ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๑

    สนทนาธรรม ที่ ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.นครพนม

    วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกข์จริงๆ ต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ท่านใดก็ตาม ถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะกล่าวคำเช่นนี้ไม่ได้ แต่กล่าวคำอื่นเทียบเคียงได้

    ผู้ฟัง เราพูดกันมากเหลือเกินว่าทุกวันนี้อยู่กันที่วัตถุ ไปถามผู้รู้ ท่านก็ว่าเรื่องนี้เป็นกฎของไตรลักษณ์

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าไม่เหมือนเดิม ใช่หรือไม่ เมื่อก่อนนั้นทุกอย่างดูสงบ ดูราบเรียบ มีศีลธรรม มีจริยธรรม มีคุณธรรม แต่ ๑๐ ปีเท่าที่ปรากฏ สั้นๆ เพียงแค่ ๑๐ ปีก็ต่างกันไปมาก ขอให้พิจารณาว่าถ้าไม่มีธรรมเลย จะมีคนหรือไม่ ไม่มีใช่หรือไม่ แต่ธรรมมีสองอย่างคร่าวๆ คือดีและชั่ว เพราะฉะนั้น ถ้ายุคใดสมัยใดมีคุณธรรม หมายความว่ามีความดีมาก มีความสุขความสงบมาก แต่ถ้ายุคใดธรรมฝ่ายไม่ดีมีมาก ยุคนั้นต้องมีความไม่สงบ ไม่เป็นสุขเหมือนเดิมมาก

    ดังนั้นจริงๆ แล้ว คนดี คนชั่ว คือ ธรรมฝ่ายดีและฝ่ายชั่วนั่นเอง ธรรมฝ่ายไม่ดีเกิดมาจากไหน และธรรมฝ่ายดีเกิดมาได้อย่างไร ธรรมฝ่ายชั่วก็เพราะความไม่รู้ความจริงว่าอะไรดี อะไรชั่ว แต่ธรรมฝ่ายดีเพราะได้สะสมมาจึงสามารถที่จะมีปัจจัย คือการสะสมมาแต่ก่อนที่จะทำให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว แม้ยังไม่ได้ศึกษาพระธรรมเลย แม้แต่เพิ่งเกิดมาเป็นเด็กเล็กๆ เด็กบางคนเกเรตั้งแต่เติบโตขึ้นมา เด็กบางคนขยันช่วยพ่อแม่ พ่อแม่อาจจะป่วยไข้เป็นอัมพาตแต่เขาก็มีความกตัญญู

    เมื่อเช้าเพิ่งฟังเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งซึ่งกตัญญูมาก คุณพ่อป่วย ตัวเขาเองปั่นจักรยานไปโรงเรียน ตอนกลางวันต้องกลับมาดูแลพ่อแม่อีก นี่เป็นอุปนิสัยที่สะสมมา เพราะฉะนั้น ถ้าเขาเติบโตขึ้นแล้วมีการสะสมที่ดีขึ้น เขาจะเป็นคนที่นำความสุขความสงบ ไม่นำความทุกข์หรือความเบียดเบียนมาให้ใคร แต่ว่าขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วย ตอนเป็นเด็กเกิดมาใหม่ก็น่ารักทุกคน ไปดูตามโรงพยาบาลนอนเรียงกันเหมือนกันหมด ไม่เห็นมีอะไรต่างเลย แต่เมื่อโตขึ้นค่อยๆ ต่างไปทีละเล็กทีละน้อย เข้าโรงเรียนเพื่อนฝูงต่างไปอีก ความประพฤติต่างๆ ก็ต่างไปอีก อุปนิสัยใจคอทุกอย่างมาจากสิ่งแวดล้อม

    เพราะฉะนั้น ท่านใช้คำว่าอุปนิสสยะ แล้วเพิ่มคำว่าปักตู หมายความถึงปกติ อุปนิสสยะ นิสสยะหมายความถึงที่อาศัย เกิดมาแล้วอยู่ที่ไหน สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร อุป (อุ-ปะ) แปลว่ามีกำลัง ที่อาศัยคือครอบครัวก็มีกำลัง โรงเรียน เพื่อนฝูงมิตรสหาย ก็มีกำลัง แล้วเเต่ว่าจะคุ้นเคยกับอะไรมากน้อยเพียงใด

