ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
ตอนที่ ๑๙๗๔
สนทนาธรรม ที่ สวนเทพหยา อ.สิงหะนคร จ.สงขลา
วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ท่านอาจารย์ วันนี้ก็เป็นวันหนึ่ง ที่มีความยินดีอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าสถานที่นี้ เป็นอารามะ เป็นที่น่ารื่นรมย์ คิดถึงในครั้งพุทธกาลยังไม่มีวัดวาอารามใหญ่โตเลย แต่ที่ใดก็ตามที่มีผู้ที่สามารถที่จะเข้าใจธรรม ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ พระองค์ก็เสด็จไปโปรด แต่ว่าต้องคิด ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และทางสายกลางของพระองค์ไม่กี่คำเอง แต่ว่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้จักทางหรือยัง และทางนั่นไปไหน นี่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ มักจะคิดว่า ธรรมที่เราพูดกันในภาษาไทยนี่ ก็ดูธรรมดาๆ แล้วลึกซึ้งอย่างไร ต้องไม่ลืมคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ตรัสว่าธรรมลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ พอพูดว่าทางสายกลาง เรารู้แล้วหรือ ทางไหน ไปไหน และมีกี่ทาง และนี่เป็นทางสายกลางอย่างไร ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมาก แต่การที่จะเป็นผู้ที่ละเอียด เริ่มจากการที่เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินแต่ชื่อ กราบไหว้บูชา แต่ถ้าถามว่านับถืออะไร ที่พระองค์ตรัส ตอบได้ไหม ตอบคำที่ไม่เคยคิดมาก่อน เช่น ทางสายกลาง แต่ถ้ามีการซักไซ้ให้เข้าใจจริงๆ ไม่ใช่คิดกันเอาเอง ก็จะรู้ได้ว่าคำนี้เป็นคำที่แสดงถึงการที่พระองค์ทรงดำเนิน จนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจธรรม แล้วอริยสัจจธรรมอยู่ที่ไหน ฟังแล้วหนังสือเรียนสมัยก่อน สำหรับเด็กๆ ก็มีคำนี้ แต่เด็กเข้าใจไหม และก็คนที่กล่าวคำนี้เข้าใจหรือเปล่า
เพราะฉะนั้นต้องเริ่มเป็นผู้ตรง เหมือนที่พระโพธิสัตว์เริ่มตรงต่อความจริง ใครจะคิดบ้าง ว่าอะไรจริงเดี๋ยวนี้ และอะไรทำให้บุคคลหนึ่งเห็นแล้วรู้ว่าความจริงนี่สามารถจะรู้ได้ เพราะว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ แค่นี้เราก็ไม่ได้คิดแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะตามคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจจธรรม ถูกต้องไหม ได้ยินอย่างนี้ แต่อะไรเป็นธรรม อะไรเป็นสัจจธรรม อะไรเป็นการตรัสรู้ เผินมาก
เพราะฉะนั้น ถ้าจะเป็นผู้ที่เคารพนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุดจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่ฟังทุกคำ แล้วก็ไตร่ตรองทุกคำ จนกระทั่งเข้าใจแต่ละคำ เพราะว่าคำนั้นเป็นคำของใคร ไม่ใช่คำของครูบาอาจารย์ คนโน้น คนนี้ คนนั้นเลย แต่เป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเริ่มปลูกฝังความเป็นผู้ตรง และการที่ได้ยินได้ฟังอะไร ไม่ใช่ให้เราเชื่อหรือตามๆ ไปโดยไม่เข้าใจ แต่ว่าทุกคำสามารถที่จะเข้าถึงความลึกซึ้งอย่างยิ่งตามลำดับ ถูกไหม ในเมื่อเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่ลึกซึ้งหรือ และสิ่งที่ลึกซึ้ง อยู่ไหน ต้องไปหาที่ไหนไหม ถ้าได้ยินได้ฟังยังไม่รู้เลยว่าอะไรลึกซึ้ง จะไปหาได้อย่างไร แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้หรือเปล่า ลองคิดดูเพียงเท่านี้ ถ้าไม่ทรงตรัสรู้ จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ ในเมื่อสิ่งนี้มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ต่อไปอีกทุกขณะไม่เปลี่ยนความจริงต้องเป็นความจริงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครรู้ความจริงว่าเดี๋ยวนี้ เรารู้ความจริงหรือเปล่า ทั้งๆ ที่กำลังเป็นความจริงทุกขณะ ถ้าไม่เป็นผู้ที่ละเอียด จะไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าเป็นอย่างธรรมดาๆ ใครก็คิดได้ คนโน้นคิดอย่างนี้ คนนี้คิดอย่างนั้น แต่ใครเป็นพุทธะ ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้นแต่ละคำ ต้องศึกษาด้วยความเคารพจริงๆ และต้องมีความเข้าใจ มิฉะนั้นจะหลงคิดว่าเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส แต่ทุกคำของพระองค์ ให้คนได้ฟัง ไม่ใช่เชื่อ แต่ฟังให้เข้าใจ คำนั้นจริงหรือเปล่า ถูกต้องไหม เป็นความรู้ของตนเองที่ได้รับจากการตรัสรู้
เพราะฉะนั้นประโยชน์สูงสุดในสังสารวัฎฏ์ คือมีโอกาสได้รู้ว่าความจริงคืออะไร และผู้ที่จะรู้ความจริงได้ คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม ลองคิดดู มีคนอื่นไหม มีใครไหม แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อได้กล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ถ้าพระองค์ไม่กล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ ใครจะรู้ว่าพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อตรัสรู้อย่างไร ตรัสความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้อย่างนั้น ให้คนที่ได้ฟังเริ่มรู้ว่า ลองเดาได้ไหม รู้ว่าอะไร รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย ถูกไหม นั่งกันอยู่อย่างนี้ มีความสามารถนาๆ ประการ แต่ว่าเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มเข้าใจถูกต้อง จึงรู้ว่าตนเองไม่รู้อะไรเลยจริงหรือไม่ ถ้ารู้แล้วไม่ต้องฟัง ใช่ไหม แต่ที่ฟังนี่เพื่อจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอะไร ซึ่งไม่เคยรู้มาเลยว่า เราไม่เคยรู้มาก่อน จนกระทั่งได้เริ่ม ได้ฟัง ได้ยิน คำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงชื่อ ไม่มีใครสามารถจะชื่อนี้ได้เลย เฉพาะพระองค์เดียวที่ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด ทุกสิ่งทุกประการ โดยประการทั้งปวง ให้คนอื่นได้ฟัง และเริ่มเป็นผู้ตรง ที่จะรู้จักตัวเองว่าจริงหรือเปล่า ไม่รู้อะไร ใครรู้อะไรบ้าง มากไหมที่รู้ แต่เดี๋ยวนี้บอกว่าไม่รู้อะไร เชื่อใคร หรือว่าจะคิดเอง ก็ยังไม่ทันรู้เลยว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราไม่รู้ เห็นไหม เพราะฉะนั้นไม่มีใครไม่รู้หรอก คิดว่ารู้ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเริ่มรู้ว่าไม่รู้ความจริง แต่ละคำต้องคิดแล้วไม่รู้ความจริง อะไรเป็นความจริง ก็ไม่คิดอีกเหมือนกัน ได้แต่จะฟังใช่ไหม แต่เดี๋ยวนี้จริงไหม เห็นไหม ไม่ต้องไปหาที่อื่นเลย เดี๋ยวนี้เองจริงไหม นี่คือเริ่มเป็นคนตรงที่จะไตร่ตรอง ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเริ่มรู้ความจริง ถ้าไม่เคยฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่รู้เลยว่าไม่รู้ความจริงคือสัจจธรรม แต่พอฟังแล้ว จึงค่อยๆ เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจว่าถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย คิดไม่ถึงว่าจะไม่รู้ถึงปานนั้น ไม่ว่าใครทั้งหมด นักปราชญ์มีความรู้สาขาต่างๆ มากมาย แต่ความจริงอยู่ไหน เห็นไหม ตอบได้ไหม แค่คำธรรมดา ความจริงพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ พูดถึงสิ่งที่เป็นจริงด้วย
เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ ความจริงอยู่ไหน อยากจะลองตอบไหม เป็นการสนทนาเพื่อความเข้าใจที่ค่อยๆ จะทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบไหว้ บูชา แต่ถ้ามีคนถามว่านับถือพระองค์ด้วยอะไร เหตุอะไรจึงนับถือ จะตอบได้ไหม นับถือมานานตอบได้ไหม บางคนคิดว่าทำไมไม่พูดถึงธรรมให้เร็วๆ ให้แก้ปัญหา ถามอะไรก็ตอบมา จะได้เป็นทางแก้ แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าผู้เดียวที่จะแก้ทุกปัญหา ก็คือผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด โดยประการทั้งปวง ลองดูก็ได้ ปัญหามีมากมาย แก้กันไปตลอด แล้วจบไหม ไม่จบ จนกว่าจะรู้ว่าความจริงคืออะไร เริ่มได้ใช่ไหมที่จะรู้ว่าการที่จะนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องฟังคำของพระองค์ด้วยความเคารพทุกคำ เพราะลึกซึ้งไม่มีคำของใครที่จะลึกซึ้งเท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้จริงไหม มีท่านผู้ที่พยักหน้าว่าจริง แต่สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง แปลกไหม เดี๋ยวนี้จริง แต่สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เดี๋ยวนี้มีเห็นทุกคนกำลังเห็น เป็นสิ่งที่มีจริงหรือไม่ มีจริง เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นธรรม เริ่มรู้สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม แต่ถ้าถามต่อไปว่า ทำไมเป็นธรรม นี่เพื่อประโยชน์ของแต่ละคนที่ฟัง ไม่ใช่ฟังง่ายๆ ไม่ใช่ฟังเผินๆ แต่ฟังเพื่อที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเคารพสูงสุด ในบุคคลที่ได้ตรัสรู้ความจริง ที่ทำให้เราเริ่มรู้ว่าเราไม่รู้ เพราะฉะนั้น ทำไม"เห็น" จริง
ผู้ฟัง เพราะมีเห็นจริงๆ
ท่านอาจารย์ เพราะเดี๋ยวนี้เห็นมีจริงๆ สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไม่เป็นของใครเลย แต่เป็นสิ่งที่เกิดเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ของใครจึงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นอะไรจะเป็นธรรม สิ่งนั้นต้องมีลักษณะของสิ่งนั้นตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ให้รู้จักสิ่งนั้นว่า เป็นธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่ใช่ใคร และ ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น เริ่มได้ยินคำว่าอนัตตา อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด โต๊ะ เก้าอี้ คน รองเท้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งปวง ทั้งหมดเป็นอนัตตา จะเชื่อไหม หรือต้องฟังต่อไปอีก จึงจะเข้าใจว่าพระองค์ตรัสอย่างนี้หมายความถึงอะไร
เพราะฉะนั้น"เห็น"ขณะนี้ เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่เกิดมีไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี เกิดแล้ว มีเห็นตลอดวันตลอดไปหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่เห็นตลอด
ท่านอาจารย์ เพราะว่าขณะที่ได้ยิน ไม่เห็น กำลังมีเสียงเท่านั้น ที่ปรากฏ ขณะที่กำลังคิดนึก ก็ไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่มีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นล้วนดับไปเป็นธรรมดา "ธรรมตา"ความเป็นไปของธรรม ที่ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นขณะนี้ เราเห็นหรือเปล่า
