ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น

    วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕


    ท่านอาจารย์ เริ่มเข้าใจถูกต้องในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละคำอย่างมั่นคง ไม่มีเรา แต่มีเห็น แต่มีคิด แต่มีสุข แต่มีทุกข์ แต่มีทุกอย่างที่มีในชีวิตแล้วไม่เคยฟัง ไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏว่าจริงในขณะนั้น แท้ที่จริงความจริงถึงที่สุด ปรมัตถ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ความจริงนั้นคืออะไร

    เราฟังเผินใช่หรือไม่ เพียงอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่ดอกไม้ เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งยังไม่รวมกันก็ยังไม่เป็นสิ่งใด เพราะเหตุว่าเราสามารถที่จะนำสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นดอกไม้ดอกเล็กๆ นำไปแตกย่อยให้ละเอียดยิบได้ ใช่หรือไม่ ขณะเเตกย่อยละเอียดยิบเป็นดอกไม้หรือไม่ เหลือความเป็นดอกไม้หรือไม่ หรือว่าไม่มีความเป็นดอกไม้เลย แต่เมื่อมารวมกันเป็นแล้วใช่หรือไม่ นั่นดอกไม้ นี่ใบไม้ นั่นโต๊ะ นั่นเก้าอี้ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันหมดจึงปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงอนัตตาไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงไม่ใช่เลยถ้าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่มารวมกันจนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน

    ที่เรียกว่าคนหรือมนุษย์ รูปทั้งหมดแตกย่อยได้หรือไม่ ไม่เหลือเลยแล้วยังเป็นคนหรือไม่ เศษเล็กๆ ของหัวใจ เศษเล็กๆ ของตับเล็กๆ ที่ย่อยให้ละเอียดแตกยิบ จะเป็นคนได้หรือไม่ ไม่ได้ใช่หรือไม่ ไม่ต้องไปแตกย่อย แต่พระปัญญาตรัสรู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง ทีละหนึ่ง จนสามารถประจักษ์แจ้งในการเกิดดับ จึงสามารถที่จะละการที่เคยมั่นคงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งไม่มีถ้าไม่มารวมกัน นั่นเป็นแต่เพียงรูป เป็นแต่เพียงธาตุที่ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็มีธาตุรู้ มีโกรธ อร่อย ชอบใจ ไม่ชอบใจ มีหมดทุกอย่าง เป็นแต่ละธาตุซึ่งต่างกับที่ธาตุที่ไม่รู้อะไร จึงมีคำแต่ละคำที่พระองค์ทรงแสดง นามธาตุ รูปธาตุ นามธรรม รูปธรรม ฟังแล้วไม่ใช่ไปจำชื่อ แต่เดี๋ยวนี้มี

    พระองค์ตรัสรู้ความจริงจนประจักษ์แจ้งแต่ละหนึ่งแยกออกจากกัน โดยการรู้ลักษณะจึงสามารถจะประจักษ์การเกิดดับได้ ตราบใดถ้ายังรวมกันก็เป็นเราใช่หรือไม่ แล้วยังไปพากเพียรทำอะไร ลึกซึ้งหรือไม่ เพราะฉะนั้น ที่ปรากฏเพียงผิวของสิ่งที่รวมกันปรากฏสีสันวันณะทางตา สีสันวันณะนั้นอยู่ไหน ถ้าไม่มีรูปแต่ละรูป จะมีสีสันวันณะหรือไม่ ทรงแสดงทุกอย่างให้รู้ พุทธะที่จะรู้ความจริง ที่เราเคยหลงติดข้องว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงการดำรงอยู่ของแต่ละอย่างว่าสั้นเพียงใด

    จิตหนึ่งขณะ ขณะนี้นับไม่ถ้วนเพราะมีทั้งเห็น มีทั้งได้ยิน แต่ละขณะทั้งหมดเลย นับประมวลแล้วไม่รู้ว่ากี่ขณะ แต่ละคนในห้องนี้เมื่อลืมตาขึ้นมาก็ปรากฏหมดเลย แสดงถึงความรวดเร็วอย่างยิ่ง แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่ เพียงแค่หลับตาไม่ปรากฏว่ามีเลย แล้วเมื่อลืมตาเหตุใดจึงไม่มีทีละนิดๆ แต่เป็นทีเดียวที่รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากมายรวดเร็วอย่างนี้

