ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946


    ตอนที่ ๑๙๔๖

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ คนอื่นไม่ได้สอน คนอื่นไม่ได้กล่าวแต่เป็นธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะฉะนั้น พระธรรมก็คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    แล้วสอนอะไร สอนเรื่องอะไรไม่ใช่เพียงแต่จำไว้ตอบ พอถามเรื่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็จะตอบอย่างนี้แหล่ะ

    ไม่ใช่ แต่เพื่อความเข้าใจจริงๆ ว่าเมื่อเป็นบุคคลที่ใครๆ ก็รู้จักกล่าวถึงแต่ว่าพูดอะไรบอกอะไรคนอื่นจึงได้ ชื่นชมอนุโมทนาสรรเสริญยกย่องมากมาย

    เพราะฉะนั้น ต้องมีสิ่งซึ่งบุคคลนั้นสามารถที่จะเป็นที่เคารพของบุคคลอื่นได้ถึงเพียงนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมจะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ใครคิดว่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยไม่ฟังพระธรรมบ้าง

    คุณอรวรรณมีคำตอบอีกไหม

    ผู้ฟัง ไม่ฟังก็ไม่รู้จัก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จึงมีคำถามที่คุณคำปั่นถามเชิญทบทวนคำถามอีกครั้งหนึ่ง

    อ.คำปั่น มีท่านผู้ร่วมเดินทางมีความประสงค์ที่อยากจะไปเรียนพระอภิธรรม

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าอภิธรรมแล้วก็อยากเรียนพระอภิธรรม และอยากเรียนธรรมไหม เห็นไหม

    การสนทนาต้องถามจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของคนนั้น โดยที่ว่าเราเกือบจะไม่ต้องบอกอะไรเลย แต่เขาคิดเองแล้วก็ตอบ แล้วก็ตรงกับความคิดของเขาด้วย

    เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีใครถามว่าจะเรียนพระอภิธรรมอยากเรียนพระอภิธรรมแล้วอยากเรียนธรรมไหม จะตอบว่าอย่างไร

    คนที่อยากเรียนพระอภิธรรมจะตอบว่าอย่างไร ถ้าถามว่าแล้วอยากเรียนธรรมไหม นี่เป็นสิ่งซึ่งจะมีคำถามแล้วก็รับฟังคำตอบ แต่ไม่ใช่ความคิดหรือการไตร่ตรองของตัวเอง

    แต่ถ้าเป็นการไตร่ตรองของตัวเองต้องรู้ว่าต่างกันยังไรธรรมกับพระธรรมหรือพระอภิธรรม คิดเองไม่ได้แน่

    อย่างไรๆ ก่อนศึกษาตอบไม่ได้เพราะว่ายังไม่รู้จักทั้งธรรมและอภิธรรม ขอเชิญคุณธีรพันธ์

    อ.ธีรพันธ์ อภิธรรมจริงๆ แล้วก็ไม่ได้แยกจากธรรมเลย เพราะว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง อภิธรรมก็คือสิ่งที่มีจริงแต่ว่าโดยนัยที่แสดงถึงความลึกซึ้งความละเอียด และก็ความยิ่งใหญ่ที่ว่าเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดเลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น ในภายหลังมีการได้ยินได้ฟังหรือว่าศึกษาธรรมเพิ่มขึ้นๆ ก็ค่อยๆ พิจารณาเห็นถูกเข้าใจว่าอภิธรรมนั้นไม่ได้แยกจากธรรมเลย

    และอภิธรรมก็ไม่ใช่เรื่องของการที่จะอยู่ในเรื่องของตำหรับตำราเท่านั้นแต่เป็นสิ่งที่มีจริง

    เพราะฉะนั้น ธรรมกับอภิธรรมก็คือสิ่งที่มีจริงแต่แสดงถึงความละเอียดความลึกซึ้งความยิ่งใหญ่ซึ่งไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเพราะว่าท่านกล่าวแสดงถึงจิตเจตสิกรูป

