ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975


    ตอนที่ ๑๙๗๕

    สนทนาธรรม ที่ สวนเทพหยา อ.สิงหะนคร จ.สงขลา

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕


    ท่านอาจารย์ แล้วรูปที่ใครก็ไม่รู้ คือธาตุที่เกาะกุม ๓ ธาตุนี้ไว้ด้วยกัน ไม่ใช่แข็งที่จะเกาะกุม ไม่ใช่ร้อนที่จะเกาะกุม แต่ว่ามีธาตุหนึ่งซึ่งเป็นธาตุซึมซาบเกาะกุมทั้ง ๓ ธาตุนี้ไว้ ธาตุนั้นทรงบัญญัติคำว่า อาโป หรือว่า ธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่เราดื่มที่เราจำว่าเป็นน้ำ แต่เวลาดื่มน้ำ เย็นไหม หรือ อ่อน หรือ ร้อน หรืออะไรก็ตามแต่

    เพราะฉะนั้นความจริงถึงที่สุด เปลี่ยนไม่ได้ คนตาบอดก็ได้ยินเสียง คนหูหนวกก็เห็น ตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครไปบันดาลได้เลย แม้แต่การเกิดของเรา ทำไมไม่เกิดเป็นนก ไม่เกิดเป็นปู ไม่เกิดเป็นปลา แต่เป็นคน และคนที่เกิดแล้ว หนึ่งขณะที่ดับไปไม่กลับมาอีกเลย แต่ว่าเป็นธาตุที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด รู้แจ้งสิ่งนั้น ทันทีที่ดับไป เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดสืบต่อ แต่ละประเภทหลากหลายตามลำดับโดยรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้รู้ความจริงซึ่งไม่ว่าจะเป็นที่นี่ หรือโลกทั้งหมด หรือว่าอีกโลกหนึ่ง อีกดวงดาวหนึ่ง พระอาทิตย์ พระจันทร์ ไม่พ้นจากความจริงซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้

    เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่าสัจจธรรม ธรรม สิ่งที่มีจริง มีจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเคารพธรรม รู้ว่าเปลี่ยนไม่ได้ สัจจธรรม ใครก็เปลี่ยนไม่ได้เป็นธรรม แต่ทรงตรัสรู้ความจริงว่า ที่หลงเป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสังสารวัฎฎ์เพราะไม่รู้ความจริง ซึ่งขณะนี้ ขณะนี้พูดว่ากำลังเห็น หนึ่งขณะหรือหลายขณะ เห็นไหม เร็วปานนั้น เพราะว่าทั้งๆ ที่เหมือนเห็นอยู่ ก็ได้ยินเสียงด้วย แล้วก็ยังคิดนึกด้วย กำลังคิดก็มีเห็นแต่จะพร้อมกันไม่ได้เลย นี่คือความจริงของสิ่งที่มีจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นฟังธรรมเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ทรงตรัสรู้ความจริง ทุกคนก็หลงว่ามีเรา ซึ่งเกิดและก็ตาย แต่ขณะก็เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวมีโรคภัย เดี๋ยวมีความหิว หรืออะไรต่างๆ เหล่านี้ มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดทั้งนั้น ไม่มีใครไปทำเพราะเกิดแล้ว ทุกอย่างเกิดแล้ว แล้วจะไปทำอะไร แต่เพราะไม่รู้ใช่ไหมว่าเกิดแล้ว ก็พยายามที่จะไปทำให้เกิดปัญญาเห็นตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นไปได้หรือ ลองคิดดู ถ้าเป็นไปได้ก็เป็นกันไปหมดแล้วใช่ไหม ทำได้ แต่นี่เพราะไม่รู้ว่าคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงแค่ไหน ลึกซึ้งแค่ไหน สากลจักรวาลมีมากมาย แต่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว เพราะทรงตรัสรู้ความจริง ถ้าเราไม่ได้ฟังอย่างนี้ เราไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบไหว้ทุกวัน บางคนก็ไปขอโน่นขอนี่ ได้อย่างไร นั่นหรือเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสำหรับให้คนไปขอ หรือว่าให้รู้ความจริงซึ่งมีจริงเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ แล้วจะอยู่อย่างนี้ในสังสารวัฎฏ์ต่อไปเพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้เกิด ใครอยากเกิด ใครทำให้เกิด ก็เกิดแล้ว ตราบใดที่มีเหตุที่จะให้เกิดต้องเกิดแน่นอน เพียงแค่ขณะต่อไปก็เกิดแล้ว หยุดไม่ให้เกิด ได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ทุกคำเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถ้าไม่เข้าใจ ไม่รู้พระปัญญาคุณของพระองค์ เราฟังธรรมเพื่ออะไร ลองคิด ถ้านับถือ หนทางเดียวที่จะเป็นผู้ตรง ก็คือว่าเพราะได้เข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงแสดง เพื่อให้คนอื่นได้รู้ความจริงด้วย

    เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งความจริง จึงทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้ฟัง ได้ไตร่ตรอง ได้พิจารณาได้เข้าใจถูกด้วย เป็นพระคุณที่จะหาอะไรเปรียบได้ไหมในสังสารวัฎฏ์

    ผู้ฟัง หาไม่ได้

    ท่านอาจารย์ หาไม่ได้เลย นี่คือเริ่มรู้คุณ เมื่อเริ่มรู้คุณแล้วจะเฉยๆ หรือ รู้คุณแล้วจะทำอะไรกัน รู้คุณแค่นี้พอไหม ในเมื่อพระองค์ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เป็นสิ่งที่มีจริงทุกกาลสมัยแม้เดี๋ยวนี้ แต่คนที่ไม่ได้ฟังเลยก็ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่คนที่เริ่มฟัง เริ่มได้ยินคำที่แต่ก่อนเคยเข้าใจผิด ธรรมคืออย่างโน้น ธรรมคืออย่างนี้ แต่ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ต้องเรียกชื่อก็เปลี่ยนไม่ได้ มีจริงๆ กำลังเห็นอย่างนี้ ก็เห็นจริงๆ ไม่ต้องเรียกว่าเห็นในภาษาไทย ภาษาบาลีจะใช้คำว่าจักขุวิญญาณหรืออะไร ภาษาไหนก็ได้ แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กระทบตา ถ้าไม่กระทบตาก็เกิดเห็นสิ่งนั้นไม่ได้ ความจริงเป็นสัจจธรรมทุกขณะ ซึ่งไม่มีใครเคยคิดเลย มีแต่ว่ามีปัญหาทั่วโลก แก้กันไป แล้วแก้อย่างไรจะจบ ในเมื่อไม่มีใครไปยับยั้งการเกิดขึ้นของสิ่งที่ต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวมีปัญหา เดี๋ยวหมดปัญหา เดี๋ยวปัญหามาอีกแล้ว ก็แก้กันอีกแล้ว ไม่รู้จบสิ้นใช่ไหม แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาเกิดขึ้น ใครมีความสุขบ้าง ไม่สุข

    ทุกคนต้องการแต่ความสุข แต่ไม่มีทางได้ความสุข ตราบใดที่ไม่รู้ความจริง และยังติดข้อง ไม่มีวันจบความต้องการ และความต้องการนั้นจะสำเร็จไหม แล้วแต่ปัจจัย บางครั้งสำเร็จ บางครั้งไม่สำเร็จ ถ้ามีเหตุให้สำเร็จก็สำเร็จ ถ้าไม่มีเหตุให้สำเร็จจะสำเร็จได้อย่างไร แต่ก็เข้าใจผิด คิดว่าคนโน้นทำบ้าง เราทำบ้าง เพราะอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง แต่ความจริง "เห็น" ใครจะไม่ให้เห็นได้ อยากเห็นไม่ใช่หรือ ไม่มีใครอยากไม่เห็นหรอก

    เพราะฉะนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าเพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วดับเป็นธรรมดา ไม่เหลือเลยแล้วจะมีสิ่งนั้นทำไม เหน็ดเหนื่อยไหม จากการที่ต้องเกิดไปดับไป เกิดไปดับไป เกิดดับอยู่ในสังสารวัฎฏ์ เดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่ ไม่ว่า นก หนู ปู ปลา ก็เกิดตายทั้งนั้นใช่ไหม และก็ระหว่างนั้นก็หลากหลายไป ตามเหตุการณ์ในชีวิต เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้างใครจำได้ ลืมหมดแล้ว พอถึงพรุ่งนี้วันนี้ก็ไม่เหลือแล้ว เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่จบ ตราบใดที่ยังมีเหตุ

    เพราะฉะนั้นไม่ได้เร่งรัดให้ใครไปหมดกิเลส ไม่ได้เร่งรัดให้ใครไปเห็นทุกข์ในสังสารวัฎฏ์ แต่เป็นหน้าที่ของความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ถ้าตราบใดที่ยังไม่มีความเข้าใจถูกมั่นคงพอ ก็ไม่มีทางที่จะออกจากสังสารวัฎฏ์ เพราะไม่รู้ความจริง ว่าเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรเลย นอกจากมีธาตุ ซึ่งเกิดดับไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าชักชวนใครให้นับถือพุทธศาสนา แต่ให้เขาเข้าใจความจริง แล้วอัธยาศัยที่สะสมมา จะเห็นประโยชน์ไหม ในเมื่อเป็นสิ่งธรรมดาเเต่ไม่รู้ทั้งๆ ที่ยู่ต่อหน้าเดี๋ยวนี้ กับการที่อยู่ต่อหน้าเดี่ยวนี้ก็ยังรู้ว่าเป็นอะไร ถึงแม้จะมีความยินดีพอใจ ก็เพราะยังไม่รู้ความจริงถึงที่สุด ตามลำดับขั้น ที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นเรื่องที่ต้องฟัง เริ่มต้นคือให้รู้ว่า รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแค่ไหน แล้วพระองค์ตรัสไว้ สามารถที่จะศึกษาจนกระทั่งประจักษ์แจ้งความจริงได้ไม่ใช่พูดลอยๆ เพ้อๆ ให้คนคิดฝัน แต่ให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ และหนทางที่จะรู้ความจริงต้องเริ่มต้นตามลำดับขั้นด้วย ไม่ใช่ว่าจากนี้ก็กระโดดไปตรัสรู้ ไม่มีบารมี หรือว่าเหตุที่จะทำให้รู้ได้ เพราะถ้าไม่มีการฟัง จะมีความเข้าใจไหม และความเข้าใจถูกต้อง คือปัญญาบารมี กว่าจะประจักษ์ถึงความจริงที่พระองค์ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ต้องมีความอดทนไหม

    ผู้ฟัง อดทน

    ท่านอาจารย์ ขันติบารมี ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในสภาพใดๆ ทั้งสิ้น ประโยชน์สูงสุดในชีวิตคือ ได้ยินได้ฟังคำสอน และก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น มั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นขณะที่ฟัง มีใครรู้บ้างว่า ถ้าไม่เพียรที่จะฟังให้เข้าใจ ก็หลับไป ใช่ไหม เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จ หรือว่ารู้ประโยชน์จริงๆ ขณะนี้ที่ฟัง กำลังเพียรโดยไม่รู้ตัว ว่าเพียรก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมทั้งปวงทั้งหมดเลย คือสิ่งที่มีจริง เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น

