ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
ตอนที่ ๑๙๕๖
สนทนาธรรม ที่ ศาลเยาวชน และครอบครัว จ.นครพนม
วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นดีเท่าไหร่ไม่พอ จนกว่าจะมีปัญญาค่อยๆ ดีเพิ่มขึ้น
อ.ธีรพันธ์ วิปัสสนากรรมฐานที่ตั้งให้ปัญญารู้แจ้ง เห็นความจริงมีทั้งความสงบด้วย แล้วก็มีปัญญาด้วย
ท่านอาจารย์ ปัญญาที่จะเจริญขึ้นตามลำดับขั้นเท่านั้นไม่ใช่ข้ามขั้น เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีปริยัติ การฟังให้เข้าใจจริงๆ ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ปฏิปัตติ คือสติสัมปชัญญะที่กำลังรู้เฉพาะลักษณะของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ทีละหนึ่งได้เลย นั่นคือปฏิปัตติ ซึ่งต้องมาจากปริยัติ จนกว่าจะถึงวิปัสสนาประจักษ์แจ้งความจริงซึ่งเป็นอนัตตา โดยไม่มีการทำ โดยไม่มีการหวัง แต่เพราะมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดโดยความเป็นอนัตตาจึงเกิดได้เหมือนเดี๋ยวนี้ เห็นเกิด ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ เพราะมีเหตุปัจจัยถ้ามีความเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้นๆ ปัญญาไม่ได้ข้ามขั้นเลย แล้วก็ไม่มีใครสามารถจะไปทำอะไรให้เกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น"ทำ"วิปัสสนา ผิด เพราะไม่ได้เข้าใจว่า ปัญญาเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เมื่อมีเหตุที่สมควรจึงเกิดได้ ถ้าไม่มีการฟังวันนี้เลย เราจะเข้าใจคำว่าธรรมไหม จะเข้าใจขันธ์ใหม ก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นแม้แต่การฟังความเข้าใจระดับนี้ ยังต้องเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นแม้แต่ปัญญาขั้นต่อไป เราจะเข้าใจมากกว่านี้อีก บางคนบอกว่าอยากเข้าใจมากกว่านี้มากๆ เลย แต่ถ้าไม่มีเหตุที่จะเป็น ก็เป็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความอยาก แต่ขึ้นอยู่กับเหตุที่ควรที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นอย่าหวังวิปัสสนา เพราะว่าไม่รู้อะไร จึงหวัง แต่ถ้ารู้ว่าหวังไม่ได้ ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ปัญญาที่เข้าใจธรรมเท่านั้นที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น จนสามารถที่จะถึงลักษณะที่กำลังเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ นั่นคือปฏิปัตติ คือปฏิบัติ ต้องไปที่ไหนหรือเปล่า ต้องใส่สีขาวหรือเปล่า ต้องรักษาศีล ๘ หรือเปล่า
พระผู้มีพระภาค เป็นที่พึ่งให้เรามีความเห็นที่ถูกต้องว่าสภาพธรรมเดี๋ยวนี้มี ถ้าไม่เข้าใจสภาพธรรมะเดี๋ยวนี้ สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ดับแล้ว ใครไปทำอะไรไม่ได้เลย ยังไม่ถึงเวลาที่สามารถจะเข้าใจการเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้ ก็ฟังไปก่อน จนกว่าจะรู้ได้ว่าการฟัง จะทำให้เข้าใจธรรมในชีวิตประจำวัน เพราะเหตุว่าถ้าไม่ใช่ชีวิตประจำวัน จะมีธรรมหรือ จะไปเอาธรรมที่ไหน แต่ทั้งๆ ที่ธรรมมีอยู่ เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม หนีชีวิตประจำวันไปทำอะไร แล้วจะเข้าใจธรรมได้ใหม ในเมื่อเดี๋ยวนี้เป็นธรรมทุกขณะ เพราะฉะนั้นสติที่กล่าวว่า