    ดังนั้นเมื่อมีที่อาศัยที่มีกำลังซึ่งเป็นปกติ หมายความว่าปกติของเราทุกวันที่ค่อยๆ คุ้นเคย ทำให้บุคคลนั้นต่างจิตต่างใจ ต่างความประพฤติ ต่างความคิดความเห็น ถ้ายุคใดขาดความเข้าใจพระธรรมจะเห็นได้เลยว่าเป็นยุคสับสน ยุคงมงาย ที่ใช้คำนี้ก็เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้ความจริง ใช้คำว่างมงายได้หรือไม่ เพราะไม่รู้ความจริงแล้วไปไหว้ต้นกล้วย ปลาทอง ปลาไหล ที่เขาไหว้กันสารพัดอย่าง ซึ่งไม่มีในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยสักอย่าง

    เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่ตรงต่อพระธรรมไม่หวั่นไหวในคุณความดี เพราะรู้ว่าเหตุดี ผลต้องดี เหมือนเมื่อวานนี้ถ้าอยู่ท่ามกลางคนชั่ว เขาเปรียบเทียบว่าเหมือนอยู่ท่ามกลางฝูงกา ขอเป็นคนดีหนึ่งคน เป็นหงส์ในฝูงกาก็เป็นได้ไม่หวั่นไหว เพราะอย่างไรๆ ทั้งหงส์ทั้งกาก็ต้องตาย แต่ว่าผลต่างกันแล้วใช่หรือไม่ ผลของกาเป็นอย่างไร ผลของหงส์เป็นอย่างไร

    ดังนั้น ถ้ามีพระธรรมเป็นที่พึ่งจริงๆ พึ่งได้แน่นอน คนอื่นพึ่งไม่ได้ถ้าไม่ใช่คำจริง ความจริง วาจาสัจจะ ซึ่งนำไปสู่ญาณสัจจะซึ่งจะได้จากผู้ที่ทรงตรัสรู้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คนอื่นไม่ได้ตรัสรู้ มีแต่คำเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเตือนใจกันไป แต่เปลี่ยนอุปนิสัยหรือว่าความเข้าใจที่ผิดไม่ได้ แต่ถ้าคนที่เคยเห็นผิด เข้าใจผิดมาก่อนนั้น เมื่อฟังธรรมเเล้วไตร่ตรองได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก จึงมีพระธรรมเป็นที่พึ่งได้

    เพราะฉะนั้น ประเทศใด เมืองใด ครอบครัวใดก็ตาม ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกและความเห็นถูกซึ่งเป็นธรรมที่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากภัยของกิเลสที่นำมาสู่ภัยอื่นๆ มากมายได้ ซึ่งถ้าหวังจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นนั้น หวังคนอื่นคงไม่ได้นอกจากตัวเอง แต่ละหนึ่งคนเป็นคนดี และเป็นคนดีจริงๆ เพิ่มขึ้นได้ต่อเมื่อมีความเข้าใจถูก ถ้ามีความเห็นผิดเป็นคนดีไม่ได้ เพราะเหตุว่าการเข้าใจผิดไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปสู่ความถูกต้อง

    ผู้ฟัง การสอนพุทธศาสนาแก่เยาวชนของเรา เริ่มต้นที่ความยากว่า เด็กที่รับคำสอนไปไม่เข้าใจ เดิมดิฉันสอนเด็กว่า ความรู้เป็นเบื้องต้นไม่ใช่ปัญญา ถ้าเราจะให้เด็กถึงขั้นปัญญา ควรจะมีอะไรที่ปฏิบัติในชีวิตที่ไม่ยุ่งยากมากนัก เพื่อจะใช้ปัญญานั้นเดินไปสู่ธรรมที่ลึกซึ้งจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นชีวิตจริง ซึ่งแม้แต่การที่เราจะกล่าวถึงคำหนึ่งคำใด เราก็คิดบ้าง เข้าใจบ้าง ฟังคนอื่นบ้าง แต่ว่าความถูกต้องของความคิดนั้นคืออะไร แม้แต่คำว่าปัญญา จริงๆ คืออะไร ความรู้คืออะไร เพราะมีความละเอียดมาก ถ้าศึกษาต่อไปที่ลึกซึ้งขึ้นอีก ความรู้โดยการที่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพียงเท่านี้ใครๆ ก็รู้ใช่หรือไม่ ถามเด็กว่าเห็นหรือไม่ เด็กตอบว่าเห็น ถามเด็กว่าได้ยินหรือไม่ เด็กตอบว่าได้ยิน เพราะอะไร เพราะเห็นมีจริง ได้ยินมีจริง เห็นกำลังเห็น คือรู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้เป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็นได้มากมายเหลือเกิน

