ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๒

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร จ.นครปฐม

    วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ คือทางตาหนึ่ง กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ คนตาบอดไม่เห็น โลกสีสันวันณะไม่มีสำหรับเขา ทางหูขณะนี้เสียงปรากฏก็ไม่รู้ว่านั่นคือโลก คือเสียงเกิดและเสียงปรากฏแล้วได้ยินก็เป็นโลกชึ่งเกิดขึ้น มีได้ยินคือมีโลกได้ยินเเล้วดับไป ในขณะที่มีการคิดนึกคือไม่มีโลกทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ทางตาหนึ่ง หูหนึ่ง จมูกหนึ่ง ลิ้นหนึ่ง กายหนึ่ง แม้ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีสิ่งที่กระทบสัมผัส แต่จำได้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทางใจก็คิดนึกได้ จำได้ จำสิ่งที่เคยเห็นไว้ ตอนเด็กๆ อยู่ที่ไหน มีอะไรบ้าง สนุกอย่างไร ที่โรงเรียนมีเพื่อนกี่คน ไม่มีเหลือ แต่จำมี จำทุกอย่าง จำก็เป็นโลกเพราะว่าจำต้องเกิดขึ้นจำ ขณะที่จำไม่เกิดหรือไม่ปรากฏก็มี เช่น ขณะที่หลับสนิท ยังไม่ได้จากโลกนี้ไปเลย ยังมีจิต มีเจตสิก มีรูป เพราะเหตุว่าจิตคือสภาพที่กำลังเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แต่ขณะหลับสนิทไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่ยังไม่จากโลกนี้ไป

    ดังนั้น เรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่เป็นโลก ละเอียด กว้างขวาง ลึกซึ้งมาก เราต้องค่อยๆ ศึกษาไปทีละคำ ถ้าหลายๆ คำจะสับสน เช่น ผู้จัดการโลก ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่ต้องการคิดที่จะให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนี้ สิ่งนี้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่มีใครทำอะไร แต่ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่คิดก็เลือกคิดไม่ได้ อยากจะคิดถึงเรื่องเก่าๆ สนุกๆ อะไรๆ ก็คิดไม่ได้ กลับกลายเป็นไปคิดเรื่องที่ไม่น่าคิดก็ได้

    แสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้น สามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เดี๋ยวนี้มีโลกหรือไม่ เดี๋ยวนี้โลกไหน แล้วแต่ว่าอะไรปรากฏ สิ่งที่ปรากฏนั่นเองคือโลก

    ผู้ฟัง ถ้าโลกในความหมายอย่างที่ละเอียดที่ท่านอาจารย์กล่าว คือ เป็นเรื่องของสภาพธรรม ถูกหรือไม่

    ท่านอาจารย์ สภาพธรรมคืออะไร นี่คือความชัดเจน อย่าเพิ่งไปไหนเลย ศึกษาธรรมให้ทราบว่าเป็นคำของใคร เพียงได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราอยู่ที่ไหน เราสามารถจะเข้าใจคำของพระองค์ได้เท่าไร เพียงแต่ฟังแล้วเข้าใจก็ง่ายมากเกินไปกับการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าเมื่อทรงตรัสรู้ได้เห็นความลึกซึ้งของสิ่งที่มีตามปกติ ซึ่งก่อนจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี แต่ว่าเพราะความลึกซึ้งของสิ่งนี้จึงไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง

    แสดงว่าสิ่งที่มีจริงๆ ก่อนการตรัสรู้ลึกซึ้งเพียงใด อาศัยบารมีที่ได้ทรงบำเพ็ญแล้วจึงสามารถตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีนั่นเอง เพราะฉะนั้น กว่าจะได้ยินแต่ละคำซึ่งมาจากการบำเพ็ญพระบารมีที่เป็นปัญญาทั้งหมดเลย แม้แต่คำว่าสภาวธรรม หรือสภาพธรรม คืออะไร