เป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง เพราะว่าสามารถที่จะทำให้รู้ความจริงตามที่ได้ฟัง เมื่อถึงเวลาพร้อมด้วยความเข้าใจ ที่เข้าใจเพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่มีใครจะไปบอกให้ใครทำอะไร โดยที่ปัญญาของคนนั้นไม่มี แล้วจะไปบอกให้ทำได้อย่างไร นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน ยังไม่ต้องไปถึงคำอื่น เพียงเข้าใจให้ถูกต้องในคำว่าวิปัสสนาเป็นปัญญาระดับไหน ไม่ใช่ขั้นฟัง ซึ่งเป็นปริยัติ ต้องรอบรู้มั่นคง แล้วก็เวลาที่ทรงแสดงธรรม ทรงแสดงหลากหลายเพื่อกำกับไม่ให้เข้าใจคลาดเคลื่อน แม้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็กล่าวถึงสัจจญาณ กิจญาณ กตญาณ
สัจจญาณตรงกับปริยัติ การรอบรู้ในพระพุทธพจน์ โดยมั่นคงในความจริง ญาณแปลว่าปัญญาที่เข้าใจความจริงที่มั่นคง ขณะนี้เป็นธรรม มั่นคงหรือยัง ทุกขณะเลย ทุกอย่างเลยไม่เว้นเลยต้องมั่นคง คิดมีจริงๆ เป็นธรรมหรือเปล่า เป็น ธรรมเป็นเราหรือเปล่า ลังเลหรือว่ามั่นคง ธรรมเป็นเราหรือธรรมเป็นธรรม เป็นอะไรไม่ได้เลยนอกจากเป็นธรรมเท่านั้นจริงๆ นั่นคือมั่นคง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสัจจญาณ ไม่มีปริยัติ กิจจญาณคือปฏิปัตติไม่มีแน่นอน
ใครจะไปคิดไปทำอะไรก็ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นอวิชา ความไม่รู้ และความติดข้องพาไป นำไป หันหลังให้พระสัทธรรม ไม่กลับมาที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า น่ากลัวไหม เป็นอย่างนี้ดีไหม ผิดๆ อย่างนี้ดีหรือเปล่า ต้องมั่นคงว่าผิดคือผิด ถูกคือถูก อาจหาญร่าเริงที่จะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหวด้วย เหมือนอย่างกับดีคือดี ชั่วคือชั่ว จะให้กลับมาบอกว่าชั่วดีไม่ได้ โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม ไม่หวั่นไหวต่อความจริง ว่าความจริงต้องเป็นความจริง ต้องมั่นคง จึงจะเป็นสัจจญาณ ถ้าไม่มีสัจจญาณ กิจจญาณ คือสติปัฎฐาน หรือปฏิปัตติเกิดไม่ได้เลย หลงเข้าใจว่าปฏิบัติ แต่ไม่รู้ว่าปฏิบัติคืออะไรปฏิปัตติในภาษาบาลี ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ถึงเฉพาะ ฟังภาษาบาลีรู้ยาก แต่ถ้าเป็นภาษาไทย คำว่ารู้เฉพาะเป็นภาษาไทย ถ้าไม่มีการฟังมาก่อน ถึงอะไร เฉพาะอะไร ก็ทุกอย่างเป็นธรรมโดยฟังใช่ไหม ถึงเฉพาะคือกำลังถึงลักษณะที่เป็นธรรม ด้วยความเห็นถูก ด้วยความเข้าใจถูกซึ่งขณะนั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นสติสัมปชัญญะ ที่เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ว่าสติปัฎฐานหรือสติสัมปชัญญะ เป็นสติอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงขั้นฟัง และรอบรู้ในพระพุทธพจน์ ซึ่งเป็นสัจจญาณ
เพราะฉะนั้นตามลำดับ ไม่ใช่ข้ามขั้น ถ้ามีคนบอกว่ามัวแต่เรียนปริยัตไม่ปฏิบัติ และพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ไม่ต้องแสดงใช่ไหม ถ้าไม่ศึกษา จะทรงแสดงทำไม ปฏิบัติกันเลย พระพุทธเจ้าก็ต้องตรัสให้ปฏิบัติ ไม่ต้องมาฟัง แต่ละคำ ๔๕ พรรษา ซึ่งทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาด้วยพระมหากรุณาเพราะความไม่รู้มีมากความติดข้องมีมาก กว่าจะเห็นจริง ว่าการเกิดมีประโยชน์อะไร จากไม่มี และก็มีเสียง