ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๗๐
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น
วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ท่านอาจารย์ เรากำลังพูดถึงเห็น ค่อยๆ เข้าใจแต่ยังไม่ประจักษ์ว่าเห็นเกิดดับ แต่เห็นเกิดจริงๆ ดับจริงๆ มีหรือที่จะประจักษ์ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความไม่รู้ไปประจักษ์แจ้ง ไปพยายามขวนขวายทำอย่างอื่นเพื่อจะให้รู้ ไม่ใช่เลย เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น การเคารพในพระพุทธเจ้ามั่นคงถูกต้องจริง คือเมื่อเข้าใจคำของพระองค์ ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะนับถือพระองค์ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร
ต่อไปนี้ ถึงเราคิดว่าอุตส่าห์พยายามคิดละเอียดแล้วอย่างไรก็ยังไม่ใช่ เพราะไม่ตรงตามที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ต้องศึกษาตามลำดับทีละคำจริงๆ และค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งของแต่ละคำด้วย นี่คือผู้ที่เริ่มรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งเข้าใจธรรมเท่าไร ยิ่งเคารพในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระองค์เป็นที่พึ่งเท่านั้น
เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ว่าใครจะเป็นผู้พูดก็ตาม เมื่อฟังแล้วความเข้าใจเกิด เมื่อนั้นจะนำไปสู่การเคารพสูงสุดในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีพระองค์เป็นที่พึ่ง ที่เรากล่าวว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ต้องพึ่งจริงๆ ไม่ใช่มีแล้วไม่ได้พึ่งเลย ไม่ฟังเลย ไม่เข้าใจเลย แล้วพึ่งอย่างไร ต่อเมื่อใดที่ความเข้าใจเกิด เมื่อนั้นพึ่ง เริ่มพึ่ง จนกระทั่งพึ่งสูงสุด ทั้งหมดมาจากที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้และทรงพระมหากรุณาแสดงให้คนอื่นได้รู้ด้วย ต้องละเอียดมาก
ผู้ฟัง แต่ละคำๆ คือ จิตมาแล้ว ไม่ใช่ว่าหยิบมาแล้วจะเข้าใจเลย ทั้งๆ ที่อาจารย์แปลให้แล้ว แต่กว่าจะใช้สติในการไตร่ตรองบางทีต้องใช้เป็นวัน
ท่านอาจารย์ คำของเราเองทั้งหมด "จิตมาแล้ว" ก็คำของเรา "ใช้สติ" ก็คำของเรา เราเริ่มแทรกความคิดเดิมๆ ใส่เข้ามาในคำที่เราได้ฟัง ต้องฟังจริงๆ ความคิดเดิมเป็นของความไม่รู้ แต่ความเข้าใจจากการฟังไตร่ตรอง จิตไม่ได้มา มาจากไหน จิตไม่มี ต่อเมื่อมีปัจจัยจึงเกิด ถ้าไม่มีปัจจัยจะเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เกิด
ท่านอาจารย์ เมื่อปรินิพพาน ไม่มีแม้ปัจจัยที่จะทำให้เกิดจึงดับการเกิด ไม่เกิดอีกเลย ต้องเห็นโทษของการเกิด ขณะนี้ฟังไปเท่าไรก็ยังไม่เห็นโทษเพราะเพียงขั้นเข้าใจ ตัวจริงๆ ยังไม่ได้ปรากฏให้รู้ ยังไม่เห็นภัยของการเกิดดับ เพราะขณะนี้ทั้งๆ ที่กำลังเกิดดับก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏกับอวิชชา เช่น รู้ว่าเดี๋ยวนี้มีโลภะ แต่ไม่รู้จัก เพียงแต่รู้ว่ามี นี่คือสภาพที่ติดข้อง กำลังอร่อยมากๆ เลย ไม่อร่อยได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่อร่อยไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ติดข้องได้หรือไม่
