ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
ตอนที่ ๑๙๔๘
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ผู้ฟัง กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ได้กล่าวนำในเบื้องต้นก่อน
ท่านอาจารย์ ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่มีโอกาสที่จะได้บูชาพระรัตนตรัยด้วยการฟังพระธรรม การฟังพระธรรมด้วยความเคารพจะทำให้ได้ประโยชน์คือได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเข้าใจในพระปัญญาคุณพระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมก็ไม่ประมาทว่าเราเป็นใคร พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร เพราะฉะนั้น แต่ละคำเป็นปัญญาที่ สามารถจะทำให้ผู้ที่ได้เริ่มเข้าใจแต่ละคำเห็นคุณค่าของพระธรรม
แต่ละคำว่าจากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อเราด้วย หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้วก็ได้ทรงแสดงธรรมอนุเคราะห์ มากกว่าใครทั้งหมด
ไม่ว่าจะเช้าสายบ่ายค่ำจนกระทั่งถึงเวลาที่ใกล้จะปรินิพพาน เพราะฉะนั้น พระปัจฉิมวาจาสุดท้ายที่ว่าจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ขณะนี้ทุกคนก็จะได้ฟังพระธรรมด้วยความไม่ประมาท
ผู้ฟัง ผมขอเรียนถามท่านอาจารย์ คำที่ว่าอินทรีย์กับพละสองคำนี้ความหมายลึกซึ้งจริงๆ ที่ใช้ในสติปัฎฐานนั้นเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายของคำว่าอินทรีย์ก่อน
อ.คำปั่น กราบท่านอาจารย์ ความหมายของอินทรีย์ก็คือหมายถึงสภาพธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตนนี้คือความหมายของอินทรีย์
ท่านอาจารย์ ธรรมคือเดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปรอคอยเวลาไหนที่จะเข้าใจ แต่ว่าต้องพิจารณาแม้แต่ คำว่าอินทรีย์คือสภาพธรรมที่เป็นใหญ่
ขณะนี้ทุกคนกำลังเห็นต้องมีจักขุสาท ถ้าไม่มีจักขุปสาทคือที่เราเรียกง่ายๆ ว่าตาเป็นรูปพิเศษที่ สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะว่าถ้าไม่ใช่ที่ตา ที่แขนจะไม่มีการมีสิ่งที่กำลังปรากฏ
ปรากฏได้เลย เพราะฉะนั้น ขณะนี้ธรรมลึกซึ้งเพราะเหตุว่ากำลังมีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ให้เห็น
เพราะฉะนั้น สภาพที่เป็นอินทรีย์ก็คือต้องมี จิตเป็นธาตุรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้คือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ปรากฏไม่ได้ คือธรรมดาในภาษาไทยเราก็เริ่มเข้าใจสภาพธรรมที่เป็นใหญ่จริงๆ แต่ว่าการเป็นใหญ่ของสภาพธรรมนั้นเป็นใหญ่เฉพาะลักษณะนั้นหน้าที่นั้นเท่านั้น
เพราะฉะนั้น จิตเป็นใหญ่จริงๆ ถ้าไม่มีจิตอะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เราอาจจะประมาทคิดว่าเรารู้จิตแล้วได้ยินคำว่าจิตบ่อยๆ
แต่จริงๆ แล้วแม้มีจิตก็ยังไม่รู้จักจิตในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เมื่อมีสภาพที่ สามารถเห็น ซึ่งถ้าธาตุรู้นี่ไม่เกิดขึ้นเห็นขณะนี้จะไม่มีอะไรปรากฏเลย
เพราะฉะนั้น จิตเป็นใหญ่ ชื่อว่ามนินทรีย์หนึ่งอย่างแล้ว แล้วก็ขณะที่เห็นถ้าไม่มีจักขุปสาทรูป รูปพิเศษที่ สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ จิตเห็นก็เกิดไม่ได้แม้เป็นใหญ่อย่างไรก็ตาม
แต่ก็ต้องอาศัยรูปพิเศษที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้น จักขุปสาทเป็นจักขุนทรีย์