และเสียงก็หายไปไม่กลับมาอีกเลย มีประโยชน์อะไรที่จะได้ยินเสียงนั้น ในเมื่อเสียงนั้นก็ดับไปแล้ว แต่เกิดมาแล้วไม่รู้ความจริงของเสียง แล้วยังติดข้องในเสียงอีก แม้ดับไปแล้วก็ยังจำได้ แสวงหาอีก เพราะฉะนั้นเต็มไปด้วยความไม่รู้ทุกขณะจิต ที่เกิดขึ้นแล้วไม่รู้ก็สะสมความไม่รู้เพิ่มขึ้น แล้วเมื่อไหร่จะรู้ เมื่อไหร่จะหมดความไม่รู้ ถ้าไม่มีความรู้ ความไม่รู้หมดไม่ได้ เพราะขณะใดก็ตามที่รู้ขณะนั้นค่อยๆ ละความไม่รู้ ไม่มีอย่างอื่นเลย
เพราะฉะนั้นปัญญาเท่านั้นที่จะละอวิชาได้ นี่คือพระพุทธพจน์ แล้วจะไม่ให้ฟัง แล้วจะให้ไม่รู้ แล้วไปปฏิบัติอะไร แล้วใครเป็นคนบอก เชื่อใคร ฟังใคร ตามใคร เชื่อคนไม่รู้ ฟังคนไม่รู้ ตามคนไม่รู้ ถ้ารู้ก็บอกให้เข้าใจ ต้องเป็นปัญญาของเราเอง ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟัง คือเพื่อเข้าใจ ถ้าถามคนที่ไปปฏิบัติ ไปแล้ว ว่าจะปฏิบัติหรือจะเข้าใจพระธรรม ตอบว่าอย่างไร ไม่รู้ใช่ใหม ทั้งหมดนี้ไม่รู้จริงๆ ไม่รู้ก็ไม่รู้ จะตอบได้อย่างไร ก็ไม่รู้ ก็ต้องเป็นคำนี้ที่ถูกต้อง จนกว่าจะเข้าใจขึ้น และต้องเป็นผู้ตรงด้วย อุชุปฏิปันโน ถ้าไม่ตรง ธรรมตรงมาก ใครไม่ตรงก็ไม่สามารถที่จะถึงความเข้าใจธรรมได้ ทั้งหมดเป็นด้วยความเมตตาที่อนุเคราะห์ ที่จะให้ผู้อื่นเข้าใจถูก เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด
อ. ธีรพนธ์ จะมีคำว่ากรรมฐาน ต่อจากคำว่าวิปัสสนาด้วย
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าภาวนาก็จะมีคำว่ากรรมฐานคู่กัน แต่ทั้งสองคำก็ไม่รู้ว่าอะไร ภาวนาคือการอบรม หมายความว่าจะเกิดขึ้นทันทีไม่ได้ จะมีมากๆ ทันที ปัญญาอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสาวก เช่นท่านพระสารีบุตร หรือผู้ที่เป็นพระโสดาบันทันทีไม่ได้ ไม่ว่าใครทั้งนั้น ถ้าอ่านประวัติของการสะสมบารมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยปัญญา บำเพ็ญบารมีหลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์ คือคำแน่นอนที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าจะได้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ยิ่งด้วยปัญญาบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ แต่ถ้ายิ่งด้วยศรัทธา ๘ อสงไขยแสนกัปป์ ถ้ายิ่งด้วยความเพียรเท่าไหร่
อ. ธีรพันธ์ ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์
ท่านอาจารย์ นานไหม และสาวกแต่ละท่าน ท่านพระสารีบุตร
อ. ธีรพันธ์ หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์
ท่านอาจารย์ ท่านพระสารีบุตร ที่เราเห็นว่าเป็นสาวก และก็สาวกธรรมดาอื่นๆ
อ. ธีรพันธ์ ๑ แสนกัปป์
ท่านอาจารย์ แล้วเรา ไม่ต้องคิดถึงเลย ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องห่วง เมื่อเหตุมี การฟังมี ความเข้าใจมี ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง แต่ต้องเข้าใจจริงๆ อย่าเข้าใจผิด