    ท่านอาจารย์ ถ้าจะศึกษาธรรมให้เข้าใจไม่ลืมเพราะเป็นความเข้าใจก็คือต้องรู้ทีละคำ ได้ยินคำว่าธรรมก่อนศึกษาไม่รู้เลยว่าธรรมคืออะไร

    เห็นธรรมดาเกิดมาได้ยินธรรมดาชีวิตก็ดำเนินไปสุขทุกข์แต่ละวันหมดไปๆ ก็ไม่รู้ว่านั่นแหล่ะเป็นธรรม

    เพราะเหตุว่าธรรมไม่ใช่ภาษาไทยเป็นภาษามคธีเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วยภาษานั้นก็เรียกภาษานั้นว่าปาลหรือบาลีในภาษาไทย

    เป็นภาษาที่สืบเนื่องพระธรรมให้คงไว้ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเหตุว่าตามหลักของภาษาเป็นภาษาที่กระชับความหมาย แล้วก็ถ้าเข้าใจจริงๆ จะทำให้มีความเข้าใจในคำที่ได้ฟังเผินๆ ชัดเจนขึ้น

    เพราะฉะนั้น ถ้าตอบว่าหรือบอกว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงในภาษาไทยเดี๋ยวนี้มีไหม เห็นไหม ไม่ใช่ไม่ให้คิด พูดๆ ไปคนฟังก็ฟังๆ ไปแล้วก็จำๆ ไป แต่ว่า ถ้าคิดเองจะไม่ลืมเลย

    ธรรมคือสิ่งที่มีจริงถ้ากล่าวว่าอย่างนี้เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม มียังไม่พออีก ธรรมอะไรเห็นไหม ต้องคิดแล้วก็สามารถที่จะค่อยๆ ไตร่ตรอง

    มี เดี๋ยวนี้มีธรรมธรรมอะไรที่เดี๋ยวนี้มี

    เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือเปล่า ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่มีจริงๆ ความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนแนะนำสนทนากัน

    เห็นขณะนี้มีไหม มี จริงไหม ทำไมว่าเห็นจริง เพราะเห็นกำลังเห็นจะบอกว่าไม่มีเห็นหรือเห็นไม่จริงได้อย่างไร สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งก็คือเห็น ไม่ใช่ไม่มี ถ้าเราพูดถึงสิ่งที่ไม่มีจะไม่มีประโยชน์เลย

    แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจ แล้วธรรมคือสิ่งที่มีจริง หมายความว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงตามธรรมดาตามปกติ

    เริ่มเห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจากการที่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีเป็นปกติในชีวิตประจำวัน

    เพราะฉะนั้น เริ่มเห็นความต่างของความรู้กับความไม่รู้ แม้ว่ามีเห็นมีได้ยิน เกิดมาก็มีโน่นมีนี่สารพัดก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม จนต้องถามว่าธรรมคือะไร เพราะไม่รู้

    แต่ถ้ารู้แล้วใครจะตอบว่าอย่างไรก็แล้วแต่ๆ ถ้าคนที่เข้าใจจริงๆ ก็จะตอบว่าสิ่งที่มีจริงนี้แหล่ะเป็นธรรม เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงด้วยว่า ธรรมเป็นธรรม ถูกต้องไหม

    ธรรมเป็นอื่นได้ไหม ไม่ได้ ธรรมเป็นธรรมแล้วยังแสดงให้เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกว่าสิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรม คำนี้ในภาษาบาลีก็คือธรรมดาๆ ทุกอย่าง

    เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม คิดนึกเป็นธรรม ชีวิตทั้งหมดหรือว่าสิ่งที่มี ที่เกิดขึ้นจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตามเมื่อเกิดมีสิ่งนั้นเป็นธรรม กระจ่างไหมหรือคลุมเครือหรือสงสัย หรือข้องใจว่าที่ไม่ใช่ธรรมเดี๋ยวนี้มีไหม

