ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
ตอนที่ ๑๙๔๓
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์ พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป
บารมีคือความดีทั้งหมดที่เกิดแทนอกุศลจิต เพราะฉะนั้น เราก็ดำเนินรอยตาม รู้ว่าจิตส่วนใหญ่เกิดตามการสะสมที่เป็นอกุศล แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว เปลี่ยนได้จากความที่มีความเพียรที่จะเป็นคนดี เพราะฉะนั้น เมื่อวานนี้เป็นคนดีหรือยัง เป็นคนดีหรือเปล่า วันนี้เป็นคนดีหรือเปล่า พรุ่งนี้ไม่ลืม ตื่นมาก็จะเป็นคนดีก็ยังดี หมายความว่าแทนที่จะคิดถึงเรื่องอื่น ก็ค่อยๆ รู้จักสภาพธรรมซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา แต่สภาพธรรมที่เคยยึดถือว่าเป็นเราเลวขนาดไหนถูกไหม แล้วจะไม่ว่าอกุศลเลวหรือ แล้วใครไม่มีอกุศล เพราะฉนั้น ก็มีความชั่ว ความเลวความเน่า ความสกปรก ความมืดทุกอย่าง แต่สามารถที่จะค่อยๆ ขัดเกลาได้ด้วยพระธรรมที่ทรงแสดงให้เกิดปัญญาของตนเอง เพราะถ้าไม่ใช่ปัญญา เป็นคนดีสักเท่าไหร่ก็ยังคงเป็นเรา ซึ่งเป็นความเห็นผิดไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าสภาพธรรมไม่ใช่เรา ขณะไหนก็ตามที่เกิดไม่มีใครไปทำให้เกิดเลย เริ่มพิจารณาตั้งแต่ตอนที่หลับสนิทเป็นใครอยู่ที่ไหน
ทุกคนหลับ เมื่อคืนนี้ก็หลับแล้วตื่นมาทำไม ตื่นมาเห็น ตื่นมาคิด ตื่นมาทำแล้วก็หลับ หลับหมายว่าไม่มีอะไรเหลือเลยทั้งสิ้น เรื่องราวความทรงจำเรื่องของตัวเอง เรื่องของคนอื่น เรื่องของเหตุการณ์ต่างๆ ไม่มีอะไรเหลือเลย แต่ระหว่างที่ยังไม่หลับสำคัญเหลือเกิน เดือดร้อนเหลือเกิน หวังโน่นหวังนี่ต่างๆ แต่พอถึงเวลาแล้วก็หลับหมดเลย แต่ความจริงสั้นกว่านั้นอีก ชั่วขณะนี้ ระหว่างเห็นกับได้ยินสภาพธรรมเกิดดับนับไม่ถ้วน เพราะเหตุว่าถ้ายังเห็นอยู่ เสียงจะปรากฏไม่ได้ เพราะว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะต้องมีสิ่งที่ปรากฏเพียงทีละหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราคิดว่าเราเป็นคนดีเราอาจจะไม่สนใจที่จะแก้ไข สิ่งต่างๆ เพราะคิดว่าดีแล้ว แต่ถ้ามีความรู้ว่าเราไม่ดีเลย ไม่ดีมากระดับไหน กายเป็นอย่างไร วาจาเป็นอย่างไร พูดอยู่ทุกวัน และคำพูดนั้นเริ่มดีขึ้นบ้างหรือเปล่า การกระทำเริ่มดีขึ้นบ้างหรือเปล่า นั่นก็คือเป็นผู้ที่ว่าง่ายโดยพระธรรม
อ.คำปั่น ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนดี มีการกล่าววาจาอย่างไร มีการกระทำอย่างไร สืบเนื่องมาจากสภาพจิตเป็นสำคัญ ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้ยกข้อความหนึ่งเป็นความประพฤติเป็นไปของพระโพธิสัตว์ที่เป็นความประพฤติของคนดีว่า " พูดคำจริง พูดคำน่ารัก พูดคำพอประมาณ พูดธรรมตามกาล มีเมตตาในที่ทั้งปวง และมีความมั่นคงที่จะสะสมความดีต่อไป "