    ข้ามไม่ได้เลย ถ้าข้ามเมื่อไรคือประมาท หรือหมิ่นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าฟังเท่านี้เราเข้าใจแล้ว แต่ความจริงทุกคำสามารถเข้าใจได้เมื่อไตร่ตรองโดยละเอียด จนกว่าจะเข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งนั้น เช่นคำว่าธรรม ยังไม่กล่าวถึงสภาวะ เพียงคำว่าธรรมที่เคยได้ยินกัน แต่รู้จริงๆ หรือไม่ว่า ธรรมคืออะไร และเดี๋ยวนี้มีธรรมหรือไม่ ถ้าเดี๋ยวนี้มีธรรม อะไรเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ นี่คือความละเอียดซึ่งเป็นการรอบรู้ในปริยัติคือพระธรรม พระพุทธพจน์ที่ทรงแสดง เพราะเหตุว่าถ้าเราฟังเผินจะไม่ใช่ความรอบรู้ แต่ว่าเมื่อได้ยินคำไหนแล้วเข้าใจคำนั้นจริงๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ได้ยินเมื่อไรเข้าใจแล้วสามารถที่จะเข้าใจความละเอียด ความลึกซึ้งของคำนั้นที่ได้เข้าใจแล้วเพิ่มขึ้น ยิ่งขึ้น นั่นคือความรอบรู้ ซึ่งจะขาดความรู้จริงในแต่ละคำที่ได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้น ธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง คือสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะให้รู้ได้

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้อะไรเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรถึงเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เพราะว่าเห็นมีจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะเห็นมีจริง เป็นธรรม พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้น ทรงแสดงความจริงของเห็น มีใครคิดบ้างว่าจะต้องรู้ความจริงของเห็น ก็เห็นมาทุกวันตั้งแต่เกิดแล้วบอกว่าจะต้องรู้ความจริงของเห็น

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้สิ่งที่ไม่จริงได้หรือไม่ หรือจะตรัสรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏขณะนี้ได้หรือไม่ สิ่งใดที่มีจริงทรงตรัสรู้โดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง โดยความลึกซึ้งอย่างยิ่ง เห็นธรรมดาซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีจริงๆ เมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีเห็น และเห็นก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา ขณะได้ยินไม่มีเห็น ดังนั้นจะรู้ความจริงของเห็นชั่วขณะที่เห็นปรากฏ เพราะเหตุใด เพราะว่าเวลาได้ยินคำว่าเห็นเป็นธรรม แล้วยังได้ยินคำว่าสภาวะด้วย สภาวะหรือสภาพธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง มีลักษณะที่ปรากฏว่ามีจริงๆ เฉพาะแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

    เห็นจะเป็นได้ยินไม่ได้ เห็นจะเป็นคิดนึกไม่ได้ กำลังฟังเรื่องเห็น เพื่อให้เข้าใจธรรมหนึ่งคือเห็น ธรรมมีมากมายแต่ต้องเริ่มจากสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ จึงจะชื่อว่ารู้จักธรรม ฟังธรรม เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีเห็นเป็นธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเห็นให้เป็นอย่างอื่นได้เลย เห็นต้องเป็นเห็น แสนโกฏิกัปป์มาแล้วเห็นเกิดขึ้นเห็นก็เห็น ไม่เปลี่ยนเลย ต่อไปข้างหน้าก็จะต้องมีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเห็น พรุ่งนี้ก็มี พรุ่งนี้เห็นก็เกิดอีกแต่ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้

    เพราะฉะนั้น เห็นไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่านานแสนนานมาแล้ว หรือว่าเดี๋ยวนี้ หรือต่อไป จึงเป็นสภาวธรรม เป็นสิ่งที่มีภาวะของตนของตนซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นธรรมและอะไรเป็นสภาวธรรม ซึ่งก็คือธรรมนั่นเอง แต่เพิ่มความเข้าใจขึ้นอีกว่าที่เป็นธรรม เพราะมีลักษณะเฉพาะของตนของตน ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ขมเปลี่ยนเป็นเสียงได้หรือไม่ ไม่ได้ ขมต้องเป็นขม เพราะเป็นสภาวะของธรรมที่มีลักษณะที่ขม

    ผู้ฟัง ถ้าคำว่า ผู้จัดการโลก ในที่นี้หมายความว่า เราคิดว่าไปจัดการคนนั้น ไปจัดการงาน นี่คือความคิดทั้งหมดที่เป็นเรื่องราว แต่ไม่ได้พูดถึงโลกที่มีความหมายจริงๆ ว่าคืออะไร