เพราะฉะนั้น ภาวนาคือการอบรม เริ่มจากการฟัง เพื่อที่จะได้อบรมถูกต้อง โดยการที่รู้ว่าปัญญารู้อะไรก่อนอื่น เมื่อได้ยินว่าปัญญาคือความรู้ถูก ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก รู้อะไรถูก เข้าใจอะไรถูก เห็นอะไรถูก ปัญญารู้อะไร ต้องละเอียดมาก การซักถาม แม้แต่การไตร่ตรองด้วยตัวเอง ก็จะทำให้ตรงกับความจริง ปัญญารู้อะไร ถ้ายังไม่ตอบก็คือไม่ใช่ภาวนา ก็ฟังแล้วใช่ไหม ปัญญารู้ความจริง อะไรจริง สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้จริงหรือเปล่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นธรรม เป็นอริยสัจธรรม สำหรับผู้ที่รู้ความจริง แต่ถ้ายังไม่รู้ ก็เป็นสัจธรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่ก็ไม่รู้อีก ปัญญาที่จะสามารถรู้แจ้งแทงตลอดความจริง ก็คือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ตามธรรมดา ตามปกติ ยากไหม ความยากที่สุดก็คือว่าดูเหมือนธรรมดาที่ไม่รู้ ค่อยๆ จากความไม่รู้เป็นค่อยๆ รู้นั่นคือภาวนา นั่นคืออบรมจากการไม่รู้เลย เข้ามาในห้องนี้ แล้วก็ค่อยๆ รู้ขึ้น ค่อยๆ อบรมไป เบื้องต้นก็คือว่าปริยัติทำให้ค่อยๆ เข้าใจถูกขึ้น ทั้งหมดคือภาวนาอบรม เพื่อที่จะถึงการรู้แจ้งประจักษ์จริงๆ ว่าไม่ใช่เพียงขั้นฟัง สิ่งใดที่จริงสิ่งนั้นสามารถรู้ได้ แต่ไม่ใช่เรารู้ ไม่ใช่อวิชารู้ แต่ต้องเป็นปัญญาความเห็นถูกรู้
เวลานี้ทุกคนยอมรับใช่ไหมเห็นไม่ใช่ได้ยิน ถูกต้องไหม เห็นเกิดขึ้น ขณะนั้นไม่มีได้ยินเลย พร้อมกันไม่ได้ เวลาได้ยินเกิดขึ้นขณะนั้นต้องไม่มีเห็น พร้อมกันไม่ได้ เป็นแต่ละหนึ่ง เข้าใจอย่างนี้จริงๆ ประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ได้ ก็เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ แต่เพราะมีความไม่รู้ยึดถือมาตลอดว่าเป็นเรา ก็ยึดถือเห็นว่าเป็นเรา ยึดถือได้ยินว่าเป็นเรา ยึดถือทุกอย่างว่าเป็นเราด้วยความไม่รู้ ซึ่งขณะนั้นความไม่รู้ก็แทรกคั่นอยู่ตลอดเวลา ปัญญาก็ค่อยๆ รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ในขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้ แต่ต้องมีการฟังก่อน โดยไม่ต้องหวังไม่ต้องรอเลย เมื่อไหร่จะค่อยๆ เริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ทีละเล็กทีละน้อย เพราะอะไร เพราะสะสมความไม่รู้มานานแสนนาน หลายอสงไขยแสนกัปป์ และจะให้หมดความไม่รู้ไปทันทีไม่ได้ เมื่อความไม่รู้ในสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ก็ต้องค่อยๆ รู้ในสิ่งที่มีเท่ากับที่เคยไม่รู้มาแล้ว แล้วแต่กำลังของปัญญาว่าพร้อมเมื่อไหร่ เป็นปัจจัยให้สามารถรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตามที่ได้ฟัง
เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย เพราะรู้ว่าความจริงเป็นความจริง ซึ่งตนเองได้ประจักษ์แล้วว่าความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เนื่องมาจากภาวนาการอบรม โดยการที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นที่ตั้ง เป็นฐาน สิ่งที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้น อบรมขึ้น จนกว่าจะรู้ความจริงซึ่งเป็นภาวนา ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้ วิปัสสนาภาวนา หรือจะใช้คำว่าถ้าเป็นวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เป็นที่ตั้งของการรู้แจ้ง ภาษาธรรมดา ไม่ใช่รู้อื่น รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ แต่ว่าพอไม่เข้าใจตกใจเลย กรรมฐานอะไร ต้องไปทำอะไรที่ไหน ต้องจุดธูป ดอกไม้อะไรต่างๆ แต่ผู้ที่ฟังพระธรรมในขณะนั้น บูชาด้วยความเข้าใจถูก ไม่มีดอกไม้ธูปเทียนในขณะที่กำลังฟัง แต่การที่ได้เข้าใจธรรมเป็นการบูชาสูงสุด ในพระบารมีที่บำเพ็ญมาเพื่อเรา