    พระปัญญาที่รู้ความจริง สามารถแสดงความจริงแต่ละหนึ่งให้ประจักษ์แจ้งได้ ที่จะค่อยๆ ไม่ติดข้องในสิ่งที่รวมกัน แยกออกเป็นความเข้าใจทีละหนึ่งแต่ละหนึ่งๆ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ว่า กำลังสนใจในสิ่งนี้ มีเฉพาะสิ่งนี้ สิ่งอื่นไม่ปรากฏ จึงสามารถประจักษ์ความจริงของสิ่งที่ปรากฏว่า สิ่งนั้นเกิดและดับด้วย เพราะความจริงเป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่ ไม่ต้องถามใครเลย

    การศึกษาธรรมอยู่ที่ความเข้าใจ ถ้ามีความเข้าใจที่ตรง ถูกต้อง มั่นคง สัจจะบารมี ไม่คลาดเคลื่อนไปจากการที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏว่า เป็นความจริงทางตาเพียงหนึ่ง ส่วนความจริงทางหูไม่ใช่รูปร่างสัณฐานอย่างนี้ แต่มีเสียงนานาเสียง เสียงคนแต่ละคนๆ จำได้หมด เสียงดนตรีแต่ละชนิด ก็เป็นเหตุที่จะทำให้การจำ จำไปหมดทุกอย่างจนเป็นเรื่องเป็นราวรวมกันเป็นเราเกิดมา วันนี้เราทำอะไรบ้าง เมื่อวานนี้เราทำอะไร แล้วเราก็ตาย และก็ลืมหมด

    ชาติก่อนมี แต่ต้องรู้ว่าชาติก่อนคืออะไร ชาตินี้คืออะไร จึงสามารถที่จะมั่นคงได้ว่าชาติก่อนมีและชาติหน้ามี เพราะรู้จักชาตินี้เดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมที่ถูกต้องจะไม่ถามใครเลยว่าถูกหรือไม่ คิดเอง คำนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงแล้วจริงหรือไม่ ขณะนี้เห็นไม่ใช่ได้ยินแน่ๆ จะให้เห็นมาได้ยินไม่ได้ เห็นต้องเห็นอย่างเดียว เห็นทำอย่างอื่นไม่ได้เลย แล้วสิ่งที่ปรากฏก็ต้องเป็นสิ่งที่กระทบตาได้ด้วย เสียงกระทบตาไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเห็นเสียงเพราะว่าเสียงกระทบหู ธาตุนี้จึงปรากฏว่ามี เมื่อมีธาตุรู้คือได้ยินเกิดขึ้น

    ทั้งหมดนี้คือมนุษย์ หรือจะกล่าวว่าสัตว์เดรัจฉาน เทวดา หรือพรหม กล่าวได้ทั้งหมด เพราะว่าเห็นจริง นกก็เห็น งูก็เห็น ปลาก็เห็น ดังนั้นเห็นไม่ใช่นก เห็นไม่ใช่ปลา เห็นไม่ใช่คน เห็นไม่ใช่สุนัข เห็นไม่ใช่แมวด้วย เห็นเป็นเห็น นำรูปร่างออกให้หมดเลย เห็นจะเป็นนกได้อย่างไร เห็นจะเป็นคนได้อย่างไร เห็นก็ต้องเป็นเห็น จริงหรือไม่ ถ้าจริง ต้องไปเชื่อตามคนอื่นหรือไม่