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เราเห็น เขาเห็น นกเห็น เห็นไม่ใช่นก ไม่ใช่คน ไม่ใช่ใคร เห็นต้องเป็นเห็น ที่เกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความจริงเสมอ เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะสิ่งนั้นที่เกิดขึ้นไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นแต่มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ เช่นต้องมีตา จักขุปสาท ถ้าไม่มีตา อย่างไรๆ ก็ไม่เห็น และถึงแม้ว่ามีตา ถ้าไม่มีอะไรมากระทบตา จะเห็นไหม
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ สิ่งที่อยู่ข้างหลังใครเห็นบ้าง
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เพราะไม่กระทบตา แค่นี้ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย มีเห็นบ้าง มีได้ยินบ้าง มีได้กลิ่นบ้าง มีลิ้มรสบ้าง มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง แล้วก็คิดนึกตามสิ่งที่กระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเรื่องเป็นราว เป็นรูปเป็นร่าง ใหญ่โตมโหฬารตลอดไปแต่ความจริง ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีลิ้มรส ไม่มีการกระทบสัมผัส จะคิดนึกถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไหม
ผู้ฟัง ไม่คิด
ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่าความจริงสิ่งนั้นดับแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ถูกต้องไหม แต่ละคำ เห็นเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ ได้ยินเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใช่ได้ยินเมื่อครู่นี้ ความจำแต่ละคำเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ความจำแต่ละคำเมื่อครู่นี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้ฟังจริงไหม
ผู้ฟัง จริง
ท่านอาจารย์ คิดตามจริง แต่ยังไม่ประจักษ์การเกิดแบบจริงๆ เพราะฉะนั้นจึงเห็นความต่างของผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคนที่ไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี ว่าขณะนี้จะมีใคร มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละอย่างเพียงมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ข้อสำคัญที่สุด ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฎฎ์ หาอีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเห็นเดี๋ยวนี้หนึ่งขณะในสังสารวัฎฏ์ จำเดี๋ยวนี้ก็จำหนึ่งขณะในสังสารวัฎฏ์จะไม่เกิดอีกเลย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เผิน เพราะเหตุว่าความจริงสามารถที่จะรู้ได้ตามลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่ขั้นเข้าใจเรื่องก่อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องของใครเลยทั้งสิ้นแต่ตรงนี้เอง ตรงเห็น ตรงได้ยิน ซึ่งเคยเข้าใจว่าเป็นเรามาตลอด ความจริงจะเป็นเราได้อย่างไร ในเมื่อเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีประโยชน์ไหม รู้ความจริง
