ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๕๑

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ ถ้าเราเป็นฝุ่นอยู่ที่ดิน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือฟากฟ้าขึ้นไปอีก แล้วจะเทียบกันได้อย่างไรกับพระปัญญา กับความหมายจริงๆ ของธรรมที่ทรงแสดง ต้องมีบารมีที่เห็นประโยชน์คือปัญญา มีความอดทน มีวิริยะ มีความจริงใจ มีความมั่นคงที่จะรู้ว่าไม่เคยรู้มาก่อน เกิดมาชาติหนึ่งแล้วก็จากไปเหมือนฝันเลย ไม่มีอีกแล้วชาตินั้น แต่เต็มไปด้วยความไม่รู้ไปเรื่อยๆ ทุกชาติ เทียบกันได้หรือไม่กับโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง

    เกิดมาแล้วเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แสนโกฏิกัปป์ กับชาติหนึ่งซึ่งได้ยินคำจริง วาจาสัจจะ ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน คิดดูว่าคุณค่าต่างกันมหาศาลเพียงใด และคำจริงแต่ะคำนี้ก็จะเพิ่มความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จนกระทั่งถึงการดับกิเลส ซึ่งเวลานี้ทุกข์เพราะกิเลสแน่นอน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าทั้งหมดที่เป็นทุกข์ไม่ว่าขณะไหนก็ตามเพราะกิเลส

    กิเลส คือธรรมที่มีจริงที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองไม่ผ่องใส ต้องเป็นธรรมที่ไม่ดี ถ้าธรรมที่ดีจะทำให้เศร้าหมองไม่ผ่องใสได้อย่างไร ธรรมที่ดีจะทำให้เดือดร้อนไม่ได้เลย ต้องเป็นผู้ตรงตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด อุชุปฏิปันโน เป็นคุณธรรมที่จะทำให้ถึงการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงเพราะความเป็นผู้ตรง เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องละเอียดมาก จะบอกว่าผิว จะบอกว่าหน้า จะบอกว่าผม จะบอกว่าอะไรที่เป็นเรา เพียงแค่หลับตาอยู่ไหน หาก่อนว่ามีจริงหรือไม่ ดังนั้นแต่ละหนึ่งที่ปรากฏ พระธรรมชัดเจนที่จะให้ค่อยๆ เข้าใจความจริงที่มีจริงและพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้ด้วย

    ผู้ฟัง คือไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีเราแล้ว เกิดมาชาติหน้าก็ไม่มีเราอีก

    ท่านอาจารย์ ตลอดไป ไม่ว่าชาติก่อน ชาติหน้า ชาติไหน คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสมาจากการที่ทรงตรัสรู้ เป็นหนึ่งไม่เป็นสอง คือเปลี่ยนไม่ได้เลย จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ไม่มีเราก็ไม่มีเราทั้งนั้น จะกี่ชาติก็ไม่ใช่เรา เปลี่ยนไม่ได้เลยแต่ไม่รู้ เพราะว่าถ้ามีเรา แล้วเราหายไปไหน ตายแล้วหายไปไหน ถ้าไม่เกิดจะมีเราหรือไม่ ไม่เกิดเลย จะมีเราหรือไม่ ก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิด แล้วเมื่อตายก็ไม่เหลือเลย แล้วเราหายไปไหน เพราะฉะนั้น ความจริงตั้งแต่เกิดจนตายคือ ไม่ใช่เราทั้งหมดแต่ไม่รู้ นอนหลับมีคุณโป๊ดหรือไม่ หลับสนิทเลย โลกนี้มีหรือไม่ บ้านนี้ ต้นไม้ ดอกไม้สวยๆ เพื่อนฝูงมีหรือไม่ ไม่มีอะไรปรากฏเลย

