ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
ตอนที่ ๑๙๔๕
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น โทสะประทุษร้ายจิต แต่ไม่เกิดไม่ได้ตราบใดที่ยังมีความติดข้อง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะที่กระทบกายก็จะเป็นเหตุนำมาซึ่งโทสะในรูป เวลาป่วยไข้ได้เจ็บ ความรู้สึกเจ็บไม่ใช่โทสะเจตสิก แต่เป็นผลของกรรมที่ทำให้ความรู้สึกประเภทนั้นเกิดขึ้นเมื่อกระทบกับสิ่งที่เย็น ร้อน อ่อน แข็งจนกระทั่งทำให้เจ็บได้
หนาวมากๆ หรือร้อนมากๆ ชอบไหม แข็งทำให้ร่างกายสามารถที่จะเกิดบาดแผลได้แต่เราก็ไปเรียกว่าเป็นปืนเป็นอาวุธต่างๆ บ้าง แต่สภาพธรรมจริงๆ ขณะนั้นไม่มีชื่อว่าปืนหรือดาบ แต่ว่าเป็นลักษณะของธาตุซึ่งเมื่อกระทบแล้วทำให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ ซึ่งลักษณะนั้นก็แล้วแต่ว่าจะเป็นธาตุแข็ง หรือว่าธาตุไฟเย็นหรือร้อน หรือตึงหรือไหวเป็นต้น นี่ก็แสดงให้เห็นว่าต้องแยกความรู้สึกที่ไม่น่าพอใจเป็นทางกายและทางใจ
ถ้าเป็นทางกายใครก็ยับยั้งไม่ได้เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรม ที่ทำให้ขณะนั้นเวลานั้นจะต้องเป็นความทุกข์อย่างนั้นซึ่งไม่เหมือนกัน ทุกข์กายนี้มีหลายอย่างมากเป็นแผลก็ได้ ปวดท้อง เป็นไข้ ปวดหัว ปวดอะไรสารพัดอย่างทั้งหมด ขณะใดเกิดขึ้นถ้ามีปัญญาก็รู้ว่าไม่มีใครทำให้เลย แต่มีเหตุคือกรรมของตนที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัยให้เป็นอย่างนั้นแม้ว่าเจตนาจงใจที่จะทำร้ายเบียดเบียนใครก็ตามดับไปแล้ว แต่ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นเป็นจิตและเจตสิกซึ่งเป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้น ท่านพระเทวทัตก็มีกรรมของท่านแม้ว่าท่านจะทำร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับกระทบกับสะเก็ดหิน ขณะนั้นก็เป็นเพราะอดีตกรรมที่ได้ทำไม่ใช่เพราะท่านเทวทัตได้กระทำ
กรรมของท่านพระเทวทัตก็ทำให้ท่านเกิดในอเวจีมหานรก กรรมที่พระโพธิสัตว์ได้ทำแล้วในอดีตชาติก่อนเป็นพระอรหันตสัมมาสัมเจ้าในชาตินี้ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพานก็ยังเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดผลทางกาย คือเกิดความเจ็บหรือว่าการป่วยไข้ต่างๆ ได้
เพราะฉะนั้น ปฏิฆานุสัยเป็นสภาพของเจตสิกที่เป็นโทสะเจตสิกตรงกันข้ามกับโลภเจตสิก ดับได้ไหม ดับได้ แต่ต้องด้วยระดับอนาคามิมรรคจิตจึงจะดับได้ จึงไม่มีใครจะไปทำอะไรที่เป็นวิปัสสนา หรือจะไปทำอะไรทั้งสิ้นด้วยความไม่รู้ แต่ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยทำให้ไม่หวั่นไหวไม่ว่าสภาพธรรมใดจะปรากฏตามกำลังของปัญญา ถ้าไม่เคยฟังพระธรรมเลยประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจนี่คร่ำครวญแน่ ร้องไห้แน่ เดือดร้อนแน่ เป็นทุกข์แน่ แต่ถ้ามีความเข้าใจไม่ว่าอะไรก็ตามมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่ยั่งยืนแล้วก็ไม่ใช่ของใครด้วย และก็ต้องตามเหตุที่เหมาะสมด้วย เมื่อเหตุไม่ดีสะสมมามากจะให้ผลที่ดีเกิดก็ไม่ได้
