ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
ตอนที่ ๑๙๗๙
สนทนาธรรม ที่ ศูนย์การค้าสยามนครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ท่านอาจารย์ จึงเป็นพุทธะ รู้อะไร ก็ต้องรู้สิ่งที่มีจริงๆ จึงชื่อว่ารู้ ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงแต่ไม่รู้ความจริง จะเป็นพุทธะได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ คำสอนของผู้ที่รู้ความจริง แม้แต่พระศาสดาก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นผู้เป็นศาสดาโดยวิธีอื่นเลย แต่ด้วยการตรัสรู้ความจริงทั้งหมด ทุกอย่างของสิ่งที่กำลังมี
เพราะฉะนั้น ใครจะนับถือศาสนาอะไร ก็ต้องแล้วแต่อัธยาศัยที่เขาสะสมมา ไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนแปลงการเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ที่ใช้คำว่า โลกะ หรือ โลก เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งหมดแต่ละหนึ่ง แม้แต่การที่จะเลื่อมใส เห็นด้วยนับถือ ก็ต้องแล้วแต่ว่า บุคคลนั้นสะสมมาอย่างไร แต่ว่าถ้าผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำที่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แล้วก็พิจารณาไตร่ตรองว่า คำที่ได้ฟังนี่ เป็นความจริงแน่นอน เพราะเหตุว่า สิ่งนั้นกำลังปรากฏเป็นจริงอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่สอนให้เข้าใจความจริงทั้งหมด จึงเป็นพุทธะและเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าทรงตรัสรู้ความจริง ให้ใครต้องการรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ลองไปแสวงหา วิชาไหน ศาสดาไหน ที่จะกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมี เช่น เห็น คิด ชอบ โกรธ เป็นต้น ไม่มีใครพูดถึง ความจริงถึงที่สุดของสิ่งเหล่านั้นว่า สิ่งนั้นเกิดจึงมีถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ไม่มีคำสอนอย่างนี้ในศาสนาอื่นใช่ไหม
เพราะฉะนั้น พุทธะ คือผู้ที่รู้ความจริง ผู้ที่สนใจ และเห็นประโยชน์ของการเกิดมาแล้วมีชีวิตที่แสนสั้น สั้นมาก บางคนก็สิ้นชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนก็อยู่ไป บางคนก็ตายไป โดยที่ไม่ได้ฟังคำจริงเลยของสิ่งที่มีตลอดชีวิต แต่คนที่สะสมมาที่จะรู้ว่าไม่รู้ ถ้ามีคนถามว่าเห็นนี่เกิดขึ้นได้อย่างไร และเห็นเป็นอะไร ก็ตอบไม่ได้ แต่มีผู้ที่รู้ว่าเห็น ก็คือสิ่งที่มีจริงที่กำลังรู้สิ่งที่กระทบตา สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีจริงๆ เกิดขึ้น จะไม่ให้มีสิ่งนั้นไม่ได้ เกิดแล้วมีแล้ว แต่ความจริงคืออะไร สิ่งนั้นไม่ได้เกิดตามลำพังตามใจชอบ หรือว่าใครจะดลบันดาลให้เกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นเกิดได้เมื่อมีเหตุปัจจัยที่ควรที่เหมาะต่อการที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งนั้น ค่อยๆ พิจารณาความจริง เเล้วก็ค่อยๆ กระจ่างว่าที่เราคิดว่า มีเรา มีโลก มีคน มีทุกสิ่งทุกอย่าง ความจริงถึงที่สุด สิ่งนั้นคืออะไร ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย เป็นโลกหรือเปล่า มีโลกไหม แค่นี้ ถ้าใครสามารถให้คำตอบ ให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เราก็พิจารณาได้