    ผู้ฟัง แล้วสิ่งที่ฝันนั้นเป็นความคิดหรือ

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจตามลำดับว่า ยังไม่ฝัน (ขณะหลับสนิท) มีเราหรือไม่ ไม่มี เพราะอะไร เพราะไม่มีอะไรปรากฏ ไม่มีอะไรปรากฏเลย แต่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ฝันต้องมีจริง สภาพธรรมที่ฝันคืออะไร คือทุกอย่างไม่พ้นไปจากการที่จะให้เรารู้ความจริงทุกอย่างเลยในชีวิต ฝันก็เข้าใจ ตื่นก็เข้าใจ ทุกข์ก็เข้าใจ กิเลสก็เข้าใจ ทุกอย่างทั้งหมดเพื่อให้ค่อยๆ รู้ความจริงว่า เป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม คือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดจึงมี ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีเหมือนกัน ถ้าไม่เกิด อะไรก็ต้องไม่มี เดี๋ยวนี้ที่มี คือเกิดแต่ไม่เห็นการเกิด เกิดแล้วดับด้วยแต่ก็ไม่เห็นการเกิดดับ ดังนั้นมีค่าหรือไม่ที่จะได้ยินคำนี้ เมื่อความจริงคือสิ่งที่มีในขณะนี้เกิดแล้วดับ ก่อนที่จะเกิดมีอะไรหรือไม่ ไม่มี เมื่อเกิดแล้วดับ แล้วยังเหลืออะไรอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เหลือ

    ท่านอาจารย์ ก่อนมี กับ ดับไปแล้ว เหมือนกันคือไม่มีอะไร ใช่หรือไม่ เพียงเกิดขึ้นมีให้ติดข้อง ให้ไม่รู้ แต่ก็ดับไปเลยไม่กลับมาอีก ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้เมื่อใด เมื่อนั้นจะรู้ว่าติดข้องเพราะไม่รู้ในสิ่งที่มีที่เกิดขึ้น แต่ไหนแต่ไรมาแล้วต่อไปด้วย จนกว่าจะได้ฟังคำที่มีค่า ที่ทำให้ปัญญาเริ่มเห็นถูกต้องว่าความจริงเป็นอย่างนี้ รู้เท่าไรก็ยังไม่พอเพราะความจริงเป็นอย่างนี้คือ เกิดแล้วดับ ต่อเมื่อใดสามารถที่จะประจักษ์แจ้งการเกิดแล้วดับได้ เมื่อนั้นก็เป็นผู้ที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงในคำที่ได้ยินได้ฟังว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ เพียงแค่ฟังก็เริ่มที่จะค่อยๆ เห็นถูก แต่ยังไม่ใช่ขณะที่กำลังประจักษ์การเกิดและการดับจริงๆ การพูดคำจริงคือสิ่งที่เป็นจริงเพราะพิสูจน์ได้ เข้าใจได้ ด้วยความเห็นถูกต้อง แต่อวิชชาคือความไม่รู้ พูดเท่าไรอวิชชาเข้าใจหรือไม่ อวิชชาไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ใครบอกว่าฟังไม่เข้าใจ คืออวิชชาที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ใครเลยสักคนเดียว

    ผู้ฟัง ได้ฟังมาว่าประโยชน์มีอยู่ ๓ ระดับคือ ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต และปรมัตถประโยชน์ ซึ่งคำว่าปรมัตถหมายความว่าประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ขอกรุณาขยายความ

    อ.คำปั่น สำหรับในประเด็นที่อาจารย์จรัญได้ยกขึ้นมา ถ้ากล่าวถึงประโยชน์ มาจากภาษาบาลีว่า อรรถ หมายถึงสิ่งที่ควรได้ ควรถึง นี่คือความหมายกว้างๆ ของคำว่าประโยชน์ หรือ อรรถ ที่มุ่งหมายถึงในความหมายนี้ ซึ่งประโยชน์ก็มีหลายระดับ อย่างเช่น ที่กล่าวถึงประโยชน์ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ก็มี เช่น การที่มีโอกาสได้คบกัลยาณมิตรนำมาซึ่งประโยชน์มากมายทีเดียว ในเรื่องของความเจริญในชีวิตประจำวันที่เป็นไปของธรรมฝ่ายดี ที่จะสะสมเป็นที่พึ่งต่อไปในภายหน้า เป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันแล้วเป็นที่พึ่งต่อไปในภายหน้าด้วย

