ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๔

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร จ.นครปฐม

    วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ ความติดข้องหรือโลภะเป็นเหตุ และทุกข์เป็นผล ตั้งต้นจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

    ผู้ฟัง ขอคำอธิบายในส่วนที่เกี่ยวกับนรกและสวรรค์

    ท่านอาจารย์ ดาวมีดวงเดียวหรือไม่ มีมากมายเลย ถ้าออกไปนอกโลก โลกเป็นดาวดวงหนึ่งหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่เกิดที่ใดก็ตามซึ่งมีธาตุรู้เกิดขึ้น เราก็บอกว่ามีสิ่งที่มีชีวิตแล้วแต่จะเรียกว่าเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรือเราจะใช้คำว่าเทวดา หรือนรก หรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าเป็นที่ว่างเปล่าไฟลุกโชนแต่ไม่มีสภาพรู้เลย นั่นคือไม่ใช่ภพภูมิใดๆ เลยใช่หรือไม่ เป็นแต่เพียงโลกหรือดาวดวงนั้นกำลังไหม้ หรือว่าจักรวาลจะเป็นอย่างไรขณะนั้นก็ไม่มีสิ่งที่มีชีวิตเลย แต่ว่าเมื่อมีสภาพรู้ หรือธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครมีสิทธิ์ยับยั้งการเกิดขึ้นได้เลย

    ไม่มีใครยับยั้งการเกิดของดวงดาวทั้งหลายได้ ไม่ว่าจะเรียกว่าดาวนั้นว่าอะไร อย่างไรก็ตามแต่ ยับยั้งไม่ให้เกิดไม่ได้ ฉันใด ธาตุรู้ก็ไม่มีใครยับยั้งไม่ให้เกิด เพราะเหตุว่าความจริงสิ่งที่มีจริงที่ใช้คำว่าธาตุต่างกันเป็นสองอย่าง ธาตุชนิดหนึ่งมีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด ต้องเกิดโดยอาศัยกันและกัน ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นลอยๆ หรือใครจะบังคับให้เกิดขึ้นได้

    เพราะฉะนั้น แม้แต่รูปธาตุ เช่น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่แยกจากกันเลย ถ้าศึกษาโดยละเอียด เป็นสิ่งที่เกิดมีขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ฉันใด ธาตุรู้ก็ไม่มีใครไปยับยั้งไม่ให้ธาตุชนิดนี้เกิด ซึ่งตามความเป็นจริงคือ สิ่งที่มีที่เกิดขึ้นต่างกันเป็นสองอย่าง คือสภาพอย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย กับสภาพที่มีจริงอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นและต้องรู้ ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ อย่างหนึ่งเกิดขึ้นรู้ อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นไม่รู้ ทั้งสองอย่างบังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น

    แข็งเกิดขึ้น เหมือนหนึ่งใช่หรือไม่ แต่ความจริงแข็งจะเกิดขึ้นโดยไม่อาศัยสภาพธรรมที่เกิดรวมกันอาศัยกันและกันไม่ได้ ซึ่งเราเรียกแข็งว่าปฐวีธาตุ หรือภาษาไทยเราเรียกว่าธาตุดิน ขณะนั้นต้องมีธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอยู่ด้วย เพราะเหตุว่าแม้ความเย็นความร้อนซึ่งเป็นอุตุ หรือว่าธาตุที่เป็นธาตุไฟ ไฟเย็นหรือไฟร้อนก็ต้องมีที่ตั้งคือธาตุดิน ถูกต้องหรือไม่ จะมีอย่างเดียวไม่ได้ ขณะนั้นต้องมีที่อาศัยของธาตุไฟด้วย และในขณะที่มีธาตุดินนั้นก็จะต้องมีลักษณะที่เย็นหรือร้อนรวมอยู่ด้วย และเกินกว่านั้นก็คือมีธาตุลม ไหวหรือตึง มิฉะนั้นอะไรๆ ก็ต้องอยู่กับที่เคลื่อนไหวไม่ได้เลย แต่ว่าเพราะมีธาตุนั้นอยู่ด้วยจึงเคลื่อนไหวไปได้