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ฟังธรรม จะได้ยินประโยคซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเลยคือ "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ขาดคำนี้ไม่ได้เลย อัตตาหมายความว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่อนัตตาหมายความว่า ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพียงแต่มีปัจจัยเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีกเลย ดังนั้น จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เราคิดไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมต้องฟังให้เข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ธรรมทุกอย่างไม่เว้นเลยเป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แล้วก็ไม่ใช่ใครด้วย เช่น เห็นเกิดและดับ ใครตรงไหนขณะที่เห็น เพราะเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ จะเป็นใครไม่ได้ จะเป็นของใครไม่ได้ จะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครไม่ได้ นี่คือเริ่มเข้าใจธรรมซึ่งไม่คลาดเคลื่อนและจะต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด คือธรรมใดก็ตามเกิดขึ้นต้องมีปัจจัยที่อุปการะเกื้อกูล ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นเองตามลำพัง ตามความต้องการ แต่เกิดขึ้นเป็นไปตามปัจจัย ไม่เป็นอย่างอื่นและไม่ใช่ของใคร เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    เพราะฉะนั้น มีโลกซึ่งเกิดดับแต่ไม่มีผู้จัดการ เพราะเหตุว่าโลกต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย วันนี้ไม่เห็นได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะอะไร มีตา กรรมเป็นปัจจัยให้รูปชนิดหนึ่งเกิดขึ้น เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แต่ตากับสิ่งที่กำลังปรากฏก็ไม่เห็นอะไร ต้องมีธาตุอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเห็น เป็นสภาพรู้ที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป นี่คือธรรม

    ผู้ฟัง ขออนุญาตยกตัวอย่าง สมมติว่าขอให้นางสาว ก ไปซื้อของ แต่เราคิดว่าเดี๋ยวเขาคงไปซื้อไม่ได้ เลยเปลี่ยนให้อีกคนหนึ่งไปซื้อของแทน ถือว่าเป็นการจัดการหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่มีถือเลย ถ้าเข้าใจแล้วถือไม่ได้

    ผู้ฟัง เป็นอย่างนั้น ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เป็นอย่างนั้น และอะไรที่เป็นอย่างนั้น

    ผู้ฟัง ธรรม

    ท่านอาจารย์ ธรรมอะไร มีธรรมตั้งมากมาย ตอบว่าธรรม ไม่ผิด

    ผู้ฟัง ความประสงค์ที่จะให้เกิดผล

    ท่านอาจารย์ คิด ตาจัดการอะไรไม่ได้เลย เพียงแค่เกิดขึ้นเห็น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรถูกเห็น แล้วก็ไม่ได้คิดด้วย ได้ยินเกิดขึ้นเพียงแค่ได้ยิน จัดการอะไรไม่ได้ เวลาที่กลิ่นปรากฏ จิตสามารถเพียงเกิดขึ้นรู้กลิ่นชั่วขณะแล้วดับไป จัดการอะไรไม่ได้ ขณะที่กำลังรู้รส มีธาตุรู้คือจิตและเจตสิกเกิดขึ้น รู้รสขณะนั้นแล้วดับไป จัดการอะไรไม่ได้ เวลาที่กระทบสัมผัส เวลานี้มีสิ่งที่แข็งแน่นอน สภาพที่กำลังรู้แข็ง เกิดขึ้นรู้แข็งและดับไป จัดการอะไรไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ เหมือนนายมายากลที่สามารถทำอะไรที่เราสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่ถ้ารู้วิธีการก็จะรู้ว่าคือสิ่งซึ่งปรากฏเหมือนอย่างนั้น แต่อาศัยความรวดเร็วและความชำนาญ

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้เห็นเป็นคน เห็นเป็นดอกไม้ จะเร็วสักเพียงใด เพราะว่าต้องเห็นก่อน และก็มีรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จากหนึ่งขณะสืบต่อเป็นสีสัน เป็นรูปร่างต่างๆ จึงมีความเข้าใจว่าคนกับดอกไม้ต่างกัน ถ้านางสาว ก ทำไม่ได้ คิดว่านางสาว ข จะทำได้ ก็มีความคิดว่า นางสาว ก กับนางสาว ข แต่ขณะนั้นถ้าไม่คิด ก ไม่มี ข ไม่มี นางสาวไม่มี เรื่องไม่มี