    ผู้ฟัง เราต้องมาวิเคราะห์ว่า คือสี คือแข็ง อะไรประมาณนี้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ต้องขอเรียนว่าประมาทคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคำเดียวไม่ศึกษาให้รอบคอบ ให้ละเอียดลึกซึ้งแล้วคิดเองยาวเลย คิดไปหมดต่างๆ นานาและไม่หยุดด้วย วันแล้ววันเล่าก็คิดอย่างนี้ แต่อนัตตา นอกจากไม่ใช่เราแล้วยังต้องรู้ละเอียดว่า ไม่ใช่เราเพราะอะไร ก็เพราะบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วจะไปพยายามทำแทนที่จะศึกษาให้ชัดเจนขึ้นว่า อนัตตามีความหมายอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นจะต้องเข้าใจมากกว่านี้ ไม่ใช่เรา และเหตุใดไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น

    ความจำ เป็นสิ่งที่มีจริงหรือไม่ เป็นเราหรือไม่ เวลาถามก็ตอบกันได้ แต่เวลาไม่ถาม คิดเป็นเราหมดเลย เราจะทำอย่างนั้น เราจะทำอย่างนี้ ทั้งชีวิตเต็มไปด้วยเรา ดังนั้นการศึกษาเผินๆ จึงไม่พอ เคยอ่านประวัติของผู้ที่เป็นสาวกเหล่านั้นหรือไม่ว่าท่านบำเพ็ญบารมีกันนานเท่าไร และเป็นความจริงด้วย บอกว่า เห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับทันที เพราะฉะนั้น เห็นไม่ใช่ขณะที่กำลังคิดถึงสิ่งที่เห็น แต่เวลานี้เห็นแล้วเป็นดอกไม้ เป็นอะไรไปหมดเลย แสดงความรวดเร็วที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดต่อมากมายเพียงใด

    ดังนั้นการศึกษาด้วยความเคารพคือ ศึกษาตามลำดับ ผู้ที่ดูตามสื่อที่เผยแพร่เช่นมือถือ ได้ศึกษาธรรมต่างๆ กันไป แต่ถ้าศึกษาตามลำดับจะเข้าใจลึกซึ้ง และถูกต้องมากกว่าที่เราจะไปปะติดปะต่อเอง ถูกบ้าง ผิดบ้าง เพราะว่าฟังหรือดูไม่ครบถ้วน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้าเคารพจริงๆ คำเดียวต้องมั่นคง ไม่มีเรา ใครตรัส เพราะอะไรจึงตรัสเช่นนั้น เพราะความจริงเป็นเช่นนั้น ประจักษ์แจ้งความจริงนั้นแล้วด้วย และทรงแสดงหนทางที่จะให้ค่อยๆ เข้าใจถูก เพราะความไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้นับได้หรือไม่ว่ามากมายเท่าไร เพียงแค่อยู่ตรงนี้ไม่นาน ลืมตามาเป็นคนตั้งมากมายไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่แต่ละหนึ่งต้องกระทบตาทั้งนั้น กว่าจะมารวมกันเป็นคิ้ว เป็นตา เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นอะไรแต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น ประมาทไม่ได้เลย เราอยู่ในโลกของความไม่รู้มานานเท่าไร แม้ตั้งแต่เกิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้นานเท่าไร และถ้าไม่ไตร่ตรองให้เข้าใจถูกต้อง จะไม่รู้ต่อไปอีกนานเท่าไร ศึกษาเพื่อละความไม่รู้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปทำอย่างไรให้เราเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ นั่นคือผิด ซึ่งผิดง่ายมาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปเป็นเรา แต่ว่ารู้ได้ขณะนั้นเป็นสิ่งนั้นจริงๆ และค่อยๆ ชินต่อความเป็นสิ่งนั้น จึงจะค่อยๆ ละความเป็นเราจากสิ่งนั้นด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยการไปทำ ยิ่งทำยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งยึดถือว่าเป็นเรา จึงไปทำด้วยความเข้าใจผิดว่ามีเราที่ทำและคิดว่าทำได้ด้วย หาทางสอบถามกันด้วยว่าจะทำอย่างไร และเชื่อกันไปว่าให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง คือถ้าผมเห็นดอกไม้ ผมก็เพียงรู้ว่านั่นคือความจำเก่า

