ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958


    ตอนที่ ๑๙๕๘

    สนทนาธรรม ที่ ศาลเยาวชน และครอบครัว จ.นครพนม

    วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    เเล้วก็ทีละคำจริงๆ จึงจะชื่อว่าประโยชน์จากการฟังคือเข้าใจแต่ละคำที่ได้ยินด้วยเหตุนี้นะคะ เราก็ไปช้าๆ ไม่กี่ครั้งตั้งแต่คำว่าธรรมะ คำว่าคันคำว่าอุปาทานการติดของเย็ดมั้ง เย็ดมันส์อะไรยึดมั่นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ยึดมั่นในสิ่งที่ได้ยินยึดมั่นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีนะคะ เพราะไม่รู้ว่าจากไม่เคยมีเลยแล้วก็เกิดมีแล้วก็หามีไม่คือดับไปไม่กลับมาอีกเลย ฉันแค่นั้นจริงๆ นะคะ เป็นแต่ละหนึ่ง จริงๆ ที่ปรากฏแต่ว่าเพราะไม่รู้ด้วยเหตุนี้ค่ะไม่ใช่ให้เราไปทำอะไรนะคะ ไม่ใช่ให้ไปรู้ทันทีอย่างที่พระเจ้าทรงแสดงแต่เพียงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นใคร แล้วก็ที่เรากราบไหว้นับถือนี่ค่ะเรากราบไหว้เคารพสูงสุดในพระปัญญาคุณที่ทำให้พระองค์บริสุทธิ์ จะกิเลสนะคะ ไม่มีกิเลสใดๆ อีกเลยทั้งสิ้น และในพระมหากรุณาคุณที่วันนี้ทำให้เราสามารถได้ยินคำที่ทำให้เราเริ่มเข้าใจ ใครไม่ใช่เพียงฟังนะคะ แต่ละคำนะคะ ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นเข้าใจเมื่อไร เห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ถ้าเราจะได้ยินคำว่าพุทธานุสติ สติคือการระลึกได้ขุดพระ อะนุสติ สติคือระลึกได้บ่อยๆ นะคะ ไม่ใช่เพียงขณะที่ฟังแล้วก็พุทธะคือ ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปัญญาที่ทรงดับกิเลสได้ด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้นขณะนี้ค่ะเห็นพระคุณเมื่อไหร่เป็นสติไม่ใช่เรานะคะ ที่กำลังระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่ฟัง และเข้าใจแล้วก็ถ้าไม่ได้ฟังนะคะ แต่ยังไม่ลืมค่ะยังคิดถึงคำที่เราเข้าใจขณะนั้นไม่ใช่เราแต่เป็นสติที่ระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นพุทธานุสติ เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่เราเคยฟังเผินๆ มาแล้วเนี่ยนะคะ แต่ว่าถ้าได้เข้าใจความจริงละเอียดขึ้นเมื่อนั้นเราก็จะได้รู้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งนะคะ ถ้าใครไม่ศึกษาทีละคำให้เข้าใจจริงๆ พวกนั้นผิดเพราะคิดเองเข้าใจเองแม้แต่คำว่าเวทนา เราก็มาใช้แบบน่าเวทนาเรียกเวทนาด้วยนะคะ แต่ความจริงคำที่ถูกต้องคือเวทนาเขาออกเสียงแต่ละคำ และก็ไม่ใช่ที่น่าสงสารเหลือเกินนะคะ แต่ความรู้สึกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโทมนัสความรู้สึกที่ดีใจสนุกสนานเพลิดเพลิน ขณะนั้นเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็ไม่กลับไปอีกเลยก็เป็นขั้นหนึ่งคือเวทนาขันธ์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะสุขจะทุกข์จะดีใจจะเสียใจนะคะ ขนาดนั้นก็เป็นธรรมะซึ่งเกิดขึ้น และก็เป็นความรู้สึก และก็เป็นการยึดมั่นด้วยว่าเราแสวงหาแต่ความรู้สึกที่เป็นสุข