ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๔๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ แต่การรู้ การจำความหมายของเสียงเป็นบัญญัติ รู้ได้โดยอาการที่สูงๆ ต่ำๆ ของเสียงนั้นเป็นสัททบัญญัติ เพราะฉะนั้น แต่ละคำในขณะนี้ถ้าคนที่ไม่ใช้ภาษาไทยเขาจะไม่รู้เลยว่าหมายความว่าอะไรแต่ละคำ คือไม่รู้ในสัททบัญญัติ

    เพียงแค่ได้ยินเสียงแต่ก็จำ จำจนกว่าจะคุ้นและเริ่มรู้ความหมายของสิ่งนั้นในภาษานั้น

    ด้วยเหตุนี้ ก็มีการศึกษาภาษาต่างๆ ตามเสียงที่ปรากฏสูงๆ ต่ำๆ และเข้าใจกันได้ด้วยความคุ้นเคย

    เพราะฉะนั้น ก็คงฟังแล้วเข้าใจคำว่าธรรมมีจริงๆ ถ้าไม่มีธรรม บัญญัติก็ไม่มี เพราะบัญญัติหรือปัญญัตติ คือ รู้ได้โดยอาการนั้นๆ

    ไม่ว่าจะทางตาเป็นสีสันวัณณะต่างๆ ทางหูเป็นเสียงต่างๆ ทางจมูกก็มีกลิ่นดอกไม้บ้าง กลิ่นขนมบ้าง แล้วแต่กลิ่น

    เพราะฉะนั้น ก็มีคำว่ากลิ่นดอกไม้ หรือกลิ่นขนม เมื่อมีคำว่าดอกไม้หรือขนม ขณะนั้นเป็นบัญญัติ ปัญญัตติ รู้ได้โดยอาการของกลิ่นนั้น กลิ่นแกงก็รู้ได้ กลิ่นแกงก็มีหลายกลิ่น

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าอยู่ในโลกซึ่งเป็นปรมัตถธรรม แต่มีปัญญัตติโดยอาการของปรมัตถธรรมซึ่งเกิดดับอย่างเร็ว ทำให้จำได้ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง

    และทางใจก็คิดนึกแต่เรื่องของสิ่งที่เป็นบัญญัติ ไม่ได้เข้าใจเลยถึงสภาพความจริงซึ่งเป็นปรมัตธรรม เพราะเข้าใจเมื่อใดเข้าใจว่าเป็นธรรม เมื่อนั้นจะไม่มีการยึดถือสภาพธรรมด้วยการหลงเข้าใจผิดว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง

    ถ้าได้ฟังอย่างนี้ นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงตรัสรู้ความจริง แต่ถ้าตราบใดที่ยังไม่ได้ยินได้ฟังเลย ก็ไม่มีความเข้าใจ ในเรื่องของธรรม ในเรื่องของบัญญัติ และยังมีอีกคำหนึ่งคือสมมติ คนนั้นเป็นใคร เป็นสามเณรหรือภิกษุ

    นี่คือสมมติแล้วใช่ไหม เขาชื่ออะไร ก็เป็นธรรมที่ปรากฏทางตา แต่ชื่ออะไร ต้องมีการสมมติเพื่อให้รู้ว่าหมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้น ก็มีทั้งปรมัตถธรรม แล้วมีปัญญัตติ และมีการที่จะรู้โดยการสมมติ คนนั้นเป็นเด็ก หรือว่าชาติอะไร เหล่านี้เป็นเรื่องของสมมติทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้น ซึ่งถ้าไม่เริ่มการศึกษาธรรมอย่างนี้ ไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ แต่เราจะพูดกันทุกวัน พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    แต่ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เมื่อเริ่มเข้าใจธรรมอย่างละเอียด ตามลำดับด้วย

    ขณะนี้มีธรรมหรือไม่ มีธรรม มีปัญญัตติหรือไม่ มีปัญญัตติ มีสมมติหรือไม่ มีสมมติ เข้าใจได้เลย ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ในสามคำนี้

    พระราชาเป็นอะไร สมมติใช่ไหม เห็นเป็นพระราชาหรือเปล่า ได้ยินเป็นพระราชาหรือเปล่า นี่คือสมมติจากปรมัตถธรรมที่มีโดยปัญญัตติ อาการที่ปรากฏให้รู้ได้จากปรมัตถธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้

