ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น

    วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕


    ผู้ฟัง ขอเรียนถามว่า มีเหตุมีผลอย่างไรว่ามนุษย์มาจากไหน

    ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะถามว่ามนุษย์มาจากไหน ไม่ทราบว่ารู้จักมนุษย์หรือยัง ต้องรู้จักทุกคำ มิฉะนั้นพูดคำที่ไม่รู้จักแน่นอน จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงแสดงธรรมทุกอย่างที่มีจริงไม่ว่าเราจะเรียกชื่อว่าอะไร นี่คือเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงชื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระปัญญาคุณไม่มีใครเทียบได้ในสากลจักรวาล พระองค์ทรงแสดงความจริงให้รู้ตามความเป็นจริงทุกอย่าง ไม่เว้นเลยสักคำ เช่นคำว่า มนุษย์มาจากไหน หลายคำ

    รู้จักมนุษย์หรือยัง ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะมีนักหลายนัก นักวิทยาศาสตร์ นักอะไรสารพัดอย่างที่จะกล่าวถึงมนุษย์ แต่ว่ารู้จักมนุษย์หรือยัง เต็มห้องนี้มนุษย์ใช่หรือไม่ แต่ว่ารู้จักมนุษย์จริงๆ หรือไม่

    ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่นเลย กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทุกขณะ ใครจะคิด ทุกขณะไม่เว้นเลยตั้งแต่เกิดจนตายอย่างละเอียดยิ่ง ซึ่งสามารถที่จะรู้ได้เพราะว่าเดี๋ยวนี้ก็เป็นหนึ่งขณะ แล้วนั่งอยู่ที่นี่หลายขณะนับไม่ถ้วน ใครรู้ความจริงของแต่ละหนึ่งขณะบ้าง ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีทางรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่มีทางรู้จักคำที่พูดกันทุกคำ แม้แต่คำว่ามนุษย์มาจากไหน รู้จักมนุษย์หรือยัง

    ผู้ฟัง ถ้าพูดถึงมนุษย์ เราต้องเกิดมาจากพ่อแม่ใช่หรือไม่ ถามว่าพ่อแม่คู่แรกมาจากไหน

    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าได้ยินคำอะไรก็คิดตามคำนั้น เดี๋ยวนี้ก็กำลังคิด แต่ไม่ได้คิดตามคำที่ได้ยินเดี๋ยวนี้ ไปคิดถึงคำที่เคยได้ยินมาแล้วว่า มนุษย์มาจากไหน แต่ว่าเดี๋ยวนี้มนุษย์ก็นั่งอยู่ที่นี่ แล้วรู้จักมนุษย์หรือยัง เพราะถ้าเราจะพูดอะไรไปโดยที่เราไม่ได้เข้าใจจริงๆ เราสามารถที่จะหมดความสงสัยได้หรือไม่

    เขาว่ามนุษย์ เราก็มนุษย์ไปด้วย แล้วมนุษย์อยู่ไหน ก็คิดถึงที่อยู่อีกว่าอยู่ไหน แต่ว่าตามความเป็นจริง ถ้าเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยความเคารพ ที่จะศึกษาว่าคำนั้นจริงหรือไม่จริงแล้วไตร่ตรองด้วยตัวเอง พระองค์ทรงแสดงว่ามนุษย์คืออะไรหรือไม่ ไม่ใช่บอกว่ามนุษย์อยู่ไหน โดยที่ยังไม่รู้ว่ามนุษย์คืออะไร

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความเคารพสูงสุดในพระรัตนตรัยย่อมรู้ว่า เทียบปัญญาของเรา กับผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม หมดกิเลสจนถึงความเป็นพระอรหันต์ และไม่ใช่พระอรหันต์ทั่วๆ ไปเหมือนกับพระอรหันต์ที่เป็นสาวก แต่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดดู แล้วเราจะไม่ฟังคำของพระองค์และเราคิดเอง ถ้ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตอบได้ว่า มนุษย์คืออะไร เริ่มรู้จักตัวเอง ไม่ใช่มีเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาชวนให้คิดตามที่เขาพูด แต่ไม่ได้ฟังคำที่กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้

