ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
ตอนที่ ๑๙๗๑
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น
วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอะไร ชาวขอนแก่น ชาวกรุงเทพฯ ชาวเอเชีย อย่างไรก็ตาม ทุกคนเป็นชาวไม่รู้ ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าเป็นชาวไม่รู้ จะไม่มีวันรู้ เพราะเข้าใจเองว่ารู้ ต่อเมื่อไรเป็นชาวที่ไม่รู้ แต่ได้ยินได้ฟังคำซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนแน่นอน เริ่มรู้ว่าท่านผู้กล่าวคำนี้เป็นใคร
เพราะฉะนั้นชาวไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวไม่รู้จักพระธรรม ชาวไม่รู้จักพระอริยะบุคคลที่รู้แจ้งสภาพธรรม ซึ่งเป็นคณะหรือหมู่ ไม่ใช่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ทั้งหมดเป็นชาวที่รู้คุณของพระสงฆ์ สงฆ์คือหมู่หรือคณะ มดหลายๆ ตัวเป็นหมู่หรือไม่ เป็นสงฆ์ไหม ตอบคือเป็น
ถ้าเราไม่ศึกษาเลยเราเหมือนรู้ทุกอย่าง พูดทุกคำ แต่แม้แต่คำว่ามนุษย์ ถามจริงๆ ว่ารู้จักหรือเปล่า เทวดา แมลง สุนัข แมว รู้จักหรือเปล่า เห็นแล้วก็จำได้เท่านั้นเอง ว่านี่เป็นอะไร แต่ความจริงรู้จักหรือเปล่า นี่คือชาวไม่รู้ ตราบใดที่ยังเป็นชาวไม่รู้ และก็ยังคงไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร ผู้นั้นจะไม่ใช่ชาวรู้
ชาวรู้คือเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนี้คำเดียวจะทำให้คนที่เกิดมาแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะได้ยินคำนี้จะไม่รู้สึกตัวเลยว่าเป็นชาวไม่รู้ ต่อเมื่อไรที่ได้ยินได้ฟัง สงสัยไม่เคยรู้คำนี้มาก่อน อย่างเมื่อครู่นี้ ที่บอกว่าเป็นเรื่องหนัก เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องอะไร แต่มี ไม่ใช่ไม่มี เราไม่ใช่ไปพูดเรื่องหนักหนาสาหัสที่ไม่มี แต่ว่ากำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่ไม่เข้าใจหมายความว่าอะไร ไม่รู้ถึงอย่างนี้ใช่ไหม ทั้งๆ ที่กำลังปรากฏจริงๆ ต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ ไม่รู้เลยว่าไม่รู้อะไร แต่พอเริ่มรู้จักได้ยินได้ฟังคำซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน คำนั้นกล่าวถึงอะไร
ข้อสำคัญที่สุด ต้องรู้ว่าพูดถึงสิ่งที่มีจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีไหม และจะรู้ว่ามีจริงไหม ต้องละเอียด มีลักษณะปรากฏความจริงของสิ่งนั้นให้รู้ ว่าสิ่งนั้นไม่เป็นอย่างอื่นเลย เป็นแต่สิ่งนั้นซึ่งกำลังมีจริงๆ
ยากหรือง่าย ฟังเหมือนคำธรรมดาหมดเลยใช่ไหม เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ว่าไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีอะไร เริ่มต้นอย่างนี้ นี่คือการเริ่มต้นเป็นผู้ไตร่ตรอง ไม่ใช่ผู้เชื่อ ใครพูดอะไรก็เชื่อ บอกอะไรก็เชื่อ แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย นี่ต่างกันมาก กับผู้เริ่มรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรมีจริงๆ หรือเปล่า นี่คือการตั้งต้น พอที่จะรู้ไหมถ้าไม่ตั้งต้นอย่างนี้ จะรู้จักสิ่งที่กำลังปรากฏทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ไกลเลยอยู่ที่แต่ละหนึ่งบุคคล จะไปรู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งนี้อยู่ตรงนี้ เห็นตรงนี้ที่เห็น