ผู้ฟัง ต้องติดข้อง
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า ถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ ละไม่ได้
ผู้ฟัง แม้แต่โกรธก็ยังติดข้อง
ท่านอาจารย์ มีฉันทะ พอใจที่จะโกรธแต่ไม่ได้ติดข้องต้องการ ไม่ได้อยากโกรธ เพราะการที่เราใช้คำว่าโกรธหมายความว่า สิ่งนั้นไม่เป็นที่พอใจ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งใช้ได้หลายคำ เช่น โทโส ปฏิฆะ ตามประเภท ตามกำลัง ตามระดับขั้น แต่เราต้องรู้ว่าคืออารมณ์ที่ไม่เป็นที่พอใจทั้งหมด กลัวเป็นโทสะเพราะไม่ชอบ คำว่าโทสะคือไม่ชอบ กลัวก็คือไม่ชอบ ไม่อยากให้พบ ไม่อยากให้มี กลัวผีหรือไม่
ผู้ฟัง กลัว
ท่านอาจารย์ นั่นคือโทสะแล้ว ถ้าเข้าใจธรรมจะค่อยๆ คลาย กำลังรู้ว่าที่คิดว่าผีคืออะไร ปัญญามีแล้วจะค่อยๆ ลดความไม่รู้ จึงค่อยๆ ละอกุศลทีละเล็กทีละน้อยตามระดับขั้น แต่ต้องเป็นสมุทเฉท
สมุทเฉท หมายความว่าไม่เกิดอีกเกิดเลย ซึ่งถ้ายังไม่ถึงพระอริยะขั้นสูงก็ยังมีความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ไม่ได้เข้าใจผิดว่าเป็นเรา รู้ตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงคือสิ่งที่เป็นแต่ละหนึ่งเกิดดับรวมกันปรากฏเป็นนิมิตจนเคยชิน คุ้นเคยกับการที่จะพอใจในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นไม่มีการไปยับยั้ง แต่ปัญญารู้ลักษณะซึ่งไม่ใช่เราบ่อยขึ้น จึงค่อยๆ เห็นโทษขึ้นตามลำดับขั้นของการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม
ต้องเป็นผู้ที่อดทนและมีความมั่นคงจริงๆ ว่า ถ้าเป็นคำสอนของใครก็ตามที่ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ให้เข้าใจถูกต้อง นั่นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำของพระองค์ทั้งหมดคือพระพุทธศาสนาก็อันตรธาน
เดี๋ยวนี้ใครที่ไม่เข้าใจธรรม พระพุทธศาสนาได้อันตรธานแล้วจากคนนั้นเพราะไม่เข้าใจ หรือถ้าใครเข้าใจผิดคนนั้นทำลายพระพุทธศาสนา และถ้าเผยแพร่ความเข้าใจผิดด้วยเป็นบุคคลที่เป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่โทษเฉพาะตนเองแต่ยังเป็นโทษที่ทำให้คนอื่นเห็นผิดตามไปด้วย ทั้งหมดนี้อยู่ในพระไตรปิฎกทุกคำ
การฟังคือ ฟังแล้วพิจารณาไตร่ตรองว่าจริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องเป็นความเห็นถูกก็จะไม่เห็นผิด ใครชักชวนอย่างไรก็ไม่ตามไป ใครจะกล่าวก็รู้ว่าเขากล่าวผิด เพราะฉะนั้นมีตนเป็นที่พึ่ง ตนที่นี่คือไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน เป็นจิต เจตสิก และรูป จึงต้องละเอียด ฟังเพื่อเข้าใจเท่านั้นเอง อย่าหวังจะไปต่อสู้กิเลสเลย เพราะกิเลสกำลังต่อสู้กับกิเลส ก็ไม่มีทางชนะ
ผู้ฟัง จากคำแรกที่อาจารย์กล่าวว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นที่เห็นๆ เลยก็คือ ปกติโกรธแล้วก็จะโกรธไปเลย แต่ตอนนี้ทันทีที่โกรธจะมีเบรคแล้วแยกคำ รู้สึกดีใจที่เป็นอย่างนี้ แสดงว่าเราพัฒนาขึ้นแล้วเพราะว่าแยกคำ ถึงแม้จะยังไม่สมบูรณ์แต่รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะว่าเริ่มเข้าใจ แต่ต้องตรงว่าระดับไหน ต้องตรงถึงว่าแม้แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องก็ไม่ใช่เรา จนไม่เหลือความเป็นเรา ในชีวิตปกติธรรมดาทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมดเลย
ผู้ฟัง เคยอ่านในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุบางรูปนำไป ไม่นำกลับ ภิกษุบางรูปไม่นำไป นำกลับ เข้าใจว่าเป็นเรื่องของการภาวนาในอายตนะ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความหมายที่ลึกซึ้ง ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าข้อความตรงนั้นกล่าวถึงอะไร ถ้าได้ยินคำว่า นำมา นำไป แต่ไม่บอกว่าอะไร ใครจะรู้ใช่หรือไม่ ต้องมีให้เป็นที่รู้ เป็นที่เข้าใจกัน สืบเนื่องกัน อ้างอิงกัน กล่าวถึงกัน แต่ถ้าจะให้เริ่มกล่าวตามลำดับก็เสียเวลา สำหรับคนที่เขาเข้าใจแล้ว ใช่หรือไม่ เขาเข้าใจแล้วก็กล่าวถึงสิ่งที่เขาควรจะเข้าใจขึ้น โดยการพูดสิ่งที่เขาเข้าใจแล้วว่าหมายความถึงอะไร แต่เรายังไม่ถึงระดับนั้น เราอยู่ขั้นต้นๆ แล้วจะเข้าใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นไม่ละเลย ถ้าจะเข้าใจให้ถูกก็ต้องให้เข้าใจว่า นำอะไรไป และอะไรนำ ในเมื่อตรัสแล้วว่าไม่มีเรา เพราะเป็นธรรม
ธรรมที่เป็นธาตุรู้ กับ ธรรมที่ไม่รู้อะไร นามธาตุ รูปธาตุ นามธาตุก็มีจิตที่เป็นใหญ่เป็นประธาน แล้วยังมีนามธาตุอื่นที่เกิดกับจิต รู้อารมณ์เดียวกัน แต่มีลักษณะเฉพาะของตนของตน ไม่ใช่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏอย่างจิต แต่มีอารมณ์เดียวกับจิต นี่คือเป็นความละเอียดของชีวิตซึ่งลึกชึ้งยากที่จะรู้ได้ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดเองกันหมดก็ต้องผิดพลาดกันทั้งนั้น โดยความเป็นตัวตนด้วยเพราะเป็นเราคิด ไม่มีทางที่จะละความเป็นเรา เพราะเดี๋ยวนี้กำลังเป็นเราก็ไม่รู้ เห็นก็เป็นเราแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร
กิเลสมีหลายระดับ กิเลสที่นอนเนื่องสะสมอยู่ในจิต เป็นพืชเชื้อที่จะให้ทันทีที่สิ่งใดมากระทบปรากฏ ไหลไปตามสิ่งนั้นเลย ชื่อว่าอาสวะ ซึ่งยังไม่ใช่กิเลสระดับที่เป็นสังโยชน์ หรืออะไรเหล่านั้น ทรงแสดงความจริงของชีวิตทุกขณะ ให้รู้ความต่างกันจนกระทั่งมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าไม่ใช่เรา นี่คือขั้นปริยัติ ซึ่งถ้าไม่มีขั้นปริยัติก็ไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดปฏิปัตติ
ปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ถึงเฉพาะหนึ่งที่เป็นธรรมเท่านั้น จึงสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมหนึ่งได้ ถ้าไม่ปรากฏว่าเป็นหนึ่งไม่มีทางที่จะรู้ ถ้ารวมกันหลายๆ อย่างเช่นนี้จะรู้ได้หรือไม่ ต้องทีละหนึ่งปรากฏจึงจะชัดเจนจนกระทั่งละความไม่รู้ จนกระทั่งประจักษ์แจ้งการเกิดดับ เพราะหนึ่งนั้นต้องเกิดจริงๆ ไม่เกิดไม่มี