    ดังนั้น ทั้งหมดคือคิด ซึ่งไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่ได้กลิ่น ไม่ใช่ลิ้มรส ไม่ใช่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้น โลกทั้งโลกเป็นไปด้วยความคิดมากมาย คิดจากสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี เท่านี้ คิดไปๆ ก็ไม่พ้นจากสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ให้ได้ยิน

    ผู้ฟัง คือเราจะให้เป็นอย่างนั้นไปเอง โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปทำอะไรเลย

    ท่านอาจารย์ เราจะให้หรือไม่ให้ก็ต้องเป็นอย่างนั้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้หรือไม่ให้ไม่ได้ แต่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่เป็นอื่น จึงแสดงธรรมโดยประการทั้งปวงให้รู้ว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งที่เที่ยง เพียงแต่มีสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏแล้วดับไป

    ลองคิดถึงพระปัญญาคุณลึกซึ้งมากมายมหาศาลระดับใด เพราะว่าทรงตรัสรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไปสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้น ความละเอียดของสิ่งที่แตกย่อยออกไปจากสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นต้นไม้ เป็นดอกไม้ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เหลือเพียงสิ่งที่มีจริงๆ เล็กน้อยมาก เกิดขึ้นแล้วดับไปเร็วและสั้นมาก แต่ทรงตรัสรู้โดยประการทั้งปวงว่า เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะปัจจัย

    ปัจจัยคือสิ่งที่เกื้อกูล อุดหนุน อุปการะ ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้แล้วดับไป ถ้าไม่มีธรรมจะมีคนหรือไม่ ถ้าไม่มีธรรมจะมีต้นไม้หรือไม่ ถ้าไม่มีธรรมจะมีอาหารอร่อยๆ หรือไม่ ไม่มีอะไรเลย แต่ธรรมเป็นธรรม ซึ่งเมื่อไม่รู้ความจริงก็เข้าใจว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ซึ่งเที่ยงเพราะไม่ได้เห็นการเกิดดับเลย

    ผู้ฟัง ในสังคมของการทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย แล้วเขาไม่ได้ศึกษาธรรม เพราะฉะนั้น มุมมองของเขาจะต่างจากที่เรามองว่า เราเป็นเจ้านาย เราสั่งให้เขาทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้ามีสาวกหรือไม่ ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเลย ผู้คนมากมาย พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปเสนทิโกศล ล้วนแต่ไปเฝ้ากราบทูลถามเรื่องต่างๆ พระพุทธเจ้าจะตอบหรือไม่ หรือว่าไม่มีเรา ไม่มีอะไรเลย

    ผู้ฟัง ตอบ

    ท่านอาจารย์ แต่พระองค์ทรงรู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น เราหลงเข้าใจว่า เป็นเรา และเป็นเขา แต่ความโกรธเกิดขึ้นแล้วเป็นใคร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ไม่เป็นใครใช่หรือไม่ เป็น ก เป็น ข หรือไม่ เป็นผู้คนแวดล้อมเราหรือไม่ เป็นลูกน้อง เป็นลูกพี่อะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ความโกรธเป็นความโกรธ ความติดข้อง ความต้องการ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นใครหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรมทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความคิดหลากหลาย เป็นใครหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นใคร เป็นธรรมทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ แต่ว่า เมื่อมีธรรมอีกหลากหลายมากมาย ธรรมฝ่ายดีมีหรือไม่ ธรรมฝ่ายไม่ดีมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความถูกต้องคือความรู้ถูกต้องว่า ดีคือดี ชั่วคือชั่ว จะให้ไม่ดีมาเป็นดีไม่ได้ นั่นคือผิด ซึ่งผู้ที่มีความเข้าใจถูกก็รู้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ดีคือดี ถูกคือถูก ก็สามารถที่จะทำให้คนอื่นที่รับฟังสามารถที่จะเข้าใจถูก ในกิจการงานหน้าที่และในทุกอย่างโดยไม่ขัดกันเลย แต่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเพราะความเข้าใจถูก มีความเห็นใจ มีความเข้าใจ เพราะเขาไม่รู้ คนที่รู้ควรจะไปโกรธคนที่ไม่รู้หรือ ในเมื่อรู้ว่าไม่มีเราแต่เป็นธรรมทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่ธรรมฝ่ายไม่ดีเกิดขึ้น ไม่ว่าเราหรือเขาที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นเขา คือเป็นธรรมเสมอกันหมด เมื่อเป็นธรรมฝ่ายดีมีความเห็นถูกสามารถที่จะมีความอดทน มีความเข้าใจ มีความเห็นใจ มีความเมตตา ซึ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะธรรมฝ่ายดีนั้นไม่ให้โทษใครเลย ทั้งตนเองและบุคคลอื่น

