ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977


    ตอนที่ ๑๙๗๗

    สนทนาธรรม ที่ ศูนย์การค้าสยามนครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕


    ท่านอาจารย์ ทรงแสดงความจริงเพื่อให้คนอื่นได้ไตร่ตรองพิจารณาได้พ้นจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น แค่ฟัง มีความไม่รู้มาตั้งแต่เกิด และก็มีโอกาสที่จะได้รู้ความจริง ไม่ใช่ให้เชื่อ อะไรดีกว่ากัน อะไรมีประโยชน์กว่ากัน เพราะขณะที่รู้ว่าสิ่งใดถูกต้อง สิ่งใดจริง สิ่งใดมีประโยชน์ นั่นก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นความเห็นถูก เป็นธรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปจะใช้คำว่าปัญญา หรือ สัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ถ้าเป็นคนที่ได้ฟังธรรมมาก่อน ในชาติก่อนๆ หรือ สมัยใดก็ตามแต่ ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่ว่าจะศึกษาธรรม จะกล่าวธรรม แต่ไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร ก็ต้องผิดๆ ถูกๆ แล้วส่วนใหญ่ก็ไม่ถูก เพราะเหตุว่าคิดเอง แต่ถ้าไม่คิดเอง ทุกคำเป็นความจริงถึงที่สุด ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์ ทรงแสดง แล้วใครจะเปลี่ยนความจริงนั้นได้

    เพราะฉะนั้นทุกคำ กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้เริ่มรู้จักตัวเอง ให้เริ่มรู้จักโลก ให้เริ่มรู้จักทุกอย่างที่มีจริงตามความเป็นจริง ดีกว่าไม่รู้ ไม่ได้บังคับใครเลย แต่รู้กับไม่รู้ต้องการอะไร ก็คือว่าผู้ที่เห็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่จะได้รู้จักสิ่งที่มี ตั้งแต่เกิดจนตาย จริงๆ ก็ไม่อาจจะละเลยการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรัสความจริงของสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเพียง นิดๆ หน่อยๆ แต่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา เพื่อให้เริ่มเข้าใจถูก มีความเห็นถูก จนกระทั่งปัญญาความเห็นถูกมากจนกระทั่งสามารถที่จะถึงการรู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทีละหนึ่ง ไม่ปะปนกัน จึงสามารถที่จะรู้ความจริงว่าสิ่งนั้นเกิดจริงมี แล้วพอมีปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะว่ามีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ โดยไม่เคยสนใจไม่เคยรู้เลยว่าขณะนี้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เห็นเมื่อสักครู่นี้ก็หมด ได้ยินเมื่อสักครู่นี้ก็หมด แล้วก็สืบต่อกันไปเรื่อยๆ แต่ละขณะ จนรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้าแยก คนหนึ่ง ถ้าไม่มารวมกันเป็น หู ตา จมูก ลิ้น กาย จะมีไหม และธาตุรู้ก็หลากหลายมาก ถ้าไม่มีการเห็น สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ไม่ปรากฏ จะทำอย่างไร ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเห็นคือขณะที่ธาตุชนิดหนึ่งเกิดขึ้น ต้องรู้ เป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดแล้วต้องรู้ เหมือนกับรูปธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดเมื่อไรก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แต่นี่เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น กำลังเห็นขณะนี้ เห็นต้องเกิดกำลังเห็น กำลังได้ยิน ได้ยินต้องเกิด ได้ยินเสียงเฉพาะเสียงนั้นแล้วดับไป เสียงก็ดับ ได้ยินก็ดับ ธรรมทั้งหลาย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เฉพาะสิ่งที่มีปัจจัยเกิดจึงดับ ถูกต้องหรือไม่ นี่ใครกำลังนั่งอยู่ที่นี่ เป็นเขา เป็นใคร ก็คือเป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม มิเช่นนั้นแล้วเราก็อาจจะใช้คำว่า นามธรรม รูปธรรม ผิด คิดเอาเอง ว่านามธรรมคืออย่างนั้น รูปธรรมคืออย่างนี้ แต่เมื่อได้ฟังแล้วเข้าใจ ต่อไปนี้ตรงเลย ไม่สงสัยในความหมายของคำว่าธรรม ไม่สงสัยในคำว่านามธรรม ไม่สงสัยในคำว่ารูปธรรม และก็สามารถที่จะไตร่ตรองจนค่อยๆ เข้าใจ โกรธมีแน่ๆ ใช่ไหม เป็นธรรม หรือเปล่า เป็น มีจริงเป็นนามธรรม หรือ รูปธรรม สามารถเข้าใจได้ไม่ต้องถามใครเลย

    เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการฟังคือเป็นความเข้าใจถูกต้องของตนเอง ถ้าไม่ฟังแต่อยากเข้าใจ เอาเงินไปซื้อได้ไหม จำนวนสักเท่าไรก็ไม่มีทาง แต่ว่าหนทางเดียวที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ฟังคำของพระองค์ จึงเริ่มรู้ว่าพระองค์ตรัสจากการที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว มิฉะนั้นจะเอาคำต่างๆ เหล่านี้มาจากไหน ถ้าไม่รู้ความจริงว่าเดี๋ยวนี้เอง พระองค์ตรัสว่า ธรรมลึกซึ้ง ยากจะเห็นได้ เพราะเดี๋ยวนี้เห็นลึกซึ้ง เกิดขึ้นแล้วดับไปไม่มีใครรู้ ระหว่างฟังนี่มีคิดหรือไม่ ไม่ได้มีแต่ได้ยิน ถ้าคิดไม่เกิดจะมีคิดไหม ไม่มี คิดเกิดแล้วดับ นี่คือความลึกซึ้ง ซึ่งกำลังเป็นไป

    เพราะฉะนั้นธรรมจึงลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ แต่ด้วยพระมหากรุณา เห็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของการที่ทุกคนไม่ได้มีแต่เฉพาะชาตินี้ เกิดมาแล้วเท่าไหร่ รู้ได้จากการที่พระโพธิสัตว์ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะได้รู้ความจริง ต้องอบรมบารมีมากเท่าไรที่จะละสิ่งที่ไม่ดี เพราะสิ่งที่ไม่ดี โลภะ โทสะ โมหะ อย่างที่เราชินหู ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่ทุกคนมี และ จะละอย่างไร พยายามละเอง ไม่สำเร็จ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงความจริง ค่อยๆ เข้าใจในความไม่ใช่เรา ในความเป็นธรรมแต่ละอย่าง และ ทั้งหมดก็คือว่าเพราะไม่รู้ใช่ไหม เกิดอีกสักเท่าไรก็ไม่รู้

    เพราะฉะนั้นความรู้ต่างกับความไม่รู้ ก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการรู้ เพราะว่าจะจากโลกนี้ไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่ก็ไม่รู้อะไร กับการที่ได้ยินได้ฟังความจริง ถึงจะเกิดที่ไหนอย่างไรก็สามารถที่จะเริ่มรู้ความจริงของสิ่งนั้นๆ ได้ เมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธจ้าเป็นที่พึ่ง จึงฟังพระธรรมที่ทรงแสดงเป็นที่พึ่ง จึงขัดเกลากิเลสที่มี ซึ่งไม่สามารถที่จะหมดไปได้ โดยการที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ จนถึงความเป็นพระสังฆรัตนะ คือเป็นพระโสดาบัน หมดกิเลสระดับหนึ่ง แต่กิเลสก็ยังเหลืออีกมาก แล้วค่อยๆ เป็นผู้ที่ขัดเกลาต่อไปจนถึงความเป็นพระอรหันต์ แล้วอะไรจะขัดเกลา ถ้าไม่ใช่ความเห็นถูกต้อง ซึ่งแม้เดี๋ยวนี้เห็นผิดก็ไม่รู้ ถ้ามีคนบอกว่าเห็นผิด เชื่อไหม ยังไม่รู้อะไรเลย เห็นผิดอะไร ก็เห็นผิดว่าเป็นคน แต่ความจริงลองคิดดูสิ ถูกคืออะไร คือสิ่งที่กระทบตาปรากฏ และสิ่งที่กระทบตานี่ เล็กน้อย หรือว่าใหญ่โตมโหฬาร เป็นคน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ตาก็เล็กนิดเดียว แล้วทั้งตานี้ไม่ใช่จักขุประสาท ที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏได้ แต่เล็กกว่านั้นอีก เหมือนกับฟ้าแลบ สั้นแสนสั้น ยังไม่เป็นรูปร่างสัณฐานเลยก็ดับไป แต่ซ้ำอีกๆ จนปรากฏเป็น คิ้ว ตา จมูก ปาก ค่อยๆ จำไป จนกระทั่งหลับตาเดี๋ยวนี้ ไม่มีอะไรเลย ไม่เห็นอะไรเลย ลืมตาเห็นทุกอย่าง แสดงความรวดเร็วอย่างยิ่งของธรรมซึ่งเกิดดับ แล้วอย่างนี้จะไม่ลึกซึ้งหรือ