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างต้องมีความมั่นคง เกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสม จึงเกิดขึ้นตามความเหมาะสมที่เป็นปัจจัยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ คิดตามเสียงที่ได้ฟัง แล้วก็คิดตามจิตเห็นที่เกิดขึ้นเห็นสิ่งทั้งปวง ทางตาก็คิด เป็นพวงมาลัย เป็นโต๊ะ เป็นอะไรไป แต่ว่าผู้ที่ตรัสรู้ ตรัสรู้แต่ละหนึ่ง จึงสามารถที่จะละการยึดถือว่ามีเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่เกิดไม่มีเราแน่ แล้วทำไมแต่ละคนเกิดมาหลากหลายมากไม่เหมือนกันเลย ถึงอยู่ไปทุกวันนี้ก็ไม่เหมือนกัน แม้แต่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ก็คิดไม่เหมือนกัน ความเข้าใจก็ไม่เหมือนกัน ความสนใจก็ไม่เหมือนกัน ทั้งหมดเป็นธรรม
เพราะฉะนั้นเริ่มรู้จักคำแรก ธรรม คือสิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งนั้นไม่มี จะมีผู้ที่ตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้นถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ไม่ต้องไปแสวงหาเลย ทุกอย่างเกิดเองหมดเดี๋ยวนี้ ถ้าจะคิดเหมือนเราคิดใช่ไหม แต่ความจำเรื่องนั้นเกิดขึ้นทำให้คิดถึงเรื่องนั้น ในลักษณะที่เคยคิดมาก่อน เพราะฉะนั้นทุกอย่างสามารถที่จะเข้าถึงความจริงถึงที่สุดได้ แล้วจะรู้ว่าเกิดมาทุกคนต้องตาย ระหว่างเกิดยังไม่ตายก็มีแค่เห็น แค่ได้ยิน แค่ได้กลิ่น แค่ลิ้มรส แค่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วก็คิดนึก จำไปยังไม่จบเลยตายแล้ว ใครคิดจะสร้างโครงการอะไรสักอย่างหนึ่งมากมายหลายปี ยังไม่จบยังไม่เสร็จก็ตายได้ เพราะฉะนั้นชีวิตที่มีอยู่ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้เลยว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไร ในลักษณะอย่างไร แต่เกิดมาทั้งทีไม่รู้ความจริงเลย เป็นอย่างนี้มานานแสนนานในสังสารวัฎฏ์จนกว่าจะได้ฟังคำที่จริง ทุกคนต้องตาย และตายคืออะไร ถ้าไม่มีธาตุรู้ ไม่มีจิตใจไม่มีอะไร ก็ไม่ใช่ตาย
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ที่จะเริ่มว่าธรรมไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย อยู่ตรงนี้แต่ไม่เข้าใจ ก็ยังคงยึดถือว่าเป็นเรา จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น รู้ความจริงเพิ่มขึ้น ทุกขณะ ไม่ว่าจะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยความอดทน จึงมีคำว่า บารมี เพราะเหตุว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงเดี๋ยวนี้ ไม่ง่ายที่จะประจักษ์การเกิดดับ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประจักษ์แล้ว จึงทรงแสดงหนทาง ซึ่งต่อไปก็จะมีคำว่า สายกลางแต่ตอนนี้ ยังไม่เข้าใจหรอกว่าทางสายกลางหมายความถึงอะไร เพราะต่างคนก็ต่างคิดใช้คำที่คุ้นเคยใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ละเอียดลึกซึ้งกว่านั้น
เพราะฉะนั้นการที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมีความเลื่อมใสในคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ตรง ให้ลึกซึ้ง ให้ถ่องแท้ จึงจะฟังด้วยการที่พิจารณาแต่ละคำ ว่าพระองค์ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เราต้องไปแสวงหาเลย แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้แท้ๆ ก็ยังไม่รู้เลย และก็รู้ได้ ไม่ใช่รู้ไม่ได้ และสิ่งที่รู้ได้ก็เป็นความจริงด้วย ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ไม่หลงผิดไปด้วยความยินดีติดข้อง ด้วยการที่ไม่ได้มีความจริงเลย แต่กระทำประพฤติปฏิบัติกัน อย่างนั้นก็ไม่ใช่ทางที่จะทำให้ตรงต่อความจริง ซึ่งเป็นทางตรงที่จะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ นั่นคือทางสายกลาง
