงแสดงให้เราค่อยๆ เข้าใจขึ้น เท่านั้นเอง

    ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเพราะอะไร เดี๋ยวนี้ก็มีสภาพธรรม ก่อนนี้ก็มี ลืมตาตื่นขึ้นมาก็มีแล้วไม่รู้ทั้งหมดนั้นจะมากสักเท่าไร กับขณะที่กำลังเริ่มฟังเเล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรงคือ กำลังเริ่มรู้ว่าไม่มีเราในขั้นฟัง แต่มีธรรมแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ก็ไม่หมดความสงสัย ไม่หมดความติดข้อง อย่างเช่น นามธรรม เพียงคำเดียวนี้ ลองคิดดูว่าไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น

    ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น แม้ไม่เห็นก็มีเสียงปรากฏให้รู้ว่ามีเสียง แม้ไม่เห็นก็รู้ว่ามีแข็ง กำลังกระทบสัมผัสแข็ง จึงสามารถรู้ว่าที่จะถึงเฉพาะนั้นคือด้วยปัญญาที่เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่ถึงเฉพาะโดยไม่รู้เรื่อง ไม่มีทางเป็นไปได้เลยเพราะว่าไม่ใช่เราที่ถึง แต่ต้องเป็นการฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจเป็นปัจจัยให้สติ ที่เราแปลว่า ระลึก แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะว่าในภาษาไทยเมื่อเราบอกว่าระลึก หมายความถึงคิดถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใด อาจจะเป็นอดีตที่ยาวนานมาแล้วนานเท่าไรก็ระลึกได้ เช่น ระลึกชาติ ตั้งกี่ชาติมาแล้วที่ผ่านไป ใช้คำว่าระลึกคือ คิดถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วที่เราเคยพบ เคยเห็น ระลึกถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ระลึกถึงความรู้สึกแต่เก่าก่อน

    แต่นั่นไม่ใช่สติสัมปชัญญะ ที่สามารถที่จะเข้าถึงลักษณะของสิ่งที่ปรากฏด้วยความเข้าใจถูก เช่น แข็ง เวลานี้แข็งกำลังปรากฏ ปรากฏมาแล้วบ่อยๆ ทุกวัน แต่ไม่ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เราติดข้องในแข็งเพราะปรากฏให้รู้ว่ามีแข็ง และยังติดข้องในสภาพที่กำลังรู้แข็งด้วย ติดข้องไปหมดในสิ่งที่มี ถ้าสิ่งนั้นไม่มี ไม่เกิด จะไปติดข้องได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วมีแล้วไม่รู้ ติดข้องแน่นอน เราอาจจะบอกว่าเราไม่ติดข้อง แต่ความจริงไม่มีเรา แต่มีความติดข้อง เห็น ถ้าไม่เห็นเป็นอย่างไร เดือดร้อนต้องไปหาจักษุแพทย์เพราะต้องการเห็น ถ้าไม่ได้ยินก็ลำบาก ทั้งนั้นเลยเป็นความติดข้อง เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราจะติดหรือไม่ติด เราไม่มี แต่มีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจนั้นแล้วโดยไม่รู้เลยเพราะเร็วมาก

    ผู้ฟัง ทุกอย่างเกิดขึ้นแน่นอน

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง บังคับบัญชาไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง เพราะมีเหตุและปัจจัยให้เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แล้วทุกอย่างก็เป็นอนัตตา แล้วเราจะคิดเพื่ออะไร

    ท่านอาจารย์ ก็บังคับไม่ได้ ไม่ให้คิดได้หรือไม่ ทุกอย่างตรงกับความเป็นจริง เปลี่ยนความจริงไม่ได้เลย มีที่พึ่งหรือไม่

