ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944


    ตอนที่ ๑๙๔๔

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่มีกิเลสก็ไม่รู้ว่าเป็นกิเลส แต่ไม่พอใจในกิเลสด้วยความเป็นกิเลสที่ยึดถือว่าเป็นเรา ก็ไม่พ้นจากกิเลส

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ฟังเพื่อเข้าใจจริงๆ แล้วรู้ว่าหนทางก็ถึงแน่ แต่เมื่อไหร่ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้หรือหวังได้ แต่เมื่อมีเหตุสมควรแก่ผล คือความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็จะค่อยๆ ละคลายความเป็นตัวตน แต่ไม่เร็วอย่างที่คิด ไม่ใช่ว่าวันนี้ไม่มีเรา แต่วันนี้ฟังแล้วก็เข้าใจขึ้นว่ายากที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา

    อกุศลบางประเภทเป็นอนุสัย ทิฏฐิก็เป็นทิฏฐานุสัย ความสงสัยก็เป็นวิจิกิจฉานุสัย และก็นอกจากจะเป็นกิเลสประเภทที่นอนนิ่งแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดขึ้นเป็นอาสวะ ทิฏฐิก็ยังเป็นทิฏฐาสวะ เพราะฉะนั้น ยึดถือไว้มาก เกือบจะทุกประเภทของอกุศลแต่โลภะมากกว่า

    ตอนนี้คงไม่ใช่การที่จะเข้าใจทุกประเภทของอกุศลเจตสิก แต่เป็นการฟังเพื่อให้เห็นความละเอียดความลึกซึ้งว่าถ้าไม่มีความเข้าใจแล้วไม่มีทางที่จะดับกิเลส ไม่ใช่จะไปพากเพียรทำวิปัสสนาโดยที่ว่าไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าใครบอกว่าทำวิปัสสนาผิดหรือถูก ทันทีเลยมีความเป็นตัวตนแน่นอนจึงเข้าใจว่าทำได้ ไม่ใช่เป็นความเข้าใจแต่เป็นการที่จะทำ แล้วทำได้หรือ ลืมความเป็นอนัตตาทันที

    อ.คำปั่น ความหลากหลายของอกุศลธรรมก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความเห็นผิดก็ดี หรือว่าเรื่องของความสงสัยซึ่งก็หลากหลาย แต่เมื่อกล่าวถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมความเห็นผิดก็คือความเห็นผิด ความสงสัยก็ยังเป็นความสงสัย พระองค์ทรงแสดงความหลากหลายของอกุศลธรรมประการต่างๆ ประโยชน์คืออะไร

    ท่านอาจารย์ ประโยชน์คือให้รู้ว่าจะละกิเลสได้ด้วยวิธีใด ด้วยสะสมกิเลสเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นๆ เพราะความไม่รู้ หรือว่าเพราะเริ่มเข้าใจถูกต้องว่ากิเลสเป็นกิเลส ไม่มีเราจะไปทำอะไรกิเลสได้เลย ไม่มีเราไปยึดถือกิเลสว่าเป็นเรา แต่ความจริงเราไม่มี มีแต่กิเลสที่เพิ่มขึ้นเพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่เห็นโทษของกิเลส และก็มีความเพียรชอบที่รู้ว่าสิ่งที่ไม่ดีสามารถที่จะหมดสิ้นไปได้ แต่ต้องด้วยความเห็นที่ถูกต้องคือปัญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ไม่มีปัญญาไม่มีความเห็นถูกก็ไม่มีทางที่จะดับกิเลสได้เลย ความเห็นถูกจะมาแต่ไหน คิดเองก็ไม่ได้ แต่ต้องฟังพระธรรม มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ ต้องเป็นผู้ละเอียดจริงๆ ที่จะไตร่ตรองพระธรรมจึงจะเป็นความเข้าใจถูกต้องเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย มิฉะนั้นก็ถูกกิเลสหลอกต่อไปอีก

    ผู้ฟัง ต้องการความจริงจึงได้เข้ามาสนทนาธรรม และก็พยายามที่จะเอาอกุศลจิตหรือว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไม่ดีแล้วก็พยายามที่จะแก้ไขโดยที่ว่าให้เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏ แม้กระทั้งว่าบางครั้งมีเราเข้ามาแทรกอยู่ในเป็นช่วงระยะๆ

    ท่านอาจารย์ อกุศลเจตสิกใดบ้างที่เป็นประเภทอาสวะ สำหรับอาสวะมี ๔ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ เป็นโลภะ ทิฏฐาสวะ ๑ เป็นทิฏฐิเจตสิก อวิชชาสวะ ๑ เป็นโมหะเจตสิก

