ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร จ.นครปฐม

    วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ แต่ขณะนี้แม้สภาพธรรมเกิดดับ ความไม่รู้และความเป็นเราที่เคยยึดถือมานานก็ปกปิดไว้ไม่สามารถที่จะเห็นได้ จนกว่าความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็ค่อยๆ คลายการที่เคยเป็นเราเห็น เพราะรู้ว่าขณะนี้เป็นแต่เพียงเห็นแล้วดับ ค่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะเข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายเพิ่มขึ้นแต่ละชาติ จนกว่าปัญญาจะเพิ่มขึ้นอีกสภาพธรรมก็ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะคลายความติดข้องว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง

    ผู้ฟัง ดังนั้นความกลัวที่ว่า ถ้าเรายังไม่เป็นพระโสดาบันเรามีสิทธิ์ไปตกนรก คือยังคิดว่า เป็นเราที่ตกนรก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ยังเป็นเราตลอดไปจนกว่าโสดาปฏิมรรคจิตเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่มีการที่จะเป็นเราอีกได้เลย ความเห็นผิดที่เคยยึดถือว่าเป็นเรามานานแสนนานดับไม่เกิดอีกเลย เพราะค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อยๆ เป็นการขัดเกลาความไม่รู้ เป็นการละคลายความต้องการ เพราะรู้ว่าไม่สามารถที่จะถึงด้วยความต้องการ แต่ความต้องการนั้นเองเป็นเครื่องกั้นไม่ให้รู้ความจริงของสภาพธรรม ต้องเป็นผู้ที่อดทนและเข้าใจบารมีทั้ง ๑๐ ชัดเจน ถ้าขาดบารมีหนึ่งบารมีใดก็ไม่สามารถที่จะละคลายความติดข้องได้

    ผู้ฟัง ละคลายความต้องการ เข้าใจไปเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจคือเข้าใจ ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ กล่าวแล้วไม่ใช่หรือว่าทุกอย่างเป็นธรรม จะหวั่นไหวอะไรนอกจากแม้ขณะนั้นก็เป็นธรรม สิ่งที่จะต้องเข้าใจอย่างมั่นคงคือ เป็นสิ่งที่มีจริงลักษณะหลากหลายมากซึ่งไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ทุกคนต้องจากโลกนี้แน่ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร เพราะฉะนั้นชีวิตที่ยังเหลืออยู่เพื่อเข้าใจพระธรรม

    ผู้ฟัง อยากจะถามว่าเมื่อตายไป แล้ววิญญาณมากมายที่มาเกิดตอนนี้มาจากไหน

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วต้องเข้าใจทุกคำ ที่พูดว่าวิญญาณแล้วไม่เข้าใจวิญญาณ เราควรจะเข้าใจก่อนใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คุณคำปั่นให้คำแปลของคำว่าวิญญาณ วิญญาณะในภาษาบาลี

    อ. คำปั่น คำภาษาบาลีว่าวิญญาณะ หรือคำไทยคือ วิญญาณ คำนี้กล่าวถึงธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง คือสภาพธรรมที่รู้แจ้งในอารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ เพราะฉะนั้นวิญญาณะ สภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่งคือกล่าวถึงจิตนั่นเอง ที่เกิดขึ้นเป็นไปรู้อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี่คือความเป็นจริงของคำว่า วิญญาณะ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจแล้วตามที่คุณคำปั่นได้แปลจากภาษาบาลี วิญญาณ หมายความถึงสภาพที่สามารถที่จะรู้ ขณะนี้มีเสียง ได้ยินหรือไม่

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ได้ยิน คือขณะนั้นกำลังรู้เฉพาะเสียง ไม่มีโลกอื่นเลย ขณะใดที่เสียงปรากฏ หมายความว่าต้องมีธาตุหรือมีธรรม หรือมีสภาพอย่างหนึ่งซึ่งสามารถที่จะได้ยินเสียงนั้น เสียงนั้นจึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้นขณะใดที่เสียงปรากฏ เราลืมว่าที่เสียงปรากฏได้เพราะมีธรรม สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งกำลังได้ยินเฉพาะเสียงนั้น แล้วเสียงก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แสดงว่าสภาพที่ได้ยินเฉพาะเสียงนั้นดับแล้ว เมื่อมีเสียงอื่นปรากฏก็ต้องเป็นสภาพที่ได้ยินเสียงแต่ไม่ใช่เสียงเก่า เป็นสภาพที่ได้ยินเสียงใหม่เฉพาะเสียงนั้นด้วย ไม่ใช่เสียงอื่น นี่คือความหมายของวิญญาณ

    เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ มีวิญญาณหรือไม่ ถ้าไม่มี ทุกคนที่นี่ตายแล้วเป็นศพทั้งหมด ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก ไม่รู้อะไรทั้งหมด แต่ที่ไม่เป็นอย่างนั้นเพราะว่ามีสภาพรู้ที่ยังเกิดดับสืบต่อ เดี๋ยวรู้นั่น เดี๋ยวรู้นี่ เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิดนึกต่างๆ ในวันหนึ่งๆ นั่นคือสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ เช่น เห็น เห็นเดี๋ยวนี้ เพียงหลับตามีอะไรปรากฏหรือไม่ ไม่มี

    ลองจำ หลับตาแล้วลองจำถึงสิ่งที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่นี้ ลองจำว่าเห็นอะไรบ้าง จำได้หรือไม่ ลองหลับตา เมื่อลืมตาก็มีมากมายให้เห็น เพียงแค่หลับตานิดเดียวไม่มีอะไรปรากฏแล้ว ลองจำ นึกทวนถึงที่ลืมตาว่ามีอะไรปรากฏ ใครนึกออกบ้าง ยาก ไม่มีทางเหมือนที่เห็นเลย

    ดังนั้นชั่วขณะที่เห็นก็ไม่รู้แล้วว่าแท้ที่จริง เห็นต้องมีสิ่งที่ถูกเห็นหรือปรากฏให้เห็น เฉพาะเห็นเท่านั้นที่กำลังเห็น เมื่อหลับตาไม่มีเห็น สิ่งนี้จะปรากฏเหมือนเดิมตอนที่เห็นเกิดไม่ได้ นี่เป็นความลึกซึ้งของสภาพรู้ ธาตุรู้ อย่างเช่น เสียงที่ได้ยิน ถ้าไม่ได้ยินก็ไม่มีเสียงปรากฏ แต่ขณะใดก็ตามที่เสียงปรากฏ เฉพาะเสียงนั้นด้วยไม่ใช่เสียงอื่น เพราะมีสภาพธรรมหรือธาตุที่ได้ยินเฉพาะเสียงนั้นเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น

    จะเห็นได้ว่าธาตุรู้เกิดดับเร็วมาก เกิดขึ้นหนึ่งก็รู้หนึ่งแล้วดับไป เกิดขึ้นอีกหนึ่งก็รู้หนึ่งแล้วดับไป เพราะฉะนั้น สภาพรู้คือจิต เราใช้คำว่าจิตแทนสภาพรู้ก็ได้ เกิดขึ้นรู้และดับ การดับไปของจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยที่ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ ถ้าจิตขณะก่อนยังไม่ดับไป จิตขณะต่อไปเกิดไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่โลกเป็นไป ที่ชีวิตเป็นไป ทุกอย่างปรากฏเป็นไปเพราะจิตเกิดขึ้นรู้แล้วดับ เกิดขึ้นรู้แล้วดับสืบต่อ ไม่มีระหว่างคั่นเลย จึงมีความคิดว่านั่นเป็นไก่ เพราะเห็นรูปร่างอย่างนั้น นั่นเป็นดอกไม้ นี่เป็นคน นั่นเป็นนก แล้วความคิดก็ยังคิดไปถึงว่าในโลกนี้จะมีไก่กี่ตัว ไก่มาจากไหน ไก่ตายแล้วไปไหน ก็คิดไปเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามคิดนั้นไม่เหมือนสิ่งที่ปรากฏจริงๆ เพราะเพียงแค่คิด คิดถึงไก่ ลองคิดรูปร่าง ตัวเล็ก ตัวใหญ่ สีอะไร ก็คิดไม่ออก เพียงแค่จำชื่อไว้นิดเดียวแต่ว่ารูปร่างไม่ปรากฏ เปลี่ยนจากไก่มาเป็นนก ลองคิดถึงนก แต่รูปร่างนกก็ไม่ได้ปรากฏในความคิด