    ท่านอาจารย์ ฟังไม่ละเอียด "ผมก็เพียงรู้ว่า" แทรกอยู่ตลอดเช่นนี้จะไม่มีทางเลย ให้รู้ว่านี่ไม่ใช่หนทางเพราะเป็นเราไปตลอด ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีแต่ละหนึ่งอย่างรวดเร็วในขณะนี้ เพราะฉะนั้น หนทางนี้ลึกซึ้ง อริยสัจจะมี ๔ ใช่หรือไม่ เคยได้ยินหรือไม่ แต่ละคนเคยเป็นนักเรียนท่องกันคล่องดี เดี๋ยวนี้ลืมหรือยัง อริยสัจจ์ ๔ และอริยสัจจ์ที่ ๔ คือหนทางที่จะทำให้ประจักษ์แจ้งความจริง ลืมเลย ได้แต่ชื่อ หนทางนี้ต้องลึกซึ้งจึงจะถึงความเป็นอริยบุคคล

    ค่อยๆ ฟังไปว่าถูกหรือไม่ จริงหรือไม่ วันนี้ลองรีบทั้งวันเลย จะลองเพื่ออะไรและได้อะไรขึ้นมา เหนื่อยหรือไม่ โง่หรือไม่ ไม่รู้เหมือนเดิมตั้งแต่ก่อนจะไปพยายามทำ และยังพอกความไม่รู้เข้าไปอีกมากเพราะคิดว่านั่นคือหนทาง ต้องตรงว่ามีหนทางเดียวคือ หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ใครเปลี่ยนได้หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนไม่ได้จะไปพยายามทำเพื่ออะไร เสียเวลา

    ผู้ฟัง ขอให้อธิบายเส้นบางๆ ระหว่าง ปัญญาเข้าใจ กับ เรารู้

    ท่านอาจารย์ แล้วเราอยู่ไหน ไหนเรา ต้องตั้งต้นจริงๆ ที่จะมั่นคงว่าไม่มีเรา แต่มีธรรมแน่นอน กว่าจะรู้ความจริงต้องตามลำดับขั้น ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลยแล้วจะไปหมดความเป็นเรา ได้แต่นึกไป นึกไปทั้งวันว่าไม่ใช่เรา แล้วจะเลิก จะละการที่จะไปทำอย่างนี้หรือไม่ หรือจะทำต่อไป ฟังให้เข้าใจเป็นประโยชน์กว่าหรือไม่ เพราะความเข้าใจนั่นเองที่ละ ไม่ใช่เราพยายามไปทำให้ละ

    ผู้ฟัง คือถ้าเกิดว่าฟังมากๆ แล้วปัญญาเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ปัญญาทำหน้าที่ของปัญญา ไม่มีคนอื่นมาทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น ต้องรู้ว่าธรรมแต่ละอย่างมีลักษณะต่างกัน มีกิจการงานต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรา จึงไม่มีเรา แต่เป็นธรรม มีธรรม ต้องมั่นคง แต่เพราะความไม่รู้เนิ่นนานมาในสังสารวัฏฏ์ทำให้เป็นเราไปตลอด ทั้งๆ ที่กำลังพูดว่าไม่ใช่เรา แต่ยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมขณะนั้นก็เป็นเรา

    นี่คือความลึกซึ้ง ต้องตรงและจะละได้เมื่อมีความเข้าใจ ไม่ใช่เราไปทำละ ถ้าไม่ฟังจะเข้าใจหรือไม่ แต่ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจ ฟังมากขึ้นเข้าใจเพิ่มขึ้น ไตร่ตรองขึ้นจนกระทั่งสามารถรู้ความจริงได้ ต้องอดทนหรือไม่ ขันติบารมี แต่ไม่ใช่เราจะไปทำขันติบารมีสัก ๑๐ วัน ๑๐ ชาติ หรืออะไรอย่างนั้น ไม่ใช่เลย จะนานสักเท่าไรเข้าใจหรือไม่ เข้าใจเพียงใด ปัญญารู้ตรงตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่ใช่บารมี หลงคิดเองแล้วจะเป็นบารมีได้อย่างไร