    แต่คงยังไม่ถึงขั้นนั้นเพราะเหตุว่าเป็นการเริ่มต้นจริงๆ ทีละขั้นที่จะไม่สับสนแล้วก็สามารถที่จะรู้ว่า คำที่จริงเป็นวาจาสัจจะที่ทรงแสดงความลึกซึ้งโดยละเอียดยิ่ง แม้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นสิ่งซึ่งไม่ใช่ใครเลยถ้าตอบว่าเห็นเป็นธรรมมีจริงๆ เพราะฉะนั้น เห็นต้องไม่ใช่เรา ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น แต่เห็นเป็นเห็น

    ซึ่งปกติก่อนที่จะได้ฟังธรรม เห็นไม่ได้เป็นเห็นเลยเห็นเป็นเราเห็น ผิดแล้วใช่ไหม อะไรๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นอย่างได้ยินอย่างนี้ไม่เคยเข้าใจเลยว่า

    ได้ยินก็เป็นชั่วขณะที่ได้ยินเสียงต้องมีเสียงกับมีสภาพที่ได้ยิน แต่ไม่ได้ดำรงอยู่นานเลยเพราะเห็นก็เกิดสลับ คิดนึกก็เกิดสลับทุกอย่างแต่ละหนึ่งๆ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    แล้วก็มีการสืบต่อจนกระทั่งปรากฏเหมือนว่า ไม่มีอะไรดับเลยนี่คือธรรม จริงๆ เปลี่ยนไม่ได้เลย ละเอียดลึกซึ้ง จึงใช้คำว่าอภิธรรม เพราะฉะนั้น ลักษณะของธรรมนั้นแหล่ะถ้าไม่มีธรรมก็ไม่มีอภิธรรม

    จะมีอภิธรรมได้อย่างไรถ้าไม่มีธรรมแต่เมื่อมีธรรมและความละเอียดยิ่งของธรรม ซึ่งกว่าพระผู้มีพระภาคจะได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดงธรรมนี้ได้

    ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมากเพื่อที่จะเข้าถึงความจริงของสิ่งซึ่งกำลังเป็นปกติแต่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ คือสภาพธรรมขณะนี้เกิดจึงมี

    เมื่อเกิดมีแล้วก็ดับไปอย่างเร็วมาก แล้วก็ไม่สามารถที่จะยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นของเราได้ จึงใช้คำว่าอนัตตาไม่ใช่อัตตา

    เพราะฉะนั้น ก็มีคำสองคำคู่กันอนัตตา ไม่ใช่ของใครเลยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาใครก็ไม่สามารถที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้เลย

    แต่เมื่อไม่รู้ก็ยึดถือสภาพธรรมซึ่งเกิดดับเร็วเหมือนไม่ดับว่าเป็นเรา เป็นอัตตาหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน

    แต่ถ้าแยกออกไปแต่ละหนึ่งจะเป็นอย่างที่เราเคยเข้าใจรวมๆ กันไม่ได้ แม้แต่เพียงคำว่าธรรม ปรมัตธรรมและอภิธรรมก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง

    แต่เมื่อสักครู่นี้จะมีคำว่าธรรมกับอภิธรรมใช่ไหม ไม่ได้พูดถึงปรมัตถธรรม แต่เมื่อศึกษาแล้วเราก็จะเข้าใจความหมายเพิ่มเติมว่า ปะ ระ มะบรมใหญ่ยิ่ง

    อรรถ ปรมัตลักษณะของสิ่งนั้นแสดงให้เห็นความเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้จึงใช้คำว่าปรมัตถธรรมมี ๓ คำแล้ว

    ธรรม อภิธรรม ปรมัตถธรรมเป็นอย่างเดียวกันหรือเปล่า ไม่บอก ต้องคิดใช่ไหม ถ้าไม่มีธรรม ไม่มีอภิธรรม แต่ธรรมนั่นแหล่ะใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

    เห็นจะเปลี่ยนเห็นเป็นอื่นไม่ได้ ได้ยินจะเปลี่ยนได้ยินเป็นอย่างอื่นไม่ได้ โกรธเกิดขึ้นจะเปลี่ยนโกรธให้เป็นอื่นไม่ได้ เกิดแล้วดับแล้วใครไปทำอะไรได้ทั้งหมดเป็นปรมัตถธรรม