    ได้ทรงแสดงคุณความดีประการต่างๆ ในเรื่องศรัทธา ในเรื่องของศีล ในเรื่องของจาคะ การสละกิเลส และการสะสมปัญญา ความเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง ที่จะอุปการะเกื้อกูลให้ถึงประโยชน์อย่างยิ่งที่เรียกว่า ปรมัตถประโยชน์ ซึ่งมีคำว่าปรมัตถ ในที่นี้แสดงถึงว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือ การบรรลุมรรคผลนิพพาน ท่านแสดงว่าประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน แต่ต้องหมายรวมถึงขณะที่เป็นมรรคจิตและผลจิตด้วยจึงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นี่คือตามอรรถกถาที่พบข้อความคือ กล่าวถึงการรู้มรรคผลนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าประโยชน์ ต้องทราบว่าสิ่งนั้นไม่ได้นำโทษทุกข์มาให้เลย แล้วแต่ว่าเราเกิดมาแล้วได้มีสิ่งซึ่งไม่ได้นำโทษทุกข์มาให้อย่างไรบ้าง เกิดมามีกิเลสแน่ เพราะถ้าหมดกิเลสก็ไม่ต้องเกิด แต่ว่าเมื่อมีกิเลสแล้วเป็นไปตามกำลังของกิเลส ซึ่งไม่ได้ทำโทษให้เดือดร้อนกับใคร อย่างเช่น เราหิว เราก็รับประทานอาหาร ซึ่งไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร ถ้าอาหารมีประโยชน์ร่างกายแข็งแรง ก็ไม่เป็นโทษที่จะทำให้เราป่วยไข้ได้เจ็บ นี่คือแม้ยังมีกิเลสแต่ก็ไม่ถึงกับการที่จะกระทำสิ่งที่เป็นโทษให้เกิดกับบุคคลอื่น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นขณะนั้นต้องเป็นโทษกับตนเอง ที่สามารถที่จะกระทำสิ่งซึ่งทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย แต่ที่เขาเดือดร้อนนั้นก็ยังไม่เท่ากับกิเลสที่เกิดกับตน ที่สามารถจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นทุกข์

    เริ่มเห็นความจริงของประโยชน์คือ ไม่มีอะไรที่จะทำให้เป็นทุกข์หรือเดือดร้อน เพราะฉะนั้นก็ตามลำดับว่า พ้นกิเลสไม่ได้จริง จึงเกิดมาแต่ไม่ได้ทำทุจริตกรรม หรือว่าไม่ได้มีกำลังที่จะทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเพราะเบียดเบียนเขาด้วยกาย ด้วยวาจา จะเห็นได้ว่า ถ้าชาวโลกทุกคนซึ่งปกติมีกิเลสที่อยู่กันได้ตามกำลัง ที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็เป็นประโยชน์ในชาตินั้น แต่ก็ยังมีประโยชน์ในชาติหน้าคือ ถ้าขณะใดที่เป็นกุศล กุศลทำให้เกิดผลคือ กุศลวิบาก ซึ่งสำหรับคนตั้งต้นใหม่ๆ คงยากที่จะรู้ เพราะกุศลต้องหมายความถึงสภาพรู้ ได้แก่ จิตที่กำลังเห็นสิ่งต่างๆ ได้ยินสิ่งต่างๆ พร้อมกับสภาพที่ไม่ใช่จิตแต่เกิดพร้อมจิต เช่น ความโกรธ ความดี ความชั่วต่างๆ เหล่านี้เป็นนามธรรม สิ่งที่มองไม่เห็นแต่ว่ามีจริงๆ แล้วมีลักษณะต่างกัน

    จิตเป็นปัณฑระ ใช้คำว่าปัณฑระ หมายความถึงจิตผ่องใส ซึ่งไม่ใช่เป็นกุศลหรืออกุศล แต่หมายความว่า ตัวจิตเองนั้นไม่ได้มีกุศลหรืออกุศลมาเกิดร่วมด้วยในขณะนั้น หรือถึงแม้ว่าเกิดร่วมด้วยก็ตาม อกุศลจิตเกิดเพราะอกุศลเจตสิกสภาพที่ไม่ดีเกิดร่วมด้วย แต่จิตยังคงเป็นจิต เพราะฉะนั้น สภาพของจิตเป็นปัณฑระ แต่เมื่อมีอกุศลธรรม เช่น โลภะ โทสะ เกิดร่วมด้วย จิตนั้นก็เป็นจิตที่มีโลภะหรือโทสะนั้นเป็นมูล เป็นเหตุ เราก็เรียกจิตประเภทนั้นว่า อกุศลจิต เป็นโลภะมูลจิต หรือโทสะมูลจิต แต่ตัวจิตเป็นสภาพที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล เป็นสภาพที่ผ่องใสในฐานะที่ไม่ได้มีอะไรมาแปดเปื้อนให้เศร้าหมอง หรือว่ากุศล โสภณธรรมก็ไม่ได้เกิดร่วมด้วย แต่ถ้าไม่มีจิต เจตสิกก็เกิดไม่ได้ และถ้าไม่มีเจตสิก จิตก็เกิดไม่ได้