    ผู้ฟัง บางครั้งเราไปยึดมั่น ถือมั่น หรือว่าไปผูกพัน ทำให้เรารู้สึกว่าเมื่อไรกิเลสเราจะหมดไปสักที

    ท่านอาจารย์ จะพึ่งใคร

    ผู้ฟัง พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ โดยวิธีไหน

    ผู้ฟัง โดยการค่อยๆ ฟังธรรมมากขึ้นๆ

    ท่านอาจารย์ เเล้วก็เข้าใจความจริง ทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มี ขณะนี้ต้องรู้ว่าเห็นจริง แต่เป็นเราเห็น ถูกหรือผิด นี่เป็นหนทางที่ละเอียดลึกซึ้งซึ่งเป็นอริยสัจจะ ถ้าไม่ใช่เช่นนี้แล้วรีบร้อนด้วยความเป็นเราที่ต้องการที่จะหมดกิเลส ไม่มีทางหมด เพราะยังมีความไม่รู้ว่าเรามีหรือไม่ ขณะนั้นมีจริงๆ หรือไม่ ซึ่งผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้วทรงแสดงว่าไม่มี แต่มีสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ตรัสเรียกสิ่งที่มีจริงทุกอย่างเป็นภาษาบาลีก็คือธรรม คำว่า ธรรม ความไม่ดี มีจริงหรือไม่ มีจริง เป็นธรรมฝ่ายไม่ดีคืออกุศลธรรม

    ความดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเป็นมิตรที่หวังดีต่อคนอื่นก็มีจริงๆ ใช่หรือไม่ เป็นธรรม ไม่ใช่ใครสักคน แต่มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป จึงมีคำว่า สังขารธรรม สิ่งที่เกิดต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ และสิ่งที่เกิดแล้วทั้งหมดไม่ว่าอะไร เกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ค่อยๆ คลายความเป็นเราหรือไม่ นี่คือสาเหตุ ต้นเหตุที่ว่าจะละความเป็นเราเพราะไม่รู้ก็ต่อเมื่อรู้ ค่อยๆ รู้ตรงขึ้นว่าไม่มีเรา ซึ่งกว่าจะรู้อย่างนั้นได้ก็เกินความหวัง

    เพราะฉะนั้น หนทางนี้เป็นหนทางละความหวัง เพราะเข้าใจถูกต้องว่าหวังเท่าไรก็ไม่สำเร็จ เพราะหวังไม่ใช่ความเข้าใจ หวังไม่ใช่ความเห็นถูก แต่หวังเป็นความต้องการสารพัดทุกเรื่อง ไม่เว้นเลย เว้นเพียงโลกุตตรธรรมเท่านั้น ที่ไม่สามารถจะไปหวังโลกุตตรธรรมได้เลย เพราะว่าโลกุตตรธรรมต้องถึงด้วยปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วจะถึงได้อย่างไร

    การที่ทุกคนยังมีกิเลสนั้นเป็นธรรมดาเพราะสะสมมามากในสังสารวัฏฏ์ สมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่ละคนอยู่ที่ไหนในสังสารวัฏฏ์ รู้หรือไม่ เคยได้ยินได้ฟังหรือไม่ เคยสนใจหรือไม่ อดีตไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชาตินี้ส่องถึงการสะสมมาแล้วในอดีตของแต่ละคน ทำให้แต่ละคนต่างกัน แม้พระสาวกก็มีหลายอัธยาศัย เป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทางต่างๆ กัน ไม่ใช่เป็นสาวกด้วยกันแล้วจะเป็นเหมือนกัน เท่ากันไปทั้งหมด ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ดังนั้นมีหนทางเดียวคือ หนทางละเพราะรู้ ถ้าไม่เข้าใจไม่สามารถละอะไรได้เลย ใครจะบอกให้ละ ให้วาง ละอะไรก็ไม่รู้ วางอะไรก็ไม่รู้ จะละอย่างไรก็ไม่รู้ แต่บอกให้ละวาง