    เดี๋ยวนี้มีใครนั่งอยู่ที่นี่หรือเปล่า มีเพราะไม่รู้ เห็นไหม เพราะไม่รู้และเพราะรู้ สองอย่างต่างกันมาก ฟ้ากับดิน

    เกิดมาชีวิตก็เป็นไปเพราะไม่รู้ สุขบ้างทุกข์บ้างขวนขวายต่างๆ บ้าง หาเงินทองทรัพย์สินเกียรติยศ บริวารสารพัดอย่างเพราะไม่รู้

    แล้วก็พอเป็นเพราะรู้ก็จะตรงกันข้ามเลย เพราะฉะนั้น ทุกขณะถ้ามีความเข้าใจธรรม มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง แล้วก็จะรู้ได้จริงๆ ว่าไม่มีอะไรเลยเเล้วก็เกิดมีปัจจัยทำให้มีเกิดขึ้นชั่วคราวสั้นมากแล้วก็ไม่มี

    เหมือนไม่เคยเกิดมีเลย ถูกหรือเปล่า แล้วจะมีทำไม เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่รู้ก็ติดข้องมีทิฏฐิ มีความเข้าใจว่าเป็นเราหรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    จนกว่าจะได้ศึกษาพระธรรมมากขึ้นและก็จะรู้ความต่างของชีวิตซึ่งเกิดมาแล้วนานแสนนานด้วยความไม่รู้ กับเริ่มรู้ เริ่มเข้าใจขึ้น

    ไม่ทราบคุณวิชัยจะมีอะไรเพิ่มเติมไหม

    อ.วิชัย กราบท่านอาจารย์ เริ่มต้นอาจารย์คำปั่นก็ได้กล่าวถึงเรื่องของการศึกษาธรรมกับการศึกษาพระอภิธรรม

    ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงอีกคำหนึ่งก็คือปรมัตถธรรม ถ้าเบื้องต้นพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ก็เป็นพื้นฐานจากการที่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าอะไรเป็นธรรม

    แต่การที่จะรู้ว่าเห็นขณะนี้เป็นธรรม เริ่มเข้าใจใช่ไหม แต่ถ้าจะรู้ถึงความละเอียดของการเห็น ลำพังปัญญาของบุคคลที่เพียงฟังเรื่องของการเห็น

    ไม่สามารถที่จะรู้ความละเอียดว่าเห็นเกิดมาได้ยังไง มีอะไรเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เห็นเกิดขึ้น การเห็นมีอะไรหรือว่าเพียงแต่เห็นเท่านั้น มีธรรมอื่นบ้างไหมที่เกิดกับการเห็น

    ความละเอียดอย่างนี้ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะรู้แล้วก็เข้าใจได้เลย ถ้าเราพิจารณาถึงปัญญาของพระอรหันตสัมมาพุทธเจ้าว่าไม่ใช่เพียงทรงแสดงเล็กๆ น้อยๆ เลย

    พระญาณของพระองค์กว้างขวางยิ่งใหญ่มาก แสดงถึงความเอียดในสิ่งที่มีจริงโดยละเอียด ดังนั้นการที่จะรู้แล้วเข้าใจว่าเห็นเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน

    เพียงฟังเล็กๆ น้อยๆ สามารถที่จะให้เข้าใจได้ไหมหรือว่าต้องฟังโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง เพื่ออะไร เพื่อเข้าใจสิ่งที่ปรากฏให้ละเอียดมากขึ้นความเข้าใจจากการฟังก็จะเป็นส่วนต่างๆ กล่าวถึงว่าขณะเมื่อครู่นี้ดับไปแล้วอะไรดับไป

    จิตขณะนี้เกิดขึ้นๆ แล้วมีอะไรเป็นปัจจัยความละเอียดทั้งหมดถ้าไม่ฟังไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย แต่ว่าพระธรรมทรงแสดงความละเอียดของธรรมโดยประการทั้งปวง