    ผู้ฟัง พระธรรมเป็นที่พึ่ง

    ท่านอาจารย์ ใช่ ต้องไม่ลืมที่เราบอกว่า มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง พึ่งอย่างไร พึ่งพระธรรม เห็นหรือไม่ว่าพูดง่าย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์คือพระอริยบุคคล ผู้ดับกิเลสแล้วเป็นที่พึ่ง แล้วจะพึ่งอย่างไร แม้แต่บอกว่ามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง จะพึ่งเมื่อไร แล้วจะพึ่งอย่างไร ยังไม่รู้เลยว่าธรรมคืออะไร พึ่งได้หรือไม่ แต่ถ้ารู้ รู้จากใคร เรารู้แล้วใช่หรือไม่ แม้แต่คำว่าธรรม เป็นที่พึ่งแน่นอน เพราะฉะนั้น ใครทำให้มีธรรมซึ่งเป็นที่พึ่งเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการกล่าวถึงสภาพธรรมนั้น จนกระทั่งสามารถเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เป็นธรรมทั้งหมดเลย แต่ธรรมไหนที่ยึดถือว่าเป็นเรา

    เวลานี้มีเห็นมากเลย ตรงนั้นเห็นก็มี ตรงนี้เห็นก็มี แต่เห็นเป็นเราหรือไม่ ตราบใดที่ยังมีการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราก็ผิดแน่นอน แล้วไม่รู้ด้วยว่าถ้าผิดแล้วจะเป็นถูกได้อย่างไร ไม่ว่าสิ่งใดๆ ก็ตามที่เราคิดว่าดี คิดได้ แต่เดี๋ยวก็หมดไป ไปโกรธเขาทำไม เพราะเราไม่โกรธเวลาที่เรารู้อย่างนี้ ก็ยังคงเป็นเราอยู่

    ผู้ฟัง แต่ถ้าโดนหลายๆ ทีก็ต้องโกรธไปบ้างเหมือนกัน เพราะเป็นเราอยู่ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะยังเป็นเรา เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่เรา ไม่ใช่อยู่ที่คนอื่นเลย เรามักจะคิดทางที่จะไปแก้คนอื่น ทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ทำไมเขาพูดอย่างนั้น เดือดร้อนไปกับคนอื่นทั้งนั้นเลย แต่ตัวเองไม่เคยคิดว่ากำลังเดือดร้อนที่คิดถึงเขา

    ผู้ฟัง เปลี่ยนคน เปลี่ยนยากมาก

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนใครยากกว่า

    ผู้ฟัง เปลี่ยนตัวเราเอง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จบเรื่องที่จะไปเปลี่ยนคนอื่นเพราะรู้ว่าเปลี่ยนไม่ได้ แม้แต่เราเองยังเปลี่ยนไม่ได้แล้วจะไปเปลี่ยนคนอื่นได้อย่างไร เราก็เบาบางปลงภาระไปทีละเล็กทีละน้อย ไม่ต้องไปยุ่งกับใครเขาหรอก

    ผู้ฟัง แต่บางทีเราก็อยากเกื้อกูลคนอื่น อยากให้เขาได้ดี คิดเพราะเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ อยาก แต่เขาก็ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เหนื่อยหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำได้คือสิ่งที่เคยเป็นเรา ค่อยๆ รู้ความจริงจนกว่าจะหมดความเป็นเรา ไม่มีทางที่จะไปทำอะไรคนอื่น นอกจากพูดความจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม วาจาสัจจะนำไปสู่ญาณสัจจะ ปัญญาที่เห็นถูกต้องจริงๆ ว่า เดี๋ยวนี้ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มียากจริงๆ เพราะว่าไม่ได้มีแต่เห็น มีได้ยินด้วย แล้วถ้าไม่เข้าใจจริงๆ จะให้รู้เฉพาะเห็นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในความเป็นธาตุ หรือเป็นธรรม เฉพาะในขณะนั้นไม่เป็นขณะอื่น ก็ยาก