    ได้สนทนาธรรมกับนักเขียนชาวอเมริกันท่านหนึ่งที่หนังสือของเขาขายดียอดเยี่ยม คำถามของเขา คำตอบของเขาแสดงความเข้าใจ ได้ถามให้เขาคิด เมื่อท่านผู้นี้ได้ยินคำถาม เขาไม่รีบร้อนตอบ เห็นความต่างหรือไม่ ทุกคำต้องฟัง ต้องไตร่ตรอง จึงสามารถจะเข้าใจตามความเป็นจริงได้ เขาไม่รีบร้อนตอบเพราะเขาคิดว่าคำตอบไม่สำคัญ เท่ากับคนที่ถูกถามเข้าใจคำถามแล้วจึงตอบคำถาม ถ้าคนที่ถูกถามไม่เข้าใจคำถาม จะตอบตรงคำถามได้หรือไม่ ถ้ามีคนถามว่ามนุษย์มาจากไหน ต้องถามเขาว่าที่พูดคำว่ามนุษย์ รู้จักมนุษย์หรือไม่ ใครก็ตามได้ยินคำว่ามนุษย์ รู้จักมนุษย์หรือไม่ จะได้พูดเรื่องมนุษย์กันให้ถูกต้องต่อไป ถ้ายังไม่รู้จักมนุษย์แล้วจะพูดเรื่องมนุษย์ได้หรือ

    ขอถามผู้ที่ถามเรื่องมนุษย์ว่า มนุษย์คืออะไร มนุษย์มีจริงๆ หรือไม่ คำถามเหมือนธรรมดาที่สุด แต่คำตอบเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งถ้าคนที่ไม่เคยฟังคำของพระองค์จะนึกไม่ถึงเลยว่ารู้จักมนุษย์หรือยัง มนุษย์ที่นั่งอยู่ที่นี่มากมายหลายท่าน รู้จักมนุษย์หรือยัง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะพูดเป็นสำนวน แต่สนทนากันเพื่อความเข้าใจจริงๆ ว่า ตั้งแต่เกิดจนตายถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจะไม่รู้จักคำที่เราพูดเลยสักคำ

    กำลังเห็นใช่หรือไม่ รู้จักเห็นหรือไม่ เหมือนกับกำลังนั่งอยู่ที่นี่เป็นมนุษย์

    ผู้ฟัง ขออนุญาตถามอีกครั้ง มีคำถามว่า มนุษย์คู่แรกมาจากไหน เขาให้คำตอบว่า สิ่งมีชีวิตย่อมเกิดมาจากสิ่งที่มีชีวิต ถ้ามีคนถามเช่นนี้ ทางศาสนาพุทธเรามีคำตอบว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่สำหรับตอบแต่สำหรับเข้าใจ ตอบไปแต่ไม่เข้าใจจะมีประโยชน์อะไร ทั้งหมดที่เรามาอยู่ตรงนี้ก็เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อตอบแต่เพื่อเข้าใจความจริง ขณะนี้ต้องมีสิ่งที่มีจริงและมีความจริงแน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงนั้นคืออะไร เรามาเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อใครนำเรื่องอะไรมาถามแล้วเราก็ตอบไป ซึ่งจะไม่จบเพราะต้องตอบคำถามเหล่านั้นมากมายไปหมด หรือว่าถามให้เข้าใจกันจริงๆ แม้แต่คำที่พูดนั้นหมายถึงอะไร มีจริงหรือไม่ ต้องเป็นเรื่องความเข้าใจถูกต้อง

    คำพูดไม่ใช่หมายความว่าทุกคนต้องเชื่อ แต่หมายความว่าคำนี้จริงหรือไม่ ไตร่ตรองดูว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง อะไรไม่จริง นั่นจึงจะเป็นประโยชน์ของการที่ได้รู้ความจริง พุทธะคือผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้ตอบเรื่องราวต่างๆ แต่พุทธะคือ ผู้ที่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน เพราะฉะนั้น เราจะไม่ตอบคำถามที่มีคนยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มา แต่ไม่ได้ให้ความเข้าใจอะไรเลยแล้วจะมีประโยชน์อะไร พูดเรื่องมนุษย์ก็ไม่รู้จักมนุษย์ว่ามนุษย์คืออะไร พูดเรื่องมนุษย์มากมายในอดีตแสนโกฏิกัปป์ต่อมาจนถึงเดี๋ยวนี้ อดัมกับอีวาไม่ถึงแสนโกฏิกัปป์ แต่มนุษย์มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรใช่หรือไม่

