ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972


    ตอนที่ ๑๙๗๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น

    วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕


    ท่านอาจารย์ แต่ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ด้วย แม้แต่สมาธิ แต่จะบอกให้เชื่อเป็นไปไม่ได้ ไร้ประโยชน์ ถ้าจะไปบอกใครว่าสมาธิเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องให้เขาเข้าใจให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปตามๆ ใครที่จะไม่รู้กันต่อๆ ไป แต่ทุกคำถามได้ สมาธิคืออะไร ลองคิดสำหรับคนที่สนใจ คิดไม่ออกแต่อยากทำ เพราะเขาทำกัน หรืออย่างไร

    ผู้ฟัง เคยเห็นคนไปวัดแล้วก็นั่งสมาธิกัน เราก็สงสัยเขาทำเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขอถามเขาได้ไหม คนที่เข้าสมาธิไปทำสมาธิ ถามเขาได้ไหม

    ผู้ฟัง เราไม่สามารถไปถามได้ เพียงแต่เป็นภาพที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ

    ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า เราไม่สามารถจะรู้ ใครพูดว่าอะไร เราก็ไม่สามารถจะรู้ ใครจะทำสมาธิ ใครจะเข้าสมาธิ

    ผู้ฟัง ผู้ที่เข้าสมาธิ เราไม่ทราบว่าเขามีจุดมุ่งหมายอะไร แต่ว่าเขาได้ถึงจุดนั้นหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ เราก็ไม่รู้จุดหมายเขา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเขาไปถึงจุดหมายนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการสนทนามีประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อความถูกต้อง ด้วยความหวังดี ด้วยความเป็นมิตร และขอให้เข้าใจถูกทุกครั้งที่มีการสนทนาธรรม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพื่อเข้าใจความจริงที่ถูกต้องเท่านั้น อย่างเราขณะนี้ได้ยินคำว่าสมาธิ เพื่ออะไร เพื่อเข้าใจถูกต้อง ว่าสมาธิคืออะไร

    เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จักสมาธิ ถ้าไม่รู้จักว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร จะรู้จักสมาธิไหม สมาธิอยู่ไหนไม่รู้ แต่เดี๋ยวนี้มีอะไร ถ้ารู้ก็จะรู้จักสมาธิ เห็นไหมต้องรู้สิ่งที่กำลังมี แต่ไปรู้สิ่งที่ไม่มีเดี๋ยวนี้ ไม่มีประโยชน์เลย เพราะไม่มีให้รู้ แค่ฟังแล้วลืม แล้วก็ไม่ได้เข้าใจด้วยจริงๆ ว่าคำที่กล่าวนั้นมีจริงหรือเปล่า ถ้ามีจริงเดี๋ยวนี้มีไหม พูดถึงสิ่งที่มีจริง สัจธรรม เพื่อเข้าใจความจริง ไม่ใช่คนโน้นทำอย่างนี้ คนนี้ทำอย่างนั้น สมาธิแบบชาวต่างประเทศ สมาธิแบบคนไทย แบบโยคีโยคะ แบบไม่รู้ว่า แล้วสมาธิคืออะไร

    เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุด ก่อนอื่นอันดับที่ ๒ ก็คือว่า ต้องรู้ว่าคืออะไร ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ถ้าไม่รู้แล้วพูดไปพูดไป ก็ไม่รู้ตั้งแต่ต้น แล้วจะรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าจะศึกษาความจริง คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงความจริงไว้ทุกประการ แม้แต่คำว่าสมาธิ แล้วจะไปถามคนอื่น ซึ่งไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรู้จักสมาธิไหม

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่อดทน ที่จะรู้ว่าความจริงมีแน่นอน แต่ความจริงลึกซึ้ง ความจริงไม่ง่ายที่จะรู้เลย เพราะไม่รู้มานานแสนนาน ทั้งๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องเริ่มต้นว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร เพื่อที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ภายหลังจึงจะรู้ว่ามีสมาธิหรือไม่ และสมาธินั้น เดี๋ยวนี้ต่างกับขณะที่เขาเข้าสมาธิกันอย่างไร