    เวลานี้ที่จะบอกว่าสติเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นการระลึก หรืออะไรก็พูดไป แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีทั้งเห็น มีทั้งได้ยิน มีทั้งคิด ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ เราจะเลือกแล้ว เราจะรู้ตรงนั้นแล้ว เราจะทำอย่างนี้แล้ว ซึ่งผิดอีกเพราะไม่เข้าใจจริงๆ ในความเป็นอนัตตา ดังนั้นพระธรรมทั้งหมดที่ได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นพระสูตรก็มีธรรม พระวินัยก็ต้องมีธรรม พระอภิธรรมก็เป็นธรรม ถ้าไม่มีธรรมก็ไม่มีอะไรเลย ที่เราฟังโดยละเอียดทุกประการเพื่ออะไร เพื่อที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่าไม่ใช่เราตามลำดับขั้น เท่านั้นเอง

    วันเสาร์ฟังพระสูตรเรื่องอะไร สูตรชื่ออะไร ฟังแล้วอาจจะจำชื่อได้ แล้วสูตรนั้นพูดว่าอย่างไรบ้าง แล้วใจความของพระสูตรนั้นว่าอะไร แล้วกี่สูตรแล้วที่ฟัง จำไม่ได้ แต่ประโยชน์คือสามารถเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดคือเข้าใจธรรมว่าไม่ใช่เรา เพราะว่าบางคนฟังแล้วมาเปรียบกับตัวเองตลอดเวลาก็ผิดอีกเพราะไม่ได้ฟังเพื่อละ แต่ฟังแล้ว..ทำอย่างไรจะรู้ธรรม มาแล้ว คำว่าอนัตตาหายไปหมด คำว่าธรรมก็ไม่ได้เข้าใจ เพราะว่าทำอย่างไรจะได้ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม แสดงความไม่เข้าใจธรรมซึ่งเป็นอนัตตาและไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นเรา แต่ว่าถ้าฟังเพื่อละความไม่รู้ก็ปลอดภัยมาก เพราะรู้ว่าไม่รู้มากหนาแน่นมานานแสนนาน ใช่หรือไม่

    ฟังเพื่อค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีโดยไม่ได้หวังอะไรเลย เพราะว่าไม่ใช่เราที่จะไปประจักษ์แจ้งอริยสัจจธรรม หรือเป็นวิปัสสนาญาณ ต้องเป็นปัญญาเท่านั้น และไม่ใช่ปัญญานิดๆ หน่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ ฟังไม่นานนึกว่าพิจารณาไม่นาน ไตร่ตรองไม่นาน แต่รู้ตามความเป็นจริงได้ว่าขณะไหนหลงลืมสติ ขณะไหนมีสติ ไม่ว่าจะพูดถึงสมาธิ เอกัคคตาเจตสิก สภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์ มีหรือไม่ มี ฟังเข้าใจว่ามี แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้มีหรือไม่ แต่ว่ามีแน่และเดี๋ยวนี้ก็มีด้วย

    แสดงให้เห็นว่ากว่าจะเข้าใจสภาพธรรมโดยความเป็นอนัตตา ซึ่งลืมไม่ได้เลยต้องคู่กันไปตลอด ธรรมเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจซึ่งความเข้าใจไม่ใช่เรา เข้าใจเกิดแล้วดับไป และถ้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา ก็จริงอีก แล้วจะเดือดร้อนอะไรถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ค่อยๆ ละคลายความยึดมั่นก่อน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความหนาแน่นของอกุศลและความไม่รู้ก่อน ก่อนที่จะคิดไปถึงการประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรม แม้แต่ยังไม่ใช่ประจักษ์ลักษณะที่เกิดดับก็จริง เพียงแต่จะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรม ก็ต้องเป็นไปด้วยการละ การคลายความติดข้อง เพราะเข้าใจขึ้นแล้วก็เป็นอนัตตา ถ้าเป็นความเข้าใจที่สะสมไปเรื่อยๆ ด้วยความละ และเข้าใจในความเป็นอนัตตามากพอ สภาพธรรมปรากฏเดี๋ยวนี้ได้กับปัญญาที่ได้อบรมแล้ว