    กล่าวถึงธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลมแล้ว ก็ยังมีอีกธาตุหนึ่งคือธาตุน้ำ ซึ่งไม่ใช่น้ำที่เราดื่ม แต่ว่าเป็นธาตุที่เกาะกุมซึมซาบธาตุทั้ง ๓ ให้รวมอยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นธาตุทั้ง ๓ นี้ต้องอาศัยธาตุน้ำเกาะกุมไว้ รวมเป็น ๔ ธาตุแยกที่กันไม่ได้คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แต่ว่าปรากฏทีละอย่าง

    ขณะใดที่ปรากฏลักษณะที่เย็น ธาตุอ่อนหรือแข็งไม่ปรากฏ ขณะใดที่ลักษณะปรากฏอ่อนหรือแข็ง ธาตุเย็นหรือร้อนก็ไม่ปรากฏ ทั้งๆ ที่มีรวมกันอยู่ที่นี่ฉันใด ที่ใดที่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ต้องมีสิ่งที่กระทบตาได้ ภาษาบาลีจะใช้คำว่า วัณณะ หรือนิภาก็ได้ ภาษาไทยคือ "สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้" ซึ่งก็ยาวบางคนเลยเรียกว่า สี สีสันต่างๆ อยู่ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะไม่มีสีสันวัณณะที่กระทบตาให้ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น เวลาที่มีสีสันวัณณะปรากฏ เราจะรู้ได้ว่าธาตุลมมีมากน้อยเพียงใด หรือธาตุดิน ธาตุน้ำ ยาวสั้นเพียงใด กลมหรือว่าเหลี่ยม สัณฐานต่างๆ เพราะอาศัยสิ่งที่มีที่ธาตุนั้นกระทบตา ปรากฏเป็นสีสันให้รู้ขอบเขตว่าลักษณะนั้นเป็นอย่างไร

    ดังนั้นถ้ามีแต่เพียงโลกซึ่งเป็นรูปธรรม ไม่มีนามธรรมเลย ไม่ต้องเรียกว่านรกหรือสวรรค์ ถูกต้องหรือไม่เพราะไม่มีใครไปรู้ไปเห็น แต่ที่กล่าวว่า นรกหรือสวรรค์ ก็อาศัยว่าที่นั้นมากไปด้วยอะไร อย่างเช่นสวรรค์ต่างกับมนุษย์เพราะเหตุว่ามากไปด้วยสิ่งที่น่ารื่นรมย์ ทั้งสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา ไม่ต้องอาศัยสถาปนิกไปเขียนแบบอะไรเลย วิมานก็ต่างกันไปเพราะเป็นรูปที่เกิดจากอุตุซึ่งเกิดจากกรรม

    อุตุคือ ความเย็น ความร้อน สามารถที่จะทำให้เกิดพืชพรรณต่างๆ กันได้ ดิน น้ำ ไฟ ลม ทำให้เกิดพืชพรรณที่เป็นกล้วยไม้ เป็นดอกกุหลาบ เป็นอะไรหลากหลายกันมาก

    ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทำให้เกิดความหลากหลาย ฉันใด ธาตุรู้ก็หลากหลายมาก ฉันนั้น ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเห็น มีได้ยิน เวลาที่มีเสียงกระทบกับปสาทรูปซึ่งสามารถกระทบกันได้ ธาตุรู้ก็เกิดขึ้นได้ยิน สำหรับธาตุรู้เราใช้คำว่าจิตก็ได้ ที่ใดที่จิตรู้สิ่งที่น่ารื่นรมย์ น่าพอใจ ไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และใจก็คิดถึงในสิ่งที่น่าพอใจ ไม่มีอะไรน่าเกลียดเลย รื่นรมย์ไปทั้งหมดเราก็เรียกว่า "สวรรค์" แล้วถ้าที่ใดเต็มไปด้วยธาตุรู้ซึ่งต้องรู้กลิ่นไม่ดี รสไม่ดี เสียงไม่ดี สิ่งที่ปรากฏทางตาก็น่าเกลียด เราก็เรียกที่นั้นว่า "นรก"