    ทุกอย่างที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งพระองค์ทรงแสดงโดยละเอียด ๔๕ พรรษา ให้เห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ตรัสรู้ความจริง รู้ว่าโลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะคำว่าโลก หรือ โลกะ ให้หาคำตอบมาใครจะตอบได้ว่าโลกคืออะไร ก็คิดกันไป แต่ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเลย จะมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นโลกไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ภูเขา ต้นไม้ พระอาทิตย์ พระจันทร์ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งหนึ่ง เป็นโลกหนึ่ง โลกหนึ่ง โลกหนึ่ง รวมกันเป็นโลกที่ใหญ่โตกว้างมหึมา ประกอบด้วยโน่น ประกอบด้วยนี่ แต่ว่าทุกอย่างต้องเกิด ไม่เกิดไม่มี และสิ่งที่ทุกคนยังไม่รู้ความจริง คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นดับ ได้ยินแค่นี้ก็เข้าใจว่า เกิดแล้วก็ต้องตาย เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวหิว เดี๋ยวอิ่ม เดี๋ยวชอบเดี๋ยวไม่ชอบ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ แต่ความจริง โลกเร็วกว่านั้นมาก

    เดี๋ยวนี้เห็นเป็นโลกหนึ่ง ได้ยินเป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช่โลกเดียวกัน เพราะโลกหนึ่งมีเสียงปรากฏ อีกโลกหนึ่งไม่ได้มีเสียงปรากฏ แต่มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏ เพราะฉะนั้นคนตาบอด ไม่มีโลกสีสันใดๆ เลยทั้งสิ้น คนหูหนวกไม่มีเสียง ไม่มีโลกของเสียงเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแต่ละโลกเกิดสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ รวมกันจึงเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งต่างๆ มิฉะนั้นแล้ว จะมีคำว่าตรัสรู้ได้หรือ ตรัสรู้ คือรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นแต่ละคำ จะทำให้เข้าใจตามความเป็นจริงเมื่อไม่ประมาท ที่จะรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร จึงทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยพระมหากรุณา ไม่มีกิเลสใดๆ เพื่อพระองค์เลยทั้งสิ้น แต่เพื่ออนุเคราะห์คนที่ไม่รู้มานานแล้วในสังสารวัฏฏ์ และรู้เองก็ไม่ได้จนกว่าจะมีโอกาสได้ฟังคำ เห็นประโยชน์มั่นคง ที่จะรู้ว่าธรรมลึกซึ้งแต่รู้ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเรา ที่ไม่รู้แล้วพยายามจะไปรู้

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างนี่ต้องตรง มีความอดทนที่จะรู้ว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย จะไปประจักษ์สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ไหม ว่ากำลังเกิดดับ แต่เพราะมีความเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ละคำ ทุกคำต้องชัดเจน นี่คือการเคารพสูงสุดในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่ตู่คำของพระองค์มาคิดเอง แล้วก็กล่าวตามความคิดของตัวเอง เพราะฉะนั้นก่อนอื่น จะฟังใครก็ต้องรู้จักคนนั้น พอที่จะนับถือสูงสุด หรือว่าเพียงแต่ไม่ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ฟังคำของพระองค์ พูดตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง พร้อมเพียงกันเป็นพุทธบริษัท ที่จะศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพทุกคำ มิฉะนั้นก็ฟังไป เผินไปตลอด กราบไหว้ไปตลอด แต่ไม่รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไรเมื่อไรจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หนทางเดียว เมื่อปรินิพพานแล้ว หรือก่อนปรินิพพาน สิ่งที่พระองค์ตรัส แสดงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนพระกายของพระองค์ ที่จะรู้ว่าใครเป็นใครเมื่อเห็น เพราะฉะนั้นจะรู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระองค์ เป็นกายที่ส่องถึงความเป็นผู้ที่มีปัญญาเลิศ เหนือบุคคลใดทั้งสิ้นจากคำนั้นที่กล่าว