    ดังนั้น ขณะนี้สภาพธรรมก็เป็นอย่างนี้เอง เวลาที่ปัญญารู้แจ้งสภาพธรรมก็รู้ลักษณะที่ปรากฏอย่างธรรมดานี่เอง ความต่างคือว่า เพราะอะไรจึงยังไม่ได้รู้อย่างที่เข้าใจ ก็เพราะความรู้ยังไม่พอ อวิชชายังมากมายเหมือนเดิม ถ้าอวิชชาน้อยลงคือ ขณะนี้สามารถที่จะรู้ความเป็นอนัตตาว่า ฟังเพื่อเข้าใจ ซึ่งเข้าใจไม่ใช่เรา ฟังเพื่อละความไม่รู้

    ผู้ฟัง เรียนถาม ๒ คำถาม เจตนาเจตสิก กับ ปณิธิ ปณิธิเป็นภาษาบาลี แปลเป็นไทยว่าความตั้งใจที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด อยากเรียนถามว่า เจตนา กับ ปณิธิ มีความต่างกัน หรือว่ามีความเหมือนกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ นี่แสดงให้เห็นถึงธรรมหลากหลายมาก แม้แต่ความจงใจหรือความตั้งใจที่ภาษาบาลีใช้คำว่า เจตนา เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งถ้าศึกษาแล้วจะเข้าใจว่า เจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท ไม่เว้นเลย เป็นหนึ่งใน ๗ เจตสิกที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ

    เริ่มเห็นแล้วว่า เดี๋ยวนี้จิตเห็น มีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่ มี ถ้าไม่ทรงแสดงไว้จะรู้หรือไม่ว่า ขณะที่เห็นมีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ไม่ใช่กุศลเจตนาและไม่ใช่อกุศลเจตนา เป็นเจตนาที่เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย ที่จะทำให้เจตนาเกิดพร้อมกับวิบากจิตซึ่งเป็นผลของกรรม ทุกขณะที่กำลังเห็น ให้ทราบว่าเป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรม ไม่ใช่จิตที่เป็นเหตุ เพราะเหตุคือกุศลและอกุศล ดังนั้นเมื่อเหตุมี ผลของอกุศลก็เป็นอกุศลวิบาก ผลของกุศลก็เป็นกุศลวิบาก ซึ่งต้องต่างกัน อกุศลไม่ดีใช่หรือไม่ จะเห็นสิ่งที่ดีได้หรือไม่ ทำให้เกิดผลอย่างนั้นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้

    ถ้าเป็นกุศลวิบาก จะให้ไปเห็นหรือได้ยินสิ่งที่ไม่ดี ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ แม้แต่กรรมที่เป็นเจตนาที่เกิดก็ต่างกัน เป็นกุศลเจตนา เป็นอกุศลเจตนา เป็นวิบากเจตนาด้วย ซึ่งขณะที่กำลังเห็นเป็นวิบาก เราไม่สามารถที่จะรู้ถึงสภาพที่เจตนาเลย ไม่ได้จงใจเหมือนอย่างกุศล เช่นวันนี้จะทำกุศล จะมีการสนทนาธรรม จะมีการเชิญมิตรสหายมาร่วมกันฟังพระธรรม ไม่ได้ฟังคนเดียวแต่เผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นด้วย เพื่อให้มีการที่จะได้เข้าใจธรรมนั่นเป็นกุศลเจตนา ไม่ใช่เพียงเห็น นี่เป็นความหลากหลาย

    เพราะฉะนั้น แม้แต่คำเดียวในภาษาบาลีหรือภาษาไทยก็ตามแต่ เราไม่สามารถที่จะเพียงฟังแล้วคิดเอง เข้าใจเอง แต่ค่อยๆ เข้าใจความจริงของลักษณะของสภาพธรรมซึ่งต่างกัน แม้แต่สภาพของเจตนาที่เกิดกับจิตเห็นซึ่งเป็นวิบาก ทำกิจเพียงแค่ขวนขวายกระตุ้นเตือนสหชาตธรรมคือ จิตและเจตสิกให้เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของตน เพียงเท่านี้