เพราะฉะนั้นคนก็คิดเรื่องทางสายกลางไปทุกอาชีพ แล้วแต่ว่าทางสายกลางของวิชาใดจะเป็นอย่างไร ไม่ไปซ้าย ไปขวา ซึ่งเป็นทางไม่ตรง ซึ่งเป็นทางผิด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ความจริงเดี๋ยวนี้ ดีกว่าเกิดมาแล้วตายไปโดยไม่รู้ความจริงเลย และไม่รู้ความจริงทุกชาติด้วย ถ้าไม่เริ่มที่จะฟังด้วยความเคารพจริงๆ ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประโยชน์สูงสุดคือทุกข์ของทุกคน เพราะมีความยึดมั่นว่ามีเรา และอะไรเป็นเรา ไม่มีสักอย่าง แต่มีความไม่รู้เป็นเบื้องต้น ที่จะทำให้เข้าใจผิดต่างๆ นาๆ มีความเป็นเรา มีความติดข้อง มีความสำคัญตนสารพัดอย่าง ที่จะนำความทุกข์มาให้ตนเอง เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะพูดถึง อวิชชา โมหะ ความไม่รู้ หรือ คำใดๆ ทั้งสิ้น กำลังมีเดี๋ยวนี้แน่นอน เพราะเห็นก็ไม่รู้ว่าดับแล้ว
เกิดแล้วดับแล้ว ได้ยินก็ไม่รู้ว่าเกิดแล้วดับแล้ว ทั้งหมดไม่ว่า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทุกคนจำได้ ว่าขณะนี้กำลังนั่ง และอะไรนั่ง นั่งอยู่ตรงไหน นั่งมีจริงหรือเปล่า
ผู้ฟัง นั่งมีจริง
ท่านอาจารย์ นั่งมีจริงหรือ อยู่ไหน กำลังนั่งมีอะไรปรากฏทางไหน นอกจากจำความรู้สึกเป็นความจำใช่ไหม ว่ามีตัวทั้งตัว ทั้งตัวเลยที่จะนั่งได้ใช่ไหม ต้องมีแขน มีขา มีหัว แน่ๆ จึงนั่งได้ ไหนหัว จับแล้วโดนอะไรที่หัว จับไปตรงไหนของหัวก็ได้ จับแล้วโดนอะไร กระทบอะไร อะไรปรากฏ ต้องแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว อย่างหนึ่งอย่างใดทีละอย่าง แล้วแข็งเป็นหัวหรือ
ผู้ฟัง แข็งเป็นแข็ง
ท่านอาจารย์ แข็งเป็นแข็ง เริ่มรู้แล้วใช่ไหม ถ้าไม่จำไว้จะมีเรานั่งไหม เพราะว่าถ้ายังคงรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะละความเป็นเราไม่ได้ จะละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ นี่ถ้วยแก้วจำไว้ กระทบแข็ง นี่โต๊ะจำไว้ แต่พอกระทบก็แข็ง ลักษณะจริงๆ คือแข็งเกิด และปรากฏเฉพาะเมื่อกระทบ ถ้าไม่กระทบไปจำไว้ว่าเรามีศีรษะตลอดเท้า และกำลังทรงอยู่ในอิริยาบถที่กำลังนั่งอยู่ นั่งคนละแบบก็ตามแต่ แต่ก็เข้าใจว่ายังอยู่ เข้าใจว่ายังอยู่ เข้าใจผิดหรือเข้าใจถูก เริ่มเป็นคนตรง ถึงจะรู้จัก ธรรม คือสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่ง ใช้คำว่า ธรรม เพราะใครเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ หวานจะเปลี่ยนเป็นแข็งไม่ได้ เสียงจะเปลี่ยนเป็นร้อนไม่ได้ ทุกอย่างเป็นธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ พอรวมกันแล้วก็จำว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
พวงมาลัยนี่น้่งหรือนอน ไมโครโฟนนี่นั่งหรือนอนหรือยืน จำหมด แต่ความจริง เพียงแค่กระทบ หลับตาก็ได้ ลืมตาก็ได้ กระทบแข็ง ผสมกับรูปร่างที่เห็น จำไว้รวมกัน ว่าสิ่งนี้ต่างกับสิ่งอื่น เพราะฉะนั้นถ้าไม่รวมกันแยกออกให้หมดให้ละเอียดยิบกระจัดกระจายแล้ว จะเหลืออะไร จะเหลืออะไรที่ว่าเป็นพวงมาลัย โต๊ะก็ได้ เก้าอี้ก็ได้ถ้วยแก้วก็ได้ แยกให้ละเอียดยิบจะเหลืออะไรที่เป็นความจริงถึงที่สุด
สิ่งที่มีจริงที่แยกไม่ได้เลยเป็นรูป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า แม้ขณะนั้นที่รูปนั้นปรากฏจะต้องเป็นรูปหนึ่งรูปใด ใน ๘ รูปที่รวมกันที่เแยกกันไม่ได้เลย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว และรูปที่ใครก็ไม่รู้ คือธาตุที่เกาะกุม ๓ ธาตุนี้ไว้ด้วยกัน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980