    เพราะฉะนั้น กว่าจะเป็นปัญญาที่สามารถเจริญขึ้นเข้าใจแต่ละคำที่ทรงแสดงต้องเป็นผู้ที่มีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา แต่ไม่ใช่ระดับต้น ต้องต่อไปอีก มากกว่านั้น ต่อไปอีก จนกว่าจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามลำดับขั้น

    ผู้ฟัง มีคำถามเรื่องจิตกับวิญญาณ

    จิตต้องอาศัยกระบวนการคิดของสมองหรือไม่ จิตกับวิญญาณที่ชาวบ้านเห็นแล้วเรียกกันว่าผี ต่างกันอย่างไร

    อ.คำปั่น คำว่า จิต กับคำว่า วิญญาณ ขอกล่าวถึงโดยความหมายของพยัญชนะของทั้งสองนี้

    จิตคือ สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งซึ่งอารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ นี่คือความหมายของจิต

    คำว่า วิญญาณ เป็นอีกคำหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความเป็นจริงของนามธรรมคือจิตนั่นเอง แต่ทรงแสดงโดยนัยที่ว่าเป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ รู้แจ้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    และรู้แจ้งโดยไม่อาศัยทางใดๆ ด้วย นี่คือความเป็นจริงของวิญญาณ คือธรรมที่มีจริงในขณะนี้

    ที่กล่าวว่าเห็นซึ่งอาจจะเป็นผีหรืออะไรก็ตามนั้นเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่เห็น มีเห็นจริงๆ ในขณะนั้น และมีการคิดนึกเกิดสืบต่อไป เพราะเหตุว่าการเกิดในภพหนึ่งไม่ได้มีเฉพาะการเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น สัตว์ในภพภูมิอื่นก็มี เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี เกิดเป็นเปรตก็มี เกิดเป็นเทวดาก็มี

    ที่เกิดขึ้นเป็นไปนั้นคือสภาพธรรมที่มีจริงๆ และที่ไม่ขาดเลยคือจิตหรือวิญญาณ ซึ่งต้องมีสำหรับสัตว์ในภพภูมินั้นๆ

    ท่านอาจารย์ เก็บตกจากคำแต่ละคำเพื่อที่จะได้เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่าเวลาฟังเป็นเรื่องราวรู้สึกว่าจะเข้าใจพอสมควร แต่ความจริงถ้าเข้าใจจริงๆ ต้องทีละหนึ่งคำ อย่างเช่นคำว่า จิต กับคำว่า วิญญาณที่สงสัย

    ขณะนี้มีสภาพรู้แน่นอน เรียกอะไรก็ได้ใช่ไหม ภาษาไทย ภาษาจีน หรือภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาที่ดำรงพระศาสนาไว้ จึงใช้คำปาละ หรือปาลี คนไทยเรียกว่าภาษาบาลีซึ่งมีคำมากมาย คำที่หมายถึงของธาตุรู้ จะใช้คำว่า จิตตะ หรือวิญญาณะ มโน มนัส มนินทรีย์ ได้ทั้งหมดเลย

    แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่ามีสภาพรู้หรือธาตุรู้แน่นอน และมีสภาพธรรมซึ่งเกิดจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ก็ต่างกัน

    เป็นธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้นรู้ สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นไม่รู้ ถ้าโดยชื่อที่สมมติเรียกสภาพรู้คือนามธรรม สภาพที่ไม่รู้อะไรเลยคือรูปธรรม

    การศึกษาธรรมคือศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ใช้คำตามใจชอบ ที่เอาภาษาหนึ่งมาใช้กันแต่ไม่ได้เข้าใจภาษานั้นจริงๆ จึงเข้าใจกันผิดไป ทำให้ลำบากเวลาศึกษาธรรม เพราะเมื่อได้ฟังคำอะไรเเล้วเข้าใจคำนั้นในภาษาของตนซี่งไม่ใช่ความหมายทางธรรม

    จึงปะปนกันคิดว่าเข้าใจแล้ว อย่างเช่นคำว่าจิต ก็คิดว่าเข้าใจแล้ว คำว่าวิญญาณ ก็คิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ความจริงมีความลึกซึ้ง แม้ว่าเป็นสภาพรู้แต่ก็หลากหลายมาก ไม่ใช่มีแต่เห็นอย่างเดียว ไม่ใช่มีแต่ได้ยินอย่างเดียว แต่ยังมีคิดนึกด้วย