    ผู้ฟัง คงอยู่ที่ตัวเราที่จะต้องเห็นว่าอะไรเป็นกุศลหรืออกุศล แล้วประพฤติปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เป็นกุศล แต่ว่าเป็นปุถุชนรู้สึกอกุศลมากกว่ากุศล เวลาโทสะเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ปุถุชนมีสองประเภท คือ อันธพาลปุถุชน กับ กัลยาณปุถุชน ปุถุชนคือผู้หนา หนาด้วยอะไร หนาด้วยความไม่รู้ หนาด้วยกิเลส แม้จะมีความดีบ้าง วันนี้ตั้งแต่เช้ามาดีตอนไหน ถ้าตอนนี้ฟังธรรมแล้วเข้าใจคือเดี๋ยวนี้เองที่ดี แล้วก่อนหน้านั้นไม่ดีมากกว่าใช่หรือไม่ ปุถุชน หมายความถึงคนที่มากด้วยความไม่รู้จึงมีกิเลสมาก มีความติดต้องการ เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็เกิดความขุ่นเคืองเป็นโทสะ ทั้งหมดเพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นเป็นอันธพาลปุถุชน

    ที่เราใช้คำว่า อันธพาล หมายความว่า ผู้มืดบอดสนิท เพราะตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำที่จะทำให้มีความเห็นถูก ความเข้าใจถูกตั้งแต่เกิดจนตาย ก็จากโลกนี้ไปโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย ผลของความไม่รู้และความประพฤติที่เป็นอกุศลต่างๆ เพราะความไม่รู้ก็เป็นเหตุที่ไม่ดี

    ดังนั้นเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว กรรมที่ไม่ดีนั้นเองเป็นปัจจัยให้เกิดสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ คือตายแล้วเกิดทันทีในภพภูมิที่เราเห็นเฉพาะในโลกนี้ก็มีสุนัข แมว ไก่ เป็นต้น สัตว์เหล่านี้มาจากไหน เห็นเหมือนกัน ได้ยินเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร ถ้ามีนกสักตัวอยู่ที่นี่ก็ได้ยินเสียงที่คนได้ยิน แต่นกไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าเสียงนั้นๆ หมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้นก็เป็นความไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ แต่สำหรับผู้ที่มีโอกาสเพราะมีปัจจัย ถ้าจะกล่าวก็คือบุญที่ได้สะสมไว้หรือมีแล้วแต่ปางก่อน เป็นเหตุให้มีโอกาสได้ยิน แต่ว่าจะสนใจมากน้อยเท่าไรนั้นก็แล้วแต่ จะได้ฟังแล้วพิจารณาไตร่ตรองและไม่ลืม จนกระทั่งคิดบ่อยๆ เข้าใจบ่อยๆ จากการเป็นปุถุชนที่เป็นอันธพาลปุถุชน สู่ความเป็นกัลยาณปุถุชน

    กัลยาณะ หมายความว่า ดีงาม อย่าเพิ่งคิดว่าจะดีงามได้เร็ว เพียงเริ่มจะดี ถ้าดีงามมากกว่านี้คือความรู้ความเข้าใจมากกว่านี้ กุศลกรรมมากกว่านี้ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้หนทางและดำเนินไปอย่างถูกต้อง สู่การดับกิเลสซึ่งเป็นเหตุของความทุกข์ทีละเล็กทีละน้อยที่ถูกต้อง นั่นคือเพิ่มความเป็นกัลยาณปุถุชนยิ่งขึ้น

    ผู้ฟัง ที่สงสัยอีกคือคำว่า ขัดเกลากิเลส คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ จะมีอะไรที่ขัดเกลากิเลส มีธรรมมาจากไหนถ้าไม่ฟังให้เข้าใจ เพราะฉะนั้น ความเข้าใจขัดเกลาความไม่เข้าใจและความไม่รู้ เพราะว่ากิเลสก็มีโลภะ โทสะ โมหะ