    สำหรับมนุษย์เป็นสุคติภูมิ ไม่ใช่นรก ไม่ใช่สวรรค์ แต่ว่าบางกาลสุข บางกาลทุกข์ โดยบังคับบัญชาไม่ได้ ถ้าศึกษาต่อไปอีกก็คือเพราะธาตุที่เป็นกรรม เจตนาเกิดขึ้นเป็นไป ที่เป็นเจตนาที่ประกอบด้วยธรรมฝ่ายดีก็เจตนาไปในทางดี เจตนาที่ประกอบด้วยธรรมฝ่ายไม่ดี เจตนาก็ประทุษร้าย เบียดเบียนต่างๆ ผลก็คือขณะแรกของชาติหนึ่งชาติใดที่เกิด โดยเราไม่รู้เลยว่าเราจะเกิดที่ไหน แต่กรรมที่ได้กระทำแล้ว แรงกรรมทำให้เกิดได้ จากมนุษย์ไปสู่อเวจี อย่างเช่นท่านพระเทวทัต หรือว่าจากมนุษย์ไปสู่สวรรค์ อย่างที่ในพระไตรปิฎกมีข้อความที่กล่าวถึงเถระ เถรีคาถาต่างๆ หรือภพภูมิต่างๆ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านไม่ต้องอาศัยเครื่องบินเลย และเครื่องบินก็ไปได้ไม่ไกลเท่าที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปถึง คือสวรรค์ชั้นต่างๆ หรือพรหมโลก ท่านไปได้เพียงลัดนิ้วมือเดียว เพราะจิตเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ถึงแล้วที่นั่น

    ขณะนี้เราอยู่ในโลกนี้ ซึ่งก่อนโลกนี้ไม่มีความรู้เลยว่าชาติก่อนอยู่ที่ไหน จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะแรกของชาติต่อไปคือชาตินี้เกิดขึ้น โดยที่จากชาติก่อนมาเหมือนประตูที่ปิดสนิท ไม่รู้เลยว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง ผ่านมาแล้วก็ปิด แต่ว่าเดี๋ยวนี้เมื่อเกิดมาในโลกนี้ เราก็เห็นสิ่งที่มีในโลกนี้ แต่จากโลกนี้ไปแล้ว แรงกรรมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเหมือนเช่นท่านพระเทวทัต หรือว่าจะเป็นอย่างผู้ที่ได้ทำคุณงามความดี และกรรมดีทำให้สู่ความเป็นมนุษย์อีก หรือว่าสู่สวรรค์ชั้นต่างๆ ก็ได้

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงแต่หลอกลวงหรือข่มขู่ แต่ในพระไตรปิฎกแสดงเหตุที่จะให้ไปสู่โลกต่างๆ ด้วย แม้เหตุที่มาสู่โลกนี้คือ ผลของกรรมหนึ่งจากทานหรือศีลก็ได้ การช่วยเหลือสงเคราะห์คนอื่นก็ได้ กรรมดีที่ได้กระทำแล้วกรรมหนึ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดเป็นมนุษย์ แต่กรรมหนึ่งนั้นต่างกันมากเลย เหมือนทุกคนที่นั่งอยู่ที่เดียวกันที่นี่ เหมือนได้ยินเสียงเดียวกัน เรื่องเดียวกัน แต่ความเข้าใจต่างกัน เพราะจิตวิจิตรมาก วิจิตรคือต่างๆ ละเอียดยิบ แต่ละหนึ่งในแต่ละคนก็ไม่ใช่ขณะจิตเดียวกัน จึงเป็นความหลากหลายของการฟังธรรมแต่ละครั้ง บางครั้งฟังแล้วเข้าใจมาก บางครั้งก็สงสัย

    ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ประมาณไม่ได้เลย ปรากฏเป็นเพียงนิมิต เมื่อพูดถึงขันธ์ ๕ ที่เราคุ้นเคย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ซึ่งหมายความถึงจิต ที่ปรากฏคือเกิดดับสืบต่อปรากฏเป็นนิมิต อย่างเช่นขณะนี้จิตเห็นเกิด เราไม่รู้เลยว่าก่อนจิตเห็น จิตอะไรเกิด และก่อนจิตนั้นเกิด จิตอะไรเกิด

    แต่พระปัญญาคุณทรงแสดงความละเอียดยิ่งของจิตทุกขณะว่า จิตหนึ่งขณะประกอบด้วยนามธรรมซึ่งเป็นเจตสิกหลากหลาย มีเจตสิกจำนวนเท่าไรเกิดกับจิตประเภทนี้ และจิตประเภทนี้ต้องเกิดสืบต่อจากจิตประเภทนั้นเท่านั้น ไม่ใช่จิตประเภทอื่น และความเป็นปัจจัยของแต่ละหนึ่งอย่างเป็นปัจจัยโดยฐานะอะไร ละเอียดยิบ จึงรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจพระธรรม ตามที่พระองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"

    ถ้าเป็นชาวเมืองในสมัยนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จบิณฑบาต เขาไม่รู้จักพระองค์เลยเพราะไม่ได้ฟังพระธรรม แม้แต่พระเจ้าปุกกุสาติที่ได้พบกับพระพุทธเจ้าที่โรงช่างหม้อ ซึ่งนำมาแต่งเป็นเรื่องกามนิตวาสิฏฐี แต่ตามความจริงคือว่าท่านได้ยินได้ฟังพระธรรม และปรารถนาที่จะได้เฝ้าเพื่อฟังพระธรรมโดยตรง จึงออกจากเมืองของท่านแล้วพยายามเดินทางมาเฝ้า ซึ่งไกลมากกว่าจะได้พบ เมื่อพบและสนทนากันแล้วจึงรู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก่อนนั้นไม่รู้เลย

    ดังนั้น การที่ได้เห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ไม่มีทางที่จะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย และที่เราเรียกว่าพระพุทธรูปนั้นก็ไม่ใช่พระรูปจริงๆ เทียบกันไม่ได้เลย ไม่มีใครที่งามเกินพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่มีความงามรองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ พระนางพิมพายโสธรา เพราะเป็นผลของบุญที่ได้กระทำไว้ ทรงแสดงไว้ว่าส่วนต่างๆ ของพระกายแม้แต่พระเนตร ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดมาจากกรรมใดในชาติใดที่ได้กระทำแล้ว

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนที่เกิดมาหลากหลายกันมาก เป็นมนุษย์ เป็นหญิง เป็นชาย ต่างกัน สูง ต่ำ ดำ ขาว มีตาสองข้าง หู จมูก ลิ้น ก็ยังต่างกัน เมื่อเห็นก็จำได้เลยว่าใคร หลากหลายเพียงใดเพราะเหตุได้กระทำมาต่างกัน และจะต่างกันไปอีกทุกขณะจิต แม้สิ่งที่ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยแต่สะสมสืบต่ออยู่ในจิต

    การฟังวันนี้ ถ้าเข้าใจแล้วเป็นเหตุให้ฟังอีก เข้าใจอีกทีละเล็กทีละน้อย ชาติหน้ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรไม่มีทางเลยรู้ได้เลย เหมือนชาติก่อนเป็นใคร ชื่ออะไร ทำกรรมอะไรก็ไม่รู้ แต่ผลของกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมที่ดีทำให้เกิด แต่เนื่องจากอกุศลก็ยังมีมากมาย เพราะฉะนั้นประมาทไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่อยากจะไปภูมินั้นภูมินี้ จะปฏิบัติตน หรือทำความเข้าใจอย่างไร ถึงจะไปภูมิไหนได้