เพราะฉะนั้นได้ยินคำไหนถ้าเข้าใจแล้วก็ธรรมดาใช่ไหม แล้วก็รู้ด้วยว่าวิปัสสนากรรมฐานคืออะไร ต้องไปหาไหม อยู่ไหน วิปัสสนากรรมฐาน ก็เดี๋ยวนี้ ที่ตั้งของปัญญา รู้เมื่อไหร่ก็คือไม่ใช่รู้อื่น รู้สิ่งที่กำลังเกิดดับในขณะนี้นั่นเอง ยังสงสัยในคำว่ากรรมฐานไหม
ผู้ฟัง ได้รับความรู้แบบนี้ รู้สึกว่าจะสับสนกับความที่เรารู้อยู่แล้ว ที่อธิบายคำว่าวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าอย่างนั้นพระคุณเจ้าที่สอนเรา เมื่อเราไปวัด ไปฟังเทศน์ คนที่ปฏิบัติยังไม่รู้เรื่องเลย คิดว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ทำตามที่พระบอก แต่ไม่ได้เกิดปัญญา ไม่ได้ใช้ความคิด ทำไปอย่างนั้น นั่นก็ผิดแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะพยายามศึกษารับความรู้ใหม่ อีกประการหนึ่งก็คือสงสัยว่า ธรรมที่เขาบอกว่าคือธรรมชาติ หมายความว่าอย่างไร โปรดให้ความกระจ่าง ในเรื่องธรรมกับธรรมชาติด้วย
ท่านอาจารย์ มีสองคำ ธรรมกับชา-ติ (ชา-ติ) แปลว่าการเกิด ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจว่า ธรรมคือขณะนี้ เกิดแล้วจึงปรากฏว่ามี ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าธรรมชา-ติ (ธัม มะ ชา ติ) มุ่งที่ธรรม เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีธรรมก็ไม่มีการเกิด เพราะฉะนั้นที่เราเคยใช้คำในภาษาบาลี โดยที่ว่าไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจถูกต้องในภาษาไทย เมื่อพูดถึงธรรมชาติ เราจะบอกว่าจังหวัดเลยมีธรรมชาติมากสวยงาม แล้วเราก็พรรนาได้ ป่าเขาต้นไม้แม่น้ำโขง หรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่ทุกคนก็คิดถึงธรรมชาติแนวนั้นใช่ไหม เห็นภาพกรอบรูปในนั้นมีธรรมชาติไหม ภูเขาบ้าง ต้นไม้บ้าง ลำธารบ้าง เราก็บอกว่าธรรมชาติแต่จริงๆ แล้ว ต้องศึกษาให้เข้าใจว่าชา-ติคือการเกิด ถ้าไม่มีธรรมจะไม่มีอะไรเกิดเลย
เพราะฉะนั้นธรรมชาติก็ไม่ต้องสนใจคำว่าชา-ติ แต่ธรรมมีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นถ้าไม่เกิด ไม่มีธรรมก็ไม่มีอะไรเกิด เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเข้าใจคำ เราจะไม่สนใจคำอื่นๆ นอกจากคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ แม้แต่คำว่าธรรม จะมีคำว่าธรรมชา-ติ น้อยมาก เกือบจะไม่มีเลยในพระไตรปิฏก แต่จะมีคำว่าธรรมมากทีเดียว เพราะฉะนั้นเข้าใจได้ว่าธรรมหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่สิ่งที่เราไปเข้าใจว่าเป็นป่าเขาลำเนาไพร แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรม เห็นก็เป็นธรรม ได้ยินก็เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม
ความหมายของธรรมคือเป็นสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดแล้วก็ดับไป ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วไม่ดับเลย เพราะฉะนั้นบางคนก็อาจจะคิดว่า ตอนเกิดก็คือจิตเกิดตอนตายก็คือจิตดับ และบางคนก็อาจจะวาดภาพในตัวเองว่าล่องลอยไป ไม่รู้เลย จิตไม่มีแขนไม่มีขา ไม่มีอะไรที่จะลอย แต่ว่าจิตเป็นธาตุรู้ เกิดขึ้นรู้แล้วดับทันที ทันทีเร็วมาก แต่สืบต่อจนกระทั่งเหมือนนักมายากล ซึ่งทำให้ลวงเหมือนกับว่าไม่ได้ดับไปเลยเช่นเดี๋ยวนี้ เหมือนกับยังมีทุกสิ่งทุกอย่าง