เพราะฉะนั้นคำว่า โลก หรือ โลกะ เราพูดว่าเราเกิดมาในโลก อยู่ในโลก โลกมีอะไรบ้าง แต่โลกคืออะไร ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่มีโลก เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดสิ่งนั้นเป็นโลกเพราะเกิดขึ้น และเมื่อเกิดแล้วที่จะไม่ดับไม่มีเลย และผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริง ทรงแสดงความจริงตั้งแต่เกิดจนตายทุกภพทุกชาติ กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ให้เริ่มเข้าใจความจริง
เพราะฉะนั้น ท่านพระมหากัสสปะเรียกท่านพระอานนท์ว่า เด็ก ท่านพระอานนท์เป็นพระโสดาบัน ท่านพระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์ เราจะเรียกท่านพระอานนท์ว่าเด็กไหม ท่านเป็นพระโสดาบัน แต่ท่านพระมหากัสสปะเรียกท่านพระอานนท์ว่า เด็ก เพราะยังไม่ได้ดับกิเลสหมด แล้วเราเป็นอะไร ยิ่งกว่าเด็กหรือเปล่า เด็กที่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เด็กจริงๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร เกิดมานานเท่าไร ในสังสารวัฎฏ์ ก็ยังเป็นผู้ที่ไม่รู้อยู่ จะกล่าวว่าเป็นผู้ใหญ่ รู้แจ้งสภาพธรรม รู้ความจริงได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า ศาสนา เราก็ต้องเข้าใจว่า เป็นคำสอนหลากหลายมากตามผู้สอนซึ่งเป็นศาสดา แต่ถ้าใครพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ใช้คำว่า พุทธะ ผู้รู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นผู้แสดงก็เป็นผู้ที่ตรัสรู้ มิฉะนั้นจะกล่าวถึงคำที่เป็นความจริงของสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่ ทุกคนห่วงสิ่งที่แสนไกล คนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง โน่นบ้าง นี่บ้าง ตัวเองเป็นอย่างไร รู้หรือยัง และถ้าไม่รู้ จะบอกคนอื่นได้ใหม จะไปบอกให้เด็กเป็นคนดี อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง อยู่ในตำรา แต่ใครบอกได้ ใครอธิบายได้ว่าธรรมคืออะไร สัจจะคืออะไร อริยสัจจธรรมคืออะไร ถ้าไม่รู้บอกได้ไหม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงแน่ๆ เห็นเป็นธรรม เป็นสัจจธรรมด้วย เพราะว่าจริงเปลี่ยนไม่ได้ แต่ยังไม่ถึงความเป็นอริยสัจจะ ที่ประจักษ์การเกิดดับซึ่งกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ในขณะนี้ แต่มีหนทางที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เห็นความต่างกันหลากหลายของแต่ละธรรมซึ่งเกิดแล้วจึงรู้ได้ ไม่ใช่ไปพยายามทำให้เกิด ไปสำนักโน้น สำนักนี้ จะไปพยายามให้ประจักษ์แจ้งลักษณะของธรรม เพราะไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม สิ่งที่ยังไม่เกิดจะรู้ได้อย่างไร และสิ่งที่ดับไปแล้วจะรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นโลกคือเดี๋ยวนี้ ซึ่งเกิดดับ แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง เพียงแต่รู้ว่าไม่มีเรา เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง ซึ่งสิ่งที่เกิดนั้นต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือเป็นรูปธรรม สภาพที่ไม่รู้อะไรเลย และ นามธรรมคือสภาพรู้
เพราะฉะนั้นที่เรียกว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้ หาดูแล้วก็คือนามธรรมกับรูปธรรม แต่ต้องรู้ด้วยว่านามธรรมอะไร เพื่อที่จะได้เข้าใจถูกต้องว่า แม้นามธรรมนั้นก็ไม่ใช่นามธรรมอื่น เป็นแต่ละหนึ่งเท่านั้นที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นคำสอนหรือเปล่า เป็นศาสนาอะไร เรียกชื่ออื่นได้ไหม ในเมื่อรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้เลย ถ้าไม่กล่าวถึงความจริงที่มีเดี๋ยวนี้ ตามความเป็นจริง ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