สาระสำคัญทั้งหมดก็อยู่ที่ความเข้าใจความจริง เข้าใจพระธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ท่านอาจารย์ พระศาสนาเป็นสิ่งซึ่งน้อยคน ไม่มากเลยที่จะได้ยินได้ฟัง เพราะว่าได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อน คือมีศรัทธาและเห็นประโยชน์ของการที่จะเป็นคนดี และรู้ว่าไม่สามารถที่จะเป็นคนดีได้ถึงที่สุดด้วยตนเอง เพราะเหตุว่าธรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมากด้วยเหตุนี้จึงพึ่งพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ และอีกไม่นาน ขณะนี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า จำได้ไหม ทำอะไรกัน ไม่ต้องไปคอยเกิดแล้วค่อยนึกว่า ชาติก่อนเราทำอะไร แต่เดี๋ยวนี้เอง ณ กาลครั้งหนึ่งคือเดี๋ยวนี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า อาจจะอีกสิบปี ยี่สิบปี ร้อยปีพันปี หมื่นปี ก็จะต้องมีการที่สภาพธรรมจะต้องเกิดดับสืบต่อไป ถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าชาติก่อนทำอะไรไว้ แต่เดี๋ยวนี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า ชัดเจนว่าทำอะไรไม่ต้องถามใคร เคยฟังธรรม เคยสนใจเคยนั่งอยู่ที่นี่แล้วใกล้ๆ สถานที่ๆ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ณ กาลครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ต่อไปข้างหน้าอีกไม่รู้ว่าใครจะอยู่ที่ไหนอย่างไรเคยพบปะ เคยเห็น เคยพูด เคยถาม แล้วต่อไปข้างหน้าก็ไม่รู้เลย เคยเป็นมารดา บิดา มิตรสหาย หรือว่าศัตรูก็เคยเป็น ก็เป็นได้ในสังสารวัฏฏ์ แม้แต่ท่านพระเทวทัต พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระอานนท์ ท่านพระมหากสป ท่านพระอนุรุทธะ ท่านก็เคยเกิดวนเวียนสังสารวัฏฏ์โดยฐานะต่างๆ กันมาแล้วทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ที่นี่ก็เป็นที่ๆ เราได้ฟังเรื่องราวในอดีตของพระสาวกซึ่งท่านได้ปรินิพพานไปแล้ว และก็บางท่านที่ยังไม่ปรินิพพานแต่ท่านก็เคยอยู่ตรงนี้มาแล้ว เหมือน ณ กาลครั้งหนึ่งซึ่งเป็นเดี๋ยวนี้เอง ต่อไปข้างหน้าถ้ามีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมอีก ได้มีความเข้าใจอีกเราก็รู้ว่าเพราะเคยได้ฟังแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ครั้งไหน ที่ไหนแต่ก็เป็นครั้งหนึ่งที่ได้ฟัง
ด้วยเหตุนี้บุญกุศล และการที่มีศรัทธาในพระศาสนา ที่ทำให้ยุคนี้เป็นส่วนน้อยมากที่มีการที่จะได้ฟังพระธรรมแล้วก็เข้าใจขึ้น แต่ก็จะเป็นปัจจัยให้ต่อไปข้างหน้ามีโอกาสที่จะได้เข้าใจมากกว่านี้อีกและก็ประพฤติปฏิบัติตามได้มากกว่านี้อีก แต่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยโดยความไม่ประมาทว่า ทำไมวันนี้เราคิดถึงธรรมน้อยมากแต่คิดถึงเรื่องอื่นมากกว่าเพราะว่าเราสะสมคุ้นเคยกับเรื่องอื่นมาก เราก็คิดถึงเรื่องนั้นมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราคุ้นเคยกับเรื่องไหนมาก กับคนไหนมาก เราก็สามารถที่จะคิดถึงเหตุการณ์นั้นๆ มากกว่าสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ก็จะเห็นความเป็นอนัตตามากมายถ้าได้ฟังเรื่องราวของท่านเหล่านั้นก็เป็นแต่ละเรื่อง