เพราะฉะนั้น ธรรม สัจจธรรม อริยสัจจธรรม ต้องเข้าใจ คำเดียวกันแต่ต่างกันด้วยปัญญา เป็นสิ่งที่จะต้องเคารพสูงสุดคือ การศึกษาด้วยการพิจารณาไตร่ตรอง กำลังไตร่ตรอง กำลังเข้าใจ นั่นคือการละความไม่รู้ ไม่ต้องมีใครไปทำอะไรเลยนอกจากความเข้าใจนั่นเอง ความเข้าใจเท่านั้นที่ละความไม่รู้ได้ แต่ความเข้าใจจะเกิดได้ก็ต้องมีเหตุปัจจัย และไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะสองสามปัจจัยด้วย
เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาตลอดชีวิตซึ่งไม่ใช่ชาติเดียว ลองอ่านประวัติของพระสาวกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี กว่าท่านจะรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้แต่ละชาติดำเนินไปอย่างไร ชีวิตปกติธรรมดา ไม่ต่างเลย แต่ความเข้าใจธรรมที่ค่อยๆ สะสมไป ทำให้สามารถที่จะได้ยินได้ฟัง ได้ไตร่ตรอง ไม่เผิน จนสามารถที่จะรู้ความจริงและละความเป็นเราได้โดยการประจักษ์จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ฟังมั่นคงว่าไม่ใช่เรา ยังไม่พอ ยังไม่ถึงการประจักษ์แจ้งก็ยังดับกิเลสไม่ได้ เพียงแต่เป็นปัจจัยที่จะให้กิเลสเกิดน้อยลงเพราะกุศลเกิดมากขึ้น และกุศลที่เกิดจากปัญญาที่ฟังเพื่อเห็นถูกต้อง เพื่อรู้ความจริงไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นเลยนั้นเป็นบารมีทั้งหมด ทั้งทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี เหล่านี้ทั้งหมดคือการสละความไม่รู้ เพื่อที่จะได้ประจักษ์แจ้งความจริงซึ่งถูกปกปิดไว้ ในขณะที่ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ในสิ่งที่กำลังปรากฏก็เป็นเราไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กจนโต จนตาย นี่คือความลึกซึ้ง ความแอบซ่อนอยู่ทุกขณะของโลภะ ไม่ว่าจะไปทำอะไรที่ไหน คิดอย่างไร เพื่อที่จะรู้นั่นคือโลภะ ด้วยความเป็นตัวตนที่หวังจะรู้จึงแสวงหาทาง ตัวตนแสวงหาก็เจอแต่ตัวตน
ดังนั้นเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องละ เท่านี้ สบายๆ ทุกวันเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ต้องอดทนที่ว่าเมื่อใดปัญญาจะเพิ่มขึ้น สามารถจะรู้ตรงหนึ่งตรงใดที่เป็นธรรมเช่นแข็ง แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับของแข็ง จนกว่าจะรู้ว่าเพียงแข็ง ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่นิ้ว ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่อะไรเลย แข็งจริงๆ ที่กำลังปรากฏเพราะแข็งเกิดแล้วแข็งก็ดับ เช่นเดียวกับสภาพธรรมอื่นที่ดูเหมือนอยากจะรู้กันเหลือเกิน จะต้องไปเจาะจงรู้ลมหายใจ รู้นั่น รู้นี่ แต่ว่าเหมือนกันทั้งหมด
สภาพธรรมทั้งหมดมีปัจจัยเกิดและดับ ถ้าไม่มีเย็นร้อน อ่อนแข็ง จะมีลมหายใจหรือไม่ แล้วเราก็ไปเรียกว่าลมหายใจ อยากมีลมหายใจเป็นอารมณ์ อยากรู้ลมหายใจ ไม่พ้นความอยาก เพราะสะสมความไม่รู้มานาน คิดดูแล้วกันว่าเห็นมากี่เห็นแล้วในสังสารวัฏฏ์ ในสังสารวัฏฏ์ไม่ใช่ในชาตินี้เพียงชาติเดียว และอยากจะให้หมดความติดข้องในเห็นทันที หรือพยายามหาทางในชาตินี้ ผิดหรือถูก
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ นี่คือปัญญา ปัญญาจริงๆ ต่างกับปัญญาปลอมๆ ปัญญาปลอมๆ หาทางกันใหญ่
ผู้ฟัง ขนาดทำในเรื่องของธรรม ยังเป็นโลภะ