    ขณะนี้ที่ทุกคนมีครบคือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ มีตาไว้ทำไมถ้าไม่ใช่เพื่อเห็น ไม่มีประโยชน์เลยใช่ไหม อยู่ดีๆ ก็มีตาแล้วไม่เห็น

    แต่ว่ากรรมทำให้ตาเกิดขึ้นเป็นรูปที่ไม่รู้อะไรเลย เกิดเป็นตาก็ไม่รู้ ซึ่งรูปนี้เป็นรูปพิเศษเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ เป็นปัจจัยให้กรรมทำให้จิตเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป

    ลองคิดดู ตา ๑ หู ๑ จมูก ๑ ลิ้น ๑ กาย ๑ ยังมีอะไรอีกหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตาก็รู้อยู่ หูก็รู้ จมูกก็รู้ ลิ้นก็รู้ กายก็รู้ ยังมีอะไรอีก มีใจอีกหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น ทางที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏกล่าวได้เลยว่ามี ๖ ทาง ทางตากำลังเห็นแน่นอน กำลังเห็นอยู่ จะว่าไม่รู้ว่ามีอะไรปรากฏไม่ได้เพราะกำลังเห็น ทางหูก็ได้ยินเสียง ขณะใดก็ตามที่จิตได้ยินเกิดขึ้นต้องมีเสียงเพราะว่าได้ยินเสียง กลิ่นปรากฏลืมไปแล้วว่าขณะนั้นต้องมีธาตุที่กำลังรู้กลิ่นนั้น เฉพาะกลิ่นนั้นที่กำลังปรากฏแล้วดับไป

    ธาตุรู้เป็นธาตุรู้ สิ่งที่ไม่รู้เป็นสิ่งที่ไม่รู้ ทางตา หู จมูก กาย ลิ้นด้วย รับประทานอาหารวันละหลายครั้ง รสปรากฏกับธาตุที่กำลังลิ้มรส แต่เพราะลิ้นนั้นไม่รู้รส

    ถ้าไปวางอะไรไว้ที่ลิ้นหรือในปากคนที่กำลังนอนหลับ จิตไม่ได้เกิดขึ้นลิ้มรสเพราะขณะนั้นหลับสนิท

    ทางที่รู้จริงๆ ทุกวันตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกโลกเลยก็ว่าได้ แล้วแต่ว่าบางโลกมีไม่ครบเพราะอาจจะไม่มีทางลิ้น หรือไม่มีทางจมูกก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดที่ต่อไปที่จะทราบได้ว่า ทุกอย่างที่มี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่งถึงสิ่งที่มีซึ่งเรามี แต่ไม่เคยรู้

    เพราะฉะนั้น ทางรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดในวันหนึ่งๆ จะไม่พ้นจาก ตา ๑ หู ๑ จมูก ๑ ลิ้น ๑ กาย ๑ และใจ ๑ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสก็คิดนึก คิดมากโดยไม่รู้ตัวเลยว่า จริงๆ แล้วคิดมากกว่าที่เข้าใจว่ากำลังคิด เพราะทันทีที่เห็นเดี๋ยวนี้ก็คิดแล้ว เพียงแค่เห็นว่าเป็นอะไรนั่นคือคิดไม่ใช่เห็น

    แสดงว่าคิดต้องมากกว่าเห็น ด้วยเหตุนี้ ทรงบัญญัติใช้คำตามประเภทของธาตุรู้ซึ่งเป็นจิตไว้หลากหลายมาก

    ทางตา ชั่วขณะที่เห็นจริงๆ ใช้คำว่า จักขุวิญญาณะ ภาษาไทยเรียกว่า จักขุวิญญาณ

    ทางหู ยังไม่ได้รู้ว่าเสียงนั้นหมายความถึงอะไร ชั่วขณะที่ได้ยินเสียง เฉพาะได้ยินจริงๆ หนึ่งขณะๆ นั้นเป็นโสตวิญญาณะ หรือโสตวิญญาณ หมายความถึงธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นโดยอาศัยหู โสตวิญญาณะ

    ทางจมูก ขณะใดก็ตามขณะนั้นไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน แต่กำลังมีกลิ่นปรากฏ จิตนั้นก็ไม่ใช่จิตเห็นกลับมารู้กลิ่นได้ หรือว่าไม่ใช่ที่เห็นที่ดับแล้วมาได้ยิน เป็นจิตเดียวก็ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ว่ามีปัจจัยที่จะทำให้จิตแต่ละขณะเพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป

    ขณะใดก็ตามที่รสปรากฏ ขณะนั้นคือ ชิวหาวิญญาณะ ในภาษาบาลี

    ทางกาย ที่กระทบสัมผัสคือ กายวิญญาณ และทางใจคือ มโนวิญญาณ

    ดังนั้น ถ้ากล่าวถึงจิตโดยนัย ๖ ซึ่งเกิดขึ้นรู้อารมณ์ตามปกติทุกวันก็มี ๖ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทางใจเราอาจจะใช้คำว่าคิดนึกก็ได้ เป็นการแยกให้รู้ความต่างของจิต ขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่คิด ขณะที่ได้ยินไม่ใช่ขณะที่คิด

    เพราะฉะนั้น จิตกับวิญญาณจึงต่างกันตามกิจหรือตามประเภท ซึ่งทั้งจิตและวิญญาณคือธาตุรู้

    ถ้าใช้คำว่าจิต หมายถึงจิตทั่วไป ไม่จำแนกเลยว่าทางไหน แต่ถ้าใช้คำว่าวิญญาณมี ๖ ทาง ทางตา ๑ หู ๑ จมูก ๑ ลิ้น ๑ กาย ๑ ใจ ๑ ไม่อยากใช้คำภาษาบาลีก็ได้ แต่ถ้าใช้ก็ไม่ยากเพราะว่าคนไทยใช้คำภาษาบาลีในภาษาไทยกันมาก

    จิตมีมากมาย แต่ถ้าจะกล่าวเฉพาะวิญญาณ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ ครบ ๖ แล้วใช่หรือไม่ ต้องจำมากกว่านี้หรือเปล่า สำหรับ ๖ ทางในวันหนึ่งๆ

    คิดเป็นอะไร มโนวิญญาณ เพราะไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน กำลังได้กลิ่นเป็นวิญญาณอะไร ฆาน (ฆา-นะ) ภาษาบาลีว่า ฆานวิญญาณ เป็นจิตประเภทหนึ่งเท่านั้นที่เกิดขึ้นรู้กลิ่นได้โดยรู้แจ้งในกลิ่น

    ซึ่งจิตอื่นๆ ก็รู้กลิ่นด้วย แต่ไม่ได้ทำกิจรู้กลิ่นอย่างฆานวิญญาณ จะเห็นความเล็กน้อยของแต่ละขณะจิตซึ่งสั้นมากแล้วก็ไม่ปะปนกันด้วย เช่น ในขณะเห็นไม่ปนกับขณะที่กำลังรู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร เพราะเป็นชั่วหนึ่งขณะจิตที่เกิดขึ้นทำทัสสนกิจ

    คำว่าทัสนะ ทัศนา เหล่านี้ เราใช้ในภาษาไทยหมายความว่าเห็น

    เพราะฉะนั้น จิต ๕ ประเภท ๕ ทาง แต่ว่ามีถึง ๑๐ ดวง หรือ ๑๐ ชนิด เพราะว่าเป็นผลของกุศล ๑ อกุศล ๑ เหล่านี้คือความละเอียด ถ้ากล่าวโดยนัยของ ๖ คือรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นผลของกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม เช่นเห็นเกิดขึ้นเห็น ขณะนั้นเป็นจักขุวิญญาณ ๑ ใน ๖

    ดังนั้นเพียง ๖ ทุกวัน ใช้คำว่าวิญญาณเพื่อให้รู้ว่าเป็นหนึ่งขณะจิตสำคัญมาก เพราะว่าจิตนี้เกิดขึ้นโดยอุปปัตติ คือการเกิดขึ้นซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้

    ขณะนี้เสียงปรากฏแล้ว เกิดแล้ว ปรากฏแล้วโดยอุปปัตติ แต่ใครจะคิดถึงเสียงหรือไม่คิดถึงเสียงก็ได้ ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น จิตอื่นๆ นอกจากจิตเหล่านี้ใช้คำว่า มโนวิญญาณ ไม่ทราบว่ายุ่งยากไปหรือไม่ แต่คือชีวิตประจำวัน