แต่อย่างไรก็ตามอาจมีบางคนได้ฟังว่ามีผู้ที่กำลังคิดที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่เป็นผู้ที่พิจารณาโดยละเอียดเราอาจจะทำตามกันไปโดยไม่เข้าใจเลย เหมือนกับชวนกันแต่งสีขาวเวลาที่จะไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่หนึ่ง ที่ใดก็ตามแต่ที่เมืองไทย ในพระไตรปิฏกก็มีการกล่าวถึงเรื่องสีขาว แต่ว่าไม่ใช่หนทางที่จะทำให้บริสุทธิ์ ทรงแสดงไว้โดยละเอียด เพราะฉะนั้น ถ้าเราเผินเราก็คิดเองทำเอง แต่นั่นไม่ใช่การที่จะปกป้องพระพุทธศาสนาหรือว่าการที่จะต้องทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามความคิดแต่ว่าไม่ใช่หนทางที่จะดับกิเลส ถ้ามีคำกล่าวว่าควรที่จะช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาก็น่าจะถามผู้พูดว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร และสอนอะไร และจะปกป้องได้อย่างไร ไม่ใช่พูดลอยๆ แล้วก็ทำอะไรก็ไม่รู้ เพราะเหตุว่าแม้แต่จะตอบว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร อาจจะตอบสั้นๆ ว่าคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่รู้เลย ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่าอย่างไร ถ้าไม่รู้แล้วจะปกป้องได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ไม่ใช่ฟังเผิน แต่ต้องรู้ด้วยว่าถ้าจะช่วยกันปกป้องก็คือว่าต้องช่วยกันศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง เพราะเหตุว่าเพียงการที่ไม่ศึกษาแล้วจะปกป้องเป็นไปไม่ได้เลย เพราะไม่รู้ว่าปกป้องอะไร ถูกหรือผิด
แต่เมื่อศึกษาแล้วจึงรู้ว่าเพราะได้เข้าใจพระธรรมๆ จึงจะสามารถดำรงต่อไปได้แต่ถ้ามีแต่เพียงคำในพระไตรปิฎกไม่มีใครศึกษา หรือศึกษาเผินๆ เพียงคำเดียว และทั้งต่อและเติมด้วยความคิดของตนเองที่ต่อและเติมไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น หนทางที่จะดำรงไว้และรักษาพระศาสนาให้มั่นคงต่อไปก็มีหนทางเดียวคือศึกษาให้เข้าใจพระธรรมจริงๆ ไม่ใช่คิดเองหรือว่าโดยผิวเผิน
เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่มีศรัทธาคิดว่าสมควรที่จะช่วยกันดำรงพระศาสนาหรือปกป้องพระพุทธศาสนาหนทางเดียวก็คือชวนศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจจริงๆ โดยไม่คลาดเคลื่อน นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะปกป้อง และดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาเพราะเหตุว่าถึงแม้จะมีคำกล่าวว่าอีก ๕,๐๐๐ ปีพระศาสนาจะดำรงอยู่ แต่ถ้าขณะใดก็ตามแม้เดี๋ยวนี้ ผู้ใดก็ตามที่ไม่ได้มีการเข้าใจถูกต้องในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสนาก็อันตรธานแล้วจากบุคคลนั้น และจะอันตรธานจากบุคคลแต่ละบุคคลไปเรื่อยๆ จนถึงกาลสมัยซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจพระธรรมได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นหนทางเดียวปกป้องได้แน่นอนก็คือว่าขอเชิญศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจจริงๆ ไม่คลาดเคลื่อน
อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้สนทนาข้อความตอนหนึ่งว่ากิเลสมีมากแล้วคิดที่จะละกิเลสบ้างไหม เพียงแค่คิดที่จะละกิเลสก็เป็นการเริ่มต้นของสัมมัปปธาน เป็นความเพียรโดยชอบความเพียรที่ตั้งไว้โดยชอบ
ท่านอาจารย์ เพียรที่จะละอกุศลชอบไหม แค่คิดพอไหม ไม่พอ เพราะฉะนั้น ก็เป็นเพียงการเริ่มต้น แม้ว่าจะรู้ว่าอกุศลไม่ดีแต่กำลังของอกุศลที่สะสมมามากก็มีกำลังที่จะไม่ให้กุศลเกิด ลองคิดดู จริงไหมทุกขณะ เพียงแค่ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏแล้วไม่รู้ เพียรชอบคือฟังจนกว่าจะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ทุกอย่างหมดตั้งแต่เกิดจนตายก็มีสิ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ว่าก็ไม่รู้ความจริงอย่างที่ได้ฟัง จนกว่าจะมีความเพียรชอบแม้แต่เพียงเริ่มที่จะเป็นคนดี ที่จะละอกุศลยังยาก และจะไปรู้ความจริงของสิ่งซึ่งลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นจะยากอีกสักแค่ไหน แต่ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้นในเมื่อได้เห็นว่าสิ่งใดมีประโยชน์ และก็เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและยาก ยิ่งยากก็ต้องยิ่งเริ่มต้น และก็ยิ่งพากเพียรแต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นตัวตนแต่ด้วยความอดทนที่จะรู้ว่าความจริงเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง จะรู้ไปทำไมกับความไม่จริง เพราะไม่รู้ทั้งนั้นเลยเดี๋ยวนี้
เห็นเป็นคน แล้วก็ได้ฟังบอกว่าแท้ที่จริงแล้วแค่หลับตา ไม่มีใครสักคนหนึ่งไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่พอลืมตาแล้วมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแต่ก็เป็นคนตามความคิดลึกในสิ่งที่ปรากฏ แค่นี้ก็ยากแล้วและก็ยากไปทั้งหมดเลยจนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นเมื่อไรก็ค่อยๆ คลายความยากทีละเล็กทีละน้อย แต่ต้องเป็นผู้ที่อดทนโดยไม่หวัง เพราะเหตุว่าหวังเมื่อไหร่เป็นสภาพธรรมที่เป็นโลภะ ซึ่งในอริยสัจจทั้ง ๔ ละสมุทัยคือละโลภะความติดข้อง เพราะเหตุว่าความติดข้องทำให้ไม่สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะกำลังไม่รู้และติดข้อง แล้วจะรู้ความจริงได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ธรรมทั้งหมดก็สืบเนื่องเกี่ยวข้องกันทั้งหมดเลยไม่ว่าจะพูดถึงคำไหน เช่นพูดเพียงคำว่าความเพียรชอบก็รู้ว่าเราจะเพียรทำอะไรที่ชอบ เพียรมาตลอดชีวิตชอบหรือเปล่า แต่เพียรที่จะไม่มีกิเลส ละคลายกิเลส เพราะเหตุว่าใครก็ละคลายให้ไม่ได้นอกจากปัญญาที่สามารถจะค่อยๆ เข้าใจโทษของกิเลสทีละเล็กทีละน้อยจนกว่ากิเลสจะดับหมด ก็เป็นเรื่องของไม่ใช่เพียงชาตินี้ชาติเดียวแต่ว่าทุกชาติไปที่มีโอกาสที่จะได้เห็นประโยชน์ที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงไม่ผิดเลย แต่ก็ยากที่จะรู้ได้ แต่ก็ยังมีหนทางไม่ใช่ไม่มีหนทางเลย