    จิตหนึ่งขณะที่เกิดก็จะต้องมีสภาพธรรมที่หลากหลายต่างระดับด้วย ไม่ใช่เจตนาที่เป็นกุศลหรืออกุศล แต่เป็นเพียงเกิดเพราะมีกรรมทำให้เกิดขึ้นพร้อมกับจิตและเจตสิกอื่นเพื่อกระตุ้นเตือน ลักษณะที่เป็นเจตนาทำให้สภาพธรรมอื่นทำกิจการงานของตน ซึ่งเขาก็ต้องทำกิจอยู่แล้วใช่หรือไม่ แต่เจตนาก็ยังเป็นอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ปณิธิ แต่ว่าเป็นเจตนาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกขณะ โดยจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่ส่วนใหญ่เราจะรู้เมื่อเป็นอกุศลเจตนาหรือกุศลเจตนา

    เพราะฉะนั้น ความรู้ ความเข้าใจธรรม ต้องเข้าใจจริงๆ ตามลำดับขั้น พูดถึงเจตนา บอกเท่านี้แล้วปล่อยผ่านไปเลย แปลว่ายังเป็นเราที่ฟังแล้วเข้าใจเพียงบางส่วน แต่เพราะเหตุว่าธรรมหลากหลายมากสุดที่จะประมาณได้ ในหนึ่งคนมีจิตหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับสืบต่อหลากหลายมาก ไม่เหมือนกันเลย บางขณะโกรธ บางขณะเข้าใจ บางขณะไม่สนใจ หรืออะไรต่างๆ มากมายประมาณไม่ได้เลย แต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดแล้วดับไป จึงมีคำหลากหลายที่จะแสดงถึงสภาพธรรมที่มีจริงตามลำดับขั้นด้วย

    ดังนั้น เจตนาที่เกิดกับวิบากจิตไม่ใช่ปณิธิ เพราะว่าเป็นเพียงผลของกรรมซึ่งต้องเกิดขึ้นเห็น บังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะกรรมที่ได้ทำแล้ว ถึงเวลา ถึงขณะที่จะทำให้ผลเกิดขึ้นคือเห็นเกิด เห็นก็เกิด แต่กรรมนั้นไม่ใช่ทำให้เห็นเกิดก็ได้ บางขณะบางกาลทำให้ได้ยินเกิด เช่น เราไปพูดอะไรที่ไม่ดีว่าร้ายใคร จิตร้ายขณะนั้นทำให้ผลคือต้องได้ยินเสียงที่ไม่ดี จะได้ยินเสียงที่ดีไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขณะนั้นเป็นกรรมที่ทำให้วิบากจิตเกิดขึ้นพร้อมเจตนาซึ่งเป็นวิบากด้วยทำกิจได้ยิน ขณะนั้นเสียงปรากฏ ไม่ให้ได้ยินได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้กรรมทำให้ได้ยิน ไม่ใช่ปณิธิ เพราะฉะนั้น เวลาใดก็ตามซึ่งมีความตั้งใจจะทำกุศลหรืออกุศลก็ตามนั้นยังไม่เป็นปณิธิ เพียงแต่เกิดขึ้นชั่วขณะที่คิดที่จะทำกุศล เช่นในขณะนี้ฟังธรรม หรือว่าทำกุศลขั้นใดๆ ก็ตามทั้งสิ้น