    พระพุทธเจ้ากี่พระองค์แล้วที่ได้บำเพ็ญพระบารมีแล้วตรัสรู้ ก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้มีมนุษย์หรือไม่ แล้วมนุษย์คืออะไร ถ้าแปลโดยศัพท์ก็แปลตามที่พูดกัน ผู้มีจิตใจสูง มนัส มโน อะไรก็ตาม แต่ว่าคืออะไร กำลังอยู่ตรงนี้ แล้วมนุษย์คืออะไร เราไม่อยากจะรู้ความจริงตรงนี้แล้วเราจะไปพูดเรื่องของมนุษย์ที่ไหน ในเมื่อยังไม่รู้จักมนุษย์เลย

    เพราะฉะนั้นต้องมีการตั้งต้น ผู้ที่เป็นพุทธะ ต้องรู้ว่าพุทธะคือ ผู้ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ซึ่งมีความเป็นจริงให้พิสูจน์ได้ ในขณะที่ฟังก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าคำไหนจริง ไม่ใช่เป็นเรื่องเล่ามาหรือเขาพูดไปเพราะเขาเชื่ออย่างนั้น เขาคิดอย่างนั้น แต่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ มีมนุษย์หรือไม่ และมนุษย์คืออะไร ถ้ารู้เป็นพุทธะ เราไม่ได้ตอบเองแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง คือว่า เรามีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยากทราบว่า ศาสนาช่วยสังคมอย่างไร ที่เราเห็นพระอยู่ตามวัดแต่ทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจก่อนว่าศาสนาคืออะไร พูดคำไหนขอให้มีความเข้าใจถูกในคำนั้น อย่าเพิ่งตามๆ กันไปแล้วไม่รู้เรื่อง แต่ได้ยินคำไหนมารีบตามแล้วเข้าใจจริงๆ หรือไม่ แม้แต่คำว่าศาสนาคืออะไร

    ผู้ฟัง โดยสรุป ศาสนาคือเพื่อเผยแพร่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ ศาสนาคือคำสอนใช่หรือไม่ ต้องมีศาสดาผู้สอนใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นแต่ละคำ โดยเฉพาะคำของผู้ที่ตรัสรู้ ที่ทรงพระนามว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำมีความหมาย ไม่ใช่เราไปตั้งเอง พระอรหันต์หมายความว่าอะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมายความว่าอะไร มีจริงหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจคำที่ผู้นั้นกล่าวจะรู้หรือไม่ว่าคำนั้นจริง มีจริง และเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เราไม่ได้ตามใครเลย ใครจะพูดว่าอะไร จะเรียกอะไร แต่เข้าใจว่าอย่างไรและถูกหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีจริงๆ ให้รู้ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างที่พูด แม้แต่คำว่าศาสนาเป็นคำสอน ต้องมีผู้สอนคือศาสดาแล้วแต่ว่าใครเป็นผู้สอน บุคคลที่ได้ฟังแล้วเห็นด้วยก็นับถือคำสอนนั้น แต่ว่าผู้ที่เข้าใจความจริง ตรัสรู้ความจริง ทรงแสดงความจริง จึงใช้คำว่าพุทธะ

    เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาคือ คำสอนของผู้ที่ตรัสรู้ความจริง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่มีจริง พระองค์ตรัสรู้ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ซึ่งเราจะได้ฟังแล้วค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เป็นผู้รู้ตามจึงเป็นสาวก เป็นผู้ที่รู้ตาม ไม่ใช่ผู้ที่ไม่รู้ เพียงได้ยินชื่อเลยนับถือ แต่ไม่รู้อะไรเลยอย่างนั้นหรือ

    แม้แต่คำว่าสังฆะคืออะไร และพระสงฆ์คืออะไร ต้องเข้าใจจริงๆ ไม่เช่นนั้นเราก็พูดไปตั้งแต่เกิดจนตาย ใครพูดว่าอะไรก็ตามเขาไปแต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องว่าถูกหรือไม่ อย่างเช่นเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งเดินมา คนทั่วไปจะบอกว่าพระสงฆ์มา ถูกหรือไม่ และควรจะศึกษาหรือไม่ ควรจะเป็นความเข้าใจผิดต่อไปจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่ ภิกษุบุคคลต่างกับสงฆ์ เมื่อไม่ศึกษาแล้วเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งเดินมาก็บอกพระสงฆ์มาแล้ว นั่นคือไม่ถูก เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ว่าถูกหรือผิด ต้องไตร่ตรองและต้องเป็นความเข้าใจที่มีเหตุผลด้วย จนกระทั่งถึงพระรัตนตรัยเป็นสังฆรัตนะ ต้องเข้าใจไม่เช่นนั้นก็เข้าใจผิด