    เพราะฉะนั้นเริ่มมีความเคารพสูงสุดในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทำให้เกิดแสงสว่างคือความเข้าใจว่าแม้เดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นเลย เพราะสิ่งนั้นดับแล้ว ปรากฏนิดเดียวแล้วดับแล้ว ปรากฏนิดเดียวแล้วดับ จนกว่าจะสืบต่อปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน ที่ใช้คำว่า นิมิตตะ เป็นนิมิตหมดเลยเดี๋ยวนี้ ทุกอย่างที่ปรากฏ เพราะรวดเร็ว และ ความลึกซึ้ง คือ ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจในแต่ละหนึ่งที่รวมกัน จนกระทั่งแยกออก ไม่ปะปนกัน และก็สามารถที่จะตรงลักษณะนั้น จนถึงการเกิดดับได้ นี่คือการตรัสรู้ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ขณะไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นตัวตน แต่ต้องด้วยการที่ค่อยๆ เข้าใจ จนละความยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และผู้นั้นเองจะรู้ว่าละเมื่อไร ชีวิตประจำวันทั้งหมดเป็นธรรม ทุกวันนี่มีขณะไหนบ้างไหม ที่คิดถึงธรรม ต้องตรงว่าลืมใช่ไหม อยู่ที่นี่ยังคิดถึงเรื่องอื่นได้ ทั้งๆ ที่กำลังฟัง นี่คือธรรมใช่ไหม ธรรมประเภทไหน ประเภทไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นจึงมีขันติบารมี ขณะนี้ธรรมลึกซึ้งอย่างยิ่ง ได้ยินคำว่าบารมีมานานมาก มีเท่าไรก็จำได้ บารมี ๑๐ แต่บารมีคืออะไร และเพื่ออะไร จากความไม่รู้ กว่าจะรู้อีกนานเท่าไร ถ้าเป็นคนตรง ต้องมีปัญญาบารมี ที่รู้ความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ไม่รีบร้อนที่จะไปทำอะไรที่คิดว่าทำแล้วจะละกิเลส ไม่รู้จักกิเลส แล้วจะละกิเลสได้อย่างไร ไม่รู้จักความเห็นถูกต้องว่าต้องเริ่มอย่างไร ค่อยๆ สะสมความตรงต่อสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้แค่ไหน จึงสามารถที่จะค่อยๆ ละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นโลกที่รวมกัน แต่ละหนึ่งๆ ทุกคำจะทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว จึงรู้ว่านั่นเป็นคำของพระองค์

    เพราะฉะนั้นคำใดก็ตามที่พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ให้เริ่มเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยตั้งแต่เบื้องต้น แต่ถูกต้องคือ ธรรม ถ้าเป็นธรรมแล้วจะเป็นใครได้อย่างไร ธรรมหนึ่งก็ต้องเป็นธรรมหนึ่ง เห็นก็ต้องเป็นเห็น นกเห็นไหม งูเห็นไหม ถ้าไม่มีรูปร่าง จะรู้ไหมว่านกเห็น หรือ งูเห็น หรือ เต่าเห็น หรือ แมวเห็น แต่เพราะมีรูปร่างจึงบอกว่า คนเห็น นกเห็น แมวเห็น แต่ถ้าเห็นเท่านั้น เห็นเป็นนกไม่ได้ เห็นเป็นงูไม่ได้ เห็นเป็นอะไรไม่ได้เลย เห็นเป็นเห็น เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ใครยับยั้งได้ไหม ใครคิดว่าได้บ้าง นี่เป็นเรื่องที่จะเข้าใจ ธรรมเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น จะเกิดมาเป็นใคร ตอนที่เป็นเล็กๆ ยังไม่มีการใหญ่โตขึ้นมา ก็ยังไม่มีหูตาร่างกายใหญ่โตอย่างนี้ แต่แล้วสิ่งที่ทำให้หลากหลายต้องมี ทำไมเกิดมาแล้วไม่เหมือนกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมทั้งหมดทั้งปวง โดยประการทั้งปวงถึงที่สุด