เพราะฉะนั้นชื่อว่ารู้จักพระพุทธศาสนาหรือยัง ถ้าไม่เข้าใจคำสักคำเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ได้แต่เรียกชื่อ แล้วก็จำ อริยสัจจธรรม ๔ อะไรหรือ เห็นขณะนี้เป็นธรรมเป็นสัจจธรรม เปลี่ยนไม่ได้ ประจักษ์แจ้งการเกิดดับเมื่อไร นั่นคือ อริยสัจจธรรม จริงไหม ที่ว่ากำลังเกิดและกำลังดับ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ถ้าไม่ดับก็มีต่อไปเรื่อยๆ ไม่หมดไป ดังนั้นทุกคำ สามารถที่จะค่อยๆ พิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎก มีคำว่า อยู่คนเดียว อยู่คนเดียวได้ไหม เดี๋ยวนี้ เต็มห้อง แล้วจะบอกว่าอยู่คนเดียวได้ไหม ถ้าไม่ศึกษาไม่รู้เลยว่าอยู่คนเดียวหมายความว่าอะไร แล้วก็ละเอียดแค่ไหน กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เห็นคนเดียวใช่ไหม หรือคนอื่นร่วมเห็นด้วย คิดเดี๋ยวนี้ คนอื่นมาร่วมคิดด้วย หรือว่าคนเดียวที่กำลังคิด หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง เท่านั้นเอง
ดังนั้น เพราะไม่รู้จึงปรากฏว่ามีคนมากมาย เพราะไม่รู้ความจริงที่ตัวเองเดี๋ยวนี้ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ทุกคนที่นี่ เดี๋ยวนี้เอง คิดไม่เหมือนกันจริงไหม เห็นแล้วก็คิด ต่างคนต่างคิด แต่เห็น เปลี่ยนไม่ได้ เห็นเป็นเห็น เป็นนิมิตของธาตุที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจว่าธรรมหลากหลายมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา กลายเป็นเรา เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย วันนี้สุข วันนั้นทุกข์ เป็นเราไปหมด แต่ความจริงไม่ใช่เรา เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยจึงเกิดได้ ถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด แล้วก็เกิดหลากหลายด้วย ทุกคนอยากเป็นคนดี ทุกคนอยากมีความสุข แล้วเป็นหรือเปล่า ทำไมไม่เป็น เป็นได้ไหม เห็นไหม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย เริ่มเข้าใจความเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา อะ คือไม่เป็นอัตตา สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เป็นสิ่งของ หรือเป็นอะไร
พูดถึงแต่ละหนึ่งก็ได้ เดี๋ยวนี้มีหูไหม ดูเหมือนคำถามไม่ยากเท่าไรใช่ไหม ใครๆ ก็น่าจะตอบได้ เดี๋ยวนี้มีหูไหม แล้วหูคืออะไร ถ้าว่ามี ลองหามีอยู่ เดี๋ยวนี้ก็มี แล้วหูคืออะไร ไม่อยากรู้ก็ไม่รู้ แต่ถ้าอยากรู้ก็รู้ได้ รู้ได้เมื่อไร ก็เข้าใจว่าเป็นหูตรงไหนก็ ลองแตะดู จับดู จะได้รู้ ว่าหูคืออะไร เห็นไหม อยู่คนเดียวไหม แล้วก็เต็มไปด้วยความคิดเรื่องคนนั้นคนนี้ทั้งโลก ทั่วโลก ไม่ว่าประเทศไหนคิดหมดเลย ถ้าไม่มีธาตุรู้ ซึ่งจำ และ คิด จะมีเรื่องต่างๆ ไหม และเรื่องต่างๆ ก็หมดทันทีที่ไม่ได้คิดถึงสิ่งนั้น นอนหลับสนิท ยังไม่ตาย มีธาตุรู้ไหม แค่นี้ ก็จะเห็นความหลากหลายของธาตุรู้ ขณะที่นอนหลับ เป็นธาตุรู้ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ฝัน ไม่คิดนึกอะไรเลย แต่ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นจิตขณะนั้นมี ไม่ใช่เรา แต่ทำกิจอะไร ไม่ใช่กิจเห็น ไม่ใช่หน้าที่เห็น ไม่ใช่หน้าที่ได้ยิน เดี๋ยวนี้ แต่ต้องมีจิต ทำภวังคกิจ เราได้ยินคำว่าภวังค์มาแสนนาน พูดกันไป ต่างๆ นาๆ ขณะนี้ถ้ามีใครหลับตา ไม่ฟังก็ภวังค์ใช่ไหม บอกได้ เรียกได้ แต่ภวังคจิตคืออะไร เป็นอะไร ก็ไม่รู้ แต่พุทธะ รู้ทุกอย่าง ตามความเป็นจริง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ต้องรีบร้อนละกิเลสมากมายมหาศาล เหมือนกระดาษแผ่นหนึ่ง หรือ ผ้าผืนหนึ่ง เอาสีแต้มลงไป แต้มลงไป แต้มลงไปเพราะไม่รู้ เอาสีออกจากผ้านั้นได้ใหม ติดสนิทแน่น เหมือนสนิมเหล็ก อยู่ในเหล็ก เอาออกได้อย่างไร