    แต่เดี๋ยวนี้ใครจะรู้ว่าเห็นดับเร็วมาก แล้วจิตที่คิดโดยไม่เห็นสืบต่อจากเห็น จำสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นี้โดยไม่คลาดเคลื่อนเลยเพราะเร็วมาก เหมือนกับปรากฏว่ามีแต่เห็น แต่ความจริงมีเห็นแล้วก็มีคิดถึงสิ่งที่ปรากฏ สลับกันเร็วมาก โลกจึงปรากฏเป็นเห็นคน เห็นสัตว์ เห็นวัตถุสิ่งต่างๆ

    นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เป็นใคร แล้วเราเป็นใคร กว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้ได้ต้องอาศัยการฟังด้วยความศรัทธาจิตที่ผ่องใส รู้ว่าขณะใดก็ตามที่เข้าใจธรรมย่อมดีกว่าขณะที่ไม่ได้ยินได้ฟัง กี่ชาติมาแล้ว แล้วต่อไปอีกนานเท่าไรที่พระศาสนาจะอันตรธานจากโลกนี้ แต่ว่าโลกสวรรค์ยังมี

    ดังนั้นแล้วแต่ว่าสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก พอที่จะเป็นปัจจัยให้มีโอกาสได้ยินได้ฟังอีก เหมือนเดี๋ยวนี้ ซึ่งคราวก่อนที่เรามาเป็นปัจจัยให้ได้ฟัง แล้ววันนี้ก็มีปัจจัยให้ได้ฟังอีก และถึงแม้ว่าไม่ใช่วันก่อนกับวันนี้ ก็มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งยากที่จะได้ยินได้ฟัง

    ผู้ฟัง พระศรีอาริย์เป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป เพราะเหตุว่ากัปป์นี้คือกัปป์ที่เป็นภัทรกัปป์ มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๕ พระองค์ แต่แต่ละพระองค์ห่างกันมาก เพราะฉะนั้น ตราบใดที่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ซึ่งเป็นพระองค์ที่ ๔ ยังมีอยู่ ยังไม่อันตรธาน ก็ไม่ใช่สมัยที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งได้บำเพ็ญบารมีแล้ว ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปจะปรากฏ หรือว่าจะประสูติและตรัสรู้อีกในโลกนี้ ก็ไม่ต้องคิดถึง เราตายไปแล้วเกิดอีกตั้งกี่ครั้ง นานเท่าไรก็ไม่รู้

    เดี๋ยวนี้สำคัญที่สุดเพราะว่าอายุก็สั้นมาก ขณะนี้ยังไม่ตาย ยังมีโอกาสเห็น ยังมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ยังมีโอกาสได้ฟังแล้วฟังอีก จนกว่าจะได้เริ่มเข้าใจแล้วเป็นผู้ที่รู้จริงๆ ว่า นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่คำของคนอื่นแน่นอน เพราะจากการที่ไม่รู้อะไรเลยก็ได้ยินคำไหนแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น คำที่ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษามากมายเป็นวาจาสัจจะ เป็นคำจริงทั้งหมด ทุกคำเป็นคำของปัญญาด้วย

    ผู้ฟัง เคยฟังท่านอาจารย์กล่าวอยู่คำหนึ่งว่า การทำประโยชน์ให้ผู้อื่นแม้มากก็ไม่ควรให้เสียประโยชน์ตน ขออนุญาตให้การขยายความ

    ท่านอาจารย์ ยังมีคนอื่นแล้วก็ยังมีเรา เพราะฉะนั้น จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าไม่มีเราและไม่มีคนอื่น เป็นธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วเข้าใจอย่างนี้หรือยังว่าไม่มีเรา

    ผู้ฟัง พยายามจะเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น แต่ยังไม่มีความเข้าใจว่าไม่มีเรา และไม่มีเขา มีแต่ธรรม ความเข้าใจนี้ยังไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นประโยชน์จริงๆ คืออะไร

    ผู้ฟัง เวลาฟังธรรมหรือศึกษาพระธรรม จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากจะรู้มากเลย ได้ยินคำนั้นก็อยากจะรู้ ได้ยินคำนี้ก็อยากจะรู้

    ท่านอาจารย์ อยากรู้อะไร ต้องรู้ว่าอยากรู้อะไร

    ผู้ฟัง อยากรู้ว่าคำนั้นคืออะไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังแล้วรู้ แต่ต้องฟัง ไม่ใช่ว่าอยากรู้แล้วไม่ฟัง เวลาที่อยากรู้แล้วฟังก็จะได้พิจารณาว่าสิ่งที่รู้ สิ่งที่ได้ฟัง ถูกต้องหรือไม่ เมื่อฟังแล้วพิจารณาไตร่ตรองว่าสิ่งที่ได้ฟังถูกต้องหรือไม่ เพราะที่ต้องการรู้ความจริงไม่ใช่ความไม่จริง ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น อยากรู้อะไรก็ตามแต่ก็ต้องฟังเรื่องนั้น ฟังแล้วพิจารณาว่าถูกหรือไม่

    ผู้ฟัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่เราได้ฟังได้ทุกอย่าง

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เราพูดคำว่าธรรม เข้าใจได้หรือยัง เป็นสิ่งที่มีจริง เพียงเท่านี้ ค่อยๆ ไตร่ตรองจนกระทั่งมั่นคงเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะว่าเราจะไปพูดถึงสิ่งที่ไม่มีจริงเพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์เลยที่จะพูดถึงสิ่งที่ไม่มีจริง แต่เพราะว่าสิ่งนั้นมีจริงจึงควรที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริง ในภาษาไทยก็เป็นคำที่ยาว สิ่งที่มีจริง แต่ในครั้งนั้นคนที่แคว้นมคธได้ฟังพระผู้มีพระภาคตรัสจากพระโอษฐ์ ใช้คำว่าธรรม คนที่นั่นเข้าใจเลยว่าพูดถึงอะไร แต่สำหรับเราต้องมาแปลใช่หรือไม่ เลยมาติดอยู่ว่าฟังธรรม ฟังอะไร อะไรเป็นธรรม แต่ถ้าเราเป็นชาวมคธก็เข้าใจเลย แต่ถ้าเป็นภาษาไทย ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ในขณะนี้ก็มีสิ่งที่มีจริง

    พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ดูธรรมดาใช่หรือไม่ เห็นมี สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมี และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของเห็นและสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะมีจริงๆ ไม่ใช่ไปรู้เรื่องอื่น ขณะที่ได้ยิน ได้ยินมีจริง เสียงมีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของได้ยินและเสียง ทั้งหมด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้นที่ปรากฏให้รู้ว่าสิ่งนั้นๆ มี โดยอาศัยทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง แต่เรายังไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย

    เพราะฉะนั้น ฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ แล้วฟังแล้วเข้าใจหรือไม่ ไม่ได้พูดเรื่องอื่นเลย พูดเรื่องเห็น พูดถึงเรื่องสิ่งที่ปรากฏให้เห็น พูดถึงเรื่องคิด พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏ ทั้งหมดพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้ ธรรมไม่ต้องไปไกลเลย อยู่ตรงนี้ แต่ยาก ฟังครั้งเดียวไม่พอ แล้วจะรู้จริงๆ ว่าคือสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้นั่นเอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นแล้วจะรู้ความลึกซึ้ง ซึ่งเพียงแค่ฟังก็งง ถ้าบอกว่าเห็นอะไร ตอบได้หรือไม่ กำลังเห็นจริงๆ แต่เห็นอะไร จะตอบว่าอย่างไร กำลังเห็น

    ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ คำนี้ถูกต้องหรือไม่ เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็ยังงง เพราะว่าต้องเป็นปัญญาจริงๆ ที่เริ่มรู้ว่า ไม่มีอะไรเลยในสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ มีคนในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้หรือไม่ ดูโทรทัศน์มีคนมากหรือไม่ เดี๋ยวคนนั้น เดี๋ยวคนนี้ เดี๋ยวที่นั่น เดี๋ยวที่นี่ เดี๋ยวภูเขา เดี๋ยวต้นไม้ จริงหรือไม่ หรือว่าเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น