    สังฆรัตนะ หมู่ของบุคคลซึ่งเป็นรัตนะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่สามารถที่จะหมดกิเลส เพราะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นสาวกตามลำดับขั้นของการดับกิเลส ไม่ใช่ไปทึกทักกันเองว่าคนนี้เป็นพระสงฆ์ คนนั้นเป็นพระอรหันต์ คนนี้เป็นอะไร แต่รู้จักหรือไม่ว่าพระอรหันต์คือใคร สมัยนี้มีหรือไม่ เพราะอะไร

    ทั้งหมดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียด โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น เราฟัง ไม่ใช่ให้เชื่อ แต่ไตร่ตรองว่ามีข้อความนี้หรือไม่ เป็นความจริงหรือไม่เพราะเหตุใด ต้องมีเหตุผลด้วย ไม่ใช่บอกมาก็รับไป แต่เพราะเหตุใด ต้องมีเหตุมีผล มิฉะนั้นเราก็พูดตามไปตลอดชีวิตไม่ว่าใครเขาจะพูดเรื่องอะไร ไม่พยายามที่จะเข้าใจให้ตรงว่าแต่ละคำหมายความถึงอะไร มีจริงและถูกต้องหรือไม่

    ผู้ฟัง อยากจะให้มีการศึกษาภาคบังคับให้พระสงฆ์ศึกษาคำสอน แล้วจะได้สอดแทรกธรรม ศีลธรรมไปด้วย ในการนับถือศาสนาแล้วสิ่งอื่นก็จะตามมา

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ถือตามๆ กันไม่ได้เลย เชื่อตามๆ กัน ไหว้ต้นไม้ตามๆ กัน หรือไหว้อะไรก็แล้วแต่ตามๆ กันอย่างนั้นหรือ เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ เหตุใดพระองค์ชื่อว่าพระพุทธเจ้า ต้องรู้ใช่หรือไม่ และสอนให้คนอื่นรู้ไม่ได้สอนให้ไม่รู้ ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้รู้ความจริง สอนให้เข้าใจถูก จะได้ยินบ่อยมากว่าต้องการให้คนอื่นศึกษาธรรม นับถือพุทธ แต่ตนเองศึกษาหรือไม่ ตนเองเข้าใจหรือไม่ แล้วไปต้องการให้คนอื่นเขาศึกษา หรือต้องการให้เขาเข้าใจหรือไม่ หรือเพียงแต่ต้องการให้เขานับถือ นี่เป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองว่า อะไรถูก อะไรผิด มิฉะนั้นจะไม่มีคนถูกเลย มีแต่คนที่ตามๆ กันไปอย่างผิดๆ ด้วย เพราะไม่ได้ศึกษาจะถูกได้อย่างไร

    มีใครไม่ศึกษาพุทธศาสนาแล้วรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง ต้องเป็นคนตรง สัจจะบารมี เราต้องการความจริงเป็นความตรง เป็นความถูกต้อง จึงฟัง ไม่เช่นนั้นจะฟังเพื่ออะไร คิดเองก็ได้ แต่ฟังเพื่อรู้ว่าความจริงคืออะไร สนทนากันแล้วไตร่ตรองให้เข้าใจถูกต้อง ซึ่งโอกาสเช่นนี้ยากมากในสังสารวัฏฏ์ แม้จะมีผู้ที่ตรัสรู้ทรงพระนามว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ฟังและไม่เข้าใจด้วย แล้วจะให้นับถืออย่างไร เป็นเรื่องที่ควรไตร่ตรองหรือไม่ ที่สำคัญที่สุดคือถูกหรือผิด จริงหรือไม่ สิ่งใดถูกควรเข้าใจให้ถูกต้องควรดำรงไว้ สิ่งใดผิดก็ควรทิ้งไป หรือว่ายังเก็บไว้ต่อไป