ได้ยินตรงนี้ที่ได้ยิน คิดตรงนี้ที่คิด ทั้งหมดนี้ สุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ ทั้งหมดอยู่ที่ตรงนี้ แต่ไม่เคยรู้ตรงนี้ รู้ได้ไหม ไปรู้อย่างอื่นหมดเลย แต่ตรงนี้รู้หรือยัง เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่ารู้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเป็นผู้รู้ได้ ต่อเมื่อรู้ว่าสงสัยคำนี้ ไม่ได้พูดเรื่องอื่นเลย แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งนี้ น่าสนใจไหม แสนใกล้ตรงนี้เอง แล้วก็ไม่รู้ และก็พยายามไปรู้สิ่งอื่น เพราะฉะนั้นผู้ไม่รู้ อยู่ในโลกมนุษย์นี้ก็มากมาย ที่บนสวรรค์ก็มี ที่ไหนๆ ก็มี ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ จะชื่อว่าผู้รู้ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม คำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ใช่ให้รีบร้อนไปรู้ เพราะแต่ละคำลึกซึ้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ เป็นผู้ตรัสรู้สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เว้นเลย ถึงที่สุดด้วยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นถ้าเราเพียงแต่พูดกันถามกัน คุยกันตื้นๆ ไม่ถึงที่สุด จะเข้าใจความจริงของสิ่งนั้นไหม เช่นคำว่ามนุษย์ พอพูดแล้วรู้จักใช่ไหม ถึงที่สุดหรือยัง รู้จักจริงๆ หรือเปล่า แต่มีผู้ที่ตรัสรู้ความจริงซึ่งมีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย และก็ทุกชาติด้วยในสังสารวัฏฏ์ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย เปรียบเทียบดู คำที่สามารถทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ตามความเป็นจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ไม่น่าจะมีได้ ก็ทุกอย่างก็ปรากฏให้เห็น แต่มีผู้ที่ตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ทุกอย่างไม่เว้นเลย ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ถ้าไม่เชื่อก็ฟัง และก็สนทนาตอบได้ถึงที่สุดเมื่อไร ก็หมายความว่าเริ่มเข้าสู่ความลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งที่มี เพราะว่าทุกชาติก็มีคน มีพระเจ้าแผ่นดิน มีเสนามหาอำมาตย์ มีพ่อค้า มีอะไรทุกอย่างตามปกติเหมือนเดี๋ยวนี้เลย ไม่รู้มาก่อนเลยใช่ไหม ใครๆ ก็ไม่รู้มาเลย จนกว่าจะมีผู้ที่ตรัสรู้ แล้วมีผู้ที่ตรัสรู้มีจริงๆ หรือเปล่า ถ้าไม่เคยฟังคำของคนนั้นจะรู้ได้ไหมว่ามีจริงหรือเปล่า แต่เชื่อแล้วว่ามี
เพราะฉะนั้นการเชื่อไม่ใช่ความเข้าใจ เชื่อคนผิด เชื่อคำผิด เชื่อสิ่งที่ผิด เพราะเหตุว่าไม่ได้มีสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง ทุกคำสามารถที่จะไตร่ตรอง และผู้ที่รู้ สามารถที่จะให้ความรู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏแต่ไม่รู้เลย เพราะผู้นั้นเป็นผู้รู้ ถ้าไม่มีผู้รู้จริงๆ เราจะได้ยินคำว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ได้ยินแล้วรู้จักหรือยัง ตอบได้ไหมถ้าไม่เคยฟังมาก่อนเลย แล้วบอกว่าพุทธะคือผู้รู้ เพราะฉะนั้นชาวพุทธต้องเป็นผู้ที่รู้ รู้อะไร? รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ คนไหนจะเป็นชาวพุทธบ้าง รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง แต่ละคำเป็นสิ่งที่ทุกคน ฟัง คิด ไตร่ตรองได้จึงจะสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี เพราะว่าไม่ได้พูดถึงสิ่งอื่นเลย พูดถึงสิ่งที่มีขณะนี้