    เพราะฉะนั้นถ้าฟังต่อไป ก็จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไม่ฟังเลยแล้วบอกว่านับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุด เป็นคนตรงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้น ฟังธรรมเพื่อมั่นคงในความเข้าใจ ไม่ใช่ไปอยากรู้ตรงนั้น อยากรู้ตรงนี้แต่ไม่เข้าใจสักคำว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นไม่รีบร้อนเลย เพราะว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนสืบต่อเป็นรูปร่างสัณฐาน ปรากฏเป็นแต่ละหนึ่ง ทีละหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นการเกิดดับของสภาพธรรมจะเร็วสักแค่ไหน มานั่งที่นี่ประมานได้ไหมว่าเห็นเกิดกี่ขณะ ตอนนี้เริ่มรู้ความจริงแล้วใช่ไหม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงทุกขณะ นี่คือการตรัสรู้ เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เริ่มมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พอที่จะรู้ความเป็นคนตรง และรู้ว่าธรรม คือ อะไรแล้วใช่ไหม ไม่ทราบว่ามีความคิดหรือมีความสงสัย มีปัญหาอะไรหรือไม่ ขอเชิญเลย ฟังแล้วไม่ลืมใช่ไหม หรือลืมแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจจริงๆ ไม่ลืม

    ผู้ฟัง ธรรมเป็นเรื่องที่ละความไม่รู้ ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายรายละเอียดให้ฟังด้วย

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี่เองใช่ไหม ถูกต้องไหม ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร ไม่รู้พระองค์ตรัสธรรมอะไร และอะไรเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อละความไม่รู้ ก็ตรงใช่ไหม ไม่รู้มากไหม เพิ่งจะรู้ว่าไม่รู้มากมาย ไม่รู้หมดเลย เห็นก็ไม่รู้ ได้ยินก็ไม่รู้ อะไรก็ไม่รู้ เป็นเราไปหมด เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปหมด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดง สิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น และก็ไม่ใช่ใครด้วย เป็นแต่เพียงธรรมหลายๆ ประเภทที่รวมกัน เกิดและก็ปรากฏความเป็นธาตุรู้บ้าง เป็นสภาพที่ไม่รู้บ้าง ไม่หยุดเลย เพราะไม่ได้ละความไม่รู้

    ผู้ฟัง คือถ้าเราไม่ได้มาฟังธรรมเราจะไม่รู้ความจริง แต่ที่ได้เริ่มมาฟังทำให้ได้รู้ความจริงเพิ่มขึ้น ได้รู้จักธรรม

    ท่านอาจารย์ และต้องเป็นคนตรงใช่ไหม ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้ เข้าใจคือเข้าใจ ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะละความสงสัย และความไม่รู้ได้ ถ้าไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร

    ผู้ฟัง ไม่รู้ก็คือเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ อะไรเป็นเรา

    ผู้ฟัง แต่ก่อนคือทุกอย่างเป็นเราหมด ไม่รู้ว่าเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ นี่คือการสนทนาธรรม เพื่อที่จะรู้ว่าใจจริงนั่นคืออย่างไร เพราะฉะนั้นอีกนานไหมกว่าจะรู้

    ผู้ฟัง อีกนาน

    ท่านอาจารย์ อดทนไหม

    ผู้ฟัง อดทน

    ท่านอาจารย์ ขณะที่ฟังขณะนี้ ก็มีความเพียรที่จะเข้าใจด้วย เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ทรงแสดงไว้มีจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อะไรเป็นอะไร แต่พอฟังแล้วเริ่มรู้ อะไรเป็นอะไร ไม่ใช่เรา ความเพียรมีไหม