    กว่าจะไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ภูเขา ที่ยังจำรูปร่างอย่างนั้นไว้ว่าเป็นอะไร แต่สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่สิ่งที่จำไว้ในขณะที่ไม่เห็นเพราะว่าปรากฏจริงๆ แล้วถ้ารู้ความจริงว่าปรากฏสั้นมาก เร็วมาก หมดแล้วไม่เหลือเลย ยิ่งน่าอัศจรรย์ในพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงตรัสรู้ความจริงที่ละเอียดอย่างยิ่งว่า เดี๋ยวนี้กว่าจะละคลายการที่เคยเข้าใจว่าเห็นดอกไม้ เห็นคน เห็นหญ้า เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ แล้วรู้ว่าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเลยในขณะที่เพียงเห็น ต้องไม่ลืมว่า ไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเลยในขณะที่เพียงเห็น ไม่ว่ารูปภาพ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ไม่มีสิ่งต่างๆ ที่เราจำไว้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เลย ในสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ กว่าจะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเราเห็น และสิ่งที่ถูกเห็น ก็เป็นหลายอย่างเหลือเกินที่จำไว้ แต่ว่าความจริงสิ่งที่สามารถกระทบตาไม่ใช่สิ่งที่เป็นคน หรือเป็นสัตว์มากระทบได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เพียงกระทบตาได้ เหมือนเสียงกระทบหูได้

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้เป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นสิ่งที่มีจริงที่เพียงสามารถกระทบกับตา ตาก็ไม่เห็น ต้องเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้คือ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ หายสงสัยหรือไม่ กว่าจะหมดความสงสัยต้องเป็นปัญญาที่สามารถจะถึงความเป็นพระโสดาบัน เพราะรู้จริงๆ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีจริงชั่วขณะที่ปรากฏแสนสั้นแล้วดับไป จึงจะละคลายการยึดถือความติดข้องในสิ่งนั้นได้

    ดังนั้น อีกนานหรือไม่ ผู้ตรง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่มีเราที่จะไปเร่งรัดทำให้ความเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ สามารถเข้าถึงความจริงที่ได้ยินได้ฟังทันที แต่ต้องค่อยๆ อบรมไป ฟังไป เข้าใจไป แล้วแต่เหตุปัจจัยว่าจะได้ฟังอีกเมื่อไร ฟังแล้วจำได้หรือไม่ ฟังแล้วเริ่มเข้าใจขึ้นเพียงใด เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้เพราะเป็นอนัตตา

    รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วใช่หรือไม่ พระปัญญาคุณตรัสรู้ความจริงจนกระทั่งทำให้คนอื่นสามารถเข้าใจได้ ค่อยๆ อบรมความเข้าใจจนเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ นิพพานปรากฏได้หรือไม่ว่ามีจริงๆ ปรากฏได้กับปัญญาที่กำลังประจักษ์แจ้ง ขณะนั้นเราใช้คำว่าปัญญา คือความเข้าใจถูกในลักษณะซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เคยมีมาตลอดสังสารวัฏฏ์ แต่ต้องเป็นความเข้าใจ ถ้าไม่เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริงทีละเล็กทีละน้อย ไม่มีทางที่จะเข้าใจนิพพานได้ แต่ไปหลงว่านั่นเป็นนิพพาน นี่เป็นนิพพาน แต่ไม่ได้เข้าใจ เพราะอะไร แม้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ยังไม่เข้าใจ แล้วจะไปเข้าใจนิพพานได้อย่างไร ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ ไม่สงสัยเลยเวลาที่มีนิพพานปรากฏเพราะเข้าใจ ดังนั้นไม่ต้องไปหวังอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ว่าชื่อปัญญา ชื่อญาณ ชื่อสติปัฏฐาน ชื่ออะไรก็ตามแต่ ขอเพียงเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏเพิ่มขึ้น

    หนทางนี้เป็นหนทางละโลภะ ความติดข้อง ความอยากได้ เพราะว่าโลภะไม่เป็นเหตุที่จะให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ไม่เป็นเหตุให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะว่าเป็นการค่อยๆ ละคลายความติดข้อง จนกว่าสภาพธรรมปรากฏจริงตามที่ได้ฟัง เมื่อนั้นก็จะรู้ว่าตรงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง กำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเห็นหรือไม่ เมื่อไม่ได้ฟังก็ลืม