    โมหะ หมายความถึง การไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ทำให้เกิดความติดข้องต้องการคือโลภะ เมื่อมีความติดข้องต้องการและไม่ได้อย่างที่ต้องการก็เกิดขุ่นเคืองใจเป็นโทสะ ซึ่งกิเลสทั้งสามนี้เป็นเหตุที่เป็นมูลรากของกิเลสอื่นๆ เช่น มานะ ทิฐิ อิสสา ฯลฯ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดมีความไม่รู้เป็นเหตุเป็นมูล

    ด้วยเหตุนี้ อะไรจะขัดเกลากิเลส โลภะขัดเกลาโลภะไม่ได้ ใช่หรือไม่ ปัญญาความเห็นที่ถูกต้องขัดเกลาความไม่รู้ซึ่งเป็นมูลรากของกิเลสอื่นๆ เดี๋ยวนี้ถ้าเข้าใจก็เริ่มที่จะรู้ว่าอะไรเป็นกิเลส อะไรไม่ใช่กิเลส

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาโดยละเอียดยิ่ง เราฟังนิดเดียวจะเข้าใจได้มากหรือไม่ ต้องฟังบ่อยๆ เพราะเป็นปุถุชน เป็นปุถุชนมานานเท่าไร ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งแต่เกิด แต่นานแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว และยังจะเป็นต่อไปอีกนานถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังเลย

    นี่คือ สิ่งที่ไม่เคยรู้มาเลยแล้วเพิ่งเริ่มฟังเพื่อที่จะเข้าใจขึ้น แล้วเมื่อไรจะหมดความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ปัญญาต้องรู้ละเอียดขึ้นๆ เหมือนขณะที่เห็นแล้วไม่รู้ ก็เห็นแล้วรู้ ได้ยินแล้วไม่รู้ ก็ได้ยินแล้วรู้ ค่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ เหมือนเคยสะสมความไม่รู้มาเรื่อยๆ

    ชาตินี้จะเป็นพระโสดาบันหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ไม่ปฏิเสธแม้รู้ว่าเป็นโลภะ แต่พยายามสร้างเหตุด้วยการศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม ถ้าเราสร้างเหตุปัจจัย เป็นโลภะหรือไม่

    ท่านอาจารย์ เป็นเรา เป็นโลภะหรือไม่ ในเมื่อเป็นเราก็มีความติดข้อง เข้าใจผิดว่าธรรมเป็นเรา ยึดถือไว้แน่นมาก ขณะนี้เราเห็น ขณะนี้เราพยายาม ขณะนี้เราคิด เพราะฉะนั้น การฟังธรรมคือฟังจนกระทั่งรู้ว่า เป็นธรรมไม่ใช่เรา เข้าใจจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย เห็นเป็นเห็น เกิดแล้วดับแล้ว ฟังให้เข้าใจ แล้วลองคิดดูว่าเพียงเท่านี้กว่าเราจะเห็นว่า เกิดเห็นจากการที่ไม่เคยมีเห็น ถูกต้องหรือไม่ ก่อนเห็นไม่มีเห็น เมื่อเกิดเห็นแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ด้วย เท่านี้

    คนที่มีกิเลสมากๆ ยังไม่เดือดร้อน ยังไม่เห็นว่าเป็นภัย แต่ถ้าประจักษ์จริงๆ เห็นเดี๋ยวนี้ดับ ไม่ใช่เราเลยทั้งสิ้น ก็ต่างกับขณะที่เริ่มต้นฟัง กว่าจะค่อยๆ มั่นใจว่า ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา เป็นธรรม แต่ขณะนี้ยังคงเป็นเราเห็น เราได้ยิน แสดงความหนาและลึกมากของการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นเรา มานานมากแล้ว

    เพราะฉะนั้น อาศัยการเข้าใจเท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปทำอะไรทั้งสิ้น ความเข้าใจที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็ค่อยๆ คลายความเป็นเรา จนกว่าสภาพธรรมจะปรากฏความจริงของธรรมตามลำดับ ไม่ใช่ทีเดียวก็ปรากฏการเกิดดับได้เลย แต่ขณะนี้มีสภาพธรรมเกิดดับ ความไม่รู้และความเป็นเราที่เคยยึดถือมานานก็ปกปิดไว้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    11 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