บางคนก็คิดว่าอยากฟังพระธรรม อยากฟังสิ่งที่เป็นคำที่ลึกซึ้ง ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ แต่ถามจริงๆ ว่ารู้อะไร รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งกำลังเป็นสัจจะ เพราะเป็นความจริง และก็เป็นธรรม คือเป็นสิ่งที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง แล้วก็สามารถถึงที่สุด คือการประจักษ์แจ้งสิ่งที่มี ที่เกิดจึงมีและเกิดมีแล้วก็ดับไปอย่างเร็วที่สุด ยากที่จะประมาณได้ ไม่มีทางจะประมาณได้เลย จนกว่าสิ่งนั้นจะปรากฏกับปัญญาที่เริ่มเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ว่าเคยเป็นชาวไม่รู้ อยู่ในโลกของความไม่รู้มา ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน จะเกิดบนสวรรค์ เป็นเทพชั้นต่างๆ เป็นพรหม ก็เป็นชาวไม่รู้ คือไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ พอที่จะเริ่มเข้าใจหรือไม่ เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ให้ผู้ที่ได้ฟังมีความเข้าใจ มีความมั่นคง มีการที่ขัดเกลากิเลส ละความไม่รู้ จนประจักษ์แจ้งอริยสัจธรรม ไม่อยู่ไกลเลย เดี๋ยวนี้เองทั้งหมด แต่ยังไม่ถึงความเป็นอริยะ เพราะว่าอริยะต้องเป็นปัญญา ที่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้
เพียงฟังเท่านี้ ก็อาจมีบุคคล ๒ พวก พวกหนึ่งไม่สนใจ ก็เห็นธรรมดาอย่างนี้ จะมีอะไรนักหนาที่จะต้องรู้ แต่ว่าเกิดแล้วก็ต้องตาย ไม่ตายไม่ได้ จะตายวันไหนก็ไม่มีใครรู้ด้วย เดี๋ยวนี้ยังตายได้เลย เพราะฉะนั้นก่อนจะตายจะรู้สิ่งที่มีจริงๆ ดีกว่าไหม ไม่หนักหนาอะไรเลย ไม่ต้องไปขุดดิน ไม่ต้องไปทำอะไรหมดเลยวุ่นวาย เพียงแต่ฟัง ไตร่ตรอง ประโยชน์มีไหม แค่เริ่มรู้ตัวว่าไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ควรรู้ไหมหรือไม่รู้ก็ไม่รู้ไป ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถจะบันดาลให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้ ทุกขณะ ขณะนี้เกิดแน่ๆ จึงปรากฏ ตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละหนึ่งบุคคล เป็นสิ่งซึ่งเริ่มเข้าใจสิ่งที่มี เมื่อเข้าใจสิ่งที่มีแล้วเหมือนกันหมดไหม ไม่ว่าสวรรค์ พรหม นรก มนุษย์ หรือที่ไหนก็ตามแต่ เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองในความตรง ในความจริง ในความถูกต้อง จึงสามารถที่จะถึงการเป็นผู้รู้ได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้หรือไม่ รู้ระดับไหน ตรัสรู้ประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่พระองค์ได้ประจักษ์แจ้ง จึงทรงแสดงความจริงของสิ่งนั้นให้คนที่ได้ฟังเริ่มคิดว่าไม่รู้มานานเท่าไร ห่างไกลมาก ฝันกับไม่ฝันต่างกันไหม ให้คิดแล้วหรือไม่คิดดีกว่า ฝันกับไม่ฝัน ต้องตรงทุกคำ ถ้าจะศึกษาพระธรรม เพื่อที่จะรู้ความจริงไม่ตรงไม่ได้ ไม่ตรงแล้วจะรู้ความจริงได้อย่างไร ต้องตรงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ซึ่งกำลังมีเดี๋ยวนี้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างสำหรับคิด ทุกคนฝันแน่นอน เมื่อคืนนี้ฝันหรือเปล่า แล้วก็ฝันทุกคืนหรือเปล่า พอตื่นขึ้นก็รู้ว่าไม่ฝัน แต่เดี๋ยวนี้รู้ไหม ไม่ได้รู้ความจริงตั้งแต่เกิด จนตายก็ไม่รู้ ฝันหรือเปล่า รู้เมื่อไรถึงจะรู้ว่าฝันไปตลอด เหมือนความฝันเลยถ้าไม่ตื่น ถ้าคนนั้นไม่ตื่นเขาก็คิดว่าฝันนั้นจริงใช่ไหม ในฝันใครคิดว่าไม่จริงบ้าง ไปไหนมาไหนสารพัดอย่าง ทำอะไรก็หลายอย่างในฝัน แต่พอตื่นไม่มีอะไรเลยในฝัน
เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ ผู้ที่ตื่น ผู้ที่ตรัสรู้ความจริง จึงรู้ว่าทุกคนที่ไม่รู้ ความไม่รู้นี่ทำให้เหมือนกับมีสิ่งที่มีจริงๆ เป็นของตน เป็นแต่ละหนึ่งบุคคล ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม แต่ถ้ารู้ เหมือนฝัน ไม่ได้มีอะไรเลยสักอย่าง แต่เป็นสภาพที่จริงยิ่งกว่าฝัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ฝันว่ามีจริงยิ่งกว่าฝัน เพราะทุกคนขณะนี้กำลังคิดว่าตื่นแล้ว ไม่ใช่ฝัน เห็นจริงๆ เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเห็นในฝัน แต่ว่าถ้าไม่รู้ความจริงของเห็นเดี๋ยวนี้ และเห็นก็เกิดแล้วดับแล้วด้วย เพราะไม่ได้เห็นตลอดเวลา เมื่อวานนี้มีใครมาที่นี่บ้าง คนนั้นที่มาที่นี่ เดี๋ยวนี้อยู่ไหน หาพบได้ไหม ไม่เหลือเลย
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะที่ความเป็นคนนี้ อยู่ที่นี่จะค่อยๆ หมดไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีใครจะยับยั้งความเป็นไปของสิ่งที่มีจริงๆ ได้เลยสักอย่างเดียว รู้เมื่อไรสิ่งที่มีจริงนั้นไม่เหลือแล้ว เมื่อวานนี้ไม่เหลือแล้ว เมื่อครู่นี้ก็ไม่เหลือแล้ว อาหารที่อร่อยตอนเช้าเมื่อครู่นี้เองหมดแล้ว หายไปแล้ว กลับมาอีกไม่ได้เลย เหมือนฝันหรือไม่ สารพัดที่จะรู้ไปหมดทุกอย่าง แต่ก็ไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจความหมาย ถ้าไม่รู้ก็ไม่ได้ตื่นจากความไม่รู้ จึงเริ่มฟัง เป็นชีวิตจริงๆ แต่ไม่รู้เลยสักอย่างสักขณะเดียว แต่มีผู้ที่ตรัสรู้และทรงแสดง คำของพระองค์ที่ตรัสไว้นานมาแล้วหลายพันปีมาแล้ว ยังมีจริงเดี๋ยวนี้ให้เข้าใจได้ ว่าพระองค์ตรัสรู้สิ่งที่มีนี้เอง ไม่ว่าเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ทรงแสดงไว้ทั้งหมด
เพราะฉะนั้นผู้ที่สะสมการเห็นประโยชน์ว่าสิ่งที่มีค่าที่สุด มีประโยชน์ที่สุด ในชีวิตที่แสนสั้น สั้นมากเลย ถ้าตายเดี๋ยวนี้ก็จบแล้ว สั้นมากแล้ว ถ้าอีก ๑๐ ปีตายก็สั้น คือว่าไม่สามารถที่จะอยู่ตลอดไปต่อไปได้เลย มีเพียงเท่านั้นเองแล้วก็ไม่รู้อะไรไปหมด คิดดูก็แล้วกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล สะสมมาที่เห็นประโยชน์ ไม่ว่าเขาอยู่ไหน ในครั้งพุทธกาล เขาเป็นขอทานโรคเรื้อน แต่เขารู้แจ้งอริยสัจธรรมเพราะฟัง ใครก็ตาม ไม่สามารถที่จะรู้ว่าแต่ละหนึ่งบุคคลสะสมอะไรมาบ้าง มากมายหลากหลายมาก แต่เป็นอย่างนี้อย่างที่เห็น เมื่อวานนี้ก็ได้สะสมสิ่งที่ได้ฟังบ้าง พอที่จะเข้าใจบ้าง ว่าคำว่ารู้หมายความว่าอะไร ความไม่รู้หมายความว่าอะไร กำลังมีขณะนี้ เริ่มเข้าใจว่ารู้หรือไม่รู้ ถ้าไม่มีใครบอกไม่มีใครถาม ก็คงไม่คิดเลยใช่ไหมว่าไม่รู้อะไร และรู้อะไร