    เป็นเรื่องที่มีในพระไตรปิฎกทั้งหมดที่จารึกไว้ แต่ว่าพระไตรปิฎกไม่ใช่สำหรับอ่าน อ่านแล้วไม่ไตร่ตรอง ไม่รู้ เข้าใจผิดหมดเลยได้ แต่สำหรับทุกคำที่อ่านหรือฟังต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ตามลำดับ ตามความลึกซึ้งด้วย นั่นจึงจะเป็นผู้ที่รู้จริงๆ ไม่ใช่ผู้ที่คิดว่ารู้แล้วก็หลงทาง

    ผู้ฟัง ในทางพุทธศาสนา มีการเข้าสมาธิ มีจุดมุ่งหมายอะไร ทำเพื่ออะไร

    ท่านอาจารย์ พูดถึงพระพุทธศาสนา คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนของพระองค์ลึกซึ้ง จะเข้าใจได้ต้องตามลำดับ อ่านหนังสือไม่ออก แล้วก็จะไปอ่านหนังสือได้ไหม แต่ต้องเรียนทีละคำ ทีละตัว ใช่ไหม ก ไม่ใช่ ข ต้องรู้ ไม่ใช่ไม่รู้อะไร แล้วก็คิดว่าจะอ่านหนังสือได้ ฉันใด พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วต้องไม่ลืม พระองค์ตรัสว่าธรรมลึกซึ้ง ฟังธรรมก็คือฟังความลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งที่มี เพื่ออะไร เพื่อเข้าใจถูก ไม่ใช่ให้ไปทำอะไร สมาธิหรืออะไร โดยไม่เข้าใจอะไรเลย

    เพราะฉะนั้นความเข้าใจถูก ตรงตามความเป็นจริงจึงถูก ถ้าไม่ตรงตามความเป็นจริงจะถูกได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูก มีอีกคำหนึ่งคือปัญญา ซึ่งเราก็ใช้บ่อย แต่ปัญญาก็มีหลายระดับ ทุกอย่างทุกสิ่งมีตามระดับขั้นว่ามากน้อยประการใด เพียงฟังเท่านี้จะไปเป็นพระโสดาบันได้ไหม จะปฏิบัติได้ไหม ยังไม่รู้เลยว่าปฏิบัติคืออะไร แต่พระองค์ทรงแสดงธรรม เพราะรู้ว่าสัตว์โลกไม่รู้มานานแสนนาน เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่รู้อยู่ แล้วไปบอกให้เขาได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมโดยไม่รู้จักธรรมเป็นไปได้ไหม นั่นไม่ใช่พระศาสดาแน่นอน แต่รู้อัธยาศัยว่า กว่าจะฟังจนกระทั่งค่อยๆ ละความไม่รู้ ในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่เคยฟังมาก่อน เป็นหนทางที่จะทำให้รู้ความจริงได้

    ด้วยเหตุนี้ พระองค์ทรงแสดงพระธรรมตามลำดับ ที่กำลังฟังนี้เพียงเบื้องต้น และจะไปรู้จักที่จะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมในเบื้องต้นอย่างนี้ได้หรือ ถ้ารู้แต่ ก ไม่รู้ ข ก็ยังคงไม่รู้ ข ใช่ไหม ก็รู้แต่ ก แล้วที่จะไปอ่านพระไตรปิฎก ก็ลองคิดดูก็แล้วกัน ถ้าไม่มีพื้นความรู้เป็นเบื้องต้น เพราะพระองค์ตรัสกับสาวก ซึ่งได้ฟังพระธรรม เข้าใจพระธรรม รู้แจ้งอริยสัจธรรมตามลำดับ