ผู้ฟัง ยังไม่กระจ่างชัดว่า คำว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย หรือ นี้อาสวะ นี้สมุทัย ต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ จะพูดให้ถูกหรือว่าจะเข้าใจธรรม นี่เป็นปัญหาเสมอเลย เพราะมีคนถามว่า พูดอย่างนี้ได้ไหม นี่ใช่หรือเปล่า จะถือจะเรียกกันตลอดเวลา แต่ว่าตามความเป็นจริงจะเรียกให้ถูก จะถืออย่างนั้น ถืออย่างนี้ หรือว่าจะเข้าใจธรรม
ผู้ฟัง จริงๆ ก็ต้องจะเข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ แต่ว่าธรรมลึกซึ้งละเอียดมาก ทุกคำในพระไตรปิฎกเป็นธรรม ก็เลยสงสัยว่านี่ธรรมประเภทไหน นี่เป็นธรรมประเภทอาสวะ หรือว่าอาสวสมุทัย หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ทั้งหมดถ้าเข้าใจธรรมแล้วเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะเหตุว่าทุกคำพูดถึงสิ่งที่ได้เข้าใจแล้ว
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นต้องเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ลืมคำนี้ไปสักประเดี๋ยวหนึ่งก็ได้ แต่ก็ได้ยินแล้วคำว่าอาสวะ ใครยังไม่ได้ยินบ้าง กิเลสก็ได้ยิน อาสวะก็ได้ยิน เพียงแค่ ๒ คำนี้ก่อน แต่ว่าอยู่ไหน เห็นไหมว่าจะรู้ชื่อ จำได้ว่าอาสวะมีเท่าไหร่ กิเลสมีเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ไหน ต้องอยู่ที่จิต เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่าเพราะเราไม่รู้จักจิตไม่เข้าใจจิตก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดมามีขึ้นเพราะจิต
ขณะที่กำลังพูด ความคิดนี่มาจากไหน
ผู้ฟัง การคิดก็มาจากการสะสม
ท่านอาจารย์ มาจากการสะสม แสดงให้เห็นว่ารู้ไหมว่าตั้งแต่ขณะแรกที่จิตเกิด สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดมาจากเพราะจิตนี้แหละที่เกิด จิตนั้นนั่นเองไม่ใช่จิตอื่น สะสมทุกสิ่งทุกอย่างมาพร้อมที่จะเห็นแล้วคิด เห็นแล้วจำ แล้วก็เป็นเรื่องเป็นราว
เมื่อวานนี้กับวันนี้ วันนี้มาจากไหนเห็นไหม วันนี้มาจากเมื่อวานนี้ถูกต้องไหม เมื่อวานนี้ได้ฟังคำว่าอาสวะ วันนี้คำว่าอาสวะหรือคิดถึงอาสวะมาจากไหน ก็มาจากจิตเมื่อวานนี้เอง เพราะฉะนั้น ทุกขณะก็มาจากจิตทุกขณะไม่ว่าจะวันไหน เดือนไหน ปีไหน แต่เพราะเหตุว่ามีทุกอย่างอยู่ในจิต ไม่ได้ขาดเลย เพียงแต่ว่าจะปรากฏให้รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่ก็ทุกอย่างต้องอยู่ในจิต ไม่ใช่เราไปเอาสิ่งภายนอกจิตมาพูดเป็นไปไม่ได้เลย
แม้แต่ความคิดก็คิดจากการสะสมที่มีอยู่ในจิตนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ก็ทำให้ความคิดต่างๆ กันไป คำพูดต่างๆ กันไป วาจาต่างๆ กันไป การกระทำต่างๆ กันไป แต่ถ้ารู้ว่าทั้งหมดมาจากจิต ก็จะรู้ได้เลยไม่สามารถจะเอาสิ่งอื่นซึ่งอยู่นอกจิตที่ไม่ได้สะสมอยู่ในจิตมาเป็นปัจจัย แต่ต้องเพราะเหตุว่าสะสมมามีอยู่ เพียงแต่ว่าพร้อมที่จะเกิดเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ก่อนที่จะมานั่งตรงนี้ คุณอรวรรณก็ไม่ได้คิดถึงคำว่าอาสวะ หรือคิด ใช่ไหม ก็แล้วแต่จะคิดหรือไม่คิด แต่ว่าเมื่อมาอยู่ตรงนี้จิตนั่นแหละที่สะสมไว้แล้วตั้งแต่จะเมื่อไหร่ก็ตามแต่ ก็เป็นปัจจัยให้คิดถึงอาสวะ คิดถึงคำนี้