    ผู้ฟัง ความเพียรมีจริง

    ท่านอาจารย์ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงขณะที่เกิดความเพียรละเอียดกว่านี้มาก จิตเกิดดับเร็วมาก แต่จิตไหนที่ประกอบด้วยความเพียร ซึ่งเป็นธรรมไม่ใช่เรา ถ้าไม่ฟังไม่มีทางรู้แน่ เพราะว่าแม้ขณะนี้ก็ยังไม่รู้จักสภาพนามธรรมละเอียดขึ้น รู้แต่ว่ามีธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ในขณะที่กำลังเห็นนี่แหละเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ธาตุคือสิ่งที่มีจริง เป็นอีกคำหนึ่งของธรรม หมายความว่า สิ่งที่มีจริงนั้นแหละ ใครไม่สามารถที่จะเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นได้ จริงหรือเปล่า ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ มั่นคง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงหนทางให้คนอื่นได้รู้ด้วย และนี่คือ หนทางคือความเข้าใจอย่างเดียว ถ้าไม่มีความเข้าใจแล้วไม่เป็นหนทาง หนทางก็คือหนทางไม่รู้ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้ฟังแล้วเข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง คือหนทางที่จะรู้ความจริง เริ่มจากความเข้าใจถูกใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเห็น เห็นเกิดแล้วดับ จริงหรือเปล่า ค่อยๆ มั่นคงขึ้น

    ผู้ฟัง มีคำถามที่ขอเรียนถามอาจารย์ว่า วิธีการในการทำความเข้าใจ อย่างเช่นการฟังธรรม มีขั้นตอนเบื้องต้นไหม เช่น การฟังควรจะเริ่มจากการฟังในเรื่องใด มีความยาก ความง่าย ในการฟัง หรือ การอ่าน หรือ การพิจารณา

    ท่านอาจารย์ ทุกคนคงได้ยินมงคลใช่ไหม แล้วก็บอกจำนวนได้ด้วย มงคล ๓๘ ตั้ง ๓๘ ใครมีครบบ้าง ใช่ไหม แต่ว่าถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ข้อที่หนึ่ง จะถึงข้อสุดท้ายไหม เพราะฉะนั้นข้อที่หนึ่งทุกคนก็คงไม่ลืม คำแรก ไม่คบคนพาล คนพาลคือคนไม่รู้ พูดอะไรก็ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจได้ เพราะฉะนั้นจะเริ่มต้นอย่างไรนี่ การสนทนาธรรม ก็เป็นมงคลหนึ่ง การฟังธรรมเป็นมงคลแน่ๆ เพราะเหตุว่าไม่ได้เคยได้ยินคำที่ได้เริ่มฟังเลย ธรรมเป็นต้น ใช่ไหมได้ยินแต่ก็ไม่ชัดเจน ต่อเมื่อไรมีความเข้าใจชัดเจนไม่เปลี่ยนเลย ใครจะพูดว่าอะไรเป็นธรรมก็ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ใครจะเปลี่ยนได้ ว่าสิ่งที่มีจริงนี่ ไม่จริง เห็นเดี๋ยวนี้จริง จะบอกว่าเห็นไม่จริงไม่ได้ นั่นคือไม่ตรง ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม มีการแสดงธรรมจากผู้ที่ได้ศึกษาธรรม ผู้ที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เคารพพระองค์สูงสุด ฟังด้วยการไตร่ตรอง ความละเอียดความลึกซึ้ง เพื่อเข้าใจ ไม่ละทิ้งการที่ต้องเข้าใจก่อน ไม่ใช่ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ เก็บไว้ก่อน แล้วเมื่อไรจะเข้าใจ คำแรกไม่เข้าใจ คำต่อไปเข้าใจไม่ได้ เพราะว่าสืบเนื่องกันด้วยเหตุนี้ต้องเป็นคนตรง

    เพราะฉะนั้น การสนทนาธรรมเป็นมงคลอย่างยิ่ง ด้วยเหตุว่าต่างคนต่างฟัง ต่างคนต่างคิด สนทนากันเพื่อต้องการรู้ความจริงถึงที่สุดนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น ขอถามเลย ท่านที่ถามนี่ว่าท่านฟังอะไร สนทนาธรรม ท่านฟังอะไร