    ท่านอาจารย์ ต้องแล้วแต่เหตุ สำคัญที่สุด ผลทั้งหลายต้องแล้วแต่เหตุ เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าเหตุดีคืออะไร และเหตุไม่ดีคืออะไร เหตุที่ไม่ดีคือ โลภะ-ความติดข้อง โทสะ-ความขุ่นเคือง โมหะ-ความไม่รู้ รับรองได้เลยเกิดมาเพราะไม่รู้จึงได้เกิด และเมื่อไม่รู้จึงติดข้อง เห็นก็อยากเห็นอีก ไม่มีใครอยากตาบอดไม่เห็นอะไรเลย เมื่อได้ยินก็อยากได้ยินอีก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะไม่รู้จึงติดข้องในสิ่งนั้นทั้งหมด เมื่อไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นปัจจัยให้เกิดขุ่นเคือง-โทสะเกิด บังคับบัญชาไม่ได้ ทั้งหมดเพราะไม่รู้ นี่คือธรรมฝ่ายไม่ดี

    ส่วนธรรมทางฝ่ายดี เข้าใจตามความเป็นจริงเมื่อใดขณะนั้นเพราะรู้ เข้าใจคือความรู้ที่ถูกต้อง เป็นเหตุให้ไม่ติดข้องเพราะรู้ว่าติดข้องมากๆ ทุจริตเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าใครไปห้ามไม่ให้ติดข้อง แต่เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม นี่เป็นประการแรกสุดที่จะรู้ว่า สามารถที่จะไม่ไปสู่อบายภูมิ เพราะว่าใครก็ไม่อยากจะไปนรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่อยากไปแน่ แต่เมื่อยังมีโลภะอยู่แต่ไม่ถึงกับทุจริตกรรม แล้วยังมีการสะสมของกุศล ความเข้าใจถูกซึ่งเป็นเหตุให้ไม่ติดข้อง เมื่อไม่ติดข้องความขุ่นเคืองก็น้อยลง ถ้าติดข้องมากความขุ่นเคืองก็มาก ถ้าติดข้องน้อย ความขุ่นเคืองก็น้อย

    เราชอบอะไรมากๆ เมื่อสิ่งนั้นสูญหายก็เสียใจ ถ้าชอบไม่มากก็เสียใจน้อยหน่อย แต่ก็ยังเสียดายเพราะชอบ ถ้าสามารถสละให้ได้หมายความว่า ขณะนั้นไม่ได้ติดข้องในสิ่งนั้น แต่ถ้าสละด้วยความหวังเพื่อที่จะได้อย่างอื่นก็ต่างกัน บางคนให้แล้วเสียดายเพราะยังเหลือความติดข้องอยู่ เป็นความละเอียดอย่างยิ่งของธรรม ซึ่งตรง ธรรมตรงที่สุด กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล เมื่อกุศลเป็นสิ่งที่ดี ความตรงคือนำมาซึ่งผลที่ดี เมื่ออกุศลเป็นสิ่งที่ไม่ดี จะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะเข้าใจ แม้อกุศลมี แต่มีระดับไหน

    ทั้งกุศลและอกุศลมีระดับขั้นด้วย เช่น ขณะนี้มีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้นกาย เป็นธรรมดา มาจากคำภาษาบาลีว่าธรรมตา ภาษาบาลีไม่ใช้ตัว ด แต่เป็นตัว ต ที่คนไทยเราพูดคำว่าธรรมดาๆ เหมือนเข้าใจว่าธรรมดาก็ต้องเป็นธรรมดา คือ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เป็นธรรมดา ถึงฤดูร้อนก็ร้อนเป็นธรรมดา เพราะว่าเป็นธรรมที่ต้องเป็นไปตามธรรมนั้นๆ เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่ว่าเมื่อศึกษาธรรมแล้วเข้าใจขึ้น ธรรมดาคือถูกที่สุด จะไม่เป็นธรรมดาได้อย่างไร ในเมื่อธรรมใดก็ต้องเป็นไปตามธรรมนั้น จะเป็นไปตามธรรมอื่นไม่ได้

    เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมทำให้เราสามารถที่จะรู้ตรงในเหตุและผล ถ้าเป็นอกุศลขั้นที่ทำทุจริตกรรมแล้วจะนำไปสู่อบายภูมิ คือเบียดเบียนบุคคลอื่นให้เดือดร้อน ซึ่งความจริงแล้วแม้อกุศลเพียงเล็กน้อยนิดเดียว เกิดเมื่อไรก็เบียดเบียนจิตให้เดือดร้อนโดยไม่รู้ แต่เมื่อเป็นอกุศลมากๆ จนกระทำการทุจริต ซึ่งขณะนั้นก็เบียดเบียนแรง ผลของทุจริตกรรมนั้นทำให้ไปสู่อบายภูมิ

    สำหรับโลภะก็มีหลายขั้น ชอบรับประทานอาหารอร่อย ไม่ต้องไปทรมานตัวเพราะเหตุว่า ขณะนั้นเกิดแล้ว เป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่ใช่เรา ที่สำคัญที่สุดคือรู้ความจริงว่า เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ปัญญานี้จึงสามารถที่จะทำให้ถึงภูมิที่สูงขึ้นๆ ตามขั้นด้วย

    ในสมัยที่ยังไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนที่ทำดีก็มี คนที่ทำชั่วก็มี ตามการสะสม แต่ว่าคนที่เห็นโทษของความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย รู้ว่าจิตหวั่นไหวทั้งวันด้วยความอยากได้ ด้วยความติดข้อง ผู้ที่เห็นโทษเหล่านั้นก็รู้หนทางว่า ทำอย่างไรจิตถึงจะพ้นจากความหวั่นไหวเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

    โผฏฐัพพะหมายความถึง เย็นหรือร้อน๑ อ่อนหรือแข็ง๑ ตึงหรือไหว๑ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม ๓ ธาตุที่สามารถกระทบกายและจิตเกิดขึ้นรู้ทีละหนึ่ง แต่ว่าเมื่อมีถึง ๓ ก็รวมเรียกว่าโผฏฐัพพะ ซึ่งหมายความถึงสิ่งที่กระทบกายได้ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เราติดทั้งวัน เห็นก็ติด ได้ยินก็ติด แต่ผู้ที่เห็นโทษมีปัญญาระดับที่สามารถที่จะรู้ว่า ขณะใดจิตสงบจากความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ท่านเหล่านั้นอบรมกุศลจิตจากสิ่งที่เมื่อปรากฏแล้วกุศลจิตเกิด เช่น อสุภะ ซากศพ วันหนึ่งต้องเป็นอย่างนั้น ใครหนีพ้น ไม่มีใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ควรที่จะไม่ติดข้องในสิ่งซึ่งมีและในที่สุดก็ไม่มี แน่นอน ซึ่งจริงๆ แล้วเร็วยิ่งกว่านั้นอีก ไม่ต้องไปรอถึงวันนั้น เพราะเหตุว่าผู้ที่ทรงตรัสรู้ ทรงแสดงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับเป็นธรรมดา แต่เร็วมาก ขณะนี้ ขั้นคิด ลองคิด จากไม่เห็น แล้วก็เห็น แล้วทั้งเห็นและสิ่งที่ถูกเห็นก็ดับไป ไม่กลับมาอีก แล้วประโยชน์อะไรที่จะเห็น