เพราะฉะนั้น แต่ละครั้งที่ได้ฟังและเข้าใจ สะสมจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย อย่างที่ทุกคนมีอุปนิสัยหลากหลาย แต่นี่เป็นอุปนิสัยในการที่จะได้เข้าใจความจริง อุปนิสัยในการที่จะฟังบ่อยๆ เพราะรู้ว่าฟังครั้งเดียวก็ไม่พอ และก็อุปนิสัยที่จะไตร่ตรองจนกระทั่งรู้ตัวเอง ไม่ต้องมีใครมาบอก ว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ตั้งต้น เห็นความลึกซึ้งก่อน ถ้าไม่เห็นความลึกซึ้ง ก็ไม่คิดเลยว่าจะต้องฟังทีละคำ เพราะว่าไม่รู้จริงๆ ในแต่ละคำ มนุษย์ก็ยังไม่รู้เลย แต่เหมือนรู้แล้ว นกก็เหมือนรู้ใช่ไหมคืออะไร แต่ก็ไม่รู้ไรสักอย่างเดียว มีสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ที่ตรงตามความเป็นจริง
การเริ่มฟัง คือเริ่มเข้าใจความลึกซึ้งของธรรม คือสิ่งที่มีจริง ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าธรรม ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นเราจะไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่มี แต่เราจะพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ และเดี๋ยวนี้ก็มีด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าไม่รู้มานานแสนนาน และก็ไม่รู้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับฟังแล้วเข้าใจเท่าไร ไม่ใช่ว่าเราจะเอาอย่างอื่นมาวัด แต่ว่าฟังแล้วมีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็มีความรู้ด้วยว่า แม้แต่ฟังอย่างนี้ยังไม่ใช่การประจักษ์แจ้ง เพราะว่าการที่จะฟังเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ต้องตามลำดับขั้นจริงๆ ถ้าไม่มีการฟังสักคำ จะไม่รู้สักคำถึงสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่อดทน สัจจบารมี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยามป่วยไข้ ยามทุกข์ยากลำบาก ยามมีเรื่องต่างๆ ที่ไม่น่าพอใจ มีเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมด อดทนที่จะรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด คือเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าในยามใดทั้งสิ้นก็มีสิ่งที่ปรากฏ ความเจ็บป่วยก็ปรากฏมีจริงๆ เข้าใจได้ แต่ต้องด้วยความอดทน ว่าความจริงถึงความประจักษ์แจ้ง เป็นอริยสัจธรรม ไม่ได้ไกลเลยอยู่เดี๋ยวนี้ แต่ต้องรู้ด้วยปัญญา
เพราะฉะนั้นตราบใดที่ไม่รู้ ไม่สามารถที่จะประจักษ์อริยสัจธรรมได้ ต้องเป็นความรู้ที่เริ่มรู้ว่าไม่รู้อะไรบ้าง และก็ฟังจนกระทั่งมั่นคง เป็นอธิษฐานไม่เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นเลย ใครจะไปบอกให้ทำอะไร กี่วัน กี่เดือน แล้วจะรู้สภาพธรรม แต่ไม่มีความเข้าใจอะไรเลยในสิ่งที่กำลังมี นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่ฟังคำที่พระองค์ตรัส และก็ไตร่ตรองจนกระทั่งเห็นพระมหากรุณา ถ้าพระองค์ไม่ตรัสมีใครจะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ได้ ไม่รู้แม้แต่ว่าเป็นชาวไม่รู้มาในสังสารวัฏฏ์นานเท่าไร เพราะฉะนั้นทุกคำไตร่ตรอง ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระโสดาบันโดยไม่รู้อะไรเดี๋ยวนี้ เป็นไปได้อย่างไร พระโสดาบันคือใคร พระอริยะบุคคลคือใคร พระอรหันต์คือใคร เป็นคนไม่รู้อย่างนี้แล้วจะเป็นพระโสดาบัน หมายความว่าไม่เข้าใจแม้แต่คำว่า โสตาปนฺน ที่เราใช้ภาษาไทยว่าโสดาบัน เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็เริ่มจริงๆ ที่จะเข้าใจให้มั่นคง ว่าเป็นผู้ไม่รู้ในสังสารวัฎฎ์
เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังเริ่มจะเป็นผู้ที่รู้ สะสมปัญญาความเห็นถูก ด้วยความเพียร ด้วยความอดทน ด้วยความตรง ทุกอย่างเป็นบารมี ถ้าไม่มีบารมีเหล่านี้เป็นอกุศลทั้งหมด และอกุศลจะไปรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร ได้ยินคำว่าปัญญา แต่ปัญญารู้อะไร เห็นไหมต้องเป็นคนที่ละเอียด สนทนาแต่ละหนึ่งคำ ถ้าไม่มีความเข้าใจ หรือว่าเผิน หรือว่าเข้าใจผิด จะประมาทอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประโยชน์คือมีไหม มีประโยชน์อะไรไหม จะได้อะไรไหม จะรู้ความจริงได้ไหม ในเมื่อเป็นผู้ที่ไม่ได้รู้จริงๆ และก็เป็นผู้ที่ประมาท
เพราะฉะนั้นไม่รีบร้อน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเท่าไร ที่จะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ ทรงแสดงความจริงเดี๋ยวนี้ พระธรรมทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ พระอริยสาวกผู้ไม่ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ฟัง และสามารถจะเข้าใจได้ ท่านไม่ใช่ฟังครั้งเดียว แต่นานเท่าไรที่อบรม อบรมอะไร อบรมบารมีความเข้าใจถูกท่ามกลางอกุศล เพราะถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงจะไม่มีใครรู้เลยว่า เดี๋ยวนี้เห็นมี หลังเห็นไม่นานเลย แค่ ๓ ขณะจิต อกุศลเกิดแล้ว กำลังเกิดด้วย ไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น จะได้ลิ้มรส ใดๆ ก็ตาม เริ่มเป็นผู้รู้ความจริงว่าไม่รู้ทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร มีชีวิตไปวันๆ ด้วยความไม่รู้ แต่เมื่อฟังพระธรรมด้วยความอดทน เห็นความลึกซึ้ง จะไม่รีบร้อนไปไม่รู้แล้วอยากที่จะรู้ อยากที่จะหมดกิเลส นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นเริ่มต้นด้วยความเป็นผู้ตรง สัจจะ เพื่อที่จะเป็นสัจจบารมี รู้ก็คือรู้สิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่รู้ก็ทำอย่างอื่นก็ไม่รู้ต่อไป แต่ถ้าฟังแต่ละคำ ความเข้าใจนั่นเอง ค่อยๆ ละความไม่รู้ อดทนหรือไม่ ถ้าไม่อดทนก็ไม่มีคุณความดี ที่จะเป็นบารมี ที่จะขัดเกลากิเลส ที่จะค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะเต็มไปด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม และก็ยิ่งเต็มทุกขณะที่มีชีวิตอยู่ โดยที่ไม่เข้าใจธรรม
ผู้ฟัง คนที่เข้าสมาธิได้ผลหรือเปล่า หรือเป็นภาพจินตนาการของเขา
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าสมาธิ อย่าเพิ่งทำอะไรดีไหม เพราะยังไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร เพราะฉะนั้นถ้าไปถามคนที่เข้าสมาธิหรือทำสมาธิ ว่าสมาธิคืออะไร ให้เขาตอบ และทำสมาธิเพื่ออะไร ก็จะได้ความชัดเจนเพราะบุคคลนั้นกำลังเข้าสมาธิ แต่ถ้าเขาตอบไม่ได้ หรือไม่ตรง หรือไม่มีเหตุผล จะเป็นสมาธิหรือเปล่า หรือเพียงได้ยินคำว่าสมาธิ ใช้คำว่าสมาธิตามๆ กัน แต่สมาธิคืออะไร ตอบได้ไหม ถ้าตอบไม่ได้จะมีประโยชน์ไหม เข้าสมาธิแต่ตอบไม่ได้ว่าสมาธิคืออะไร เพราะฉะนั้นเห็นใครเข้าสมาธิ สนใจก็ถามคนที่เข้าสมาธิ สมาธิคืออะไร ทำอะไรอยู่เพื่ออะไร เขาจะตอบว่าเพื่ออะไร ลองเดาก็ได้ เพราะเขาไม่บอกใช่ไหม เขาได้แต่ทำสมาธิ