    ขณะนี้"เห็น"เกิดไม่มีใครไปทำให้เห็น แล้วเห็นก็ดับด้วย ในขณะที่ได้ยินไม่มีเห็นเลย ต้องทีละหนึ่ง สิ่งที่เราบอกว่าหนึ่งนาที หรือทีละหนึ่ง ยังไม่เท่าพระปัญญาที่จะรู้ว่า หนึ่งนาทีที่ว่านั่นความจริงละเอียดกว่านั้นอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จิตที่เกิดก่อนเห็น และจิตที่เกิดหลังเห็น แต่ที่ปรากฏเป็นเห็นอย่างเดียว เพราะว่าจิตอื่นไม่ได้ทำกิจเห็น แต่ทำกิจรู้ว่ามีสิ่งใดกระทบทางตา เป็นปัจจัยให้เมื่อจิตนั้นดับ จิตเห็นก็เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้นเพียงเห็นแล้วดับ จิตอื่นที่เกิดสืบต่อรู้สิ่งนั้นที่จิตเห็น แต่ไม่เห็น คนละหน้าที่ นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสามารถค่อยๆ เข้าใจความจริงได้ว่า หนึ่งขณะ ที่เราว่าหนึ่งขณะความจริงเหมือนกับเห็นได้ยินหนึ่งขณะ แต่ความจริงมีจิต ซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดก่อน และ เกิดต่อภายหลังหลายขณะ และทรงแสดงด้วยตามกิจหน้าที่ของแต่ละหนึ่งขณะนั้น

    เพราะฉะนั้นการศึกษาพระธรรมตลอดชีวิต เพราะมีธรรมตลอดชีวิต จะเข้าใจแค่ไหนเท่านั้นเอง คำที่พระองค์ทรงแสดงจากการตรัสรู้ความจริง ก่อนเห็นกำลังเหมือนหลับสนิท ตอนหลับไม่เห็น ก่อนจะเห็นมีจิตอื่นเกิดก่อนแล้ว คือจิตที่รู้ว่ามีสิ่งที่กระทบตาเท่านั้นแล้วดับ เป็นปัจจัยให้เห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้นหนึ่งขณะแล้วดับ เดี๋ยวนี้กี่ขณะ ประมาณไม่ได้เลย แล้วถ้าไม่มีใครกล่าวอย่างนี้จะรู้ไหมว่าผู้นั้นรู้อย่างนี้ เพียงแต่ไปคิดว่าเขาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาเอง ต้องเป็นผู้ตรง ถ้าไม่ตรง ก็ไม่ตรงกับธรรมที่กำลังเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ อย่างนี้

    ผู้ฟัง แล้วกิจที่เราต้องทำไปเรื่อยๆ หลังจากนี้คืออะไร

    ท่านอาจารย์ มีเราไหม

    ผู้ฟัง ไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ ก็มีธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจของธรรมนั้นๆ ถ้าเสียงกระทบหู จะเห็น หรือ จะได้ยิน

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เราไปทำให้ได้ยินหรือเปล่า ที่ว่าแล้วเราจะทำอะไร

    ผู้ฟัง ได้ยินเพราะมีปัจจัยทำให้ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเกิดมายังไม่ตายไปมีปัจจัยตลอด ที่จะต้องเป็นตามปัจจัยทุกขณะ ปัจจัยที่จะให้เห็นก็เห็น ปัจจัยที่จะให้คิดก็คิด ปัจจัยที่จะให้โกรธก็โกรธ เริ่มรู้จักว่าเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่สะสมมา ทรงแสดงปัจจัยไว้มากมายตามลำดับ จะให้รู้ได้ว่าไม่มีใครทำอะไรได้เลย แต่ความจริงต้องเป็นความจริง จะเปลี่ยนให้สิ่งที่กระทบตามมาเป็นได้ยินเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เริ่มรู้จักธรรมหรือยัง ไม่อยู่ไกลตัวเลย ทุกขณะเป็นธรรมหมด แค่นี้เป็นความเข้าใจถูกหรือผิด ทุกอย่างที่มีจริงนั่นคือความหมายของธรรมเพราะมีจริงอย่างนั้นเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้