    ผู้ฟัง ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน

    ท่านอาจารย์ ก็คือกำลังฟังสิ่งซึ่งบางคนอาจจะไม่เคยฟังมาก่อนเลย คนที่ได้ฟังแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจครบถ้วน ในแต่ละคำที่ได้ฟัง เช่นคำว่า ธรรม ตรัสรู้ หรือว่า อนัตตา อาจจะไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือ เคยได้ฟังผิวเผิน อย่างนั้นจะชื่อว่าเริ่มต้นไหม ถ้าไม่มีความเข้าใจมั่นคง เพราะฉะนั้นการฟังทุกครั้งนี่ ประโยชน์สูงสุด ก็คือว่าได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องสมกับที่ฟังธรรม จะใช้คำว่าเสียเวลาก็ได้ถ้าไม่เข้าใจเลย แต่ถ้าเข้าใจขึ้น เวลานั้นมีประโยชน์ที่สุด ที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นประโยชน์อย่างนี้ ในสังสารวัฎฏ์ เพราะได้รู้คำที่อาจจะชินหู ได้ยินได้ฟังมาบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ตามแต่ แต่เข้าใจความจริงความหมายจริงๆ ของสิ่งนั้นหรือเปล่า นี่คือการเริ่มต้น คือเริ่มต้นที่จะเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำที่ได้ฟัง ไม่เผิน อย่างคำว่า ธรรม โกรธ มีจริงเป็นธรรมหรือเปล่า

    พอเข้าใจแล้วก็ไม่สงสัยเลยว่านี่แหละธรรม แล้วโกรธใครทำให้โกรธเกิดขึ้น ไม่มีใครอยากจะโกรธแต่ก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่มีปัจจัย จึงเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครบังคับบัญชาว่าไม่ให้โกรธ แต่ไม่รู้ความจริงว่าโกรธเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น มากน้อยตามเหตุตามปัจจัย ถ้าโกรธนิดหน่อยเกือบจะไม่รู้สึกใช่ไหม ฝุ่นบนโต๊ะเห็นแล้ว เศษกระดาษสักนิดหนึ่งก็ไม่ชอบแล้วใช่ไหม แต่ว่าบางเรื่องใหญ่โตกว่านั้นมาก มากกว่าเศษกระดาษนิดเดียว หรือว่า ฝุ่นนิดหน่อย ตามเหตุตามปัจจัยบังคับบัญชาไม่ได้ นี่คือการฟังเพื่อให้รู้ความจริงว่า ไม่มีอะไรที่ใครจะทำได้ เพราะเป็นธรรมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น นี่คือการเริ่มต้น คือไม่ว่าฟังอะไรก็ตาม ฟังเพื่อเข้าใจ โดยเฉพาะถ้าบอกว่าฟังธรรม ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร และใครเป็นผู้ตรัสรู้ธรรม ทำไมเราจึงฟัง ทำไมเราไม่รู้เอง จึงต้องฟัง นี่คือฟังเมื่อไรก็ตามแต่ ขอให้เข้าใจคำที่ได้ฟัง ให้ละเอียดขึ้น ให้ตรงขึ้น ให้มั่นคงขึ้น

    เพราะฉะนั้นสำหรับวันนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำของพระองค์ลึกซึ้ง เพราะพระองค์ตรัสรู้สิ่งที่กำลังเป็นเดี๋ยวนี้ แต่ลึกซึ้ง คือไม่ว่าเห็นก็เกิดดับ ได้ยินก็เกิดดับ คิดก็เกิดดับ จึงไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งยั่งยืนเลยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความไม่เที่ยง แค่เกิดปรากฏแล้วหมดไป ไม่กลับมาอีกเลย อยากให้กลับใช่ไหม อยากให้ซ้ำอีก อยากให้ยิ่งกว่านั้นอีก แต่อนิจจัง ดับแล้วไม่กลับมาอีก ไม่สมหวัง เพราะฉะนั้นเป็นทุกข์ เพราะสิ่งนั้นไม่เที่ยง และ เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าจะพ้นทุกข์ได้ ก็คือสามารถที่จะรู้ว่า สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เป็นทุกข์อย่างไร และ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จะมีอะไรดับไปไหม เป็นสุขไหม ไม่ต้องเกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ ไม่หยุดเลย ในสังสารวัฎฏ์ แต่ว่าไม่ใช่หมายความว่า ฟังแล้วให้เป็นอย่างนี้ ยังไม่เห็นโทษแน่ๆ อีกนาน จนกว่าความรู้ความเข้าใจจะมั่นคง และละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้นปัญญาเท่านั้น ที่จะทำหน้าที่ที่จะละทุกข์ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญา ก็ยังคงติดข้องด้วยความไม่รู้ว่าขณะนี้ก็กำลังติดข้อง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    22 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