    ด้วยเหตุนี้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าถูกต้อง ต้องรู้เลยว่าต้องตามลำดับ ใครข้ามลำดับให้ไปทำอะไร นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน ทุกคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ให้เข้าใจถูกเพื่อละความไม่รู้ ในขั้นต้นที่เรากำลังพูดถึงเดี๋ยวนี้ เป็นปริยัติ ศึกษาแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสรู้สิ่งซึ่งคนอื่นไม่รู้ แม้เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น ก็ไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร แล้วเราจะไปทำสมาธิ และจะไปรู้แจ้งอริยสัจ เป็นไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตามลำดับของพระองค์ คือทีละคำ จริงไหม ก ก็ ก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จัก ก แล้วจะไปบอก ข อีก ตัวอื่นๆ ก็ยากที่จะรู้ได้

    ด้วยเหตุนี้ นี่คือความไม่ประมาท เราพูดกันบ่อยๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะปรินิพพาน พระองค์ตรัสว่าอย่างไร จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ให้ถึงพร้อมคือทุกอย่างแม้แต่การฟัง เดี๋ยวนี้ถ้าประมาท ไม่เข้าใจ จะรีบไปที่อื่น จะไปสมาธิ จะไปปฏิบัติ จะไปเข้าวิปัสสนา ทำวิปัสสนา แต่มีความเข้าใจอะไร ตามลำดับหรือเปล่า เพราะธรรมลึกซึ้ง การศึกษาคำที่พระองค์ได้ตรัสเพื่อเข้าใจสิ่งที่มี ยังไม่ประจักษ์แจ้ง เพียงเริ่มรู้ว่าไม่มีเรา แค่คำนี้คำเดียวทำอย่างไรได้หรือ นอกจากเข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เราเพราะอะไร ไม่ใช่ไปทำแต่ก็ยังไม่ประจักษ์แจ้ง เพียงแต่รู้ว่ามั่นคง ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย มีแต่สิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่ง แยกออกแล้วเป็นแต่ละหนึ่งปนกันไม่ได้เลย จึงสามารถจะรู้ความจริงของสิ่งนั้นได้ว่าไม่สามารถที่จะถือเอาว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา หรืออะไรเลย แต่เป็นสิ่งนั้น ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น และดับไป

    นี่คือปริยัติ แต่ไม่ใช่เท่านี้สองสามคำ รอบรู้ในทุกคำ เวลานี้ได้ยินคำนี้ แต่ยังไม่ได้พูดถึงสมาธิ หรือเมื่อสักครู่บอกว่าเดี๋ยวนี้ก็มี เห็นไหม เพียงเท่านี้เชื่อหรือ หรือว่าต้องฟังอีกจนกว่าจะเข้าใจจริงๆ มั่นคง เพราะรู้ได้ ไม่ใช่รู้ไม่ได้ ถ้ารู้ไม่ได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงธรรม แต่เพราะเหตุว่าได้บำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่ลึกซึ้งแสนยาก พระองค์ทรงแสดงโดยนัยประการต่างๆ ให้ค่อยๆ ฟัง ให้เป็นผู้ตรง มีความเข้าใจอะไรบ้าง แค่ไหน เพิ่มขึ้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นปริยติไม่ใช่เพียงได้ยินคำว่า นามธรรม รูปธรรม ธรรม ก็ไปปฏิบัติ นั่นไม่เข้าใจความหมายของ ปฏิปัตติ ในภาษาบาลี ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ

    ด้วยเหตุนี้ ต้องรู้ว่าขั้นนี้ ขั้นฟัง ถึงปริยัติหรือยัง รอบรู้ มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงเลยว่าไม่มีเราสักคน แค่นี้ แต่มีอะไร มีธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งจะเป็นคนได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยแล้วดับเลย ไม่กลับมาอีกเลย อยู่ไหนที่จะเป็นคนที่จะเป็นเรา ค่อยๆ ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคง เเล้วก็ไม่มีใครปฏิบัติ แต่ปัญญาความเห็นถูกที่เข้าใจ ทำหน้าที่ของปัญญา ละความไม่รู้ ละความไม่เข้าใจ ตามกำลังของความเข้าใจว่ามากน้อยแค่ไหน นี่คือไม่มีเรา แต่มีธรรมทั้งหมด แม้สมาธิก็ไม่ใช่เรา เป็นธรรม แต่ยังไม่รู้ว่าธรรมมีมากมาย และสมาธินั้นคือธรรมอะไร ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ก็อยากจะได้อย่างนั้น ทำอย่างนี้ เพื่อที่จะอย่างโน้นอย่างนี้ แต่นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อรู้ว่าคำใดหรือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังอะไรก็รู้ว่าสิ่งที่ได้ฟัง เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า เมื่อไม่ใช่แล้วจะไปบอกว่าใช่ได้อย่างไร ไม่มีความรู้แล้วจะบอกว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หรือ เพราะทุกคำของพระองค์กล่าวให้รู้ความจริง เพราะฉะนั้นถ้าไม่กล่าวให้รู้ความจริงในสิ่งที่มีจริงๆ ก็ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีปริยัติ การรอบรู้สอดคล้องกันทั้งหมด ความจริงจะแย้งกันไม่ได้ จะขัดกันไม่ได้เลย เพราะถึงที่สุดก็ต้องเป็นอย่างนั้น สิ่งนั้น ไม่เป็นอื่น จึงมีปัจจัยที่จะทำให้ระลึกได้ ในสิ่งที่ได้ฟังว่า กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้นั่นคือปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง แต่ถึงนี้ ถ้าไม่ใช่ปัญญาไม่ถึง จะไปไหนก็ไม่รู้ใช่ไหม เดี๋ยวนี้เป็นธรรมอะไรก็ไม่รู้ เห็นเป็นธรรมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ได้ยินเป็นธรรมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ต่างกันอย่างไรก็ไม่รู้ ประกอบด้วยอะไร เท่าไร จึงเป็นลักษณะที่ต่างกันไปก็ไม่รู้

    แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดครบถ้วนทุกประการ ก่อนที่จะปรินิพพาน เพราะพุทธบริษัทมีความเข้าใจถูกต้อง มั่นคงที่จะดำรงพระศาสนาต่อไปได้ เเต่ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ไม่มีความเข้าใจพระธรรม พุทธศาสนาคำสอนนั้นก็อันตรธานจากบุคคลนั้น เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ จะดำรงพระศาสนา ไม่ใช่สร้างวัดมากๆ หลายแห่ง สวยงามสูงใหญ่ ประดับประดามากมาย แต่ไม่มีการรู้จักพระธรรม ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้อย่างไร ต้องเป็นคนตรง

    ผู้ฟัง ขณะนี้มีเห็นปรากฏ

    ท่านอาจารย์ จริงๆ ไม่ใช่ ทุกคนคิดว่าเหมือนเห็นปรากฏ แต่ว่าจริงๆ แล้วอะไรปรากฏ

    ผู้ฟัง สีปรากฏ

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ถูกเห็น

    ผู้ฟัง เสียง กับ สี

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่จิตเห็นปรากฏขณะนี้ ถูกไหม เห็นเป็นสภาพรู้ มีสิ่งที่กระทบตาเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ ถ้าเห็นไม่เกิดสิ่งนั้นไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เพราะจิตเกิดขึ้น เป็นธาตุรู้เฉพาะสิ่งนั้นเท่านั้นที่ปรากฏ เป็นเราหรือเปล่า หมดแล้ว กว่าจะเข้าถึงความหมายของคำว่าอนัตตา กว่าจะมั่นคง เป็นเรามาตั้งนาน ในแสนโกฏิกัปป์ของสังสารวัฏฏ์ แล้วจะหมดไปทันที เป็นไปไม่ได้ เริ่มเป็นผู้ตรง สัจจบารมี

    เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ต่อไปอีก ต่อไปอีก อาจจะมีการระลึกได้ว่า ที่เห็นก็เพราะจิตเกิดขึ้นเห็น สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่จิต แต่ถูกจิตเห็น ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นเห็น สิ่งนี้ก็ไม่ปรากฏ ไหนเรา ไหนโลก เกิดแล้ว ดับแล้ว ไม่เหลือเลย นั่นคือความหมายของโลก เพราะฉะนั้นโลกคือสิ่งที่เกิดดับ โลกุตระ ได้ยินคำนี้บ่อยๆ พ้นจากการเกิดดับ พ้นจากโลก อยากถึงนักเลยใช่ไหม นิพพาน โลกุตระ แต่ไม่รู้อะไรเลย ไปนั่งทำอะไรอย่างนั้นจะถึงนิพพานไหม ต้องเป็นผู้ตรง เพื่ออะไร ประโยชน์อย่างยิ่งในสังสารวัฎฏ์ ที่จะเข้าใจความจริงตามลำดับจนมั่นคง เห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าไร รู้คุณเท่านั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรม จะไม่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แล้วกราบไหว้อะไร ด้วยอะไร เห็นไหม ต้องเป็นผู้ที่ตรงมาก ฟังแล้วก็พิจารณาไตร่ตรอง ผิดหรือถูก ความจริงเป็นอย่างไร เปลี่ยนได้ไหม เพราะฉะนั้นถ้าไม่ตรงตามความเป็นจริง เห็นถูกหรือเห็นผิด ถ้าไม่ตรงจะเที่ยวบอกว่าคนนั้นรู้อย่างนี้ คนนี้รู้อย่างนั้น ได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้

    เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟังธรรม คือผู้ตรงที่จะเข้าใจความจริง ไม่มีคำพูดของเรา เพราะรู้ว่าเราพูดก็เรื่องที่เราไม่รู้ทั้งนั้น แค่นี้คงจะมั่นคงในคำว่า อารัมมณะ หรือ อารมณ์ ปรากฏทั้งวันเลย เพราะมีจิตเกิดทั้งวัน แต่ไม่ได้เป็นจิตเดียว เกิดดับหนึ่งขณะเท่านั้น และไม่กลับมาอีกเลย และก็เกิดขึ้นทำกิจต่างๆ ด้วย จิตนี้เกิดขึ้นทำกิจเห็น จิตนั้นเกิดขึ้นทำกิจได้ยิน เพราะฉะนั้นจิตประมาณได้ไหม ว่ามีเท่าไหร กี่ประเภท ถ้าไม่มีพื้นความรู้อย่างนี้ อ่านพระไตรปิฎกไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจผิด ด้วยความเป็นเรา เพราะฉะนั้นสำหรับศึกษา สิกขา การที่ไม่เคยรู้มาก่อน ค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเป็นมิตรหวังดี จะให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือ เมื่อความจริงเป็นอย่างไร ก็พูดแสดงความจริงของสิ่งนั้นให้ไตร่ตรอง เพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง ด้วยความเป็นมิตร เวลานี้กระทบแข็งหรือเปล่า