    เริ่มลึกซึ้งหรือไม่ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เองธรรมดาที่สุดคือ จิต ทุกคนบอกว่าจิตมี มองไม่เห็น แต่จิตไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้อะไร ไม่ใช่รูปธรรม ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส แต่เมื่อจิตเกิด จิตเป็นธาตุรู้ ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ธาตุรู้คือเห็น โต๊ะไม่เห็นอะไร ดอกไม้จะมาวางอยู่บนโต๊ะ โต๊ะก็ไม่เห็น ไม่รู้สึก แต่ว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏเป็นดอกไม้บ้าง เป็นคนบ้าง เพราะมีธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ จึงปรากฏว่ามีสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตายต้องมีจิตที่ทำให้สิ่งต่างๆ ปรากฏให้เห็นได้ทางตาว่า มีสิ่งนี้ปรากฏทางตา และเสียงปรากฏได้ทางหู กลิ่นปรากฏให้รู้ได้ว่ามีทางจมูก รสปรากฏให้รู้ได้ว่ามีทางลิ้นเมื่อกำลังรับประทานอาหารรสกระทบ และทางกายรู้ว่าแข็งหรืออ่อนเพราะว่ามีจิตที่เกิดขึ้นรู้ นี่คือชีวิตประจำวันทั้งหมด กว่าจะรู้ว่าคืออะไร คืออะไร คืออะไร แม้แต่ชีวิตที่ยังมีกิเลสอยู่แต่ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ แต่ทำประโยชน์โดยที่ว่า ไม่ได้ทำให้ตนเองเดือดร้อนแต่ยังเป็นกิเลสอยู่

    ถ้าเป็นธรรมฝ่ายดีขณะนั้นไม่เดือดร้อนเลย นอกจากจะเป็นประโยชน์ตนแล้วก็ยังเป็นประโยชน์แก่คนอื่นด้วย เพราะฉะนั้น ชีวิตในวันๆ หนึ่งไม่ว่าคำอะไรที่เราจะพูด ประโยชน์ในชาตินี้ หรือประโยชน์ตน หรือประโยชน์บุคคลอื่น ทั้งหมดก็เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่มีจริงที่เราเรียกสั้นๆ ว่า มีธรรมลักษณะนั้นๆ เกิดขึ้นเป็นไป และถ้าเป็นฝ่ายดีประโยชน์นั้นถึงภพหน้า ชาติหน้า ที่จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเป็นธรรมที่ไม่ดีเช่น โลภะ โทสะ หรือทุจริตกรรม ก็ให้ผลไม่เป็นประโยชน์ในชาติหน้า เพราะว่าเกิดมาก็เป็นทุกข์ เกิดเป็นนก เป็นเหยี่ยว เป็นจรเข้ เป็นสัตว์ต่างๆ ซึ่งหากินลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่าให้ทุกข์มากกว่าที่เกิดเป็นคนถึงแม้ว่าการเกิดเป็นคนเป็นผลของความดี แต่ก็ยังมีอกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วเบียดเบียนทำให้เดือดร้อนแต่ละขณะซึ่งกรรมนั้นให้ผล จะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ได้ทั้งหมด กลิ่นแรงๆ มีสองอย่าง กลิ่นดี กับกลิ่นที่ไม่ดี กลิ่นที่ไม่ดีแม้นิดเดียวก็เป็นทุกข์ ถ้ากลิ่นดีมากๆ เลยจะเป็นทุกข์หรือไม่

    แสดงให้เห็นว่าอยู่ในโลกจะพ้นจากกิเลสไม่ได้แล้วก็มีที่มาด้วย แม้ชีวิตที่ดำเนินไปแต่ละวันเป็นเหตุที่จะให้สุขทุกข์ชาติหน้ามาถึง ไม่ว่าชาติไหนก็ตาม นี่คือเป็นประโยชน์ของชาตินี้ และประโยชน์ของชาติหน้า แต่ประโยชน์ต้องเป็นฝ่ายดี ฝ่ายไม่ดีจะเป็นประโยชน์ไม่ได้เลย แม้ชาตินี้ก็ให้ผลเป็นทุกข์ แม้ชาติหน้าก็ให้ผลเป็นทุกข์ด้วย