    อกุศลลเจตสิกทั้งหมดมี ๑๔ แต่ที่เป็นอาสวะมี ๓ คือกามาสวะได้แก่โลภะเจตสิก ๑ ภวาสวะได้แก่โลภะเจตสิก ทิฏฐาสวะได้แก่ทิฏฐิเจตสิก อวิชชาสวะได้แก่โมหะเจตสิกส่วนเจตสิกอื่นนอกจากนี้ไม่ใช่อาสวะ นี่ก็แสดงให้เห็นความละเอียดว่า ใครก็ตามที่บอกว่าประจักษ์การเกิดดับ รู้เรื่องของอาสวะหรือเปล่า

    กามาสวะก็คือความยินดีพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะคือสิ่งที่กระทบกายเย็นบ้าง ร้อนบ้าง อ่อนบ้าง แข็งบ้าง ตึงบ้าง ไหวบ้าง รวม ๓ รูปนี้เรียกว่าโผฏฐัพพะเพราะสามารถจะกระทบ และก็ปรากฏกับกายวิญญาณได้ จิตที่กำลังรู้ขณะใดทางกาย ขณะนั้นก็ไม่พ้นจากเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว เพราะฉะนั้น กามาสวะก็เป็นชีวิตประจำวัน มีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตานี้แน่นอน มีใครบ้างไม่มีกามาสวะแต่ไม่รู้สึกตัวเลย เพราะเร็วมาก เพียงแค่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏยังไม่ทันรู้ว่าอะไร ก็ติดข้องพอใจในสิ่งนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ใครละกามาสวะ

    พระโสดาบันละไม่ได้ พระสกทาคามีไม่ได้ พระอนาคามีละความติดข้องในรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้ เมื่อเป็นพระอนาคามีแล้วลองคิดถึงว่าท่านดับความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะแล้ว ท่านยังติดข้องในอะไร ติดข้องในความเป็นซึ่งไม่มีความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แม้เป็นอย่างนั้นก็ยังติดข้องในความมีความเป็น ซึ่งไม่ใช่ความติดข้อง ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ก็มีกิเลสที่ละเอียดขึ้นที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริงไม่หลอกและไม่ลวงตัวเอง

    เพราะฉะนั้น กามาสวะก็ได้แก่โลภะเจตสิกซึ่งเป็นไปในรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเป็นชีวิตประจำวัน ภวาสวะก็เช่นเดียวกัน สำหรับภวาสะแม้พระอนาคามีไม่ติดข้องในกามมาสวะแต่ยังมีภวาสวะ คนอื่นมีไหม นอกจากพระอนาคามี มีภวาสวไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ธรรมต้องเป็นเหตุผลที่ไตร่ตรอง แล้วก็ความจริงต้องเป็นความจริง เพราะเหตุว่าไม่ใช่แต่เฉพาะพระอนาคามีเท่านั้นที่มีภวาสวะ แม้ผู้ที่ไม่ใช่เป็นพระอนาคามีก็ยังติดข้องในความมีในความเป็น แล้วแต่ว่าจะเป็นอะไร

    สัตว์เดรัจฉาน มีกามาสวะไหม มีแน่นอนใช่ไหมแต่ไม่รู้ มีภวาสวะไหม มี เพราะฉะนั้น ๒ อย่างนี้ได้แก่โลภะเจตสิก

    สำหรับทิฏฐาสวะก็เป็นความเห็นผิดอย่างหยาบๆ จนกระทั่งถึงอย่างละเอียดที่สุดคือยึดถือสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน เพราะฉะนั้น การเห็นธรรมดามากเลย อยู่ดีๆ แท้ๆ ต้องเห็น คิดดูก็แล้วกัน ดีหรือ ที่อยู่ดีๆ ก็เกิดเห็นขึ้นมาแต่ก็ยังพอใจในเห็น และในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น นี่ก็แสดงให้เห็นความไม่รู้ชัดเจนไม่ต้องเห็นยังดีกว่าเห็นแล้วก็เห็นนั้นก็หมดไป เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่เหลือเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความยินดีในเห็นและในสิ่งที่ถูกเห็น เพราะฉะนั้น นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เพราะอวิชชาความไม่รู้