เพราะฉะนั้น จิตเป็นความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาแต่เพราะไม่รู้ จึงไม่เข้าใจจริงๆ แล้วก็ยึดถือว่าเราทั้งหมดเลย และก็เป็นเขาทั้งหมดเลย แต่ความจริงก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงคำว่าอาสวะหมายความถึงอกุศลเกิดแล้วดับ แล้ว แต่การเกิดแล้วนั่นเองที่ไม่ได้หายไปไหนเลย แม้ดับไปก็สะสมสืบต่อสู่ขณะต่อไปซึ่งเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น เมื่อวานนี้กุศลใดๆ อกุศลใดๆ ทั้งหมดก็สะสมอยู่ในจิต กิเลสที่สะสมอยู่ในจิตละเอียดมากไม่ปรากฏให้รู้เลยว่ามีเท่าไหร่ ใครรู้ ไม่รู้เลยใช่ไหม โทสะมีเท่าไหร่ อะไรๆ ต่างๆ มีเท่าไหร่ ไม่ปรากฎก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ขณะที่แม้นอนหลับสนิทแต่ไม่ใช่พระอรหันต์ยังต้องมีกิเลส หรือธรรมดาๆ อย่างนี้ก็ต้องมีกิเลสที่ได้สะสมมาอย่างละเอียดจึงใช้คำว่าอนุสย หมายความว่ากิเลสนั้นนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวให้ปรากฏว่ามีเลย ถ้าเป็นคลื่นเราก็อาจจะมองเห็นการเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย แต่ว่าสำหรับกิเลสที่นอนนิ่งจริงๆ เป็นอนุสัยกิเลสไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้ เพราะเหตุว่าไม่เกิดขึ้นแล้วจะรู้ได้อย่างไร แล้วมีประโยชน์อะไร การที่สะสมไว้ทั้งกุศล และอกุศลก็คือว่าเป็นปัจจัยที่จะทำให้มีอะไรกระทบก็เกิด จะหยุดนิ่งต่อไปอีกไม่ได้เลย อยู่นิ่งๆ ต่อไปไม่ได้ อยู่นิ่งต่อเมื่อไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก
เพราะฉะนั้น เป็นตอนไหนก็คือตอนที่หลับสนิทนั่นเอง คนที่หลับสนิท พระอรหันต์ก็หลับสนิท พระโสดาบันก็หลับสนิท ถ้าสกทาคามีก็หลับสนิท พระอริยะบุคคลหรือปุถุชนก็หลับสนิท แต่ต่างกันที่จิต เพราะเหตุว่าถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ก็ยังมีกิเลส พระอนาคามีก็มีกิเลสแต่เบาบาง พระสกทาคามีก็ดับกิเลสไปก็ยังมีกิเลสเบาบา แต่ก็มากกว่าพระอนาคามี พระโสดาบัน ก็คือผู้ที่ไม่มีความเห็นผิดใดๆ เลยในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพราะอะไร
กว่าจะได้ยิน กว่าจะได้ฟัง กว่าจะคิดตามไตร่ตรองตามจนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยในสิ่งที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งสภาพธรรมนั้นปรากฏกับปัญญาที่ถึงระดับที่สามารถที่จะละคลายความติดข้องจนถึงดับกิเลสคือไม่มีการสงสัยในสภาพธรรมที่ปรากฏว่าไม่ใช่เรา เพราะเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งกว่าจะเข้าใจแต่ละหนึ่ง จริงๆ ก็อาศัยการฟังด้วยความละความติดข้องที่อยากจะรู้ เพราะเหตุว่าอยากคือเรา เพราะไม่รู้จึงกั้นทันที ด้วยเหตุนี้ธรรมทั้งหลายก็ต้องควบคู่กันไป ทางฝ่ายคุณธรรม ทางฝ่ายความดี ทางฝ่ายความอดทนทุกอย่างเพื่อที่จะได้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีอยู่