    แต่ปณิธิ คือ ความตั้งใจมั่นไม่เปลี่ยนแปลง สัมมาปณิธิ ตั้งใจมั่นที่จะเป็นกุศลซึ่งเป็นอนัตตาชั่วขณะนั้นเกิดขึ้นและดับไป แล้วแต่ว่าความมั่นคงขณะนั้นจะมากสักเพียงใด ซึ่งในมงคลสูตรได้กล่าวไว้ว่า การที่เราได้มาฟังธรรม ไม่ใช่เพราะว่าเราอยากจะมา ไม่มีเรา แต่มีปัจจัยที่จะทำให้มีศรัทธา การเห็นประโยชน์ ซึ่งบังคับใครได้หรือไม่ บังคับคนอื่นได้หรือไม่ แต่สภาพธรรมนั้นๆ ก็เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย

    ตั้งแต่มงคลข้อที่ ๑ ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ที่ควรบูชา เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นปัญญา ไม่ใช่บอกให้ทำโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่ใช่พุทธะ ไม่ใช่ปัญญาเพราะไม่มีความเข้าใจ นี่เป็นความต่างกัน ถ้าเป็นพุทธะแล้วทุกคำเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมดไม่ว่าคำไหน ไม่ว่าละชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม ชำระจิตให้บริสุทธิ์ เป็นธรรมทั้งหมด เพราะว่าใครจะละชั่วได้ถ้าธรรมที่เป็นกุศลนั้นไม่เกิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจทั้งหมด

    ต่อจากนั้นก็คือ เราได้เกิดในประเทศที่สมควร แล้วจะใช้อะไรเป็นเครื่องวัด สมควรที่ได้ฟังธรรมตรงไหนก็ได้ ย้ายจากที่นี่ไปในป่าก็ได้ ในซอกเขาก็ได้ ที่ไหนก็ได้ที่มีการได้ยินได้ฟังคำที่ถูกต้อง เป็นประเทศที่สมควรแก่การที่จะได้ฟังธรรม มิฉะนั้นแล้วเราจะว่าประเทศไหนสมควร ถ้าจะกล่าวตามอดีต มัชฌิมประเทศ ประเทศที่สมควรเพราะว่ามีพระสาวก มีพระอรหันต์ มีการฟังธรรม การสนทนาธรรมตรงนั้นตรงนี้

    เดี๋ยวนี้ลองไปที่พระวิหารเชตวันก็มีคนดูแลสถานที่นั้น เป็นประเทศที่สมควรหรือไม่ สมควรเมื่อกุศลจิตเกิดที่นั่น น้อมระลึกถึงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อใด เมื่อนั้นเป็นประเทศที่สมควร แต่คนที่ดูแลสวนที่พระวิหารเชตวัน ที่นั่นเป็นประเทศที่สมควรของเขาหรือไม่ หรือก็เหมือนกับประเทศอื่น ทำสวนที่ไหนก็มีต้นไม้ใบหญ้าให้ทำได้

    ดังนั้น จะเห็นได้ว่าประเทศที่สมควรคือ สถานที่ที่ได้ฟังธรรมเป็นมงคล ถูกต้องหรือไม่ สนทนาธรรมในรถไฟ บนเครื่องบิน ในเรือ ได้หรือไม่ สนทนาธรรมที่ไหนก็ได้ ที่นั่นเป็นประเทศที่สมควรเพราะบุญที่ได้กระทำไว้แต่ปางก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะมีการได้ฟังธรรมเลย แม้แต่คำที่เราจะได้ยินเราก็ไม่รู้ เราตั้งใจจะมาฟังธรรมวันนี้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสนทนากันเรื่องอะไร และต่อไปเราก็ไม่รู้จะสนทนากันด้วยอะไรอีก จนมาถึงปณิธิแล้วเราได้ยินได้ฟังว่า เมื่ออยู่ในประเทศที่สมควรเพราะบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน แต่ถ้าไม่มีสัมมาปณิธิ จะเป็นมงคลหรือไม่ เพราะฉะนั้น แม้แต่ได้ยินได้ฟังแล้ว กุศลที่เห็นประโยชน์ของธรรมนั้นทำให้ตั้งจิตไว้ชอบที่จะฟังต่อไป

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    26 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