ท่านอาจารย์ โลภะแอบซ่อน ในอริยสัจจ์ ๔ แสดงไว้เลยว่า ตราบใดที่ยังมีโลภะจะไม่ถึงนิพพาน จะไม่มีการประจักษ์แจ้งนิพพานเลย เพราะฉะนั้นจะซ่อนอยู่ตรงไหน จะมาในรูปไหน ปัญญาเท่านั้นที่สามารถรู้ได้ เห็นจึงละ ถ้าไม่เห็นก็ตามไป เพราะโลภะเป็นทั้งอาจารย์ เป็นทั้งศิษย์
ผู้ฟัง ตอนที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ฟังว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมดับไปเป็นธรรมดา ข้อความนี้ทำให้ท่านบรรลุโสดาบัน เหตุใดท่านจึงบรรลุได้ง่ายๆ
ท่านอาจารย์ ไม่ง่ายเลย แต่ถ้าจะเป็นพระโสดาบันแล้วไม่รู้อย่างนี้ เป็นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นคนตรงว่าเดี๋ยวนี้รู้หรือยัง และจะรู้ได้อย่างไร ไม่ใช่จะพยายามไปรู้ ถ้าไม่มีการฟัง ไม่มีความเข้าใจ รู้ไม่ได้
ผู้ฟัง แต่ท่านฟังเพียงครั้งเดียวแล้วเป็นพระโสดาบันเลย
ท่านอาจารย์ ท่านสะสมมานานเท่าไรในอดีตชาติ ไม่ใช่เกิดมาชาตินั้นแล้วรู้ได้เลย อดีตชาติท่านเคยอธิษฐานขอที่จะเป็นคนที่ประจักษ์แจ้งสภาพธรรม เห็นโทษของสังสารวัฏฏ์ ถึงปานนั้น ไม่รอเลย ไม่ใช่อยาก แต่เห็นโทษ
ผู้ฟัง ท่านพระอานนท์ หลังจากที่พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานแล้วมีการสังคยนา ยังขาดพระอรหันต์อีกหนึ่งรูปถึงจะครบ ๕๐๐ รูป คือท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพระโสดาบัน แล้วท่านพยายามเพียร ความเพียรนั้นคือโลภะ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นโลภะก็ไม่ถึง
ผู้ฟัง คือเราอ่านตอนที่ท่านเร่งขึ้นมา
ท่านอาจารย์ เราแปลเอง เราคิดเอง ตามใจเราเอง ท่านรู้หนทางแล้วใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ท่านรู้แล้ว
ท่านอาจารย์ แล้วท่านจะทำผิดหรือ
ผู้ฟัง อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านบรรลุธรรมได้ทันทีเลย
ท่านอาจารย์ ขณะไหนก็ได้ ไม่ได้ทันที การรู้แจ้งสภาพธรรมหรือเดี๋ยวนี้ก็ตามแต่ ใครรู้ล่วงหน้าว่าขณะต่อไปจะเป็นอะไร
ผู้ฟัง คือคำว่า ไม่จำกัดกาล ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ แม้ขณะนี้ยังไม่รู้เลยว่า ขณะต่อไปล่วงหน้าหนึ่งขณะนี้ จะเป็นเห็น หรือจะเป็นคิด หรือจะเป็นได้กลิ่น ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แล้วแต่อะไรจะกระทบ ฉันใด แสดงความเป็นอนัตตาว่า ไม่มีใครจะไปทำอะไรได้เลย แม้เดี๋ยวนี้ยังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ชัดเจนยิ่งขึ้นคือประจักษ์แจ้งความเป็นอนัตตาเมื่อใดไม่เลือก ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องขณะที่เอนตัว ไม่มีการคาดหวังใดๆ เลยทั้งสิ้นในขณะที่สภาพธรรมเกิดขึ้น มีแต่จะประจักษ์แจ้งความเป็นอนัตตามั่นคงยิ่งขึ้น จึงละการที่จะไปทำสิ่งต่างๆ เพราะรู้ว่าทุกอย่างต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัย คิดเองกันมากเลย คิดแม้แต่ว่าพระองค์ตรัสรู้แล้วท้อพระทัย จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร ท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนั้นถึงกาลที่จะมีผู้ขอให้แสดงธรรม
ผู้ฟัง ต้องมีผู้ขอ
ท่านอาจารย์ เป็นกาลที่ได้รู้ว่าสิ่งที่ประเสริฐสุดคือการได้ฟังพระธรรม จึงอาราธนาขอให้แสดงธรรม เพราะอยากฟัง เนื่องจากเห็นประโยชน์ว่าควรจะได้ฟัง เราคิดเองทั้งหมดเลย แล้วเราเป็นใครเที่ยวไปคิดถึงจิตคนอื่นในพระไตรปิฎกสมัยนั้น เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้เลย
ผู้ฟัง คือพยายามคิดว่า ท่านนี้ทำอย่างนี้ จะได้ทำตามอย่างเพื่อที่จะเป็นอย่างท่านได้
ท่านอาจารย์ ตามอย่างไม่ได้ ตามอย่างพระพุทธเจ้า ตามอย่างท่านพระสารีบุตร ตามอย่างท่านพระอานนท์ แม้คนยุคนั้นตามได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แล้วเราจะตามอย่างได้อย่างไร ทุกอย่างเกิดแล้วดับ แม้แต่ปัญญาที่เรากำลังฟังเดี๋ยวนี้ก็เกิดดับ แต่สะสมความเข้าใจเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ไม่เปลี่ยนแปลงความเข้าใจไปเป็นอื่น ทำให้เราเริ่มคิดว่า ควรฟังคำจริงโดยตรงที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเพื่อที่จะได้เข้าใจขึ้น
ทั้งหมดมาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าใครจะพูดเมื่อใดก็เป็นความจริงที่ได้ฟังมา ใช่หรือไม่ คิดเองไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นรู้ความจริงได้ว่า มีพระสัมมาสัมสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา มีผู้ฟัง และมีผู้ประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสตามจนรู้แจ้ง เป็นสาวก แต่จะให้ใครเหมือนใครเป็นไปไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ต้องทำเรื่องของพหูสูตให้บริบูรณ์อย่างเดียว
ท่านอาจารย์ เข้าใจก็แล้วกัน เราจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ สำหรับผู้ที่ฟังมากและเข้าใจมาก มีคำภาษาบาลีว่า พหุสุตตะ พหูสูต แม้แต่คิดเดี๋ยวนี้รู้หรือไม่ว่าคิดอย่างไร คิดเป็นคำทั้งนั้นเลยเท่าที่ปรากฏ แต่แม้ไม่คิดเป็นคำก็คิดโดยที่ไม่ปรากฏ เช่นคิดถึงรูปร่างสัณฐาน ไม่มีคำ เมื่อเห็นก็คิดเลย รู้เลย ไม่มีคำสักคำ แต่บางครั้งไม่เห็นอะไรเลยก็นั่งคิดไปเรื่องคนนั้น คนนี้ เป็นคำหมดเลย เป็นเสียงทั้งนั้นที่จำไว้ เป็นเรื่องที่มาจากการได้ยินได้ฟังทั้งนั้น ทุกอย่างมีปัจจัยแสดงความไม่ใช่เรา ลึกซึ้ง ที่จะต้องอาศัยการฟัง การไตร่ตรอง การพิจารณา การเข้าใจ การค่อยๆ ละความไม่รู้
จับด้ามมีด รู้หรือไม่ว่าสึกเมื่อไร ตอนสึกแล้วจึงปรากฏ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อท่านเป็นพระอริยบุคคล ปรากฏ แต่ก่อนที่จะได้เป็นพระอริยบุคคล ภาวนาคือการอบรมความเข้าใจ ไม่ปรากฏเลยว่าวันนี้ที่ได้ฟังเดี๋ยวนี้เป็นบารมีเพียงใด ประกอบด้วยบารมีใดมากน้อย สัจจบารมีมั่นคงขึ้นหรือไม่ มั่นคงคืออธิษฐานบารมี
ฟังไปเพื่ออะไร มั่นคงไปเพื่ออะไร เพื่อละกิเลส และความไม่ดีทั้งหมด ความไม่รู้ทั้งหมด เนกขัมมบารมี สละสิ่งที่ไม่ดี หรือใครจะเก็บไว้ เลือกไม่ได้แล้วแต่อัธยาศัย อะไรจะเกิดขึ้น ๑๐ ปีก่อนเป็นอย่างหนึ่ง ปีนี้ไม่เหมือน ๑๐ ปีก่อน ความเห็นเขาเปลี่ยนไปได้ อีก ๑๐ ปีข้างหน้าอาจจะกลับไปเหมือน ๑๐ ปีก่อนนั้นก็ได้ ไม่มีใครรู้จนกว่าจะเกิด เกิดเมื่อใดแสดงว่ามีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น จึงเป็นอย่างนั้น ค่อยๆ ฟังต่อไป ค่อยๆ พิจารณาแล้วนำความคิดของเราเองออกให้หมด คิดอย่างไรก็ไม่เหมือนที่ได้ฟังและไตร่ตรองตามที่พระองค์ได้ตรัสแล้ว ซึ่งชัดเจนมากและเข้าใจตรงด้วย เราคิดไปเองก็ยังสงสัยไปเรื่อยๆ