อ.คำปั่น ทิฏฐานุสัย เป็นอนุสัยคือความเห็นผิด
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เวลาพูดเรื่องไหนให้เข้าใจเรื่องนั้นไม่ปนเรื่องอื่น เช่นอนุสัยหมายความถึงกิเลสซึ่งเกิดดับสืบต่อสะสม แม้ว่ากิเลสเกิดแล้วดับเป็นกิเลสให้รู้เลยว่าเป็นกิเลสดับแล้วไม่ได้หมดไป ความพอใจถ้าเป็นกามราคานุสัยก็ยังคงเป็นกามราคานุสัยที่สะสมสืบต่อ
ปฏิฆานุสัยความโกรธเกิดแล้วดับแล้วด้วย แต่ไม่ได้หมดไปเลยเห็นไหม เกิดแล้วดับแล้วทำไมไม่หมดสิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วก็ควรจะต้องหมดไปแต่ไม่เป็นอย่างนั้นเลยเพราะเหตุว่าสภาพธรรมใดก็ตามที่เกิดแล้วแม้ดับไปโดยฐานะที่เกิดแล้วนั่นเองก็สามารถที่จะสะสมเป็นกำลังที่จะให้สภาพธรรมประเภทนั้นเกิดอีกคือประเภทโทสะ
ด้วยเหตุนี้เราพูดถึงเรื่องอนุสัยกิเลสซึ่งไม่เกิดเลยแต่มีพร้อมที่จะเกิด และก็ขณะที่เกิดก็ไม่รู้ว่าเกิดหรือเปล่า เช่นจิตที่ประกอบด้วยโลภเจตสิกความติดข้องเพลิดเพลินในวันหนึ่งๆ ไม่ใช่โทสะมูลจิต เพราะเหตุว่าพอโทสมูลจิตแทรกเข้ามารู้เลยว่านี่ไม่เหมือนธรรมดาแล้วใช่ไหม ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันขณะนั้นโทสะหรือยัง ปกติธรรมดาก็เป็นโลภะ ต่อเมื่อไหร่แปลกปลอมเป็นความขุ่นเคืองหยาบกระด้างขึ้นมาแม้เล็กน้อยก็รู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่ที่เราเป็นก่อนใช่ไหม ด้วยเหตุนี้การที่จะรู้จริงๆ ว่าขณะนั้นเป็นจิตประเภทใดไม่ใช่เพียงฟัง ฟังนี่เข้าใจแต่ขณะนี้จิตกำลังเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเป็นโลภะ เดี๋ยวเป็นโทสะ แม้เล็กน้อยก็ไม่รู้ ปัญญาเท่านั้นที่เริ่มจากการฟังเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยเป็นปัจจัยทำให้สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏได้แต่ละหนึ่งที่จะรู้ความชัดเจนว่านี่เป็นโลภะ หรือว่านี่เป็นทิฏฐิความเห็นผิด
เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวโดยอนุสัยมีทั้งกามราคานุสัย ภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย แต่เวลาเกิดแล้วแต่ว่าขณะนั้นสิ่งนั้นเกิดหรือไม่ เช่นโลภะธรรมดากับโลภะขณะที่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย ต่างกันแล้วใช่ไหม รู้เมื่อไหร่ ตอบได้ว่าโลภะธรรมดาก็คือมีความพอใจตื่นขึ้นมาก็ชอบนั่นชอบนี่ทุกสิ่งทุกอย่างยังเป็นของเราทั้งหมด กับขณะที่มีทิฏฐิความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยต่างกันแล้วใช่ไหม โลภะที่ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย โลภะที่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยต่างกัน เพราะฉนั้นจะรู้ได้อย่างไร และเมื่อไหร่ การฟังเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เริ่มเห็นความต่าง แต่ไม่ใช่ขณะที่กำลังรู้จริงๆ
เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงมีหลายขั้น ขั้นฟังรู้ไปหมดเลยโลภมูลจิตมีเท่าไหร่ มี ๘ ประเภท เกิดร่วมกับความเห็นผิด ๔ ประเภท ไม่เกิดร่วมกับความเห็นผิด ๔ ประเภท ไม่เกิดร่วมหมายความว่าขณะนั้นไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย รู้เมื่อไหร่เห็นไหม หรือว่าแม้ไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดด้วย มานะความสำคัญตนซึ่งก็จะเป็นอนุสัยต่อไปที่จะกล่าวถึงก็เกิด รู้เมื่อไหร่ว่าเป็นโลภะที่ไม่มีทั้งทิฏฐิและมานะเกิดร่วมด้วยเลย และก็เป็นโลภะที่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย และก็เป็นโลภะที่มีมานะความสำคัญตนเกิดร่วมด้วย เพราะว่าขณะใดก็ตามที่ไม่มีทิฏฐิและมานะก็ยังเป็นโลภะซึ่งไม่มีทิฏฐิและมานะ และขณะใดที่มีทิฏฐิเกิดร่วมด้วยขณะนั้นจะมีมานะเกิดร่วมด้วยไม่ได้ แต่สภาพธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วจนเหมือนกับว่าขณะนี้ทั้งเห็นและได้ยินพร้อมกัน เพราะฉะนั้น เวลาที่โลภะเกิดโดยไม่มีมานะเกิดร่วมด้วยกับเวลาที่มีทิฏฐิเกิดร่วมด้วยอาจจะเป็นเหมือนกับว่าพร้อมกัน แต่ว่าพร้อมกันไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าในขณะใดที่มีความเห็นผิด ความเห็นผิดขณะนั้นไม่ใช่มานะเจตสิกไม่มีความสำคัญตน แต่ถึงแม้ไม่มีความเห็นผิดก็ยังมีความสำคัญตน ซึ่งเป็นมานะเจตสิกเกิดร่วมด้วย หรือไม่มีทั้งสองอย่างคือไม่มีทั้งทิฏฐิและมานะ มีแต่โลภะอย่างเดียวก็ได้ เป็นสิ่งซึ่งศึกษาได้ แต่จะรู้จริงๆ ด้วยสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้น จะไปถามคนอื่นว่าขณะนี้เรามีทิฏฐิเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า เขาจะตอบเราได้ไหม แต่โดยการศึกษาทราบว่าเป็นได้ แต่ว่าเป็นหรือเปล่า ต้องแล้วแต่ขณะนั้นเกิดไหม ถ้าเกิดก็มีร่วมด้วยและก็ดับไปแล้ว แล้วใครจะรู้แม้แต่ตนเองกล่าวถึงสภาพธรรมะมากมายเป็นเรื่องของจิตตั้งหลายประเภท แต่ว่าขณะนั้นรู้จริงหรือเปล่า หรือว่าเพียงแต่เข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างนั้น แต่ว่าสภาพนั้นๆ ก็ยังไม่ปรากฏเลย เหมือนเดี๋ยวนี้เราพูดถึงจิต พูดถึงเจตสิก พูดถึงรูป แต่ลักษณะหนึ่งลักษณะใดยังไม่ได้ปรากฏที่จะให้รู้ชัดในความเป็นอย่างนั้น เช่นแม้แต่ในความเป็นรูป สภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ก็ยังไม่ได้ปรากฏว่าเป็นธรรม ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่
เพราะฉะนั้น ถ้าปราศจากการฟังพระธรรมไม่มีทางที่ปัญญาจะเจริญขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร ก็ต้องรู้สิ่งที่มีจริงตามธรรมดาที่คนไม่รู้นี่นั่นเอง แต่ทรงตรัสรู้โดยละเอียดยิ่งโดยประการทั้งปวงที่ทำให้คนอื่นสามารถที่จะเข้าใจจนกระทั่งดับกิเลสเช่นเดียวกับพระองค์ได้