    เพื่อให้บุคคลที่ได้ยินได้ฟัง ความละเอียดของธรรมเกิดการที่จะรู้และเข้าใจแม้ในขั้นการฟังก็เป็นประโยชน์ที่จะรู้เข้าใจ เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังสิ่งที่มีจริงโดยละเอียดอุปการะเกื้อกูลต่อความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะว่าความรู้ทั้งหมดไม่ใช่เพื่อจำว่าจิตเท่าไหร่ หรือว่าโดยจำนวนเท่าไร แต่รู้ว่าจิตคืออะไร เป็นเบื้องต้นว่าธรรมอยู่ที่ไหนเมื่อไหร่

    เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้สามารถที่จะรู้ความละเอียดของธรรมที่มีขณะนี้ได้ไหม ถ้าใคร่ที่จะรู้หรือว่าที่จะว่าควรที่จะรู้ความละเอียดในสิ่งที่มีปรากฏขณะนี้ทรงแสดงไว้ทั้งหมด

    โดยจะใช้คำก็ได้ว่าเป็นอภิธรรมเพราะเป็นความละเอียดจริงๆ ของธรรม เราจะรู้ว่าธรรมแม้จิตเห็นขณะนี้ ได้ยินขณะนี้ไม่ใช่ขณะเดียวกันเลย ที่รู้อย่างนี้ได้เพราะอะไร

    เพราะทรงแสดงไว้ว่าจิตเมื่อเกิดแล้วจะไม่เกิดพร้อมกันสองขณะเลย ดังนั้นความตั้งอยู่ของจิตหรือว่าจะกล่าวว่าชีวิตของแต่ละบุคคลตั้งอยู่เพียงจิตขณะเดียวเท่านั้น

    แต่ว่าถามว่าจิตขณะเดียวเมื่อเกิดแล้วดับไหมก็ต้องดับไป แม้ขณะนี้ธรรมก็กำลังเกิดดับอยู่ แต่ว่าจะรู้ความละเอียดได้ไหม ก็ต้องฟังพระธรรมจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ละเอียดยิ่งขึ้น

    จึงทรงแสดงธรรมทั้งปวงและก็ทรงแสดงโดยละเอียดเป็นอภิธรรม

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่ได้ยินได้ยินก็เป็นธรรมแต่ว่าทุกคนที่เราเข้าใจว่าสภาพธรรมเป็นเราหลากหลายมากสุดที่จะประมาณได้

    ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม คิดเหมือนกันหรือเปล่าหลังจากที่ได้ยินแล้วแล้วทำไมคิดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่าความละเอียด อภิ ลึกซึ้งมากจริงๆ เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเมื่อมีปัจจัยเกิดระดับแล้วไม่กลับมาอีก

    แต่ก็จะเป็นปัจจัยทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อ

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ ผมได้ฟังก็มีความเข้าใจว่าเป็นผู้ที่ ฟังเผินอยู่ ไม่ได้เคารพในการฟัง ขณะที่ได้ยินเสียง พินิจถึงเสียง ขณะนั้นด้วยความไม่รู้

    แต่สภาพตามความเป็นจริงเสียงไม่ใช่สภาพรู้ เสียงเป็นเพียงรูป ไม่สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้

    ท่านอาจารย์ ก็คงไม่ต้องคิดเองยาว แต่ให้ฟังแล้วก็ไตร่ตรองว่าเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังถูกต้องมากน้อยแค่ไหน เพราะมีคำมากมายเลยใช่ไหม

    เมื่อสักครู่นี้ก็ได้ยินหลายคำ แต่ๆ ละคำควรจะเข้าใจยิ่งขึ้น โดยการที่ว่าฟังแล้วไม่ลืมแล้วก็คิดถึงคำที่ได้ฟัง แล้วก็ไตร่ตรองดูว่าได้เข้าใจคำนั้นมากน้อยแค่ไหน

    เช่นเมื่อสักครู่นี้เป็นธรรมทั้งหมด โดยขั้นฟัง แต่ความจริงถ้าตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังความละเอียดของธรรมแต่ละหนึ่งก็ยังคงเป็นเราที่ได้ฟัง แล้วก็เป็นเราที่คิดต่อ