    ส่วนอวิชชาสวะไม่เคยหายไปเลย พอมีทางที่จะเกิดก็เกิดพร้อมกับอกุศลจิต ด้วยเหตุนี้พูดถึงอกุศลเจตสิกทั้งหมดก็แสดงความละเอียดและความต่างของอกุศลเจตสิกแต่ละประเภท เช่น อกุศลเจตสิกที่จะเป็นอาสวะได้ มีแต่เพียง ๓ เท่านั้นคืออวิชชา ๑ โลภะ ๑ ทิฏฐิ ๑ เพราะฉนั้น การดับกิเลสดับอาสวะด้วยหรือเปล่า พระโสดาบันดับทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะที่เกิดกับทิฏฐิ

    อวิชชาสวะเกิดกับอกุศลทุกขณะทุกประเภท เพราะฉะนั้น อวิชชาที่เกิดกับทิฏฐิเพราะไม่รู้การเกิดดับของสภาพธรรมจะไม่มีอีกต่อไปเมื่อถึงพระโสดาบัน แต่ยังมีอวิชชาที่เป็นไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ จนกว่าจะถึงความเป็นพระอนาคามี เมื่อเป็นพระอนาคามีแล้วไม่มีกามาสวะ ไม่มีทิฏฐาสวะ แต่ยังมีภวาสวะ กับอวิชาสวะ จะดับต่อเมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็คือใครจะพูดว่าจะดับกิเลสหรือใครจะพูดว่าประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ปัญญาต้องมีตั้งแต่ขั้นการฟัง ที่จะให้เป็นความเห็นที่ถูกต้อง ไม่ไปหนทางผิด

    เพราะว่าโลภะ ความติดข้องในผลอยากจะเป็นพระโสดาบันอยากจะรู้ลักษณะของสภาพธรรม แม้อยากจะมีกิเลสน้อย ขณะนั้นก็เป็นเพราะโลภะความติดข้องในความเป็นเรา จนกว่ากิเลสจะดับไปตามลำดับขั้น คือต้องดับทิฏฐิเจตสิกก่อน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทิฏฐิเป็นอนุสัยทิฏฐานุสัย หรือว่าทิฏฐาสวะไม่มีเหลือทุกประเภท จึงจะชื่อว่าดับจริงๆ ไม่เกิดอีกเลย

    ผู้ฟัง เห็นขณะนี้ ได้ยินขณะนี้ และความคิด เป็นธรรมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เห็นมีจริง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะว่าถ้าไม่มีจริงไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวถึง แต่สิ่งที่มีจริงนี้ควรกล่าวถึง เพราะไม่รู้ความจริงว่าสิ่งนี้ต้องเกิดจริงมีได้ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี และการที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เกิดเพราะต้องการจะเกิด อยากจะเกิดทำให้เกิด แต่เป็นธรรมตา

    ธรรมความเป็นธรรมอย่างนี้เมื่อมีปัจจัยอย่างนี้ก็เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ คือเมื่อมีตา และมีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ และมีจิตเห็นเกิดขึ้น ขณะนี้ไม่มีใครไปบังคับบัญชาหรือไปทำได้เลย เป็นธรรมหรือเปล่า เห็นมีจริง เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปด้วย รู้หรือไม่รู้ก็ดับแล้ว

    ผู้ฟัง ตามความเข้าใจของผมที่ได้ยินเรื่องราวของคำว่าอาสวะกับอนุสัย ผมมีความคิดเห็นว่า เห็น ได้ยินมีอนุสัย เรื่องราวที่คิดคืออาสวะ

    ท่านอาจารย์ ต้องจำแนกธรรมเป็นจิตเจตสิก รูปชัดเจน จิตไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูปเจตสิกก็ไม่ใช่จิต ไม่ใช่รูป เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวถึงธรรมก็คือกล่าวถึงตัวธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกัน เห็นเป็นเห็น เป็นอะไรใน ๔ อย่างจิตเจตสิก รูป นิพพานเห็นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง จิต

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นจิต เพราะฉะนั้นพูดถึงอะไร

    ผู้ฟัง อนุสัยและอาสวะ

    ท่านอาจารย์ อนุสัยไม่ใช่จิต แต่เป็นอกุศลเจตสิก ๗ ประเภทเท่านั้น อกุศลเจตสิกทั้งหมดมี ๑๔ ประเภท แต่ที่เป็นอนุสัยเป็นอกุศล ๗ ประเภท เจตสิกที่เป็นอนุสัยหรือว่าอนุสัยแรกยังไม่กล่าวถึงเจตสิกเลยได้แก่อะไร