ผู้ฟัง เราเห็นภาพนั้นเราก็ไม่ทราบว่าเจตนาเขา เข้าสมาธิ เขาต้องการจุดมุ่งหมายอย่างไร เราไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ต้องถามคนที่ทำสมาธิ เขาทำเขาต้องรู้ คนอื่นไม่ทำเพราะรู้ รู้จักสมาธิ ว่าแม้เดี๋ยวนี้ก็มีสมาธิ เห็นไหม ต่างกันไหม ไม่ต้องทำ สมาธิคืออะไร นี่คือคำตอบ ว่าทำไมกล่าวว่าเดี๋ยวนี้ก็มีสมาธิ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร ไม่ใช่ว่าเรามาคิดกันเองว่าสมาธิเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ รู้หรือเปล่า ว่าเดี๋ยวนี้ก็มีสมาธิ ทุกขณะจิต แต่สมาธิหรือสภาพธรรมแต่ละอย่างนี่ก็ต้องมีหลายระดับ เพียงนิดเดียวเล็กน้อยไม่ปรากฏชัดเจน ขณะนี้กำลังเห็นอย่างนี้ ไม่ได้มีแต่เห็น ใครรู้บ้าง พระสัมมาสัมเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะเราไม่ได้เริ่มจากการที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรารู้จักใครที่เขาไม่ได้บอกเราเลยว่าอะไรคืออะไร แต่ชักชวนให้ทำ จะมีประโยชน์ไหม ทำอะไรก็ไม่รู้ บอกให้ ละ วาง ละ วาง อะไรก็ไม่รู้ และ ละ วาง ได้หรือเปล่า
ทั้งหมดนี่ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ด้วย แม้แต่สมาธิ แต่จะบอกให้เชื่อเป็นไปไม่ได้ ไร้ประโยชน์ ถ้าจะไปบอกใครว่าสมาธิเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องให้เขาเข้าใจให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นว่าคืออะไร ไม่ใช่ไปตามๆ ใครที่จะไม่รู้กันต่อๆ ไป แต่ทุกคำถามได้ สมาธิคืออะไร ลองคิดสำหรับคนที่สนใจ คิดไม่ออกแต่อยากทำ เพราะเขาทำกันหรืออย่างไร
ผู้ฟัง เห็นคนที่ไปวัด แล้วก็นั่งสมาธิกัน เราก็สงสัยเขาทำเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อย่างไร
ท่านอาจารย์ ขอถามเขาได้ไหม คนที่เข้าสมาธิไปทำสมาธิ ถามเขาได้ไหม
ผู้ฟัง เราไม่สามารถไปถามได้ เพียงแต่เป็นภาพที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ
ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเราไม่สามารถจะรู้ ใครพูดว่าอะไร เราก็ไม่สามารถจะรู้ ใครจะทำสมาธิ ใครจะเข้าสมาธิ
ผู้ฟัง ผู้ที่เข้าสมาธิ เราก็ไม่ทราบว่าเขามีจุดมุ่งหมายอะไร แต่ว่าเขาได้ถึงจุดนั้นหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ เราก็ไม่รู้จุดหมายเขา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปถึงจุดหมายนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการสนทนามีประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อความถูกต้อง ด้วยความหวังดี ด้วยความเป็นมิตรว่าขอให้เข้าใจถูก ทุกครั้งที่มีการสนทนาธรรมไม่ใช่เพื่อประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพื่อเข้าใจความจริงที่ถูกต้องเท่านั้น อย่างเราขณะนี้ได้ยินคำว่าสมาธิ เพื่ออะไร เพื่อเข้าใจถูกต้อง ว่าสมาธิคืออะไร เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จักสมาธิ ถ้าไม่รู้จักว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร จะรู้จักสมาธิไหม สมาธิอยู่ไหนไม่รู้ แต่เดี๋ยวนี้มีอะไร ถ้ารู้ก็จะรู้จักสมาธิ เห็นไหมต้องรู้สิ่งที่กำลังมี ไปรู้สิ่งที่ไม่มีเดี๋ยวนี้ ไม่มีประโยชน์เลย เพราะไม่มีให้รู้ แค่ฟังแล้วลืม แล้วก็ไม่ได้เข้าใจด้วยจริงๆ ว่าคำที่กล่าวนั้นมีจริงหรือเปล่า ถ้ามีจริงเดี๋ยวนี้มีไหม
พูดถึงสิ่งที่มีจริง สัจธรรม เพื่อเข้าใจความจริง ไม่ใช่คนโน้นทำอย่างนี้คนนี้ทำอย่างนั้น สมาธิแบบชาวต่างประเทศ สมาธิแบบคนไทย แบบโยคีโยคะ แต่ไม่รู้ว่า แล้วสมาธิคืออะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980