    โกรธ ใครเห็นโกรธบ้าง มองอย่างไรก็จะเห็นโกรธไม่ได้เลย เห็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น ไม่ว่าในขณะใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ความรู้ ถ้าใช้คำว่าความรู้ ต้องหมายความถึงสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถจะรู้ว่า ขณะนี้อะไรมีจริงๆ ที่ปรากฏ เช่น ขณะที่ได้ยินต้องเป็นความรู้เสียง ไม่ได้รู้อื่นเลย รู้เพราะสามารถรู้เสียงที่เราใช้คำว่าได้ยินนั่นเองคือ รู้ รู้เสียงว่าเสียงนั้นไม่เป็นเสียงอื่นเลย เสียงมีตั้งหลายเสียง เสียงเกิดและเสียงก็ดับด้วย

    เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เสียงหนึ่งปรากฏเพราะมีได้ยินคือ กำลังรู้เฉพาะเสียงนั้นเท่านั้นแล้วเสียงก็ดับไป เมื่อมีได้ยินใหม่ก็ได้ยินใหม่ ไม่ใช่เก่า และได้ยินใหม่เกิดขึ้นทางหู อาศัยหูและเสียง ได้ยินนั้นก็เกิดขึ้น รู้เสียงคือได้ยินเสียง โดยที่สภาพรู้หรือธาตุรู้มีเป็นปกติ

    ถ้าเราจะกล่าวถึงความรู้ที่คนอื่นเขารู้คือ เขาพูดเรื่องวิชาการนั้นเพราะเขาเป็นผู้รู้เรื่องนั้น แต่ไม่ใช่เข้าใจความรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วลักษณะที่เกิดขึ้นรู้คืออย่างไร เพราะเวลาที่เราคิดว่าคนนั้นรู้เรื่องนี้ คนนี้รู้เรื่องนั้นซึ่งขณะนั้นเป็นคิด ไม่ใช่เป็นเห็น ไม่ใช่เป็นได้ยิน แต่ขณะนั้นเป็นคิด เขาสามารถที่จะคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ได้ หรือเรื่องดาราศาสตร์ เรื่องไหนก็ได้ ขณะนั้นไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน แต่เป็นคิด

    ด้วยเหตุนี้ สภาพที่รู้เท่านั้นรู้ในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ รู้นั้นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ใช้คำว่าจิต ภาษาบาลีคือจิตตะ ซึ่งจะใช้คำว่าวิญญาณ เพื่อให้ละเอียดขึ้นว่าหมายความถึงจิตใด เช่น ขณะเห็นเป็นจักขุวิญญาณ ในภาษาบาลีออกเสียงอีกอย่าง แต่ภาษาไทยก็พูดสั้นๆ จักขุ-ตา วิญญาณ-เห็น ธาตุรู้เกิดขึ้นโดยอาศัยตา ถ้าไม่อาศัยตาเห็นเกิดไม่ได้เลย แล้วเกิดขึ้นทำอื่นไม่ได้ด้วย นอกจากเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธาตุรู้

    ถ้าจะใช้คำว่าความรู้ หรือปัญญา ก็ต้องเข้าใจในลักษณะที่ต่างกันว่า ธาตุรู้ยังไม่ใช่ปัญญา เพราะยังไม่ใช่ความเห็นถูกเข้าใจถูก เพียงแต่มีปัจจัยเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแยกโดยละเอียด

    ทางตา ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เป็นจักขุวิญญาณ ทางหู-โสตวิญญาณ ทางจมูก-ฆานวิญญาณ ทางลิ้น-ชิวหาวิญญาณ ทางกายที่อ่อนแข็งกำลังปรากฏ-กายวิญญาณ นอกจากนั้นโดยนัย ๖ ที่เหลือเป็นมโนวิญญาณ รู้ได้ทางใจ แต่ความละเอียดปลีกย่อยมีอีกมากที่จะทำให้รู้ว่าไม่ใช่เรา นั่นคือความเข้าใจถูกความเห็นถูก ซึ่งต่างจากการรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าศาสตร์ใดๆ คือเพียงแค่คิดแต่จะไม่รู้ความจริงเลย ไม่ว่าเขาสามารถจะคิดสิ่งที่เราน่าอัศจรรย์ว่าเขาคิดได้อย่างไร ไอพ็อด ไอแพ็ด อะไรต่างๆ แต่เพียงแค่คิด เพราะว่าขณะนั้นมีเห็นทางตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจที่คิด แต่ยังไม่ใช่ความเห็นถูกต้องซึ่งเป็นปัญญา เป็นสภาพที่เข้าใจถูกเห็นถูกในความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่ใช่สัตว์บุคคล แต่เป็นธาตุแท้ๆ ของสิ่งนั้น

    คำว่าธาตุ หรือ ธา-ตุ ในพระพุทธศาสนาทรงแสดงไว้ละเอียดมาก ถึงแม้สภาพของจิตในขณะนี้แต่ละจิตเป็นธาตุอะไร ต่างกันอย่างไรตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าจะใช้คำว่าธาตุ ผู้ที่ทรงตรัสรู้ต้องรู้มากกว่านักวิทยาศาสตร์คนใดทั้งสิ้น เพราะเขาไม่สามารถจะรู้ถึงจิต ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดดับต่างๆ กันและไม่ปรากฏ โดยความเป็นธาตุต่างๆ กัน แม้ว่าจะเป็นจิต เป็นวิญญาณธาตุ เป็นมโนธาตุ เป็นมโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้แสดงความหลากหลายของสิ่งที่ไม่ปรากฏกับคนอื่นเพราะไม่ใช่ปัญญา

    เพราะฉะนั้น ปัญญาจริงๆ ไม่ใช่ปัญญาอย่างชาวโลก ชาวโลกคิดว่าคนนี้รู้มากเป็นนักปราชญ์ เป็นปัญญาสาขานั้น หรือสาขานี้ต่างๆ แต่ในพระพุทธศาสนาหมายความถึง ธาตุที่สามารถที่จะเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ แม้ไม่เรียกว่าปัญญาก็ต้องเป็นปัญญา เหมือนกับแม้ขณะนี้กำลังเห็น ไม่ต้องเรียกว่าเห็นเลย เปลี่ยนชื่อก็ได้ แต่เปลี่ยนเห็นไม่ได้ เห็นเป็นเห็น

    ดังนั้นปัญญาจริงๆ คือ ความสามารถที่จะเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ โดยถ่องแท้ โดยสิ้นเชิง คือขณะนี้ สิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นและดับไป นั่นคือปัญญาจริงๆ เพราะฉะนั้น มีทั้งความรู้ที่ไม่ใช่ปัญญา และความรู้ที่เป็นปัญญา

    --------------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร จ.นครปฐม

    วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ผู้ฟัง มีคำถามว่า จากการศึกษา จากการฟังทำให้ทราบว่าสติปัฏฐานเกิดได้ยากยิ่ง เรียนถามว่า ลักษณะของสติปัฏฐานจริง ที่ไม่ใช่การคิด เช่น เห็นคน ขณะจิตแรกของสติปัฏฐานที่จะเป็นสติปัฏฐานจริงคืออะไร

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วน่าจะคิดก่อนว่าจะเข้าใจสติปัฏฐาน หรือว่าจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ แต่ละคนเมื่อได้ยินคำอะไรก็อาจจะสนใจและอยากจะรู้ว่าคำนั้นคืออะไร หมายความว่าอะไร แต่ว่าตามความเป็นจริง ธรรม ต้องเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง แม้แต่สติปัฏฐาน ถ้าเข้าใจแล้วก็คือ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อใดเมื่อนั้นจึงจะเป็นสติปัฏฐาน เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ทางตากำลังปรากฏ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจอะไรเลย ก็จะไม่เข้าใจสติปัฏฐาน แต่เวลาที่เริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องคิดถึงคำว่าสติปัฏฐาน แต่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้มากน้อยเพียงใด ไม่ต้องกังวลถึงคำว่าสติปัฏฐาน

    ผู้ฟัง คือเหมือนกับได้ยินคนพูดกันมาว่าที่เชียงใหม่สวยมาก เขาก็อยากจะรู้ว่าสวยอย่างไร