    ผู้ฟัง ที่บ้านจะมีประเพณี เวลามีงานทอดกฐินหรืองานผ้าป่า เราก็จะมีการออกโรงทานกัน จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของภิกษุ แต่ความคิดที่อยากจะให้คนที่มาร่วมงานได้ทานอาหาร อะไรอย่างนี้

    อ.คำปั่น เมื่อศึกษาพระธรรมแล้วก็เข้าใจใช่ไหมว่ากฐินเป็นเรื่องผ้า เป็นเรื่องของสังฆกรรมของพระภิกษุ ไม่เกี่ยวกับเงินทอง สิ่งไหนก็ตามที่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ส่งเสริม เราก็ไม่สนับสนุนใช่ไหม แล้วก็สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ที่สุด ก็คือกล่าวความจริงให้บุคคลเหล่านั้นได้ฟัง ได้รับรู้ความจริงนั่นคือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์เกื้อกูล ทำให้เป็นผู้ที่ตรงมากยิ่งขึ้น ตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะฉะนั้นก็ลองถามตนเอง ลึกๆ เพื่ออะไร เพื่อเราใช่ไหมที่ทำอย่างนั้น ที่อยากจะไปร่วมอย่างนั้นเพื่อเรา อยากจะมีบุญ อยากจะมีกุศล ก็เป็นตัวเราทั้งหมดเลย แต่การเจริญกุศลในพระพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลสทั้งหมดเลย เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลส ก็คือสิ่งที่ไม่ดีที่สะสมมาในใจของตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ว่าสิ่งใดผิด เราก็ไม่ทำ เราก็ไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุน นี่คือความตรงที่สุดเลย

    ท่านอาจารย์ เริ่มเห็นภัยของความไม่รู้บ้างหรือยัง ถ้าไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่รู้เลยว่าเป็นภัย ก็ทำสิ่งซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะไม่รู้ว่ากฐินคืออะไร ผ้าป่าคืออะไร เขาทำเราทำเลย แล้วบางคนอาจจะคิดว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทุกคำที่พระองค์ตรัส เปลี่ยนไม่ได้ กฐินคืออะไร ไม่ใช่เงินแน่นอน แล้วถ้าใครจะอาศัยกฐินรวบรวมสมบัติ เงินทอง เพื่อจะไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เข้าใจว่าเป็นประโยชน์ ไม่มีในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดง ว่าต้นเหตุของการที่จะถวายผ้าในกาลที่ทรงอนุญาตไว้ด้วยจึงจะเป็นกฐิน ถ้าเรามีผ้า และเห็นพระภิกษุที่ท่านมีจีวรเก่าขาด แล้วเราก็สามารถที่จะถวายผ้านั้นได้ โดยการที่ว่ามีผู้ที่ได้ทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอนุญาตให้คฤหัสถ์มีโอกาสถวายผ้ากับพระภิกษุในกาลไหน อย่างไร เมื่อไร ก็แล้วแต่ว่าเป็นกาลไหน จะเป็นกฐิน หรือจะเป็นผ้าป่า หรือจะเป็นอะไรก็ตามเเต่ แต่ว่าถ้าเราไม่ได้ฟังจริงๆ เราคิดเองจะถูกไหม เพราะว่าเราต้องรู้ก่อน ภิกษุคือใคร รับเงินรับทองได้ไหม เอาเงินเอาทองนั้นไปสร้างอะไรต่ออะไรที่เข้าใจว่าเป็นประโยชน์ได้ไหม ได้หรือไม่ได้ เห็นไหม แต่ทำกันแล้ว