คำว่าจักขุรวมกับคำว่าอินทรีย์ เป็นคำขยายของขณะนี้ที่กำลังเห็นว่าขณะนี้ต้องมีรูปหนึ่งซึ่งเป็นใหญ่ขาดรูปนี้ไม่ได้เลย
เพราะเหตุว่าถ้าขาดรูปนี้ เห็นขณะนี้มีไม่ได้ ลองคิดดูชีวิตทุกขณะต้องมีจิตเป็นมนินทรีบ์คือธาตุรู้ แต่ก็ยังต้องอาศัยสิ่งอื่นด้วย เช่นในขณะที่จิตเห็นขณะนี้ถ้าไม่มีจักขุปสาทเห็นเกิดไม่ได้
นี่คือแม้แต่คำว่าเป็นใหญ่ก็ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าในแต่ละขณะอะไรเป็นใหญ่ ขณะนี้มีจักขุปสาทเป็นใหญ่ แล้วก็มีจิตเป็นใหญ่ด้วย แค่สองคำนี้ก่อนก็ได้ แต่ว่าขณะที่กำลังฟังกำลังมีศรัทธาที่จะเข้าใจ
ถ้าไม่มีศรัทธาฟังเรื่องอื่นไม่ฟังเรื่องเห็นซึ่งทุกคนก็เห็นแต่ไม่เคยเห็นว่าเห็นสำคัญอย่างไร เพราะว่าเห็นเกิดขึ้นให้เห็นว่ามีอะไรบ้างแล้วก็ดับไป
แต่ถ้าไม่มีจิตเห็นเลยอะไรๆ ต่อไปทุกขณะที่เป็นเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏทางตาก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่มาก เศรษฐกิจการเมืองหรือว่าสงครามหรืออะไรทั้งหมด
ก็ต้องมาจากจิตเห็นเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีจิตเห็นไม่มีเรื่องราวไม่มีความคิดใดๆ ไม่มีการที่นักวิทยาศาสตร์จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้หรือว่าวิชาการต่างๆ ก็จะก้าวหน้าพัฒนาไปก็ต้องมาจากจิตเห็นด้วย
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะก็มีสภาพธรรมที่เป็นใหญ่ แม้แต่ขณะนี้ถ้าไม่มีการฟังเรื่องเห็น ไม่มีการรู้ว่าอะไรเป็นอินทรีย์ไม่รู้ว่าโลกดำเนินไปแต่ละขณะเพราะอะไร
ต้องมีสภาพธรรมที่อาศัยกัน และกันโดยที่ว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลยก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าอินทรีย์คืออะไร และขณะนี้คืออะไรเต็มไปด้วยความมืดของอวิชชาความไม่รู้
แต่พอเริ่มฟังมีคำอีกมากมายในพระไตรปิฎกที่จะทำให้ค่อยๆ รู้จักความจริงของทุกๆ ขณะในชีวิตโลกเริ่มสว่างขึ้นแต่ยังไม่ถึงกับสว่างไสว
เพราะว่ากำลังอยู่ในท่ามกลางความมืดของความไม่รู้จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม และก็เริ่มเข้าใจแต่ละคำ เพราะฉะนั้น ขณะที่ฟังไม่รู้เลยว่าเพราะมีศรัทธาจึงมาฟังพระธรรม
มาบูชาพระรัตนตรัยด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นเมื่อมีศรัทธาแล้วขณะนี้ก็มีความเพียรด้วยเราอาจจะไม่รู้ว่าที่เรานั่งอยู่แล้วก็จะนั่งต่อไปอีก
เพื่อที่จะฟังต่อไปก็มีสภาพธรรมที่มีวิริยะความเพียรความอุตสาหะหรือว่าความอดทนซึ่งเป็นแล้วแต่ไม่รู้
จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมมีศรัทธา มีวิริยะแล้ว ก็มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเป็นอินทรีย์ ๕ แต่ว่าในขณะที่เพียงฟังเข้าใจแค่ไหน เข้าใจว่าจิตเห็นมี
แต่ไม่รู้เลยว่าถ้าผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงเพื่อให้เรารู้ความจริงว่าไม่มีเราแต่มีสิ่งที่มีจริงสิ่งที่มีจริงในภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม
เพราะฉะนั้น ในขณะนี้เรากำลังพูดเพื่อที่จะให้เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงเรื่องความจริงทุกอย่าง ที่มีทุกขณะในขณะนี้ก็ต้องรู้ว่าแม้แต่ศรัทธาก็มีหลายขั้น
ศรัทธาเพียงขั้นฟังก็มีแต่ว่าศรัทธาที่จะค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งที่ได้ฟังจนกว่าจะรู้ความจริงยิ่งขึ้น ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา
ก็เพื่อให้คนซึ่งไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้เริ่มเข้าใจ แค่เริ่มแต่ก็เห็นพระปัญญาคุณว่าถ้าไม่ฟังเลย
พุทธัง สรณัง คัจฉามิก็เป็นแต่เพียงคำพูด ซึ่งไม่ตรงเพราะเหตุว่าการจะพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือว่ามีพระสัมมาสัมเจ้าเป็นที่พึ่งก็คือต้องฟังพระธรรม
เข้าใจเมื่อไหร่ก็รู้ว่าเราพึ่งคนอื่นไม่ได้เลยไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครแต่ว่าถ้าไม่ได้พูดคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว คำนั้นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น เรื่องของแม้แต่คำว่าอินทรีย์ก็มีมาก อันนี้ก็เพียงแต่เป็นขั้นต้นที่จะกล่าวถึงทั้งหมดคงไม่หมดได้ในวันนี้ แต่ก็ขอให้ทราบว่าอินทรีย์คือสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เฉพาะตนในขณะนั้น
ความละเอียดของพระธรรมอยู่ที่เมื่อฟังแล้วก็รู้ว่ามีพระธรรมจริงๆ ขณะนี้ที่จะให้เข้าใจ ไม่ใช่เพียงแต่ว่ากล่าวถึงคำอะไร และก็ไปหาว่าอยู่ที่ไหนในหนังสือเล่มไหนได้ยินได้ฟังเมื่อไร
แต่ว่าธรรมมีทุกขณะไม่ขาดธรรมเลยแต่ว่าเป็นความละเอียดที่ว่าเมื่อได้เข้าใจจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องไปดูที่ไหนเลย ไม่ต้องไปค้นคว้าอะไรอีก
แต่อาศัยสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนี้ทำให้รู้ว่าเราได้ฟังธรรม แล้วเราก็เข้าใจธรรม
ขอกล่าวถึงแต่ละคำซึ่งหลายคำเลยที่วิทยากรท่านกล่าวถึงแล้ว แต่ว่าเราก็ยังไม่ได้เข้าใจจนกระทั่งว่าไม่สงสัยอีกต่อไป เช่นคำว่าธรรมก่อน
ธรรมคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ แต่ก็มากเหลือเกินแล้วก็มีตั้งหลายอย่าง แต่ก็เริ่มได้ทีละเล็กทีละน้อยคือขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงซึ่งแม้ไม่ต้องเรียกชื่อก็มี นี่คือการเริ่มต้นที่จะเข้าใจแม้แต่คำว่าธรรม
บัญญัติ สมมุติและสภาพธรรมอื่นๆ ซึ่งก็มีในขณะนี้ด้วยแต่ว่ามีมากจนกระทั่งถ้าเราไม่ค่อยๆ เข้าใจพิจารณาอย่างละเอียดเราก็เหมือนฟังแล้วต้องฟังอีกฟังแล้วก็ลืม
แต่ในขณะที่กำลังฟังแล้วก็มีสภาพธรรมปรากฏให้เข้าใจด้วยเราก็เริ่มเข้าใจซึ่งไม่ลืมเพราะเหตุว่าได้เข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น ธรรมคือสิ่งที่มีจริงขณะนี้ก็มี
เมื่อไหร่ๆ ก็มีเมื่อปรากฏ แต่ถ้าสภาพธรรมนั้นไม่ปรากฏจะกล่าวว่าสภาพธรรมนั้นมีได้ไหม แต่เพราะเหตุว่าขณะนี้มีสภาพธรรม ที่ปรากฏสิ่งที่ปรากฎมีจริงเมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงสิ่งนั้นๆ เป็นธรรม
คือเป็นสิ่งซึ่งมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างๆ ซึ่งไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แล้วก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถ้าจะฟังชื่อของธรรม ไม่ยากใช่ไหม
คำนี้แปลว่าอะไรก็เข้าใจแล้ว แต่ว่าถ้าจะเข้าใจธรรมจริงๆ ต้องอาศัยกาลเวลา และก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองจริงๆ อย่างละเอียดด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นคนที่ใจร้อนอยากจะรู้เรื่องอยากจะฟังชื่อต่างๆ มากๆ ก็อ่านหนังสือหลายๆ เล่ม
แต่ว่าเข้าใจจริงๆ หรือเปล่า ที่สำคัญที่สุดในคือเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เพียงฟังเเล้วก็คิดว่าเข้าใจ เพราะเหตุว่าบางคนเหมือนกับว่ารู้จักแล้วทั้งหมด ตาก็รู้จัก เห็นก็รู้จัก สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็รู้จัก