    ดังนั้นประโยชน์สูงสุดคือ การรู้ความจริงที่ทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งหมด และทุกข์ทั้งหมดที่นี่ยากที่จะเข้าใจ เพียงขั้นต้นเห็นยากเหลือเกิน เพราะเกิดจึงเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลยทุกข์ไม่มีแน่นอน ต้องไม่ลืม ทุกอย่างที่เกิดไม่เที่ยง แสนสั้น เกิดแล้วดับไป จากไม่มีเลย เสียงไม่ปรากฏ ก็เกิดเสียง แล้วเสียงก็หายไปไม่กลับมาอีก แต่ก่อนที่เสียงจะหายไปไม่กลับมาอีก ไม่รู้ความจริงของเสียงจึงเป็นเหตุที่จะให้ติดข้องในเสียง ใครไม่ติดข้องในเสียงบ้าง เพียงเสียงเกิดมาแล้วหมดไป ลองคิดลึกๆ เกิดมาทำไมให้ติดข้อง ไม่เกิดไม่ได้เพราะไม่ใช่เรา เป็นธรรมทั้งหมด มีปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นเสียง มีปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นกลิ่น มีปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นสีสันวัณณะต่างๆ

    แสดงให้เห็นความจริงว่า ทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้าเพียงแต่เข้าใจอย่างนี้ทีละเล็กทีละน้อย ทีละนิดทีละหน่อย จนกว่าสามารถจะเข้าใจอย่างนี้ได้จริงๆ ประโยชน์สูงสุดหรือไม่ ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ และไม่ใช่ชาติหน้าเท่านั้น ยังประโยชน์สูงสุดที่เหนือกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น พอจะเริ่มเห็นประโยชน์หรือไม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ไม่มี แล้วมี แล้วหายไป ประโยชน์ของการมีอยู่ตรงไหน ถ้ามีให้รู้ความจริงก็ดี แต่ถ้ามีให้เข้าใจผิดและหลงยึดถือสภาพธรรมนั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ในชาตินี้แล้วยังไม่เป็นประโยชน์ในชาติหน้า

    ผู้ฟัง เรียนถามเกี่ยวกับเรื่องปรมัตถธรรม จิต เจตสิก ท่านอาจารย์บอกว่าเกิดขึ้นและดับพร้อมกัน จิตเป็นตัวรู้ ถ้าไม่มีเจตสิกก็คงจะไม่มีนามธรรม

    ท่านอาจารย์ นามธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง นามธรรมคือ จิตที่รับรู้ ซึ่งแตกต่างจากรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ คือสิ่งที่มีจริงและเป็นสิ่งที่เกิดให้รู้ได้ด้วยว่ามีจริงๆ แต่ว่าไม่มีรูปร่างสัณฐาน ไม่มีสีไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น และเมื่อเกิดต้องรู้ แต่ว่าความละเอียดของขณะหนึ่งซึ่งรู้ เรารู้หรือไม่ เช่นขณะนี้ เห็น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่เป็นขณะที่กำลังเห็น เห็น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่กำลังเห็น กำลังเห็นคือธาตุรู้ ไม่ใช้คำว่าธาตุ ไม่ใช้คำว่ารู้ ไม่ใช้คำอะไรเลย ก็มี เพราะว่าเกิดขึ้นและกำลังเห็นจริงๆ

    เราไม่สามารถที่จะรู้ความลึกซึ้งและความละเอียดของจิตเห็นว่า จิตเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร เเต่เกิดเเล้วโดยที่ไม่รู้ด้วย แต่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงว่า ธาตุรู้ หรืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยที่สนับสนุนเกื้อกูลให้เกิดก็เกิดไม่ได้ และเมื่อปัจจัยคือสภาพที่เกื้อกูลสนับสนุนให้เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร สิ่งนั้นก็ต้องเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น จะเป็นอื่นจากปัจจัยหรือสภาพที่สนับสนุนเกื้อกูลไม่ได้

    ดังนั้นมีสภาพธรรม ๒ อย่างคือ สภาพธรรมที่เกิดแล้วไม่รู้อะไรเลย จะรู้ไม่ได้ อย่างไรๆ ก็รู้ไม่ได้ เกิดขึ้นเป็นกลิ่นบ้าง เป็นรสบ้าง เป็นเสียงบ้าง เป็นสิ่งที่กระทบตาปรากฏให้เห็นว่า มีจริงๆ อย่างนี้ สิ่งนั้นมีแน่นอน แต่ก็ไม่รู้อะไร แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้เลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏว่ามี เพราะเหตุว่าไม่มีอะไรที่ไปรู้สิ่งนั้น ซึ่งแม้แต่รู้ คำว่ารู้ ธาตุรู้ สภาพรู้ที่เกิดขึ้นจะเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง เหล่านี้ต้องมีปัจจัยให้เกิด