    ผู้ฟัง กระทบ

    ท่านอาจารย์ มีจริงๆ ไหม

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไร

    ผู้ฟัง แข็งเป็นรูป เป็นลักษณะแข็ง

    ท่านอาจารย์ แข็งไม่รู้อะไรแน่ๆ ใครจะไปแปลว่า แข็งเป็นนามธรรมนี่ไม่ใช่ เพราะแข็งอย่างไรก็ไม่รู้ ก็มั่นคงในความเป็นรูปธรรม แต่ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม ไม่มีธรรมเลย จะมีอะไร อะไรก็ไม่มีสักอย่าง เพราะฉะนั้นให้รู้ความจริงว่ามีเมื่อเกิดขึ้นหลากหลายต่างๆ กันไป แต่ว่าเข้าใจผิด เพราะการเกิดดับไม่ปรากฏ และรวมกันเป็นรูปร่างสัณฐานเป็นนิมิต จึงเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ตอนที่ไม่ได้สนทนา รู้สึกว่าเข้าใจ แต่พอมาสนทนาแล้ว ก็รู้สึกว่าเข้าใจจริงหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมต้องไม่ลืมว่า ประโยชน์อยู่ที่เข้าใจถูกต้อง และรู้ว่าความเข้าใจก็ไม่ใช่เรา ต้องมั่นคง

    ผู้ฟัง ตอนนี้ที่สงสัยก็คือ วิจิกิจฉา ที่เป็นในลักษณะของ รูป นาม คือก็เข้าใจว่าตัวเองไม่มีความลังเลสงสัยใน รูป นาม จึงไม่เข้าใจว่า วิจิกิจฉาใน รูป นาม เป็นแบบไหน ขอความละเอียด

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีเห็นไหม

    ผู้ฟัง มีเห็น

    ท่านอาจารย์ ไม่สงสัยในเห็นเลย

    ผู้ฟัง ก็รู้ว่า เห็นเป็นเห็น

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ แล้วเห็นปรากฏให้รู้ว่าไม่ใช่เราหรือยัง ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏด้วย

    ผู้ฟัง บ่อยมาก ก็รู้ว่าเราเห็น

    ท่านอาจารย์ สงสัยไหม ในเห็น

    ผู้ฟัง ไม่สงสัย

    ท่านอาจารย์ กำลังเกิด-ดับ เห็น เดี๋ยวนี้ สงสัยไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้ ก็เลยไม่ได้สงสัย

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้จึงสงสัย ไม่ใช่ไม่รู้จึงไม่สงสัย แต่เพราะไม่รู้จึงสงสัย ต้องเข้าใจละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ตรงขึ้น ตรงขึ้น ไม่ใช่คิดเอง ถ้าคิดเองผิดหมด พลาดหมดเลย ใครหมดความสงสัยในสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ ว่าไม่ใช่เรา มีไหม คนที่ไม่สงสัย

    ผู้ฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ และสาวก พระโสดาบันสงสัยหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่สงสัย

    ท่านอาจารย์ มีได้ใช่ไหม เมื่อรู้ใช่ไหม แต่ถ้าไม่รู้ก็ยังสงสัยใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น พระโสดาบัน ดับความสงสัย ในสภาพธรรม ที่กำลังเกิดดับ เป็นพระโสดาบันกันโดยไม่รู้อะไรได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการสนทนาธรรม เพื่อให้คิด เพื่อให้ไตร่ตรอง ไม่เช่นนั้นก็ฟังไปเรื่อยๆ

    ผู้ฟัง ความทุกข์คืออะไร เมื่อก่อน คิดว่าความทุกข์เป็นเรื่องทุกข์กาย อย่างเช่น เจ็บกาย หรือว่าป่วย หรือว่าการแก่อะไรอย่างนี้ หรือว่าทุกข์ใจ ก็คือการไม่สบายใจ เกิดกังวล เกิดความเศร้า แต่พอมาศึกษาธรรม รู้สึกว่าความทุกข์มันใหญ่มากกว่านั้น

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้จักทุกข์มีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีใช่ไหม แต่จะรู้ทุกข์กี่ประเภท แสดงให้เห็นว่าทุกข์ที่เราไม่รู้ก็มีแน่นอน แต่ที่ปรากฏทั่วไปคือ ทุกขะ ทุกขะ ทุกข์จริงๆ เกิดแล้วก็ไม่เป็นสุขเลย ไม่ชอบใจ ไม่พอใจไปหมดทุกอย่าง เป็นที่รู้ทั่วไป เพราะฉะนั้นทั้งกาย และ ใจ เป็นทุกข์ในขณะที่ขณะนั้นไม่รู้สึกเป็นสุขเลย ทุกข์กาย ความจริงก็หมายความว่าทุกข์ต้องเป็นสภาพธรรมที่มีจริง