มีเงินมากๆ เพื่ออะไรค่ะ เพราะอะไรจึงอยากมีเงินมีทองมีสมบัติมากมาก แค่อยู่กลางเกาะ มีเงินเยอะแยะ แล้วเลยนะคะ เทรนด์ไปทั่วทั้งเกาะ ดีใจไหมคะ เอาไปทำอะไรได้ใช่ค่ะอาหารก็ไม่มีจะรับประทานรับประทานเงินไม่ได้แน่ธนบัตรก็รับประทานไม่ได้แล้วมีไว้ทำไม มีไว้เพื่อว่าจะได้สิ่งที่เราอยากได้อยากเห็นแต่สิ่งที่น่าพอใจทุกอย่างที่เราซื้อหามานะคะ เผื่อเราต้องการที่จะมีความสุขจากการที่เราได้สิ่งที่เราพอใจ เพราะฉะนั้นนะคะ รูปเป็นที่ยึดถือว่าสิ่งนั้นแหละจะนำความสุขความพอใจมาให้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วนะคะ เราต้องการอะไรเราต้องการสิ่งที่น่าพอใจทางตาอยากเห็นสิ่งสวยๆ งามๆ ทุกวันค่ะ ในบ้านนอกบ้านทุกแห่ง ถูกต้องมั้ยคะ เพื่ออะไรคะเพื่อแค่รู้สึกโทมนัสชั่วคราว และโทมนัสความรู้สึกมันก็ดับไปถ้าเกิดปวดท้องขึ้นมาทันทีในขณะนั้นทุกแล้วใช่ไหมคะสิ่งที่ปรากฏทางตาที่น่าพอใจช่วยอะไรได้ ทรัพย์สมบัติเงินทองช่วยได้มั้ยเพราะเหตุว่าขณะนั้นนะคะ เป็นทุกข์เพราะต้องเป็น เมื่อมีคันที่จะไม่ทุบเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วสิ่งนั้นดับ และก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยบางครั้งสุขบางครั้งทุกข์ บางครั้งดีใจบางครั้งเสียใจบังคับได้ไหมคะ อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้ไหมไม่ได้มีเงินมีเกียรติยศมีบริวาร บังคับได้ไหม มันแคบให้เขาดีได้ไหมคะ บังคับให้เราดีได้ไม่เป็นธรรมะทั้งหมดซึ่งเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจคนคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้นแค่เพียงได้ฟังพระพุทธพจน์สั้นๆ แต่ว่ามีความเข้าใจจริงๆ แน่นอนนะคะ เราก็จะเป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหวไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เป็นธรรมะซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คนการดีตาบอดได้ไหม ขาขาดได้ไหม แขนขาดได้ไหม ทำไมเป็นไปได้ค่ะใครทำให้ไม่ใช่ใครทำให้เลยนะคะ กรรมคือ การกระทำที่ได้ทำไปแล้วแม้ว่าดับไปแล้วนะคะ แต่แม้แต่การเกิดมาเป็นเราก็เพราะกำแหน่งที่ได้กระทำแล้วแรงกรรม สามารถที่จะทำให้เกิดอะไรที่ไหนก็ได้ขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้นะคะ ถ้าไม่บอกจะไม่รู้ค่ะเป็นผลของกรรมที่เกิดขึ้นเห็น พระกันทำให้มีแจกคูประสาถ้ารูปพิเศษที่อยู่กลางป่าที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นแต่ตาไม่เห็นสิ่งที่กระทบตาก็ไม่เห็นแต่เป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเห็นแต่ไม่เคยรู้เลยนะคะ ว่าเป็นธรรมะชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปเพราะไม่รู้จึงเป็นเราตั้งแต่เกิดกี่พวกกี่แชร์ก็เป็นเราไปหมดแต่ความจริงเป็นธรรมะค่ะไม่ใช่เรา ถูกต้องมั้ยคะ ฟังเพื่อเข้าใจถูก ตามความเป็นจริงของธรรมะจนกว่าจะรู้จริงอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และก็ดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้นก็ปั่นทุกคำเข้าใจทุกคำคำไหนที่ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ และยังสงสัยนะคะ ก็สนทนากันต่อไปเพื่อที่จะได้ประโยชน์จริงๆ คือเข้าใจคำที่เราได้ยิน แต่ละคำด้วยนะค่ะเมื่อเข้าใจคำหนึ่ง และก็เข้าใจคำต่อไปเข้าใจคำต่อไปตอนนี้เข้าใจคำว่าเวทนาแล้วใช่ไหมคะกำลังมีอยู่เกิดดับด้วย และก็เกิดพร้อมจิตแต่ไม่ใช่จิตเป็นครั้งที่เท่าไหร่คะใน ๕ คัน ฉันมี ๕ ค่ะ โรคประชันหนึ่ง เวทนาขันธ์หนึ่ง กล่าวไปคนที่เข้าวัดเคยได้ยินนะคะ จำได้เขาบอกว่าขั้นที่ ๓ คือ สัญญาขันธ์ ได้ยินคำนี้ถึงแม้ว่าไม่ได้ฟังธรรมะใช่ไหมคะสัญญาสัญญาว่าจะมาฟังธรรมะ พูดแก้ใช่ไหมคะแล้วสัญญาคืออะไรสัญญาไม่ใช่เรา สัญญา ไม่ใช่เสียง แม้จะได้ยินคำนั้นนะคะ แต่ตัวสัญญาจริงๆ เนี่ยไม่ใช่เสียง สัญญาเป็นภาษาบาลีค่ะไม่ใช่ภาษาไทย สัญญาหมายความถึงสภาพธรรมะหนึ่งทุกอย่างที่ทรงแสดงนะคะ เป็นธรรมะทั้งหมดแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งสัญญามีจริงๆ นะคะ สัญญาเป็นสภาพจำ เห็นไหมคะ ถ้าเราไม่รู้ความหมายด้วยคำว่าสัญญาว่าจะพบกัน แต่ความจริงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดก็จะ แชมป์อะไรคะจำสิ่งที่กำลังเห็นรู้เลยใคร นี่อะไรก็รู้หมดเพราะแจ่ม เพราะฉะนั้นสภาพจำมีจริงๆ นะคะ ตั้งแต่เกิดด้วย จิตเกิดเมื่อไหร่จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท แสดงว่าแม้แต่จิตนี้ค่ะซึ่งเป็นธาตุรู้ก็เกิดเองไม่ได้ไม่มีอะไรที่จะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครจิตก็ไม่ได้ไปบังคับเจตสิกไม่ได้ไปขอร้องไม่ได้บอกเจตสิกก็ไม่ได้ถูกจริตสั่งให้เกิดหรือทำอะไรเลยนะคะ แต่ธรรมะทั้งหมดนะคะ ธรรมดามาจากคำว่าธรรมดาคือเป็นไปตามสภาพธรรมะนั้นๆ ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เปลี่ยนไม่ได้แต่ทรงแสดงความจริงจึงเรียกว่าอริยสัจธรรม ความจริงซึ่งทำให้ผู้ที่ได้ฟังนะคะ เกิดปัญญาประจักษ์แจ้งความจริงด้วยตนเอง จึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ด้วยการฟังพระธรรมจึงเป็นสาวก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมไม่ใช่สาวกแล้วจะรู้ความจริงนี้ได้ไม่คิดเองก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกคำนะคะ ต้องศึกษาจริงๆ ที่เคยสัญญาไว้ทั้งหมดนะคะ ต้องรู้ว่าไม่ใช่เสียงไม่ใช่คำ แต่เป็นสภาพที่จะ และจำทุกขณะจิตจิตเกิดที่ไหน ๗ รู้แจ้งสัญญาเกิดพร้อมกันรูพร้อมกันแต่สัญญาจำสิ่งที่จิตกำลังรู้ เนี่ยค่ะก็คือธรรมะซึ่งไม่เข้าใจเลย และก็คิดว่าเป็นเรา แต่ความจริงเดี๋ยวนี้มีจิตจึงนั่งอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ก็มีเจตสิกเช่นความรู้สึกกับความจำเกิดกับจิตทุกขณะด้วยอย่างนี้จะเข้าใจคันใหม่ค่ะจะเข้าใจธรรมะไหมว่านี่คือ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และใช้คำว่าธรรมะหมายความจริงสิ่งที่มีจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยปรากฏเป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งไม่ใส่ความจำนะคะ ไม่ต้องท้อง แต่ว่าพอเข้าใจแล้วนะคะ รู้ได้เลยจ้ะไม่ใช่จิต ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะฉะนั้นนี่เป็นขั้นที่ ๓ ที่สำคัญมากด้วยนะคะ เป็นอุปทานที่ทำให้เห็นยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะจำ เดี๋ยวนี้แจ่มรึเปล่าคะ จำอะไร หรรษาค่ะ แจ่มสิ่งที่ปรากฏให้เห็นถ้าไม่จำเดินไปไหนได้ไหมเนี่ย ค่ะนั่งได้ไหม ถ้าไม่แจ่มนะคะ เป็นไปไม่ได้เลย แอร์ประจำจึงรู้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็รู้ว่านั้นรถ นี่ ๙ อี้ แนนคนนี้นกในขณะนั้นคือแจ่มค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความจำ อะไรอะไรก็ไม่สามารถที่จะ ทำให้เป็นไปตามปกติได้ นอกจากไหมคะ มีจิตรึเปล่า เป็นคันหรือเปล่าเป็นขั้น เพราะฉะนั้นขันธ์ ๕ ไม่ได้จำกัดเฉพาะรูปร่างอย่างนี้ แทรกมีจิตที่ไหนไม่ต้องคำนึงถึงรูปร่างเลยนะคะ เห็นเกิดในน้ำก็ได้ปลาก็เห็น นกบินแปลนะคะ ไม่เห็นจะบินไปได้ไหมคะ ไม่จำจะบินไปได้ไหม และคณะนั้นก็ทั้งเห็นด้วยทั้งจำด้วยทั้งรู้สึกด้วยทั้ง ๓ คันแต่คันทั้งหมดมี ๕ เราก็พูดทีละขั้นทีละขั้นนะคะ ตอนนี้เป็นคันที่ ๓ ทำมาจริงๆ ไม่ยากเลยเพราะอะไรคะจำแลงมีเดี๋ยวนี้สามารถที่จะเข้าใจได้เดี๋ยวนี้แล้วถ้าเข้าใจแล้วต้องท้องไหมคะ ต้องเปิดหนังสือไหมไม่ต้องเลยค่ะ เพราะฉะนั้นคนในยุคนั้นนะคะ ฟัง พระพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่กำลังมี ให้รู้ความจริงในขณะนั้นทันที เพราะฉะนั้นสามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษาของตนของตน เพราะฉะนั้นเราใช้ภาษาไทยสำหรับคนไทยนะคะ แต่เมื่อเข้าใจแล้วเราใช้คำภาษาบาลีได้เพื่อจะได้ตรงกับคำที่ได้ทรงแสดงไว้เพื่อที่จะได้มั่นคง ให้เห็นว่าถ้าเราจะไม่ใช้ภาษาบาลีเลยนะคะ จะค่อยๆ เปลี่ยนความหมายไปตามแต่ละภาษาอย่างเช่นเวทนาเป็นต้นอารมณ์หรืออารมณ์นะเป็นต้นหรือแม้แต่คำว่าธรรมะก็อาจจะเข้าใจผิดก็ได้ใช่ไหมคะบางคนก็บอกว่าถ้าไม่ดีไม่ใช่คำว่า ถ้าดีจึงจะเป็นธรรมะแต่โดยกว้างทุกอย่างเป็นธรรมะแต่ธรรมะที่ดีก็มีก็แยกเป็นกุศลนะคะ ธรรมะที่ไม่ดีก็มีก็เป็นอกุศล และธรรมนี่ขำขำกับเพื่อแสดงความหลากหลายของสิ่งที่มีจริงให้ชัดเจนขึ้นจากคำเดียวนะคะ แต่ออกไปนับไม่ถ้วนที่กล่าวว่าพระไตรปิฎกทั้งหมดนะคะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไม่ต้องไปนั่งนับ เสียเวลานะคะ เข้าใจดีกว่าใช่ไหมคะ อาจารย์ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ว่าธรรมะเพื่อเข้าใจ ธรรมะที่พระพุทธเจ้ากระทุกคำนะคะ เพื่อประโยชน์คือเข้าใจถ้าไม่เข้าใจจะเสียเวลามากเลยค่ะวันหนึ่งชั่วโมงหนึ่งนาทีหนึ่งไม่เข้าใจก็เสียเวลาแล้วในการฟัง เพราะฉะนั้นการฟังจริงๆ นะคะ เผื่อเข้าใจ จากนี้ไม่แยก และใช่ไหมคะ รูปประชันเวทนาฉันสัญญาขันธ์ กิ้งก่า ก็แล้วกัน มีสัญญาขันธ์ไหมคะมีแน่นอนค่ะไม่งั้นจะกินได้ไหมเป็นสัตว์ก็ต้องกินเพราะฉันเพราะจำได้แล้วก็สัญญาขันธ์ของ แมวสัญญาขันธ์ของนก สัญญาขันธ์ของมนุษย์ เหมือนกันไหมคะ ค่ะ ธรรมะเป็นธรรมะไม่ใช่ใครเลยค่ะไม่เปลี่ยนด้วย