    ต้องเป็นคนที่ตรง จะเก็บสิ่งที่ไม่มีค่าแล้วนับถือกันไปโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือว่าทุกคนสนใจที่จะเข้าใจถูกต้องว่า คำนี้เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้นานเท่าไรก็ยังคงเป็นความจริง แม้ถึงเดี๋ยวนี้ เข้าใจได้ พิสูจน์ได้ เพราะทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่าง ไม่เว้นเลย ไม่ว่าในกาลสมัยใด ความจริงไม่เปลี่ยน ความจริงเป็นความจริงทุกขณะที่ความจริงนั้นเกิดขึ้นปรากฏ

    วันนี้เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่จะสมปรารถนา ได้มาสนทนากันเพื่อหาทางที่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป แต่ต้องเป็นคนตรง

    เมื่อสักครู่กล่าวว่าอยากให้พระเรียนใช่หรือไม่ ต้องบอกพระ ถูกต้องหรือไม่ แล้วจะบอกหรือไม่ บอกแล้วพระทำตามหรือไม่ ยังมีต่อไปอีกไม่ใช่เพียงแต่บอก บอกแล้วผลคืออะไร เพราะฉะนั้นไม่ใช่อยากให้ใครทำ อยากให้ทุกคนในโลกเป็นคนดีแน่นอน แต่ทำอย่างไร มีหนทางหรือไม่ นอกจากเราเป็นคนดีและทุกคนเป็นคนดี ไม่ใช่อยากให้คนนั้นเป็นคนดี แต่เราเองเป็นคนดีหรือไม่ ถ้าสนใจพระธรรมเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก เริ่มศึกษาด้วยตัวเองจากใครก็ได้

    พุทธบริษัทในสมัยนั้นมี ๔ แต่กาลสมัยผ่านมาไม่มีภิกษุณีแน่นอน คงมีแต่เพียงพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา โดยไม่ได้ปิดกั้นใครเรียนเลย ในครั้งพุทธกาลผู้ที่เป็นพุทธบริษัทหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่คนไม่รู้ ไม่ใช่คนไม่เข้าใจ มีเอตทัคคะทั้งที่เป็นคฤหัสถ์ชาย-อุบาสก และคฤหัสถ์หญิง-อุบาสิกา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้แสดงว่าอุบาสกหรืออุบาสิกาท่านใดเป็นเอตทัคคะ พระองค์ตรัสรับรองใช่หรือไม่ ใครก็ได้ขอให้เข้าใจธรรมแต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ

    ทุกคนมีความหวังดีอยากให้ประเทศชาติสงบ อยากให้โลกสงบ แต่ยังหาเหตุไม่เจอว่าทำอย่างไร เพราะมุ่งไปที่คนอื่นหมด แต่ถ้าทุกคนมุ่งมาที่ตัวเองได้ผลแน่นอน เพราะว่าทุกคนจะประพฤติตามที่ได้ศึกษา ตามที่ได้เข้าใจ ไม่ใช่ประพฤติตามที่เขาบอก ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ เพราะพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงให้เข้าใจ

    เพราะฉะนั้น ถ้าคำใดที่ได้ยินจากใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ หรืออุบาสก อุบาสิกา คฤหัสถ์ก็ตามแต่ ถ้าคำนั้นไม่ทำให้เข้าใจ คำนั้นจะมีประโยชน์หรือไม่ นั่นไม่ใช่คำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระไตรปิฎก อรรถกถา เหล่านี้ยังมีอยู่ และยังมีผู้ที่ได้เล่าเรียนศึกษากันมาในภาษาบาลีที่จะดำรงรักษาความหมายให้ถูกต้อง ดังนั้นศึกษาธรรมด้วยความเคารพสูงสุด ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะทำให้หนึ่งชีวิตขณะนี้ในสังสารวัฏฏ์ ได้เริ่มมีความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ถูกต้องตามความเป็นจริง และเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริง สิ่งนี้สำคัญที่สุดเป็นสัจจะบารมี

    พระธรรมลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทุกคำที่เข้าใจเป็นปัญญาที่จะทำให้ถึงการรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสามารถเข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้และทรงแสดง ให้คนอื่นได้ฟัง ได้ไตร่ตรอง ได้พิจารณา ได้เห็นความลึกซึ้ง จึงรู้ว่าถ้าปราศจากความเข้าใจแล้วไม่สามารถที่จะรู้ความจริงอะไรได้เลย แม้ว่าความจริงกำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ต่อหน้าก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่ว่าพระธรรมทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทรงแสดงถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทั้งหมดและทุกสมัยด้วย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม

    ดังนั้นสมควรหรือไม่ ที่คนที่กล่าวว่าเป็นชาวพุทธ หมายความว่านับถือในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เริ่มรู้คุณด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ไม่ว่าจะโดยสนทนากัน การฟังธรรม ศึกษา อ่าน ไตร่ตรอง หรืออะไรก็ได้ ด้วยความเคารพสูงสุดคืออย่างไร

    ไตร่ตรองความลึกซึ้งของทุกคำ เพราะทุกคำของพระองค์แสดงความลึกซึ้งของพระปัญญา ถ้าธรรมไม่ลึกซึ้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสรู้สิ่งที่ไม่ลึกซึ้ง และชื่อว่าตรัสรู้หรือในเมื่อสิ่งนั้นไม่ลึกซึ้งใครๆ ก็รู้ได้ แต่เพราะเหตุว่าลึกซึ้งอย่างยิ่งเกินวิสัยที่ใครจะประมาณได้ จึงต้องศึกษาทุกคำด้วยความเคารพอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในความลึกซึ้งนั้นแม้แต่เพียงคำเดียว

    เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะดำรงพระพุทธศาสนา เพราะอะไร ทุกคนบอกมีค่าที่สุดในสังสารวัฏฏ์ ทรัพย์สินเงินทองทั้งหลายไม่สามารถที่จะให้พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่กำลังปรากฏอยู่ทั่วไปในขณะนี้ได้ แต่ถ้าได้เข้าใจพระธรรมสามารถที่จะค่อยๆ รู้ความจริงแล้วไม่หวั่นไหว เพราะเหตุว่าปัญญาไม่กลัวอะไรเลย ในเมื่อความจริงเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้วจะไปทำอะไร แล้วจะไปกลัวอะไร นอกจากรู้ชัดว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ซึ่งเป็นเหตุที่จะทำให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและคนอื่น

    นี่คือผู้ที่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เพียงแต่อยากให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำประเทศชาติ เพื่อให้คนมาศึกษาโดยให้ลงคะแนนกันมากๆ ต้องรู้ประโยชน์จริงๆ มิฉะนั้นก็เสียประโยชน์ทั้งหมด ทุ่มเทเงินทองมหาศาลไปในโครงการต่างๆ ประโยชน์คือเข้าใจพระธรรมหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจพระธรรม ทำลายหรือไม่ เงินทองทรัพย์สมบัติซึ่งควรจะใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น เสียไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์เลยและให้โทษด้วย เพราะไม่ทำให้เข้าใจถูกคือเป็นโทษอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่ศึกษาพระธรรมโดยไม่เคารพ โดยการทำให้พระธรรมสูญหายเพราะความเข้าใจของตัวเองที่คิดว่าพระธรรมตื้นมาก ไปสำนักปฏิบัติไม่กี่วัน อาจจะเป็นเดือนเป็นปี ๗ ปีก็ได้ แล้วรู้อะไร ในเมื่อความจริงคือเดี๋ยวนี้ ใช่หรือไม่

    ถ้าไม่รู้ความจริงเดี๋ยวนี้ เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ พระองค์ตรัสรู้แล้วจึงให้คนอื่นได้รู้ด้วย ถ้าเดี๋ยวนี้มีความจริง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงเพราะไม่ทรงตรัสรู้หรือ ถ้ารู้แล้วพระองค์ตรัสเพราะพระองค์ได้ตรัสรู้ บำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยจึงทรงแสดงพระธรรม เมื่อตรัสรู้พระองค์ตรัสว่า ธรรมลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ แล้วความลึกซึ้งอยู่ที่ไหน ไม่เห็นความลึกซึ้งเลยถ้าไม่เข้าใจแต่ละคำว่า ลึกซึ้งอย่างยิ่ง

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเข้าใจธรรม ต้องเข้าใจความละเอียดอย่างยิ่ง ยิ่งเข้าใจยิ่งลึกซึ้ง นั่นจึงจะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะพระองค์ตรัสรู้ความลึกซึ้งของธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะดำรงรักษาไว้เพราะเป็นประโยชน์สูงสุดที่ไม่หลงผิด ไม่เข้าใจผิด ถ้าเข้าใจผิด ทำลายคำสอนของพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มเข้าใจถูกต้องในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละคำอย่างมั่นคง ไม่มีเรา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    15 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