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีทั้งหมด ให้เข้าใจโดยการไตร่ตรอง พิจารณา จนกระทั่งเข้าใจความจริงขึ้น หนทางเดียว พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า การที่จะรู้แจ้งอริยสัจจะคือความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้จริงๆ แต่ละหนึ่ง ต้องอาศัยทางที่ลึกซึ้งคือ เดี๋ยวนี้ กำลังเป็นบารมีเพราะเป็นหนทางที่ถูกต้องว่า คือการฟังด้วยความเคารพในความจริง มั่นคงในความจริงเป็นสัจจบารมี และกำลังฟังขณะนี้ก็เป็นความเพียรด้วย ถ้าขาดความเพียรก็ไม่ฟังแล้ว เพราะฉะนั้นฟังธรรมขณะไหน ขณะนั้นเพียรที่จะเข้าใจเป็นวิริยบารมี

    อุปสรรคในชีวิตมีมาก แต่ไม่สามารถที่จะละทิ้งการเห็นประโยชน์ของการฟังหรือการเข้าใจธรรม ซึ่งมีหลายทางที่จะเข้าใจธรรมได้ อ่านธรรม สนทนาธรรม หรือฟังธรรมก็ได้ แต่ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเกิดปัญญา เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการฟังธรรมและการศึกษาธรรมคือ ความเข้าใจ ไม่ใช่ต้องการอย่างอื่น หรือเพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้น

    ดังนั้น ปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดในบรรดาสิ่งที่เกิดทั้งหมด ทรัพย์สมบัติใดๆ ก็สูญสิ้นไปได้ หมดเปลืองไปได้ แต่ว่าปัญญาที่มีแล้วค่อยๆ สะสมให้เข้าใจตรง เข้าใจถูกต้องขึ้น จนกว่าจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมซึ่งเป็นหนทางเดียว ต้องมั่นคงว่าคือหนทางนี้

    ผู้ฟัง ขอความอนุเคราะห์สำหรับผู้ที่เริ่มฟังการสนทนาธรรมว่า ควรจะเริ่มจากจุดไหน

    ท่านอาจารย์ เริ่มจากเป็นผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริง ฟังเพราะอะไร ไม่ใช่เขาฟังแล้วเราเลยฟังด้วย แต่ฟังขณะนี้ เดี๋ยวนี้เอง ฟังเพื่ออะไร นี่คือจุดเริ่มต้นถ้าเริ่มต้นถูกคือ ฟังเพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้เลยนอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอะไร เพราะทรงตรัสรู้ความจริง ใช้คำว่าตรัสรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่รู้อะไร รู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเข้าใจถูกต้องเพราะเริ่มรู้ตัวว่า เราไม่เคยรู้ความจริงมาเลยในสังสารวัฏฏ์ กำลังโกรธก็ไม่รู้จักโกรธ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้จักเห็น ไม่รู้อะไรแต่ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่มีผู้ที่รู้และทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงอนุเคราะห์ด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยความเป็นจริงนานาประการที่จะให้ไตร่ตรอง จนกระทั่งเริ่มมีความเห็นถูกในสิ่งที่มี เช่นเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วใช่หรือไม่ เรากำลังสนทนากัน ทั้งคิด ทั้งพูด มีเสียงปรากฏ แต่เห็นก็ไม่หายไปไหน เหมือนมีเห็นอยู่ตลอดเวลา แล้วเห็นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครทำเห็น