    วิญญาณกับจิต คำถามนี้แสดงให้เห็นว่า เริ่มจะมีการเข้าใจความละเอียดของธรรมขึ้นว่าแม้จิตมีหลากหลาย แต่อย่าลืมว่าวันหนึ่งๆ มีจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    คงจะค่อยๆ เข้าใจแล้วได้เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ จากการได้เห็นความลึกซึ้งของธรรมว่าทำใดกล่าวถึงจิต ๖ ทาง เพราะเหตุว่าสำหรับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่ทางใจแม้เสียงปรากฏแต่ก็คิดเรื่องอื่นได้ ใช่ไหม

    หรือว่ากำลังฟังดนตรี ไม่คิดเรื่องอื่นเลย คิดแต่เรื่องเสียงที่ได้ยินได้ฟัง ขณะนั้นก็ไม่ใช่แต่เฉพาะทางหูมีทางใจคิดด้วย ธรรมละเอียดกว่านี้มาก ซึ่งถ้ามีศรัทธาและมีการเห็นประโยชน์คือปัญญา จะทำให้มีความเห็นถูก เข้าใจถูก และมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งยิ่งขึ้น

    เรื่องผี เรื่องสวรรค์ เรื่องนรก พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้หรือไหม ก็ไม่ได้เลย ปรมัตถธรรมคือเห็น ถ้าไม่คิดถึงผีหรือคนก็มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ใช่หรือไม่ แต่เมื่อรูปร่างสัณฐานต่างกัน

    อย่างนี้ไม่เคยเห็น รูปร่างพิกลพิการอย่างนี้ก็คิดว่าเป็นผี ใช่ไหม เพราะว่าในโลกนี้ก็เห็นมนุษย์ เห็นสัตว์เดรัจฉาน แต่รูปร่างอย่างอื่นไม่เคยเห็น อาจจะเป็นคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว

    ตายไปแล้วเกิดแล้วทันทีก็สามารถที่จะปรากฏรูปให้เห็นเหมือนที่เคยเป็น เราก็บอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่

    เราจึงเห็นรูปนั้น

    ทีหลังก็รู้ว่าเขาตายไปก่อนที่จะเห็นรูปนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ทั้งหมดไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    ไม่ทราบว่าเคยเล่าไปหรือยัง มีคนหนึ่งไปต่างประเทศแล้วพักโรงแรมที่มีชื่อเสียงว่าผีดุ แต่เขานอนหลับ แล้วเตียงก็สั่น แต่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าโรงแรมนั้นผีดุ เขาคิดว่าแผ่นดินไหวแล้วนอนหลับต่อไป ไม่เดือดร้อน

    เพราะฉะนั้น ทางกายมีสิ่งที่ไหวปรากฏ แต่ใจไม่คิดว่าเป็นผีจึงไม่กลัว ใช่ไหม แต่ถ้าคนที่คิดว่าเตียงสั่นมากเขาจะไม่คิดถึงเรื่องแผ่นดินไหวหรืออะไรเลย แต่คิดเรื่องผีในความคิดขณะนั้นก็เข้าใจว่าเป็นผี

    เพราะฉะนั้น ทั้งหมดอยู่ที่คิด สุขทุกข์ทั้งหมดอยู่ที่ใจ ที่สะสมความคิดต่อจากเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง เป็นเรื่องราว เป็นบุคคลต่างๆ เป็นพฤติกรรมต่างๆ เป็นเหตุการณ์ต่างๆ หวั่นไหวไปเพราะคิด

    แต่จิตที่เห็นชั่วขณะนั้นไม่เดือดร้อน เพราะเกิดขึ้นเพียงเห็นแล้วดับ แต่จิตที่ติดตามมามากมายจากการเห็นทำให้เดือดร้อน ซึ่งไม่ใช่ทางตาอย่างเดียวด้วย ยังมีทั้งทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ใจเก็บไว้หมดเลย

    ผู้ฟัง ขอคำอธิบายให้เข้าใจในประโยคที่ว่า เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน เป็นธรรมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมอย่างไรก็คือเป็นสิ่งที่มีจริง ธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริง พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ไปรู้สิ่งที่ไม่จริงหรือสิ่งที่ไม่มี ถ้าไม่มีจะตรัสรู้ได้อย่างไร เมื่อสิ่งใดมีเป็นอย่างไร จึงทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้นตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น

    เพราะฉะนั้น เห็นเป็นได้ยินได้ไหม เห็นเป็นคิดนึกได้ไหม เพราะฉะนั้น เห็นเป็นเห็น เมื่อเห็นเป็นเห็น เปลี่ยนเห็นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้นั่นคือธรรม