ผู้ฟัง คือนึกว่าเราอ่านแล้ว เราเข้าใจแล้วก็เลยมาถาม
ท่านอาจารย์ ยังไม่พอ
ผู้ฟัง เมื่อถามถึงได้รู้ว่า โชคดีแล้วที่มาถามเพราะว่าคิดไปเอง
ท่านอาจารย์ การสนทนาธรรมเป็นมงคลหนึ่งในมงคล ๓๘ แม้จะฟังธรรมแล้วก็ยังไม่พอ มงคลที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้น ความเข้าใจถูกขึ้น จะต้องมีหลายอย่างประกอบกัน แม้แต่ฟังแล้วก็ยังไม่พอ การสนทนาจากเพื่อนฝูงมิตรสหายนัยต่างๆ ทำให้มีความเข้าใจหลายนัยเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง ละเอียดมาก
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเพื่อละความเป็นเรา ไม่ใช่เพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อสรรเสริญ หรือเพื่ออะไรทั้งหมด แต่เพื่อละความไม่รู้ที่ทำให้เกิดความยึดมั่นว่าเป็นเรา เมื่อมีเรา ทุกอย่างก็เพื่อเราหมด ชั่วก็ทำได้เพื่อเรา เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรมที่เป็นฝ่ายชั่วมีแต่โทษ
ทุกอย่าง ทุกปัญหา แก้ได้ด้วยความเข้าใจพระธรรม แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจพระธรรม แก้อย่างไรก็ไม่พ้น เพราะทุกอย่างเกิดตามเหตุตามปัจจัย เหตุดีที่ได้ทำไว้ในชาติก่อนๆ นั้นให้ผลก็ไม่รู้ว่ามาอย่างไร เหตุไม่ดีที่เกิดขึ้น ที่ได้เคยกระทำสิ่งที่ไม่ดีมาแล้วในชาติก่อนๆ ก็ไม่รู้ว่าให้ผลเมื่อไร เช่นเห็นเดี๋ยวนี้ ทุกคนรู้ว่าเป็นผลของกรรม แต่กรรมไหน ชาติไหน ก็ไม่มีใครรู้เลย เพียงแค่รู้ว่าไม่ใช่เราก็ยังไม่รู้เลย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เราจริงๆ เพราะเกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิด เกิดแล้วดับไปจะเป็นของใครได้ ไม่มีแล้วจะเป็นของใครได้ แต่ก็ยังเป็นเราอยู่เพราะไม่รู้
เห็นคุณของพระรัตนตรัย เห็นพระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง ๔๕ พรรษาทุกคำที่เราได้ยิน
ผู้ฟัง ยากมาก ยากที่สุดเลย
ท่านอาจารย์ นี่คือปัญญา ถ้ารู้ว่าพระธรรมลึกซึ้ง นั่นคือปัญญาที่เป็นเหตุที่จะให้เกิดบารมี เพียรต่อไปที่จะค่อยๆ พิจารณา อดทนต่อไปที่จะรู้ว่านานเท่าไร เมื่อไม่รู้ก็ไม่รู้ เมื่อรู้ก็รู้ จะเร่งรัดอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ถ้ามีการฟัง เห็นประโยชน์ เห็นคุณค่า ใครจะรู้ว่าวันนี้อาจจะเกิดคิดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏขึ้นมาก็ได้ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดเพราะความเป็นอนัตตา ต้องมั่นคงและชัดเจนขึ้นจึงจะละการที่จะไปขวนขวายด้วยความเป็นเรา พยายามที่จะรู้อย่างนั้นอย่างนี้
ไม่ว่าจะเป็นชาวไหน ชาวขอนแก่น ชาวกรุงเทพฯ ชาวเอเซีย หรือชาวอะไรก็ตาม ทุกคนเป็นชาวไม่รู้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980