    ด้วยเหตุนี้จึงต้องฟังบ่อยๆ ผู้เป็นสาวกที่อยู่ที่พระวิหารเชตวัน เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปที่อื่น เพื่อทรงอนุเคราะห์บุคคลที่ได้สะสมบุญมาแล้วที่จะได้ฟัง ได้เข้าใจ พระภิกษุที่อยู่ที่พระวิหารเชตวันเหล่านั้นติดตามไปเพื่อฟังพระธรรม ทั้งๆ ที่ได้ฟังที่พระวิหารเชตวันบ่อยแล้ว แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปยังติดตามเพื่อฟังอีก เพราะรู้ว่าการฟังจะทำให้ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนั้น และกำลังได้ยินได้ฟังความจริงของสิ่งนั้นในขณะนั้นด้วย

    ผู้ฟัง ขอความกรุณาท่านอาจารย์ทบทวนคำว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง อีกสักครั้ง เพราะว่าในที่นี้มีผู้ใหม่อยู่หลายคน

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องเรียกอะไรเลยได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ หนีไปพ้นหรือไม่ เหลียวซ้ายแลขวา ตราบใดที่มีเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส ไม่ใช่เย็น ไม่ใช่ร้อน แต่ว่าเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น

    ถ้าลืมอย่างอื่นทั้งหมด เพียงเห็น มีอยู่สองอย่างคือ เห็นและสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงภาษาบาลี ภาษามคธีใช้คำว่าธรรม ต่อไปนี้เมื่อได้ยินคำว่าธรรม รู้เลยว่าหมายความถึงอะไร สิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งกำลังมีในขณะนั้นด้วย ถ้าทางหู หลับตาเสียงปรากฏ เสียงมีจริง ได้ยินมีจริง เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ในภาษาไทย เปลี่ยนเป็นภาษามคธี ภาษาบาลีก็คือเป็นธรรม เท่านั้นเอง เป็นเรื่องของภาษา ของคำแต่ละท้องถิ่นที่ใช้ต่างๆ กันไป จะเป็นภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้เข้าใจความจริงว่าขณะนี้มีจริงๆ ปรากฏจริงๆ เรียกอะไรก็ได้ ไม่เรียกได้หรือไม่ ไม่เรียกก็ได้ ไม่เรียกก็มี ไปเปลี่ยนให้ไม่มีก็ไม่ได้ เพราะมีจริงๆ

    ผู้ฟัง จากคำว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง บางท่านสงสัยว่ามีจริงอย่างไร แล้วเหตุใดเราถึงต้องทราบสิ่งที่มีจริงนั้น

    ท่านอาจารย์ ถ้าคนตาบอดไม่เห็นแล้วเราบอกว่าสีสันวันณะต่างๆ มีจริง สำหรับเขามีจริงหรือไม่ ไม่มีเพราะว่าไม่เห็น เพราะฉะนั้นมีเมื่อเห็น จริงเมื่อเห็น และมีสิ่งที่ถูกเห็น จริงเมื่อได้ยิน และมีสิ่งที่ถูกได้ยิน จะกล่าวว่าไม่จริงไม่ได้เลย นี่คือโลก แต่ละหนึ่งขณะ หนึ่งขณะ ตั้งแต่เกิดจนตายไม่พ้นเท่านี้เอง เมื่อวานก็เห็น เมื่อวานก็ได้ยิน เมื่อวานก็ลิ้มรส เมื่อวานก็คิดนึก เท่านี้ วันนี้ก็เท่านี้ พรุ่งนี้ก็อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วไม่มีอะไรเหลือเลย เพราะฉะนั้น เห็นไปเพื่ออะไร ตอบได้หรือยัง เห็นไปเพื่ออะไร ในเมื่อเพียงแค่เห็นแล้วหมดแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย แล้วจะเห็นไปเพื่ออะไร

    ผู้ฟัง ถึงแม้ว่าจะคิดว่าเห็นไปเพื่ออะไร ก็ยังต้องเห็นอยู่ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เห็นเพื่อเข้าใจสิ่งที่เห็น ดีกว่าเห็นแล้วก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจสิ่งที่เห็น เมื่อไม่รู้ก็ติดข้องทันทีเลยแล้วก็ละไม่ได้ด้วย ต้องไม่ลืมอริยสัจจ์ ๔ ความติดข้องหรือโลภะเป็นเหตุและทุกข์เป็นผล ตั้งต้นจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    12 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