แต่จริงๆ แล้วไม่รู้จัก เลยสักอย่างจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น ขณะนี้แม้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ ก็ไม่รู้จัก เห็นใครเวลานี้ เห็นอะไรบ้าง ไม่รู้จักเลย
ว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งนั้นที่เราคิดว่าเป็นคนหรือว่าเป็นโต๊ะหรือว่าเป็นเก้าอี้ แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เพราะกำลังปรากฏให้เห็นว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งกว่าจะเข้าถึงพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง ให้เข้าใจจริงๆ ไม่หลงผิด
จนกระทั่งสามารถประจักษ์ความจริง สามารถที่จะละคลายอกุศลธรรมทั้งหลายได้ก็ต้องอาศัยการฟังอีกนานไม่ใช่เพียงครั้งเดียว
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีจริงๆ และจิตเห็นก็มีจริงๆ ทั้งสองอย่างเป็นธรรมแค่นี้รู้สึกว่าลืม
ฟัง ขณะที่ฟังเข้าใจแล้วก็ลืมๆ คือไม่ตรงตามที่ได้ฟัง พอฟังรู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วก็มีเห็น แต่พอลืมก็เห็นคน เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทันที
ลืมแม้แต่คำที่ตรัสไว้ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลยภาษาบาลี เห็นไม่มีในภาษาบาลีแต่ใช้คำว่าจักขุวิญญาณ หมายความถึงสภาพรู้ที่อาศัยตาเกิดขึ้นเห็น
เมื่อเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น ภาษาไทยเราบอกว่ากำลังเห็น และมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย
แต่ภาษาบาลีสิ่งที่ถูกเห็นพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่ารูปารัมมณะหมายความว่าสิ่งที่ถูกรู้เป็นอารมณ์ และสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เป็นรูปชนิดหนึ่งซึ่งคนตาบอดไม่เห็น
เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เห็นขณะนั้นต้องเห็นสิ่งที่เป็นรูปารมณ์คือรูปๆ หนึ่งไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่นแต่เป็นรูปที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้
คิดดูนี่คือการฟังธรรม ในครั้งพุทธกาลก็มีสิ่งที่ปรากฏ และผู้ที่ไปเฝ้าฟังพระธรรมก็สามารถค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองเข้าใจธรรม
ความจริงที่ว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกับเห็น เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจธรรมก็ลองคิดดูอีกนานไหมกว่าจะจำได้ไม่ลืมว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้ไม่ได้ปรากฏตลอดไป
เพียงปรากฏในขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้นเท่านั้นในขณะที่เสียงปรากฏจิตเห็นไม่มีแล้วมีเสียงกับจิตที่รู้เสียง ถ้าฟังอย่างนี้เริ่มเห็นความลึกซึ้งแต่ว่าน่าเบื่อไหม
บางคนบอกว่าไม่มีอะไรใหม่พูดแต่สิ่งซ้ำๆ พูดถึงเรื่องเห็นพูดถึงเรื่องได้ยิน แต่ใครเป็นผู้ที่ตรัสไว้ดีแล้วในเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้
ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมก่อนอื่นลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่าเรารู้ว่าเรามีปรมัตถ์ธรรมมีบัญญัติมีสมมุติเข้าใจแล้วบอกอย่างนี้ก็เข้าใจ แต่ไม่ใช่ให้เข้าใจชื่อ
ให้เข้าใจความจริงว่าเดี๋ยวนี้สิ่งใดที่เป็นธรรมที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะสิ่งนั้น เช่นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตามีจริงเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย
ในขณะที่เสียงปรากฏ เสียงมีจริงเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย จะเรียกว่าอะไรก็ได้ไม่เรียกว่าอะไรก็ได้นั่นคือปรมัตถธรรม
ธรรมซึ่งมีลักษณะเฉพาะตนซึ่งไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จะเข้าใจคำว่าสมมติกับบัญญัติได้ไหม ถ้าไม่รู้ก่อนว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริงไม่ต้องเรียกก็มีจริง
คิดมีจริงไหม ไม่ต้องเรียกคิดๆ ก็มี เพราะฉะนั้น คิดก็เป็นธรรมซึ่งมีจริงๆ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะนั้นได้ แต่ว่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะเพียงสิ่งที่เป็นธรรมอย่างเดียว
เพราะเหตุว่าแม้ว่าธรรมปรากฏก็จริง แต่ปรากฏกับความไม่รู้ เพราะฉะนั้น เวลาที่ไม่รู้ความจริงว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ชั่วขณะแล้วก็ดับไป
ฟังธรรมต้องค่อยๆ เข้าใจจริงๆ แล้วรู้ว่า จริงอย่างที่ได้ฟังหรือเปล่า เช่นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา
คำนี้ไม่เปลี่ยน เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ สิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดให้ปรากฏให้เห็นแล้วก็ดับ
เริ่มไตร่ตรองจริงหรือเปล่า ถ้าเข้าใจว่าจริงศึกษาธรรมต่อไปอีก เพราะเหตุว่าแค่นี้ไม่พอเลย เพียงแต่ได้ยินได้ฟังแล้วก็ลืม และทุกที
แต่ว่าฟังต่อไปอีกๆ จนกระทั่งมีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงที่กำลังปรากฏ
แต่ผู้ฟังยังไม่สามารถจะรู้อย่างนี้ได้ และก็มีความไม่รู้มากเช่นกำลังเห็นคน เพราะสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ปรากฏว่าดับ และเห็นก็ไม่ปรากฏว่าดับแล้วทำไมจึงมีความจำว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นคนและเป็นเราที่กำลังเห็น
ก็เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานซึ่งลวงให้จำอย่างมั่นคงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง
อุปมาเหมือนกับเวลาที่เราจุดธูปหนึ่งดอก และก็แกว่งให้เร็วเป็นวงกลม ดูเหมือนกับว่ามีแสงไฟเป็นวงกลม
แต่ความจริงจากธูปหนึ่งดอกที่ปรากฏตรงจุดหนึ่งแต่เวลาที่แกว่งเร็วๆ เข้าและก็สามารถที่จะสืบต่อจนกระทั่งเห็นว่าเป็นวงกลมได้
ฉันใด สิ่งที่ปรากฏทางตาเวลานี้ก็เป็นอย่างนั้นเห็นก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉนั้น อยู่ในโลกของการไม่รู้ความจริงด้วยการลวง
เพราะฉะนั้น ทันทีที่เห็นจำสิ่งที่ปรากฏสืบต่ออย่างเร็วเพราะว่าไม่ปรากฏการเกิดดับของอะไรเลยขณะนั้นจึงมีปัญญัตติ
ที่คนไทยใช้คำว่าบัญญัติหมายความว่าสิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้โดยอาการนั้นๆ ถ้าไม่มีรูปร่างสัณฐาน เลยจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นดอกไม้
แต่เพียงสีสันวรรณะซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วก็ปรากฏให้รู้ได้โดยอาการคือรูปร่างสัณฐานนั้นๆ เพราะฉะนั้น จึงมีอรรถบัญญัติการรู้ความหมายของสิ่งที่ปรากฏสืบต่อ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
สำหรับทางหูก็เช่นเดียวกันมีเสียง แต่เสียงก็หลากหลายมากแล้วเสียงก็เกิดดับด้วย ถ้าใครคิดว่าเสียงไม่เกิดดับก็เป็นความคิดของผู้ที่ยังไม่รู้ความจริง