    ไม่ใช่ว่าธรรมไม่มีอะไรแล้วเรียกแต่ชื่อว่าธรรม แต่สิ่งที่มีจริงๆ ไม่ต้องเรียกก็เป็นธรรมเพราะเป็นจริงๆ มีจริงๆ อย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจธรรมก่อนว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีลักษณะแต่ละหนึ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พื้นฐานหรือเปล่า

    คิดถึงว่า ณ กาลครั้งหนึ่ง ๒๕๐๐ กว่าปี ชาวสาวัตถี หรือที่พระนครราชคฤห์ ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำที่เราได้ยิน แต่ว่าคนในครั้งนั้นฟังเข้าใจ เพราะเหตุว่าสะสมความเข้าใจมาแล้วในแต่ละชาติ อาจจะเป็นในสมัยของพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ทีละเล็กทีละน้อย จนถึงสมัยของพระสมณโคดมพระองค์นี้ เมื่อได้ฟังจึงเข้าใจทันที

    วันนี้เรายังไม่ได้เข้าใจทันที แต่ฟังต่อไปอีกสัก ๓ เดือน หรือ ๓ ปี มีกำหนดระยะเวลาไม่ได้เลย แล้วแต่ว่ามีการไตร่ตรอง มีศรัทธา เห็นประโยชน์ แล้วเป็นผู้ตรงเช่น เห็นเป็นเห็น เห็นเป็นอื่นไม่ได้ ก็จะทำให้เวลาที่ได้ฟังพระพุทธพจน์สามารถที่จะเข้าใจได้

    พื้นฐานก็คือว่า จากการที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลยหรือได้ยินได้ฟังคำคนอื่นเช่น นักจิตวิทยา นักปรัชญามีมากพูดเรื่องจิตและวิญญาณ หนังสืออยู่หลายเล่ม แต่ว่าไม่ใช่พระพุทธพจน์ ไม่ใช่คำที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว

    เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าคำใดเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ แล้วค่อยๆ พิจารณา ไตร่ตรองจนกระทั่งไม่ใช่เชื่อตาม แต่ว่าเป็นปัญญาความเห็นถูก ความเข้าใจของบุคคลนั้นซึ่งเกิดจากการไตร่ตรอง

    เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจบุคคลในครั้งนี้ไม่ได้เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ฟังเสียงจากที่พระองค์ตรัสโดยตรง แต่ยังมีพระธรรมซึ่งท่านพระอานนท์ได้กล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

    หมายความว่า ฟังและไม่ได้กล่าวเกินจากที่ได้ฟังมาแล้ว ฟังมาอย่างไรก็กล่าวอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น การฟังสิ่งซึ่งบุคคลในครั้งนั้นได้ฟังจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสืบต่อมาจนถึงคำที่เราได้ยิน คำใด ก็ตามที่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ให้เข้าใจขึ้น จากการไม่เคยเข้าใจเลยก็สามารถอ่านพระไตรปิฎกหรืออรรถกถาก็เข้าใจได้ เมื่อมีความเข้าใจในเรื่องของธรรมที่ได้สะสมมาแล้ว

    ผู้ฟัง เมื่อได้ฟังพระธรรมจะพ้นจากความเห็นผิด หมายความว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้คุณเรณูกำลังยืนอยู่ใช่หรือไม่ เป็นคุณเรณู หรือว่า เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน แข็งเป็นแข็ง ทุกอย่างแต่ละอย่างที่ปรากฏ แต่ละทางเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แล้วก็มีปัจจัยต้องเกิดเป็นธรรมนั้นๆ ไม่เป็นอื่น

    เห็นเป็นอื่นไม่ได้ เห็นเป็นคุณเรณูไม่ได้ เกิดแล้วดับแล้วจะเป็นคุณเรณูได้อย่างไร หรือจะเป็นคนอื่นก็ไม่ได้ทั้งสิ้น เห็นก็เป็นเห็นเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น สามารถที่จะทำให้พ้นจากความเข้าใจผิด เห็นผิด ที่หลงยึดถือสิ่งที่มีจริงว่าเป็นเรา จนกว่าจากโลกนี้ไปแล้วเป็นเราอีกไม่ได้ กรรมทำให้เป็นบุคคลอื่นทันที

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    28 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