เพราะฉะนั้นพระธรรม จะรู้ได้ว่าเป็นคำของใคร ถ้าฟังคำจริงมีจริงเข้าใจได้มากขึ้นในความเป็นธรรมนั้นๆ ซึ่งไม่ใช่เรา นั่นเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าไม่ใช่คำจริง เราจะมีความสับสน แล้วก็เพิ่มความคิดเอง แต่ถ้าศึกษาแล้วจะรู้ว่าไม่ต้องเสียเวลาคิดเองเลย เพราะเหตุว่าทุกคำทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่งในพระไตรปิฎก เพื่อกันความเข้าใจผิดหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะความลึกซึ้งของธรรม ก่อนอื่นคือต้องเข้าใจถูกต้องมั่นคง ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร ผู้เลิศที่ไม่มีบุคคลใดเปรียบปรานได้เลยในสากลจักรวาล ไม่ใช่เฉพาะโลกนี้หรือจักรวาลนี้เท่านั้น แม้เทพหรือพรหมยังต้องมาเฝ้าทูลถามปัญหา เพราะฉะนั้นการที่เราเคารพผู้ที่สามารถจะให้ความเข้าใจความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างได้ ผู้นั้นก็คือพระบรมศาสดา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง ดังนั้นเราจะไม่ฟังคำของคนอื่น ท่านผู้นี้กล่าว ท่านผู้นั้นกล่าว เป็นใคร พูดคำอะไร สิ่งที่มีจริงหรือเปล่า หรือไม่ได้เข้าใจอะไรเลยในสิ่งที่มีจริง หรือว่าให้เข้าใจผิด โดยความเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้มีปัญญา แม้แต่มงคลข้อที่หนึ่งสวดกันบ่อยๆ ใช่ไหม มงคลสูตร
มงคลไม่ใช่สำหรับสวด แต่สำหรับเข้าใจ เพื่ออะไร เพื่อประพฤติตาม เข้าใจแล้วไม่ประพฤติตามก็ไม่ใช่ว่าเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นความเข้าใจของเราเป็นการแสดงในชีวิตประจำวันเราเข้าใจธรรมมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นมงคลสูตร ก็คือ สิ่งที่จะนำความสุขความเจริญซึ่งไม่ให้โทษเลยมีมาก และก็มีแล้วในชีวิตประจำวันบางส่วน แต่ก็ไม่ทราบ ไม่รู้ว่านั่นคือมงคล แต่ว่ามงคลทุกข้อ ต้องเป็นปัญญาจึงจะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นมงคลข้อที่หนึ่ง ชัดเจน ไม่คบคนพาล แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพาลหรือบัณฑิต ถ้าพูดคำไม่จริง พาลหรือบัณฑิต
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ทุกคำเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมด ก็ขออนุโมทนา ที่เป็นผู้ที่ตรง และก็สิ่งใดผิดจะทิ้งหรือจะเก็บไว้ ข้อความในพระไตรปิฎก มีว่า อาจหาญร่าเริงที่ได้รู้ความจริงพ้นจากความเห็นผิด ไม่มีอะไรที่จะช่วยให้เราพ้นจากความเห็นผิดได้เลย นอกจากวาจาสัจจะ ซึ่งนำไปสู่ญาณสัจจ การเข้าใจความจริงที่ถูกต้อง ธรรมตรงมากเพียงไม่ตรงนิดเดียวไม่ถึงธรรม เพราะฉะนั้นต้องตรงทุกคำ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เข้าใจได้ในความเป็นธรรม แต่ต้องฟังเเล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพื่อที่จะละความไม่รู้ซึ่งสะสมมานานมาก เหมือนสิ่งที่สกปรกดำมืดสนิท แน่นเหนียวจะเอาออกไปได้อย่างไร พระธรรมเท่านั้นที่จะค่อยๆ ชำระ ความไม่สะอาดซึ่งเป็นความไม่รู้ ทีละเล็กทีละน้อย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980