เพียงรูปร่างทำให้คิดว่านั่นเป็นนกนี้เป็นแมวแต่ความจำเป็นความจำสัญญาเป็นสัญญาความรู้สึกเวทนาเป็นเวทนา ไม่ต้องคำนึงถึงรูปร่างใดๆ เลยเทวดาจำหรือเปล่า กรมแจ่มหรือเปล่า ให้สัมมาสัมพุทธเจ้าจำหรือเปล่า ไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ ทำไมต้องเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น สัญญาขันธ์ไม่ใช่คนไม่ใช่เทพไม่ใช่นกไม่ใช่แมวสัญญาขันธ์เป็นสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นแล้วจำ เท่านั้นเองค่ะ เปลี่ยนไม่ได้เลย กี่คันนะคะ รูปประกันเวทนาขันธ์สัญญาขันธ์เหลืออีกเพียงสองก็จะครบ ๕ คันนะคะ คันเก่าไปก็คือสังขารักขัน ถ้าจะกล่าวถึงขันธ์ ๕ นะคะ รูปขันธ์หนึ่งเวทนาขันธ์ หนึ่งสัญญาขันธ์หนึ่ง สังขารขันธ์หนึ่งวิญญาณนะคะ หนึ่งครบ ๕ คันไม่ใช่จำแค่ชื่อแล้วจบ ไม่เข้าใจอะไรเลยแต่ต้องเข้าใจจริงๆ ในแต่ละขั้นเพราะเหตุว่ารูปขันธ์ไม่ใช่เวทนาขันธ์ไม่ใช่สัญญาขันธ์ไม่ใช่สังขารขันธ์ไม่ใช่วิญญาณนะคะ หนึ่งต้องเป็นหนึ่งจริงๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้นะคะ มาถึงขั้นใหญ่ ความจริงก็ใหญ่ทั้งนั้นนะคะ แต่ว่าเกิดประเภทก็คือว่านะคะ ขณะนี้ค่ะไม่ได้มีแต่ รูปไม่ได้มีแต่ความรู้สึก เมดิสมีแต่ความจำ มีอย่างอื่นอีกมาก ชอบไหมคะ ชอบดอกไม้ ฉากแม่น้ำโขง ชอบต้นไม้นะคะ ช้าไปจริงๆ ใช่ไหมคะ ไม่ใช่ความรู้สึก ภาษาบาลีนะคะ หนูผ้านั้นถ้าราคาทุกคำนะคะ ที่เป็นความติดข้อง จะน้อยจะมากไม่สำคัญเลยค่ะแค่ติดข้องนิดเดียว ก็เป็นสภาพธรรมะนั้นไม่ใช่สภาพธรรมมะรินเหมือนไฟร้อนนะคะ แค่นิดเดียวแค่ไม้ขีดไฟก็ร้อนจนกระทั่งถึงไฟไหม้บ้านไฟก็ไฟไหม้โลกก็ยังคงเป็นไฟไหม้เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นแม้แต่สภาพธรรมะแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งชอบก็ไม่ใช่ความรู้สึกค่ะแยกกันละเอียดมาก แห่ขณะใดที่ชอบความรู้สึกที่เกิดร่วมด้วยนะคะ ต้องเป็นโสมนัสเวทนาชอบมากเลยนะคะ ตื่นเต้นดีใจหรือว่าน้อยกว่านั้นอีกจนเฉยๆ แต่ชอบไม่มาก ตื่นขึ้นมานะคะ อยากรับประทานน้ำไหม ชอบใช่ไหมคะธรรมดาใช่ไหมไม่ตื่นเต้นแต่พอพบอาหารอร่อย ช้าไปค่ะความรู้สึกเป็นยังไงคะ ลิ้นจี่ลูกใหญ่ๆ รสหวานมากเลยนะคะ ความรู้สึกเป็นยังไงแค่ได้ฟังเห็นไหมคะยังไม่ทันจะลิ้มรสเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรมะค่ะด้วยเหตุนี้นะคะ จิตเป็นหนึ่งเกิดเมื่อไรเป็นสภาพที่เพียงรู้แจ้ง ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างเสียงเนี่ยค่ะเสียงเมื่อเช้านี้กับเสียงเดี๋ยวนี้ ไม่เหมือนกันล่ะคนละเสียงล่ะเป็นเสียงเดียวกันไม่ได้เลยเพราะอะไรคะเพราะจิตที่เกิดได้ยินรู้แจ้งเสียงทุกเสียง แม้ว่าเสียงอะไรก็ตามที่เราบอกว่าเสียงสูงเสียงต่ำเพราะจิตรู้แจ้งเสียงเวลาฟังดนตรีในขณะหลายชนิดมากเลย เสียงกลองเสียงพิณเสียงขลุ่ย ไม่เหมือนกันเลยใช่ไหมคะเพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งแต่ละเสียงมีหน้าที่เดียวค่ะจริง คืออย่างเดียวแต่รู้แจ้งชัดเจนในสภาพของสิ่งที่ปรากฏแต่ไม่ใช่ปัญญานะคะ ไม่ใช่ความเห็นถูกความเข้าใจถูกใดๆ เลยทั้งสิ้นเพียงแต่เป็นสภาพที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้รู้ทางกายหรือทางหูหรือทางจมูกหรือทางลิ้นหรือทางกาย หรือทางใจ นี่คือสภาพธรรมะทั้งหมดเลยนะคะ วันนี้ก็ได้รู้จักสภาพธรรมะที่มีจริงๆ ตั้งแต่รูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์นะคะ สำหรับสั่งฆ่า และคันนี้ค่ะเจตสิกคือสภาพธรรมะที่เกิดกับจิตทั้งหมด มี๕๒ ประเภท เพราะฉะนั้นความรู้สึกเป็นจิตรึเปล่าคะ ความรู้สึกเกิดกับจิตทุกขณะ เป็นจิตรึเปล่า แม้แต่คำที่ว่าความรู้สึก เกิดกับจิต ทุกคณะเป็นคำตอบ และใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นความรู้สึกเป็นจิตรึเปล่า ค่ะ ความรู้สึกเป็นจิตรึเปล่าคะไม่เป็นเห็นไหมคะถ้าเข้าใจแล้วมั่นคงค่ะใครจะว่ายังไงก็ความจริงก็ต้องเป็นความจริง เพราะฉะนั้นความรู้สึกไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิต แล้วก็รู้สึกในสิ่งที่จิตกำลังรู้ด้วยพร้อมกันเลยแบบพร้อมกัน เพราะฉะนั้นความรู้สึกเป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นเจตสิกทั้งหมดไม่ใช่มีแต่ความรู้สึกซึ่งเป็นเวทนาเจตสิกนะคะ มีถึง ๕๒ ประเภท ให้กล่าวถึงแรกนะคะ เคเวทนาความรู้สึกเป็นเจตสิกหนึ่งสัญญาความจำเป็นเจตสิกหนึ่ง เพราะฉะนั้นเจตสิกอีก ๕๐ เป็นสังฆาราคัน สภาพธรรมะที่ปรุงแตกนะคะ บางครั้งชอบ บางครั้งไม่ชอบ เพราะฉะนั้นขณะใดที่โลพระความติดข้องเกิดกับจิต จิตนั้นมีโลพระร่วมด้วยเป็นมูลเป็นแรกสำคัญมากเลยค่ะเหมือนรากของต้นไม้นะคะ ซึ่งจะงอกงามจากเมล็ด ซึ่งเป็นมูล เพราะฉะนั้นเราพระทำให้มีทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนะคะ วิชาการต่างๆ ขั้นการตัดเย็บทั้งการทำอาหารทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลยค่ะเพราะมีความต้องการที่จะให้เป็นอย่างนั้นด้วยเหตุนี้นะคะ หนูพระก็เป็นสภาพธรรมะที่เป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งพอถึงโทสะ ความขุ่นเคืองความไม่พอใจทำร้ายได้อาวุธต่างๆ นะคะ มีเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้นะคะ ในเมื่อมีความขุ่นเคืองใจนะคะ กลายเป็นอย่างไรความคิดเป็นอย่างไรเริ่มคิดเบียดเบียน เริ่มคิดทำร้าย แล้วก็ปรุงแต่งไปจนแท้งสามารถที่จะทำการกระทำซึ่งเป็นโทษมากมายทั้งหมดนะคะ เพราะความไม่รู้แหละเพราะอกุศล และเจตสิกแสดงว่าเจตสิกทั้งหมด ๕๒ ประเภทนะคะ เจตสิกฝ่ายดี เราก็เรียกว่าโสพณเจตสิกทั้งหมดมี ๒๕ ประเภทเจตสิกที่เป็นฝ่ายไม่ดีทั้งหมดนะคะ มี๑๔ ประเภท ที่เหลือเท่าไหร่ ไม่อยากคิดก็ไม่เป็นไรไม่อยากบวกลบก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ ก็เป็นเจตสิกซึ่งเกิดได้ทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล นี่ก็ค่อยๆ ยาวไปยาวไปเรื่อยๆ นะคะ แต่ก็เป็นการให้รู้ความจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังเป็นอย่างนี้เพื่อที่จะให้เข้าใจแม้แต่คำเดียวคือคำว่าคัน


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    13 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