    เพราะฉะนั้นเข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงหรือไม่ว่าเพื่อละ แล้วก็การที่จะเข้าใจพระธรรม สามารถที่จะเข้าใจตามอัธยาศัยของตนที่สะสมมา ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือจะเป็นบรรพชิต แล้วก็ทรงอนุญาตไว้เฉพาะพระภิกษุในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ยังไม่ปรินิพพาน และก็สำหรับภิกขุณี ก็มีเหตุที่จะให้อนุญาตให้บวชได้ แต่เพราะเหตุใดจึงทรงบัญญัติแต่ละบท ให้ประพฤติปฏิบัติตามเคร่งครัด ทั้งหมดมีเหตุมีผลทั้งหมด แต่เราไม่สนใจหรือว่าไม่ฟังอะไรเลย

    เพียงได้ยินคำว่ากฐินก็ไปทอดกฐิน และกฐินคืออะไร ผ้าป่าคืออะไร ก็ทำกันไปตามอำเภอใจได้ไหม คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ภิกษุได้กระทำ ถ้าภิกษุทำกิจของคฤหัสถ์เป็นภิกษุทำไม เพื่ออะไร ถ้าจะเพื่อทำกิจของคฤหัสถ์ก็เป็นคฤหัสถ์ ต้องตรง ไม่ใช่เป็นภิกษุที่ทำกิจของคฤหัสถ์ เพราะภิกษุต้องทำกิจของภิกษุ

    เพราะฉะนั้นคำพูดที่เป็นเหตุเป็นผลที่ตรง เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ เพราะสิ่งใดผิดให้คนเข้าใจว่าผิดถูกต้องไหม หรือปล่อยให้ไม่เข้าใจ และเข้าใจผิดต่อๆ ไป ทำผิดต่อๆ ไป ก็ไม่มีการที่จะเข้าใจพระธรรม แล้วจะดำรงพระศาสนาไว้ได้อย่างไร นี่เป็นเหตุที่จะต้องมีการศึกษาทั้งพระวินัย พระสูตร และ พระอภิธรรม เพราะธรรม เป็นสิ่งที่เป็นจริงถึงที่สุด สอดคล้องกันทั้งหมดด้วยประการทั้งปวง ไม่คัดค้านกันเลย พอจะเข้าใจไหม ทำถูกหรือทำผิด อยากจะทำผิดต่อไปหรือว่าถ้าเราไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำผิดดีไหม หรือว่าช่วยกันทำผิดต่อๆ ไป อย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่พุทธบริษัท ที่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องรู้จักความเป็นจริง แม้แต่เพศคฤหัสถ์และเพศบรรพชิตต่างกันอย่างไร คฤหัสถ์ก็สามารถศึกษาธรรมได้เพื่อที่จะบรรลุคุณธรรมเป็นถึงพระอรหันต์ได้ แต่เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วไม่สามารถที่จะมีชีวิตอย่างฤหัสถ์ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นเพศบรรพชิตเป็นเพศของพระอรหันต์ นี่เป็นสิ่งซึ่งถ้าศึกษาโดยละเอียด เราก็จะเห็นประโยชน์มาก ใครไม่ทำ เราทำดีได้ไหมในสิ่งที่ถูก ใครรู้แล้วไม่แก้ไข แต่เรารู้เราแก้ไขดีไหม นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตนเอง

    เพราะฉะนั้นผู้ที่จะบวช ไม่รู้จักพระพุทธศาสนาเลยแล้วบวช เป็นภิกษุหรือเปล่า เพราะไม่รู้บวชทำไม และภิกษุคือใคร แต่เมื่อได้ฟังธรรมเเล้ว ต่างอัธยาศัย จึงมีบุคคลที่เป็นคฤหัสถ์รู้แจ้งอริยสัจจธรรม และมีบุคคลที่เป็นพระภิกษุแต่ไม่รู้แจ้งในอริยสัจจธรรม เพราะบารมีที่สะสมมาไม่ถึงกาลที่จะรู้ความจริง ทั้งหมดเป็นเหตุเป็นผล เพราะเป็นอนัตตา ต้องตรงกับทุกคำแม้แต่คำว่าอนัตตา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    22 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