แต่ผู้ที่ฟังพระธรรมจนกระทั่งค่อยๆ สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกสามารถที่จะรู้ความจริงนี้ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบรรลุอริยสัจธรรมเป็นผู้ที่ดับกิเลสตามลำดับขั้น
คือเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคามี และที่สุดก็คือถึงความเป็นพระอรหันต์คือไม่มีกิเลสใดๆ เหลือเลย
จากการที่เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ทีละเล็กทีละน้อย แต่ว่าบุคคลในสมัยนี้ ลืมที่จะศึกษาพระธรรมลืมที่จะฟังพระธรรม และก็ลืมเห็นประโยชน์ของการสนทนาธรรม
สำหรับผู้ที่ไม่ฟังเลยมีเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ที่เห็นประโยชน์ว่ามีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทรงแสดงพระธรรมแล้วก็ทรงปรินิพพานไปแล้ว
แต่พระธรรมยังมีให้ศึกษาให้ค่อยๆ เข้าใจได้แต่ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดที่ว่าไม่ฟังเผิน เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีสภาพธรรม เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยจะเรียกหรือไม่เรียกก็ตามเป็นธรรมทั้งหมดเป็นปรมัตถธรรม
แต่เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วจึงทำให้หลงเข้าใจสิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้ให้เข้าใจได้ ว่าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งขณะนั้นเป็นบัญญัติ เพราะฉะนั้น เห็นเป็นปรมัตถธรรม
เพียงเห็นเกิดขึ้นเห็นนิดเดียวเเล้วก็ดับไปเหมือนก้านธูปหนึ่งดอกซึ่งจุดแล้วยังไม่ได้แกว่งแต่พอแกว่งเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากก็เห็นเป็นสัณฐานต่างๆ
ทำให้เกิดปัญญัตติรู้ได้โดยอาการนั้นๆ จะทำให้เป็นวงกลมก็ได้ จะทำให้เป็นรูปใดๆ ก็ได้ก็ปรากฏให้รู้ได้โดยอาการนั้นๆ เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่มีสภาพธรรมปรากฏแต่รู้ได้โดยอาการที่สภาพธรรมนั้นปรากฏสืบต่อเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั่นคือบัญญัติ
เพราะฉะนั้น เห็นพระภิกษุ เป็นบัญญัติหรือปรมัตถ์ เห็นดอกไม้เป็นบัญญัติหรือปรมัตถ์
เห็นเป็นปรมัตถ์ สิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นยังไม่เป็นอะไรเลยทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงสามารถกระทบตาปรากฏและดับแต่สืบต่อจนเป็นคนเป็นสัตว์เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ นั่นคือเป็นบัญญัติ
ขณะใดก็ตามที่รู้บัญญัติขณะนั้นเป็นอรรถบัญญัติไม่มีเสียงใดๆ แต่สัณฐานปรากฏแล้วเพียงเห็นก็รู้ว่าเป็นอะไร เห็นเก้าอี้เห็นไหมเก้าอี้
พอเห็นก็เห็นเก้าอี้ลืมว่าเห็นเป็นเห็นแล้วก็บัญญัติ สิ่งที่ปรากฏว่าเป็นเก้าอี้ ถ้าเด็กเกิดใหม่ไม่มีบัญญัติเลย มีเห็นแต่ก็มีการทรงจำค่อยๆ สะสมความจำทีละเล็กทีละน้อย
จนกระทั่งจำได้ว่าเป็นพ่อเป็นแม่ หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่ก็ยังพูดไม่ได้จนกว่าจะได้ยินเสียง พอได้ยินเสียงยังจำเสียงไม่ได้เลย แต่พอคุ้นกับเสียงไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร เด็กไทยก็พูดภาษาไทย เด็กจีนก็พูดภาษาจีนแล้วแต่ว่าจะคุ้นเคยกับเสียงใดก็ค่อยๆ จำเสียงนั้น
เพราะฉะนั้น ขณะที่ได้ยินเสียงขณะนั้นเสียงเป็นธรรมได้ยินก็เป็นธรรมเกิดดับ แต่การรู้การจำความหมายของเสียงเป็นบัญญัติรู้ได้โดยอาการที่เสียงสูงๆ ต่ำๆ เป็นสัททปัญญัติ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980