พระอรหันต์เห็น คนธรรมดาเห็น เห็นเป็นเห็น แต่ว่าเห็นแล้วต่างกันคือสำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ก็คือพอเห็นแล้วไม่รู้ตัวเลยว่ากิเลสเกิดแล้ว เพราะเป็นกิเลสที่บางเบามาก จึงใช้คำว่าอาสวะ หมายความถึงสภาพของกิเลสประเภทนี้หมักดองอยู่ในจิตพร้อมที่จะไหลออกไปทันทีที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบแล้วปรากฏเป็นที่ตั้งของอาสวะกิเลส อกุศล และเจตสิกทั้งหมดประเภทใดเป็นอนุสัย ประเภทใดเป็นอาสวะนี่ก็ต่างกัน ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น อกุศลและเจตสิกที่เป็นประเภทอนุสัยมี ๗ เเละที่เป็นอาสวะมี ๔ ใครเปลี่ยนได้ไหม ไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นแต่ละชื่อก็เป็นชื่อที่เราควรที่จะเข้าใจจริงๆ ถึงความต่าง ระดับที่ไม่เกิดเลยแต่มีอยู่ในจิตทุกขณะไม่เว้นเลย ในขณะที่เห็นขณะนี้ก็มีอนุสัยกิเลส แต่จิตเห็นไม่มีอาสวะกิเลส หลังจากเห็นแล้วจึงจะมีอาสวะกิเลสได้ นี่ก็คือเป็นสิ่งซึ่งค่อยๆ ฟังจนกระทั่งรู้ว่าแล้วเมื่อไรกิเลสจะดับได้ คิดดูว่า ไม่ใช่รีบร้อนไปทำอะไร ไม่รู้อะไรเลยไม่เข้าใจอะไรเลยไปทำวิปัสสนาเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน แต่การสอนที่ทำให้มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้แม้เพียงเล็กน้อยนั่นคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากการไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นการเริ่มรู้เริ่มเข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง เมื่อวานที่ไป ทำประทักษิณที่พุทธคยาต้นพระศรีมหาโพธิ์ อกุศลเกิดมากกว่ากุศลมาก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ลองคิดถึงประโยชน์ ถ้ากุศลเกิดมากดีใจ แต่ว่ากุศลไม่ได้เกิดมากอย่างที่คิด แต่เข้าใจความเป็นอนัตตาว่าบังคับบัญชาไม่ได้ อะไรถูกต้องกว่า
ผู้ฟัง เข้าใจว่าบังคับบัญชาไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าดีใจแน่ๆ ถ้ากุศลเกิดมากและบางคนก็ยังพยายามตั้งอกตั้งใจทำกุศลอีก พยายามที่จะให้จิตเป็นกุศล หารู้ไม่ว่าขณะนั้นอาสวะกิเลสมีหรือเปล่า เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงจึงมีการยึดถือและก็ตั้งใจที่จะให้กุศลเกิด
แต่ความจริงกุศลก็เกิดไม่ได้เพราะเราตั้งใจ เป็นสิ่งที่ละเอียดมากการที่ได้ฟังพระธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้น จะเห็นพระปัญญาคุณว่ายากแสนยากที่ใครจะรู้เท่าทันกิเลส ทั้งๆ ที่มีกิเลสก็ไม่รู้ว่าเป็นกิเลส แต่ไม่พอใจในกิเลสด้วยความเป็นกิเลสที่ยึดถือว่าเป็นเรา ก็ไม่พ้นจากกิเลส
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980