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าเชียงใหม่อยู่ที่ไหน และเชียงใหม่คืออะไร ไม่ใช่เชียงใหม่สวยอย่างไร เพราะเชียงใหม่เป็นเพียงชื่อ เชียงใหม่ตัวจริงๆ คืออะไร เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดนั้นความลึกซึ้งอยู่ที่ทุกคำ กำลังมีในขณะนี้และจะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะว่าพระธรรมทั้งหมดเพื่อเข้าใจ โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย

    คำว่า เข้าใจ เป็นภาษาไทย แต่ภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา เพราะว่าปัญญาที่จะไม่เข้าใจไม่มี และความเข้าใจที่ไม่ใช่ปัญญาก็ไม่มี แต่ความเข้าใจที่เป็นปัญญาคือ สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้อยู่ที่นี่ มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ถ้ากลับไปบ้านหรือไปที่ไหนก็ตามก็ยังมีสิ่งที่ปรากฏ

    ขณะใดที่กำลังเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นคือประโยชน์สูงสุดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เป็นคำ แต่เป็นสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ที่เราไม่สามารถที่จะเข้าใจเองได้จึงต้องอาศัยพระธรรม เพราะเหตุว่าธรรมในขณะนี้แม้มีจริงก็ต้องไตร่ตรอง มีจริงเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ไม่ปรากฏ และสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะเกิดไม่ใช่อย่างใจหวัง หรืออย่างที่ใครต้องการให้อะไรเกิด สิ่งนั้นก็เกิดได้ เป็นไปไม่ได้เลย

    ทุกอย่างขณะนี้เกิดแล้ว ไม่ใช่เพราะมีใครต้องการหรือไม่ต้องการ หรือไปทำให้เกิด แต่มีแล้ว เกิดแล้ว กำลังปรากฏให้เห็นว่าเกิดแล้ว มีแล้ว แต่ว่าอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือหลายสิ่งที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นปรากฏว่า ขณะนี้มีจริงๆ

    เพียงแค่ฟังก็ดูจะยุ่งยาก แต่ว่าเป็นการอธิบายให้เข้าใจความจริงว่า ขณะนี้ ปัญญา ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จะรู้อะไร ก็ต้องรู้ถูก เห็นถูก หรือเข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ ไม่ต้องสนใจคำว่าสติปัฏฐาน แต่เข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้เพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง ในทางโลก การบริหารจัดการเพื่อให้งานสำเร็จ เราจำเป็นต้องเข้าไปบริหารจัดการทั้งงานและคน เรื่องงานไม่ค่อยจะมีปัญหาแต่จะมีปัญหาเรื่องคน คือทำให้คนที่เราเข้าไปจัดการเขารู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่าเหมือนไม่เชื่อใจ ที่เป็นอยู่เช่นนี้ เขาเรียกว่าผู้จัดการโลก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถ้าผู้จัดการโลกคือว่า เดี๋ยวนี้ต้องการให้อะไรเกิดขึ้น หมายความถึงเดี๋ยวนี้ ผู้จัดการโลกต้องการจัดการให้อะไรเกิดขึ้นเป็นอย่างที่ต้องการ เมื่อใดที่มีความต้องการที่จะให้อะไรเกิดขึ้นอย่างที่ต้องการคือกำลังจัดการ จริงๆ แล้วเราไม่ติดในคำดีกว่า ใครจะว่าจัดการโลก หรือไม่ใช่จัดการโลกก็ตาม แต่ว่าจริงๆ แล้วเราสามารถจะเข้าใจคำที่เราพูดเพียงใด

    ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เราพูดคำที่เราไม่รู้จักเลยตั้งแต่เกิดจนตาย ยกตัวอย่างคำว่าโลก เมื่อสักครู่นี้พูดว่าผู้จัดการโลก ยังไม่พูดไปถึงผู้จัดการ เพียงโลกคำเดียว โลกคืออะไร เรารู้จักโลกจริงๆ หรือไม่ โลกคือสิ่งที่กลมๆ เบี้ยวๆ หมุนไปอย่างนั้นหรือ หรือว่าโลกคืออะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าโลกคำเดียว ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเข้าใจ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย

    ขอยกตัวอย่าง ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย ไม่มีเลย มีโลกหรือไม่ ก็ไม่มีโลก เพราะฉะนั้น โลกคืออะไร เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นเองเป็นโลก แต่ปรากฏว่ามีเหตุปัจจัยที่ทำให้มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดมากมาย ก็เลยปรากฏว่าเป็นโลกทั่วโลกไปหมดเลย มีภูเขา มีทะเลสาบ มีคน มีสัตว์ มีต้นไม้พันธุ์ต่างๆ เราก็บอกว่านี่คือโลก แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย โลกไม่มี

    ดังนั้น จริงๆ แล้ว โลกคือแต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไปนั่นเองเป็นโลก ถ้าแต่ละหนึ่งไม่เกิด โลกไม่มี ถ้าแต่ละหนึ่งเกิดแล้วไม่ดับก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ว่าตามความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างลึกลับ และลึกซึ้งเกินกว่าที่ปัญญาของเราจะคิด เพราะแม้ว่าโลกปรากฏก็ไม่รู้ว่าเป็นโลก เช่นขณะนี้โลกปรากฏหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย โลกไม่มี ต้องไม่ลืม แต่เดี๋ยวนี้ที่มีเป็นโลกหรือไม่ เพราะเกิดจึงได้ปรากฏซึ่งหลายอย่างเหลือเกิน

    เพราะฉะนั้น โลกทางตาหนึ่งโลก โลกทางหูหนึ่งโลก โลกทางจมูกเป็นกลิ่นต่างๆ อีกหนึ่งโลก โลกทางลิ้นปรากฏเป็นรสต่างๆ อีกหนึ่งโลก แล้วโลกทางกายเดี๋ยวนี้ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ที่ปรากฏก็เป็นอีกหนึ่งโลก ถ้าไม่มีโลกเหล่านี้เลยจะมีใจที่คิดถึงสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่ปรากฏทางกายหรือไม่ ก็ไม่มีอะไร แต่ทุกวันตั้งแต่ตื่นจนหลับไม่พ้นจาก ๖ ทาง หรือ ๖ โลกเลย

    ดังนั้น โลกคือสิ่งที่มีจริงๆ ที่เกิดขึ้นปรากฏว่ามี แต่ความจริงคือเพียงชั่วคราวแล้วดับไป เวลานี้โลกกำลังเกิดดับ จะใช้คำว่าแตกดับก็ได้ แต่ว่าการเกิดดับเนียนมาก ทันทีที่ดับไปมีปัจจัยทำให้สิ่งอื่นเกิดสืบต่อทันทีอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่มีระหว่างคั่นเลย แล้วใครจะรู้ว่าขณะนี้กำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดดับเป็นโลก ไม่ว่าที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย โลกไม่มี

    สิ่งที่มีแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเป็นโลก เพราะฉะนั้น จะจัดการโลกไหน

    ผู้ฟัง จัดการไม่ได้

    ท่านอาจารย์ จัดการไม่ได้เเน่นอน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้ว ไม่มีใครไปจัดการให้เกิดเลย เห็นก็กำลังเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏให้เห็น เสียงก็เกิดแล้ว ได้ยินก็เกิดแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครจะจัดการโลกได้เลย แต่หลงเข้าใจว่ามีเราที่จัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้ จนกว่าจะรู้ตามความเป็นจริงว่าการฟังพระธรรมเพื่อให้เข้าใจถูกต้องว่า ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายมีอะไรบ้าง แล้วอะไรที่เกิด แล้วก็อยู่ในโลกนี้ต่อไปไม่ได้ด้วย จะเห็นอย่างนี้ จะได้ยินอย่างนี้ จะได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเมื่อตื่นมาก็ตรงนี้ อยู่ตรงนี้ กระทบตรงนี้ เห็นตรงนี้ จากนั้นไม่มีเมื่อสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้

    เพราะฉะนั้น โลกปรากฏเมื่อมีการเกิดขึ้นแล้วมีเห็น มีได้ยิน แล้วคิดนึกเรื่องสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน มีกลิ่น มีรส สารพัดอย่างปรากฏได้เพียงแค่ ๖ ทาง ไม่เกินกว่านี้เลย คือทางตาหนึ่ง กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ คนตาบอดไม่เห็น โลกสีสันวันณะไม่มีสำหรับเขา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    7 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