    เริ่มเข้าใจแล้วว่าเกิดมาต้องเห็น ไม่ใช่เพียงแค่ต้องเห็น ยังติดข้องในสิ่งที่ปรากฏด้วย ยังมีกิเลสอีกมากมายที่ติดตามมาเพราะเห็น เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมากมายเลย เป็นวิชาการต่างๆ มากมาย เป็นเพชรนิลจินดา เป็นช่างทอง ช่างเพชร สารพัดอย่าง แล้วก็ไม่มี จากเห็นนิดเดียวแล้วสิ่งนั้นไม่กลับมาให้เห็นอีกเลย ถ้าสามารถที่จะรู้อย่างนี้จริงๆ ก็มีปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูก แต่ว่าผู้ที่ไม่มีปัญญาระดับนี้ เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ยินได้ฟังคำพระผู้มีพระภาคทรงแสดง ก็เพียงคิดเองว่าการที่วันหนึ่งๆ เพียงเห็น เพียงได้ยิน แล้วไม่มีอะไรที่ยังเหลือที่จะทำให้เป็นสิ่งที่ไม่เศร้าหมอง ท่านเห็นกิเลสเป็นสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง

    ท่านรู้หนทางที่จะทำให้จิตสงบจากความเศร้าหมอง อบรมความสงบจนกระทั่งถึงระดับที่ไม่มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส รู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏทางใจที่ทำให้สงบถึงขั้นฌานจิต ซึ่งเป็นอีกภูมิหนึ่งของจิต ไม่ใช่จิตระดับที่เกิดมาทุกวันก็เป็นอย่างนี้ เห็น ได้ยิน ไปเรื่อยๆ แต่ท่านรู้ว่าทั้งหมดโลกนี้ที่เราพอใจจริงๆ คืออะไร ถ้าไม่มีธาตุดินคืออ่อนและแข็ง จะมีสิ่งที่กระทบตาให้เห็นได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ นั้นเป็นเพียงแค่ธาตุดินอ่อนหรือแข็ง จริงหรือไม่ อาหารอร่อยๆ อยู่ที่ไหน อยู่ที่อ่อนหรือแข็ง ซึ่งเป็นที่อาศัยของรสต่างๆ กลิ่นต่างๆ สีต่างๆ

    เพราะฉะนั้น โลกนี้ทั้งหมดคือเพียงแค่ดิน คำว่า ปฐวีกสิณ หมายความถึง คิดถึงสิ่งที่เป็นธาตุดินเท่านั้น ไม่มีอะไรเลยนอกจากอ่อนหรือแข็ง แล้วจะปราถนาไปเพื่ออะไร แล้วกว่าจิตจะสงบได้จากการที่มั่นคงในการที่รู้ว่า ทั้งหมดก็เป็นเพียงดิน จนกระทั่งไม่หวั่นไหว จนกระทั่งถึงระดับขั้นของจิตที่เรียกว่าฌานจิต เพราะไม่มีการเห็น การได้ยิน ให้หวั่นไหวเลย แต่จิตสงบมั่นคงอยู่ที่ปฐวีกสิณ ซึ่งขณะนั้นทำให้จิตน้อมอยู่ที่สภาพของธาตุดินอย่างเดียวเท่านั้น

    ไม่ต้องไปอยากจะเป็นอย่างนั้นเลย เพราะถึงจะเป็นอย่างนั้นได้เพียงชั่วคราว อย่างไรก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก คนที่เกิดในนรกหรือบนสวรรค์ก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ อย่างเช่น เทวดาที่ท่านกำลังเพลิดเพลินอยู่บนสวรรค์ ท่านรู้ว่าจากชาตินี้แล้วจะเกิดในนรก จึงได้มาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อฟังพระธรรม

    ดังนั้น โลกนี้น่าอัศจรรย์จริงๆ แม้เพียงขณะนี้ก็น่าอัศจรรย์ว่า เหตุใดจึงมีเห็นเกิดได้ โดยที่ไม่มีใครทำเลยแต่มีเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริง จนกระทั่งค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราก็คือธรรมแต่ละหนึ่ง เท่านั้นเอง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    14 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