    อ.คำปั่น อนุสัยแรกก็คือกามราคานุสัย

    ท่านอาจารย์ เพื่อที่จะให้ได้จำแล้วก็ได้เข้าใจไปในตัวด้วย เพราะว่าถ้าเข้าใจแล้วคงไม่ลืม ความติดข้องในรูปเสียง กลิ่น รสเป็นอนุสัย หมายความว่าเป็นปกติธรรมดาที่เมื่อมีมากเกิดแล้วดับ แล้วก็สะสมนอนเนื่องอยู่ในจิตพร้อมที่จะเกิดสำหรับคนทั่วไปหมดเลย

    มีใครบ้างที่ไม่มีความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เมื่อเป็นอย่างนี้ เจตสิกที่เป็นโลภมูลจิตมีความติดข้องหลากหลายมากมาย แต่ที่ติดข้องหนึ่งคือติดข้องอย่างมากในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น เป็นกามราคะ ราคะคือโลภะติดข้องในกามแล้วก็เป็นอนุสัยหมายความว่ามีตลอดไปจนกว่าจะถึงการดับกิเลสโดยความเป็นพระอนาคามีบุคคล

    เพราะฉะนั้น จะได้เป็นผู้ที่ตรง ไม่เสแสร้ง และก็ไม่คิดว่าไม่มี แต่ปัญญาสามารถที่จะรู้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าตราบใดที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอนาคามีต้องมีความติดข้องพอใจ มากหรือน้อยก็ตามแต่ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะเหตุว่าเมื่อเกิดแล้วก็ดับสะสมสืบต่อ ต้องถึงปัญญาระดับขั้นพระอนาคามีเท่านั้นจึงสามารถที่จะดับกามราคานุสัยได้ เพราะฉะนั้น เป็นโลภเจตสิกที่ติดข้องในรูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ

    อาหารอร่อยเป็นอะไร กามราคะ หมายความว่าเป็นความพอใจดับแล้ว สะสมสืบต่อเป็นกามราคานุสัย ยังมีไหม ต้องมี

    ดูละครโทรทัศน์ ดูข่าว ดูอะไรก็ตามเรื่องที่น่าสนใจทั้งหลายทางตาบ้างหูบ้าง คิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นอะไร กามราคานุสัย โดยที่ว่าขณะใดก็ตามที่เกิดเป็นโลภมูลจิต จะใช้คำเฉพาะสำหรับโลภะว่ากามราคะก็ได้ เพราะเหตุว่าโลภะนั้นมีความติดข้องหลากหลาย แต่ขณะใดก็ตามติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต้องเป็นกามราคะและก็เป็นอนุสัยก็คือกามราคานุสัย ก็ไม่สงสัยใช่ไหม ศึกษาธรรมทีละคำ ราคะเป็นอีกชื่อหนึ่งของโลภะ กามะหมายความถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

    ยินดีพอใจในรูปในเสียงในกลิ่นในรสเมื่อไหร่ ขณะนั้นจิตประกอบด้วยโลภะเป็นโลภมูลจิต แต่ขณะนั้นเป็นความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงเป็นกามราคะ และเมื่อดับไปแล้วความติดข้องนั้นก็สะสมสืบต่อพร้อมที่จะเกิดเมื่อมีการเห็น การได้ยินอีก เพราะฉะนั้นโลภเจตสิกเป็นกามราคานุสัย ดับได้ด้วยอนาคามิมัคคจิต นี่คือตามลำดับขั้นหนึ่งแล้ว มีใครที่ยังคิดว่าไม่เข้าใจกามราคานุสัยบ้างไหม เดี๋ยวนี้มีไหม ตราบใดที่ยังไม่ดับ ให้ทราบอนุสัยครบทั้ง ๗ อนุสัย แต่ ๖ เจตสิก เพราะเหตุว่ากามราคานุสัยกับภวราคานุสัยได้แก่โลภเจตสิก

    แต่ว่าต่างกันที่ว่าถ้าเป็นกามราคานุสัยก็ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ถ้าเป็นภวคือภพความติดข้องในความเป็น แม้ไม่มีความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ก็ยังมีความติดข้องในความเป็น นี่แสดงความต่างกันว่าโลภะละยากขนาดไหน และสำหรับอกุศลเจตสิกทั้ง ๑๔ โลภะเป็นอกุศลที่เป็นทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น อนุสัย ไม่ว่าจะเป็นอาสวะ ไม่ว่าจะเป็นกิเลส ไม่ว่าจะเป็นนิวรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสัญโยชน์ โลภะเป็นได้ทุกประเภท

    เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นกำลังของโลภะว่าที่ยังคงเป็นไปในสังสารวัฎฏ์ไม่จบ จบไม่ได้เลยชาตินี้ก็แค่นี้เอง แต่ว่ายังมีต่อไปอีกไม่มีวันจบ ถ้าตราบใดที่อนุสัยยังมี เพราะฉะนั้น ก็โลภเจตสิกเป็นอนุสัย ๒ อย่างคือกามราคานุสัยหนึ่ง และภวราคานุสัยหนึ่ง

    ภวราคานุสัยดับด้วยอรหัตตมรรค เห็นไหมว่าจะดับจริงๆ ไม่เหลือเลยก็ต้องหมดอนุสัยทั้ง ๗ ซึ่งเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้กิเลสเกิด เมื่อไม่มีอนุสัย กิเลสใดๆ ก็เกิดไม่ได้แต่กิเลสใดๆ ที่เกิดแล้วยังไม่ได้ดับไปก็จะสะสมอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น วันนี้คิดอย่างนี้มาจากเมื่อวานนี้ มาจากเห็นเมื่อวานนี้ มาจากฟังเมื่อวานนี้ แล้วก็เป็นปัจจัยให้วันนี้เห็น วันนี้คิด วันนี้จำ พวกนี้ก็มาจากวันก่อน คือจิตขณะก่อนซึ่งดับไปแล้วก็มีทุกอย่างที่สะสมในจิตขณะนั้นสืบต่อมาจนกระทั่งเป็นปัจจัยให้เป็นอย่างนี้อีก จิตเมื่อวานก็มีกามราคานุสัย ภวราคานุสัย จิตวันนี้ก็ชอบอีกแล้ว อาหารวันนี้เช้านี้ไม่เหมือนเมื่อวานนี้แต่ก็ยังชอบอีก พรุ่งนี้ก็ยังจะชอบต่อไปอีกในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้น ก็ไม่พ้นจากกามราคานุสัย

    ถ้าใครบอกว่าผู้นี้มีกามราคานุสัย จริงไหม ถ้าเป็นจริงก็ต้องเป็นจริง ไม่ต้องไปโกรธหรือว่าเดือดร้อนมาเข้ามาว่าเราแต่เตือนให้รู้ว่ายังมี กล่าวไปแล้ว๒ อนุสัยแล้ว

    อ.คำปั่น ต่อไปคือ ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือความโกรธความกระทบกระทั่งแห่งจิต

    อ.กุลวิไล ปฏิฆานุสัยนี้ก็ไม่พ้นโทสเจตสิกนั่นเอง ซึ่งก็มีในชีวิตประจำวันตราบใดที่เรายังมีความติดข้องในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ความขุ่นเคืองใจก็ยังต้องมี เพราะฉะนั้น ผู้ที่ดับปฏิฆานุสัยได้ก็คือผู้ที่เป็นพระอนาคามีนั่นเอง

    กราบเรียนท่านอาจารย์คำถามเกี่ยวกับเรื่องของอนุสัยเล็กน้อย เพราะว่าอนุสัยเป็นกิเลสที่นอนเนื่อง แต่ขณะได้ที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ขณะนั้นก็ต้องมีการสะสม ทั้งๆ ที่มีทั้งสืบต่อด้วยและก็สะสมด้วย ก็ดูเหมือนกับว่าทุกๆ วันถ้าเรามีความหลงลืมสติ แล้วก็มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้นก็มีอนุสัยกิเลสที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน

    ท่านอาจารย์ ทุกขณะที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่ได้ดับไปก็ต้องสะสมสืบต่อไป ยิ่งอยู่ต่อไปกิเลสยิ่งมากไหม สำหรับผู้ไม่รู้ แต่ถ้าอยู่ต่อไปด้วยความเข้าใจขึ้นกิเลสก็ค่อยๆ น้อยลง แต่อย่าคิดว่าจะน้อยลงอย่างที่เข้าใจ เพราะว่าเพิ่มขึ้นเร็วมากเลยเพียงแค่เห็นแล้วรูปนั้นยังไม่ดับ กามาสวะก็เกิดได้ เพราะเหตุว่ามีกามราคานุสัย ถ้าไม่มีกามราคานุสัย เห็นแล้วอย่างพระอรหันต์ไม่มีความติดข้องใดๆ เลยลองคิดดู แม้แต่กำลังติดข้องยังไม่รู้ แต่พระอรหันต์ไม่มีความติดข้องเมื่อเห็นแล้ว นี่ต่างกันไกลมากทั้งไม่รู้และติดข้องก็ไม่รู้ แต่ผู้ที่จะไม่มีความติดข้องได้ต้องเป็นผู้รู้จึงสามารถที่จะไม่มีแม้อาสวะและเพราะไม่มีอนุสัย เมื่อดับอนุสัยกิเลสแล้วกิเลสใดๆ เกิดไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เราถึงต้องพูดกิเลสที่เป็นประเภทอนุสัย และต่อจากนั้นก็คือประเภทอาสวะ เพราะเหตุว่า ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้นอกจากผู้ที่มีปัญญาจึงสามารถที่จะรู้ได้ และก็ดับได้ด้วยถึงความเป็นพระอรหันต์

    พูดถึงความโกรธเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นเราหรือเปล่า เป็นธรรมประเภทไหน จิต หรือเจตสิก หรือรูป เป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต ไม่ใช่รูป นิพพานไม่ต้องกล่าวถึง ไม่เห็นมีใครชอบโทสะเลย เกิดแล้วเดือดร้อนจนกระทั่งถามกันบ่อยมากเลย ทำอย่างไรถึงจะไม่โกรธพอถึงเวลาติดข้องไม่เห็นถามเลยว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ติดข้องในอาหารบ้าง ในสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางจมูกบ้าง เป็นต้น

    เพราะฉะนั้น ไม่ชอบโทสะเพราะว่าโทสะหยาบกระด้างประทุษร้ายเบียดเบียน เพราะอะไร มีจิตอยู่ดีๆ ไม่เดือดร้อนเลย แต่พอโทสะเกิดเท่านั้น จิตนั้นเดือดร้อนแล้ว ถูกทำร้ายแล้ว เจ็บแล้ว ไม่เจ็บกายใช่ไหม แต่ใจเจ็บแล้วเพราะสภาพธรรมที่ประทุษร้ายจิต โทสะนี่ไม่ได้หมายความถึงความโกรธอย่างเดียว ทุกอย่างที่ไม่เป็นที่พอใจติดข้อง เช่นกลัว มีจริงใช่ไหม เป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป เป็นเจตสิกประเภทไหน ตรงกันข้ามกับโลภะ โลภะไม่กลัวเลยอยากจะอยู่ใกล้ๆ อยากจะมีมากๆ แต่พอถึงโทสะ ความไม่ชอบใจทั้งหมดไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เช่นความตกใจ ชอบไหม ไม่ชอบเพราะว่าขณะนั้นโทสเจตสิกเกิดขึ้นทำให้สภาพของจิตเปลี่ยนจากปกติกลายเป็นตกใจหวั่นไหวไปด้วยความกลัว ไม่มีใครชอบตกใจ ไม่มีใครชอบกลัว ไม่มีใครชอบภัยใดๆ ทั้งสิ้นทำให้จิตใจขณะนั้นไม่เบิกบาน

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน ไม่ชอบแต่ก็เกิดเพราะอะไร ต้องรู้ด้วย เพราะอะไร เพราะว่ามีความติดข้องในรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้างโผฏฐัพพะบ้าง แล้วก็ไปรวมเรียกว่าเป็นคนบ้าง เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ ได้ เป็นสมบัติบ้างเป็นอะไรบ้าง เสื้อผ้าอาภรณ์ทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นที่ติดข้องทั้งนั้น ถ้าไม่มีความติดข้องแม้สิ่งนั้นจะสูญหายไปพลัดพรากจากไปไม่เดือดร้อนเลยใช่ไหม แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามซึ่งเป็นที่พอใจแล้วไม่ประสบกับสิ่งที่พอใจขณะนั้นเป็นปัจจัยให้โทสะความขุ่นใจความเศร้าหมองความเดือดร้อน เกิดขึ้นประทุษร้ายจิต แล้วก็ถูกประทุษร้ายนี้มานานแล้ว ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว ทุกชาติอ่านดูชีวิตในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นชาดก ร้องไห้ลูกตายบ้างอะไรบ้างสารพัดอย่างใช่ไหม นาข้าวเสียหายไปหมดเลยเพราะพายุดีไหมอย่างนั้น ก็ไม่ดี เพราะฉะนั้น โทสะประทุษร้ายจิต แต่ไม่เกิดไม่ได้ตราบใดที่ยังมีความติดข้อง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะที่กระทบกายก็จะเป็นเหตุนำมาซึ่งโทสะ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    19 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