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเห็นคืออะไร และเหตุที่จะให้เกิดเห็นคืออะไร จนกระทั่งมีความเข้าใจมั่นคงว่าไม่มีเราเลย แต่เป็นธรรมทั้งหมด ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหมด ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจผิดหมายความว่า เรายังไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้นจึงหลงผิด เข้าใจผิด แต่ถ้ารู้จนถึงที่สุดแล้วจะไม่สามารถยึดถือว่าเป็นเราได้เลย เป็นอะไรก็ไม่ได้นอกจากต้องเป็นสิ่งนั้น คือ เห็นต้องเป็นเห็น จำต้องเป็นจำ ชอบต้องเป็นชอบ โกรธต้องเป็นโกรธ เปลี่ยนไม่ได้เลย และทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย จะไม่เกิดเมื่อไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำว่าปรินิพพาน ไม่มีการเกิดอีกเลย เพราะดับเหตุที่จะให้เกิดจึงไม่มีอะไรเกิด แต่ถ้ายังมีเหตุที่จะให้เกิด สิ่งนั้นก็ต้องเกิดตามเหตุนั้น

    เริ่มเป็นผู้ตรงตามเหตุตามผล ฟังและสามารถรู้ว่ากำลังทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ โดยการกล่าวถึงความจริงของสิ่งนั้น ซึ่งถูกปกปิดไว้ตลอดในสังสารวัฏฏ์จนถึงก่อนจะฟังธรรม หนทางเดียวหรือไม่ หรือมีทางอื่น

    ผู้ฟัง หนทางเดียว

    ท่านอาจารย์ ต้องมั่นคง สัจจบารมี มั่นคงจนเป็นอฐิษฐานบารมี ไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้รู้ได้แน่นอน เพราะมีผู้ที่ได้ฟัง ได้ไตร่ตรอง ได้สะสมความเข้าใจจนประจักษ์แจ้งความจริง ถึงความเป็นพระอริยบุคคลมากมายในครั้งพุทธกาล แต่ต้องบำเพ็ญบารมีมาแล้วนานแสนนาน ท่านพระสารีบุตรบำเพ็ญนานเท่าไร แต่ละท่านที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมไม่ใช่ฟังเพียงวันเดียวแล้วรู้แจ้ง นี่คืออดทนแล้วใช่หรือไม่

    ขันติบารมี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไร เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ไปไหน ช่วงโควิดออกไปไม่ได้ก็นั่งฟังอยู่ที่บ้าน เดินฟังหรือนอนฟังก็ได้ ฟังเพื่อเข้าใจ คุ้นเคยกับการที่จะสะสมอุปนิสัยความคุ้นเคย จนกระทั่งมีกำลังที่จะทำให้เป็นผู้ที่ฟังธรรม ศึกษาธรรมและตรงต่อความจริงของพระธรรม

    ผู้ฟัง รู้ว่ากิเลสมีอยู่จริง กิเลสเป็นสิ่งไม่ดี กิเลสเป็นธรรม การรู้แบบนี้ ถ้าจะบอกว่าไม่ใช่เรารู้ แต่ก็ไม่กล้ากล่าวว่าปัญญาของเรารู้ เพราะว่าการรู้เรื่องอะไรพวกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะรู้

    ท่านอาจารย์ รู้หรือไม่ว่า เราอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง กำลังคิดว่าไม่มีเรา แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อว่าปัญญาจะรู้ เพราะว่าเหมือนสั่งสมมาน้อยมาก ยังต้องฟังอีกมาก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคิดเองเสียเวลา ฟังคำต่อไปของพระสัมมาสัมพุทธจ้าที่ตรัสไว้ละเอียดอย่างยิ่ง โดยประการทั้งปวง ๔๕ พรรษา จนกระทั่งพุทธบริษัทมีความเข้าใจที่มั่นคงจึงปรินิพพาน ไม่มีอะไรที่ต้องสงสัย

    เดี๋ยวนี้ ฟังว่าไม่มีเรา แต่ก็ยังเป็นเรา นี่คือถูกต้อง เพราะเพียงฟังยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งอะไรเลย และจะหมดความเป็นเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรง สัจจะ จะทำให้รู้ว่าหนทางเดียวนี้พูดแล้วต้องจริงคือ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่สามารถละอะไรได้ จะไปพยายามสักเท่าไรก็ไม่ได้ แต่ขณะที่เข้าใจนั้นเองไม่ใช่ขณะอื่นเลย ละความไม่รู้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    15 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