    รูปเป็นทุกข์ไม่ได้แน่นอน แต่เราใช้คำว่าทุกข์กาย เพราะทุกข์นั้นเกิดจากกาย ถ้าไม่มีกายจะเจ็บจะป่วยไหม ไม่มีใช่ไหม และถ้าไม่มีใจจะทุกข์จะร้อนไหม เรายังไม่ได้คิดถึงว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และทุกข์ที่แท้จริงคืออะไร เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีใครต้องการ แต่ก็มีทุกข์ บ่อยไหม สำหรับบางคน ทุกข์กายก็มาก บางคนกายแข็งแรงดี แต่ทุกข์ใจเหลือเกิน ไม่พ้นจากความทุกข์ไปได้ ตราบใดที่ยังไม่รู้เหตุของทุกข์

    เพราะฉะนั้นก็จะต้องรู้ว่านอกจาก ทุกขะ ทุกขะ ซึ่งเป็นทุกข์กาย ทุกข์ใจ ที่ปรากฏแล้ว ทุกข์ของการที่จะต้องสูญเสีย พลัดพรากจากสิ่งที่มี และก็หมดไป วิปริณามทุกข์ ทุกอย่างต้องแปรเปลี่ยนไปทั้งนั้น ไม่สามารถที่จะคงที่อยู่ได้ และก็เป็นเหตุที่ทำให้เราเริ่มรู้จักว่า สังขารทุกข์ ไม่ว่าอะไร แม้แต่เดี๋ยวนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนใจ ไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย และยังไม่พลัดพรากจากอะไรทั้งนั้น ความสุขก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดว่าหมดไป แต่แม้กระนั้นขณะนี้ก็เป็นทุกข์ โดยไม่รู้เลยว่าเป็นทุกข์ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย ไม่มีอะไรดับไป เป็นทุกข์ไหม ไม่มีใจ ไม่มีกาย เป็นทุกข์ไหม ไม่เป็น แต่เพราะมีกาย และใจ จึงเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้ได้เลย สังขารทุกข์ การที่ปรุงแต่ง มีปัจจัยสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่พ้นไปจากความทุกข์ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ เห็นโทษของทุกข์หรือยัง หรือว่าทนได้ ทุกข์เกิดขึ้นก็แก้ไป ทุกข์เกิดขึ้นก็แก้ไป แก้กันอยู่ทุกวัน ไม่ว่าทุกข์กายหรือทุกข์ใจ แต่ไม่หมด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ ประจักษ์แจ้ง เหตุให้เกิดทุกข์ จึงรู้ว่าตราบใดที่ยังมีการเกิด จะพ้นจากทุกข์ไม่ได้ จะพ้นทุกข์ได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อไม่มีการเกิดขึ้นเลย แต่พอพูดอย่างนี้ มีใครคิดว่าจะไม่เกิด ไม่อยากเกิดบ้างไหม เดี๋ยวนี้กำลังเห็น ไม่ต้องมีเห็นอีกเลย อีกเลย ดีไหม กำลังได้ยิน ไม่ต้องมีการได้ยินอีกเลย ไม่ต้องมีทุกข์อีกเลย ที่เกิดจากการได้ยินเสียงต่างๆ น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง แล้วก็หมดไป ไม่มี

    เพราะฉะนั้นปัญญาต่างระดับมาก ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง ก็เห็นทุกข์ตามที่ปรากฏให้เห็น ว่าทุกข์กายบ้าง ทุกข์ใจบ้าง แต่ทุกข์จริงๆ คือการที่ขณะนี้เอง ทุกข์อย่างยิ่งที่จะพ้นไปไม่ได้เลยในสังสารวัฎฏ์

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    21 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