    คำนี้แสดงว่าจิตไม่ได้เกิดตามลำพัง ต้องมีสิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้น และสิ่งที่อาศัยกันคือจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏคือ เห็นเดี๋ยวนี้ แต่ต้องมีอีกสิ่งหนึ่งด้วยที่อาศัยปัจจัยปรุงแต่ง ทำให้จิตขณะนี้เกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นก็เป็นนามธรรมแน่นอน แต่เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่งซึ่งแยกจากกันไม่ได้เลย นามธรรมนั้นเมื่อไม่ใช่จิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ก็ใช้คำว่าเจตสิกะ ในภาษาบาลี ภาษาไทยเรียกสั้นๆ ว่าเจตสิก

    เพราะฉะนั้น จิตไม่ใช่เจตสิกแน่นอน และเจตสิกไม่ใช่จิตแน่นอน นี่คือขั้นต้นที่สุด แต่ละคำๆ ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น ตอนนี้ได้ยินคำว่าจิต รู้ว่าขณะนี้มีจิต และจิตกำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นจึงปรากฏ รู้คำว่าจิตก่อน แต่ว่าจิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องมีนามธรรมคือเจตสิก ซึ่งเป็นนามธรรมด้วยกันแต่ไม่ใช่จิต เกิดร่วมด้วย

    เราเริ่มที่จะได้ยินว่า จิตขณะนี้ต้องมีสภาพธรรมที่เป็นเจตสิกเกิดร่วมด้วย ถูกต้องหรือไม่ เท่านี้ ได้ฟังเท่านี้ เข้าใจเท่านี้ และได้ฟังต่อไปอีกว่า เจตสิกมีหลากหลายมาก ไม่ได้มีแต่เฉพาะเจตสิกเดียว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเจตสิกไว้ ๕๒ ประเภท โดยความหลากหลายของแต่ละหนึ่งนั้นมากมาย เช่น สิ่งที่ทุกคนรู้จักแน่นอน คือความโกรธ หรือความขุ่นใจ มีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ มีจริงเมื่อไร

    ผู้ฟัง เมื่อรู้สึกไม่พอใจ

    ท่านอาจารย์ เมื่อไร

    ผู้ฟัง เมื่อเห็น

    ท่านอาจารย์ เมื่อไร เมื่อเกิด

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิดมีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะฉะนั้นเวลาโกรธเกิดขึ้น มีจริง แต่ถ้าไม่เห็น จะโกรธอะไร ไม่ได้ยินเสียงที่ไม่พอใจ จะโกรธอะไร เมื่อมีจิตเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ มีสภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรมเกิดร่วมด้วยแต่ไม่ใช่จิต เห็นแล้วไม่พอใจ ไม่ชอบ สิ่งนั้นไม่น่าพอใจ

    เห็น ไม่พอใจไม่ได้เลย เกิดขึ้นเพียงทำหน้าที่เห็น เป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็น แต่เมื่อสิ่งที่จิตเห็นนั้นไม่น่าพอใจ สภาพธรรมที่เกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต เกิดในจิต แยกจากกันไม่ได้เลย รู้สิ่งเดียวกันกับที่จิตรู้ ใช้คำว่าอารัมณะ สำหรับสิ่งที่จิตรู้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม จิตเป็นธาตุรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สภาพใดๆ ก็ตามหรืออะไรก็ตามแต่ที่ถูกจิตรู้ เป็นอารัมณะ หรืออารมณ์ของจิต

    จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ เช่น เห็นก็เห็นเท่านั้น แต่เจตสิกที่เกิดกับจิตรู้อารมณ์เดียวกับจิต ในเมื่อสิ่งนั้นไม่น่าพอใจ ความขุ่นเคืองใจซึ่งเป็นเจตสิกประเภทหนึ่งใน ๕๒ ประเภทก็เกิดขึ้นกับจิต แต่ไม่ใช่จิต เพราะไม่พอใจสิ่งที่จิตรู้ แต่จิตเองนั้นพอใจไม่ได้ ไม่พอใจก็ไม่ได้ เพราะเพียงเกิดขึ้นรู้เท่านั้น เพราะฉะนั้นก็รู้จัก โทสะเจตสิก เจตสิกหนึ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่ขุ่นใจแม้เพียงเล็กน้อย เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง เวลาที่โกรธ คิดว่าก็ยังเป็นเราแน่นอนเลย

    ท่านอาจารย์ ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา ลักษณะของสภาพธรรมต่างกัน ปัญญาก็เป็นเจตสิกหนึ่งซึ่งสามารถเข้าใจถูก เห็นถูก

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    26 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