    เพราะฉะนั้น กว่าจะมีความคุ้นเคยกับธรรมว่าไม่ใช่เราก็ต้องอาศัยการฟังเท่านี้ไม่พอ แต่ว่าข้อสำคัญก็คือว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ถูกโลภะครอบงำมานาน เพราะฉะนั้น ก็รู้สึกว่าเหมือนพอแล้ว

    แล้วทำอย่างไรจะรู้มากกว่านี้ นี่ก็ผิดแล้ว เพราะฉะนั้น ทางผิดมีมากเป็นการที่เป็นไปด้วยความเคยชินในความประมาทลืมว่าพระอรหันตสัมมาสัมเจ้าเป็นใคร

    และแต่ละคำที่ตรัสมีความหมายที่ลึกซึ้งมาก คำใดก็ตามที่ตรัสแล้วคำนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ธรรมต้องเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ทั้งหมดเป็นธรรม

    แต่ๆ ละหนึ่งที่เป็นธรรมอะไรบ้างยังไม่ชัดเจน แต่ไม่ใช่ให้ไปพยายามขวนขวายให้ชัดเจนเพราะว่าอยากจะรู้ แต่ต้องเป็นการที่ฟังแล้วเข้าใจว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่ละเอียดยิ่ง

    เพราะเหตุว่า ความเห็นถูกต้องเห็นถูกในสิ่งที่กำลังมีไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม เพราะฉะนั้น ต้องเป็นปกติถ้าใครจะไปหาธรรมเพื่อที่จะเข้าใจโดยผิดปกติจากขณะนี้นั่นไม่ใช่ปัญญา

    แต่เป็นเราต่างหากที่พยายามที่จะไปให้รู้สิ่งซึ่งยังไม่รู้แต่จะรู้ขึ้นก็ต่อเมื่ออาศัยการฟัง เพราะฉะนั้น ชีวิตธรรมดาก็ธรรมดาจริงๆ ขณะนี้เราไม่ได้อยู่นอกห้อง ขณะนี้เรากำลังมีการสนทนาธรรม

    แล้วพอผ่านพ้นประตูไปก็เป็นธรรมแต่ว่าไม่ใช่ธรรมเหมือนอย่างที่กำลังได้ฟังในห้องนี้ ก็เป็นเรื่องราวอื่นๆ ทันทีก็แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีความเข้าใจในเบื้องต้นว่าทุกอย่างเป็นธรรมในขณะที่ฟัง

    แต่ฟังแล้วก็ลืมและฟังแล้วก็หลงยึดถือสภาพธรรมที่ปรากฏด้วยความเคยชินว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้น การไม่ประมาทแต่ละคำก็คือว่าเดี๋ยวนี้เห็นแล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    เห็นไหมเริ่มความยากและความลึกซึ้งของธรรมว่ากว่าจะรู้จริงๆ ต้องอาศัยการฟัง มีเห็นจริงแล้วก็เมื่อใดที่มีการเห็นต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นจะเป็นอื่นนอกจากความจริงว่าเป็นเพียงสิ่งที่ สามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง

    ในขณะที่สภาพธรรมอื่นทั้งหมดไม่สามารถปรากฏให้เห็นได้ โกรธเสียง แข็ง คิดทั้งหมดอื่นใดทั้งสิ้นไม่ สามารถปรากฏให้เห็นได้ แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งจริงแท้แน่นอนคือเป็นสิ่งที่สามารถที่จะปรากฏเดี๋ยวนี้ ให้เห็นอย่างนี้แต่ความเข้าใจว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้น้อยมาก

    เพราะเคยชินกับการที่ยึดถือว่าเห็นอะไร เพราะฉะนั้น การฟังคือไม่ประมาทแม้เพียงแค่เห็นยังยากที่จะรู้ได้ และก็อย่างอื่นอีกมากมายทุกขณะไม่ใช่มีแต่เฉพาะเห็นก็ต้องยากด้วย

    เพราะฉะนั้น ต้องมีความเข้าใจอย่างมั่นคงว่า ที่เป็นปัญญาความเห็นที่ถูกต้องไม่ใช่อื่นไปจากขณะที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ แล้วเริ่มฟังทีละเล็กทีละน้อย

    จนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจในลักษณะซึ่งเป็นธรรมของแต่ละหนึ่ง ซึ่งกำลังปรากฏ

    และทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อละความไม่รู้แม้แต่คำเล็กๆ น้อยๆ เราก็ข้ามแล้ว จะไปหาสิ่งที่สามารถจะรู้ได้เร็วกว่านี้ เป็นนั่งที่โน่นตรงนั้นตรงนี้ทำความเพียร ๑๐ วัน ๒๐ วัน

    แล้วกิเลสความไม่รู้ทั้งหมดในสังสารวัฎแสนยาวนานมาแล้วจะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหนเพราะถ้าเป็นคนตรง ในพระไตรปิฏกจะมีคำว่าจักขุวิญญาณ เห็นกับสิ่งที่ปรากฏรูปารมณ์

    นี่พูดตามภาษาไทยออกเสียงภาษาไทยพูดไปเถอะ พลิกดูข้อความในสูตรไหนหรือที่ไหนก็ตามแต่ ก็จะไม่พ้นจากเห็น และสิ่งที่ปรากฏเห็นทำไมเป็นอย่างนี้เพราะมีเห็นบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน

    แล้วจะข้ามไปไม่ให้พูดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกับเห็นอย่างนั้น เพราะรู้ว่าความละเอียดความยากมากเหลือเกิน กว่าที่จะรู้ว่าไม่ได้เห็นคน ไม่ได้เห็นอะไรเลย ชั่วหนึ่งขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้นต้องเห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาแล้วดับไปแล้ว แต่ว่าไม่รู้เลยสักนิดเดียว

    นี่คือความลึกซึ้งของธรรมซึ่งต้องอาศัยการฟัง และมีความเข้าใจอย่างมั่นคงว่าฟังอย่างนี้เข้าใจแค่ไหนในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเอง

    ไปถามคนอื่นเขาจะรู้ไหม แต่ก็มีคนที่อุตส่าห์ไปถามคนอื่นนี่ใช่ไหม นั่นใช่ไหม แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงเพราะว่าขณะนั้นไม่ใช่จิตของเขาแต่ว่าจิตของใครคนนั้นรู้ดีกว่าคนอื่น

    เพราะฉะนั้น จะไปถามคนอื่นให้มาบอกเราว่าเราเข้าใจแค่ไหนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ต้องเป็นคนตรง ว่าเพียงแค่สิ่งที่มีประจำวันก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปขวนขวายทำอะไรยิ่งทำยิ่งไม่รู้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นเป็นความต้องการด้วยความยึดถือว่าเป็นเรา

    ด้วยเหตุนี้จะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่าปัญญาจริงๆ คือความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มีจริงตามปกติ ผิดปกตินิดเดียวไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว และทั้งหมดเป็นเรื่องละความไม่รู้

    ความไม่รู้มีมากและจะละยังไงก็ต้องอาศัยทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ ฟังอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาเพราะเหตุว่าไม่ใช่เราแต่ได้ยินและไตร่ตรองจนกระทั่งสามารถที่จะ มีปัจจัยทำให้เกิดเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตามที่ได้ฟังว่าเห็นไม่ใช่เรา

    สิ่งที่ปรากฏก็มีจริงๆ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตรงก็รู้ว่าชีวิตของพระสาวกแต่ละท่านได้ฟังธรรมมานานมากกว่าจะอบรมเจริญปัญญาที่จะเข้าใจจริงๆ เห็นถูกต้องจริงๆ ในสิ่งที่มีจริงๆ ตามปกติจึงจะเป็นปัญญา

    ถ้าไปไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเช่นเห็นเดี๋ยวนี้ได้ยินเดี๋ยวนี้ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญาที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่เริ่มเป็นปัญญาขั้นฟังเรื่องของธรรม

    ซึ่งไม่สามารถที่จะให้คนอื่นกล่าวถึงความจริงที่กำลังได้ฟังเดี๋ยวนี้ได้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    3 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