นี่คือธาตุรู้ ซึ่งมีสองอย่าง อย่างที่ไม่รู้ กับ อย่างที่รู้ และก็มากมาย มากมายจริงๆ ตั้งแต่เกิด ทุกอย่างที่เป็นจริง เป็นธรรมหมด อยากให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ก็ไม่เป็น เพราะไม่มีปัจจัยที่จะเป็น แต่กับเป็นอย่างที่ไม่อยากเป็นเพราะมีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนี้ นี่คืออนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ เริ่มเข้าใจในความไม่ใช่ตัวตน และรู้ว่าความรู้ความเข้าใจถูกประเสริฐสุดในสังสารวัฏฏ์ เพราะสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เหมือนอยู่ในโลกของความมืดสนิท ทั้งๆ ที่สว่างอย่างนี้ ไม่ได้รู้ความจริงของธรรมเดี๋ยวนี้เลยว่ากำลังเกิดขึ้นแล้วดับไป ยับยั้งไม่ได้ ไม่ประจักษ์ เต็มไปด้วยนิมิต หลงใหลอยู่ในนิมิต เป็นนิมิตหมด เหมือนในฝัน ฝันได้ทุกเรื่องใช่ไหม น่าอัศจรรย์ บางทีก็ฝันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นไม่มีเลย นี่ยังไม่ตื่น ตื่นเมื่อไรจะรู้ว่า เหมือนฝัน ไม่มีอะไรเลย เหมือนกำลังคิดนึกเรื่องต่างๆ เห็นบ้างได้ยินบ้าง อย่างโน้นอย่างนี้ สุข ทุกข์ ไปแต่ละชาติ จึงมีคำว่าพุทธะผู้รู้ความจริง จะเปลี่ยนชื่อได้ไหม ในเมื่อ พุทธะ หมายความถึงรู้ รู้อะไร รู้สิ่งที่กำลังมีด้วย สิ่งที่มีเป็นอย่างไร รู้ความจริงด้วยไม่เที่ยง ขณะนี้หมดแล้ว รวดเร็วอย่างนั้น แต่ถ้าไม่มีพื้นความรู้ตั้งแต่ต้น ไม่มีทางจะรู้ได้ หลงทางไปเลย
เพราะฉะนั้นการศึกษาพระธรรม จากความไม่รู้ เริ่มมีปัญญาเข้าใจถูกต้อง ว่าไม่รู้ระดับไหน และก็เมื่อมีความเข้าใจเกิดขึ้น ขั้นไหน ฟังรู้เรื่อง รอบรู้ ได้ยินได้ฟัง แล้วไม่เข้าใจผิด ขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม แต่ละหนึ่ง นี่ไม่เข้าใจผิด แต่ยังเป็นเรา เพราะยังไม่ประจักษ์การเกิดดับที่ไม่เหลืออะไรเลย จึงจะหมดการยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เริ่มรู้จักพระคุณยิ่งใหญ่สูงสุด ประมาณไม่ได้เลย ของผู้ที่ให้เรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง เกิดขึ้นได้ในสังสารวัฏฏ์ เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรมเลย เรียกชื่อ กราบไหว้ บูชา ถามว่าบูชาอะไร ตอบได้ไหม ต้องเริ่มเป็นคนตรง เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าศาสนา คืออะไร ไม่ใช่มีแต่พุทธศาสนา แต่จะเรียกอะไรก็ตาม พุทธะ คือ ผู้รู้ความจริง
เพราะฉะนั้นเป็นศาสนาซึ่งใครจะสอนอย่างไรก็ได้ วิทยาศาสตร์กี่สาขา จะพูดถึงอะไรก็ได้ แต่รู้ความจริงของสิ่งนี้ที่กำลังมีเดี๋ยวนี้หรือเปล่า ลองถามดู ก็จะได้คำตอบ เขาไม่รู้เลย ว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ การสืบต่ออย่างเร็ว ทำให้เกิดรูปร่างสัณฐาน จำไว้เป็นนิมิต รู้ได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร คือ ปัญญัตติ ที่เราใช้คำว่า บัญญัตติ ต้องมีสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่เกิดดับเร็วมาก ปรากฏเป็นนิมิตของความโกรธ นิมิตของเห็น นิมิตของทุกอย่าง เพราะแต่ละหนึ่งสั้นแสนสั้น เกินกว่าที่จะรู้ได้ โดยสภาพต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามวิถีของการที่ต้องเป็นอย่างนั้น ทุกขณะที่เห็น ทุกขณะที่ได้ยิน เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เมื่อมีสิ่งที่มีจริง เกิดดับเร็วมาก ปรากฏเป็นนิมิต ก็เริ่มจำ และ รู้ว่านิมิตนั้นคืออะไร นี่คือคน นั่นเป็นงู นั่นเป็นจระเข้ เลื้อยไป คลานไป นั่นเป็นหนอน รู้หมดเลย เพราะการเกิดดับสืบต่อ
เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของนิมิต ไม่ตื่น ไม่รู้ความจริง อยู่ในความมืดจนกว่าจะมีแสงสว่างของพระธรรม กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ให้เริ่มรู้ พอรู้ความจริงแล้ว คุณความดีทั้งหลาย ก็มาจากการรู้ความจริง จะโกรธอะไร ในเมื่อสิ่งนั้นดับแล้ว ได้ยินเสียงเขาว่าร้ายต่างๆ ทำไมเขาว่าร้าย ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า จะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง คนที่ว่าร้ายขณะนั้นมีความสุขไหม จึงได้ว่าร้ายคนอื่น แล้วคนอื่นที่ถูกว่าร้าย ถ้าโกรธเขา เป็นอย่างไร ไม่รู้ความจริงเลย ว่าแท้ที่จริง ไม่มีเขา ไม่มีเรา เกิดแล้วดับแล้วทั้งหมด จะมีความเมตตา จะมีความเป็นมิตร เพราะว่าเมตตา หรือ มิตตะ ก็หมายความถึงความหวังดี ความเป็นมิตร เพราะเขาไม่รู้
เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่สภาพธรรมที่เป็นทุกข์ ไม่น่าพอใจ หรือเป็นความติดข้อง เพลิดเพลินก็ตามแต่ ลักษณะนั้นเป็นแต่เพียงสิ่งที่หลากหลาย เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย พอที่จะไม่โกรธ หวังดี เมตตา ไม่ว่าเขาเป็นใครหรือเปล่า และถ้าจะแก้ไขปัญหาของโลก คิดดูว่าแก้ด้วยความไม่รู้ จะแก้ได้ไหม แก้ไม่จบ เพราะปัญหาทุกปัญหาเกิดจากความไม่รู้ ไม่รู้ผิด ไม่รู้ชอบ ไม่รู้ชั่ว ไม่รู้ดี ไม่รู้อะไรหมดเลย อยู่ในโลกด้วยความติดข้องในนิมิต ในความฝัน ไปแต่ละชาติ แล้วก็ฝันต่อไปอีก จนกว่าจะรู้ว่าไม่มีอะไรเลย นอกจากสภาพธรรมที่ต้องเกิด เพราะมีปัจจัยที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น แล้วก็หมดไป ชีวิตแต่ละวันก็เดือดร้อนน้อยลง ไม่ต้องไปคิดจะบังคับบัญชาใคร เด็กเล็กผู้ใหญ่ให้สนใจธรรม หรืออย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าแม้แต่เราเองบังคับได้ไหม และธรรมคืออะไร ลึกซึ้งแค่ไหน ถ้าใครไม่พร้อมที่จะเข้าใจ แล้วพูดไปเสียเวลาไหม ทำให้เขาเดือดร้อนด้วย เพราะเขาไม่อยากฟัง ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนทำไม แต่ว่าถ้ามีใครสนใจ มีการสนทนาธรรม มีการเป็นผู้ตรง รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือใคร ห่างไกลจากเราแค่ไหน มองไปเบื้องบน สูง ไกลลิบฟ้า ก็ยังไม่เท่าพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณเพราะคำพูดทุกคำเป็นคำจริง ไม่มีคำที่ไม่จริงเลย ตรัสรู้ทุกอย่างโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด
เพราะฉะนั้นการฟังวันนี้ ก็คือเพื่อที่จะให้มีการได้เข้าใจ และได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงแต่กราบไหว้ แล้วก็มีคนถามว่า นับถือใคร นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์คือใคร ทำไมถึงนับถือ พระองค์ตรัสรู้ ตรัสรู้อะไร เห็นไหมไม่ใช่เพียงแต่เอาคำมาตอบ แต่เป็นผู้ที่รู้คุณจริงๆ มั่นคงด้วย นี่คือบารมี เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความเข้าใจถูกต้องตั้งแต่ต้น จะประจักษ์ว่าขณะนี้ เห็นดับแล้ว จึงมีได้ยิน ในเมื่อต่อกันสนิท เหมือนไม่มีอะไรหมดไปเลยทั้งสิ้น นี่คือความห่างไกลกันมาก กับความเป็นผู้ที่ตรัสรู้ กับผู้ที่ฟังคำของพระองค์แล้วคิดว่าง่าย พยายามหาทางอื่นที่จะประจักษ์แจ้งสภาพธรรม แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ และอดีตหมดแล้ว จะรู้ได้อย่างไร อนาคตก็ยังไม่มาถึง
เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า ขณะนี้ สิ่งที่กำลังมี ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จึงเป็นคำของผู้รู้ ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ก็พร้อมและหวังดี ที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย มากน้อยก็ไม่เป็นไรดีกว่าในสังสารวัฎฏ์ ต่อไปอีกยาวนานก็มืดสนิทต่อไป ไม่รู้ความจริง เพราะว่า กว่าจะรู้จริงได้ ต้องอดทนว่าจริงแน่นอนทุกคำที่พระองค์ตรัส แต่ว่าต้องเป็นผู้ที่ละเอียด มั่นคง ในความลึกซึ้ง ไม่ไปทางผิด เป็นการปลูกฝังบารมี คุณความดีทั้งหลาย ที่จะทำให้เริ่มเข้าใจสภาพธรรม เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นความไม่ดี จะรู้ความจริงได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง จะนับถืออะไร ก็ต้องมีเหตุ มีผล และ ก็ต้องรู้ว่าจริงหรือเปล่า เป็นประโยชน์หรือว่าเป็นโทษ เพราะไม่ใช่ความจริง ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ที่จะพิจารณาว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สุด ที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อรู้ความจริงนั้นประเสริฐที่สุด เพราะมิฉะนั้นแล้วเมื่อไรจะรู้ ในเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ต้องบำเพ็ญบารมีแน่นอน คือ ความอดทนที่จะรู้ว่า รู้อื่นจะจริงเท่ากับเห็นที่กำลังเกิดดับไหม ไม่ว่าอะไรที่กำลังมีขณะนี้ หมดเร็วมาก แต่อย่างอื่นก็เกิดแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ สิ่งที่จะเกิดข้างหน้าก็เข้าใจด้วย ก็ต้องเหมือนกันใช่ไหม เห็นเดี๋ยวนี้ ต้องเป็นเห็นเท่านั้น ไม่ว่าอดีตนานแสนนานมาแล้ว หรือขณะนี้หรืออนาคตต่อไป เปลี่ยนเห็น ให้เป็นไม่เห็นไม่ได้ เพราะเห็นเกิดแล้วเห็นแล้วด้วย ใครจะเปลี่ยนได้ ค่อยๆ สะสมประโยชน์อย่างสูงสุดในชีวิต เพราะว่ามีเหตุที่จะต้องเกิดแน่นอน ที่มีคนสงสัยว่าตายแล้วจะเกิดไหม ถ้ามีเหตุก็ต้องเกิด ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยก็ไม่เกิดใช่ไหม ใครจะไปทำให้เกิดได้
เพราะฉะนั้นยังมีเหตุปัจจัยที่จะต้องเกิด พ้นความเกิดไม่ได้ และเหตุปัจจัยเป็นอะไร เหตุที่ดีทำให้เกิดดี ไม่เกิดเป็นหนอน ไม่เกิดเป็นอะไรก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจเสียงที่ได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ความหมาย นี่ก็เป็นความต่างกันของเหตุปัจจัยทั้งหมด ในสังสารวัฎ เพียงหนึ่งในสังสารวัฎ แล้วไม่กลับมาอีกเลย ความเข้าใจขณะนี้กำลังสะสมเป็นบารมี ถ้าฟังอีกเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ดีไหม ประโยชน์หรือเปล่า ยิ่งกว่าอย่างอื่นไหม เหนือทรัพย์สินใดๆ ในโลก เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ในบรรดาสิ่งที่เกิดทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด
เพราะฉะนั้นมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยวันนี้เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวตอนเย็นก็เป็นตามเหตุตามปัจจัย พรุ่งนี้ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่เริ่มเข้าใจความจริง ดีกว่าไม่รู้เหมือนเดิมเพิ่มขึ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980