เพราะฉะนั้น การฟังก็คือการได้ฟังสิ่งซึ่งมีจริงเป็นทางที่จะทำให้ปัญญาถึงความเจริญจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมทีละเล็กทีละน้อยจนประจักษ์แจ้งซึ่งเป็นวิปัสสนาญาณคือปัญญาที่สามารถประจักษ์จริงๆ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น ใครจะไปทำวิปัสสนาไม่ได้ วิปัสสนาไม่ใช่เกิดเพราะใครทำ แต่เป็นความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้องตามลำดับจนกระทั่งสามารถที่ขณะได้สภาพธรรมนั้นปรากฏตรงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง ขณะนั้นก็รู้ว่าไม่เหมือนตอนที่ปัญญายังไม่ถึงระดับนั้น
ขณะนี้ขั้นฟังรู้ได้ใช่ไหม ขณะที่จิตกำลังเห็นจะมีอย่างอื่นอยู่ด้วยได้ไหมสักอย่าง ไม่ได้เลย แขน ขา โลก โต๊ะ เก้าอี้มีไม่ได้ เพราะเหตุว่าถ้ามี ขณะนั้นจะไม่ใช่ปัญญาที่สามารถรู้จริงในลักษณะของสภาพธรรมเพียงหนึ่งที่ปรากฏโดยการที่บังคับบัญชาไม่ได้
เมื่อเช้านี้ก็มีผู้ที่สนทนาด้วยถามถึงเรื่องของสติว่าขณะนั้นเป็นสติหรือเปล่า ถ้ามีคำว่าหรือเปล่าก็ไม่ใช่แน่ ถูกต้องไหม แต่ว่าอยากรู้และอาจจะคิดเทียบเคียงว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่ความจริงไม่ใช่แน่นอน เพราะเหตุว่าเราไม่ต้องใช้ชื่อว่าสติ แต่เมื่อสติเกิดสามารถที่จะรู้ความต่างของขณะที่สติเกิดที่เป็นสติสัมปชัญญะหรือไม่ใช๋สติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ต้องถามใคร เพราะว่าความต่างในขณะนั้นต้องมี เพราะเหตุว่าสติสัมปชัญญะเกิดต่างกับขณะที่สติสัมปชัญญะไม่เกิด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เราพยายาม สิ่งนั้นยังไม่เกิดแต่อยากจะรู้ว่าสิ่งนั้นมีลักษณะอย่างไร ก็ยังไม่เกิดแล้วจะรู้ได้อย่างไร แต่ว่าสามารถเริ่มเข้าใจได้ว่าต้องต่างกันแน่นอน เพราะฉะนั้น ความต่างจากการที่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจจนถึงขณะที่สติสัมปชัญญะเกิด ขณะนั้นไม่มีความสงสัยในลักษณะของสติสัมปชัญญะฉันใด จะพูดถึงเรื่องทิฏฐิเจตสิกหรือโลภเจตสิกก็เป็นเพียงชื่อ แต่ขณะใดก็ตามที่สภาพธรรมนั้นเกิดจริงและปัญญาสามารถที่จะเข้าถึงสภาพที่เป็นธรรมจริงๆ ขณะนั้นก็ไม่สงสัยในลักษณะของสภาพธรรมที่เราเพียงได้ยินเเต่ชื่อ ในเมื่อกำลังฟังเรื่องของสภาพธรรม
อ.คำปั่น ที่ได้สนทนาไปแล้ว ก็คือกามราคานุสัย ภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และความสำคัญตนเป็นมานานุสัย ก็ยังมีวิกิจฉานุสัยคืออนุสัยที่เป็นความลังเลสงสัย กับอวิชชานุสัย คืออนุสัยที่เป็นความไม่รู้ความจริง
ท่านอาจารย์ ไม่สงสัยเลย แต่ว่าค่อยๆ นึกค่อยๆ จำเพราะพูดครั้งเดียวตั้ง ๗ ชื่อแต่มีจริงๆ แต่ให้รู้ความต่างของทั้ง ๗ ก่อน
มานะความสำคัญตนดับได้ด้วยอรหัตตมรรค เห็นไหมว่านี่เป็นความละเอียดอย่างยิ่งบางคนอาจจะไม่รู้สึกว่าสำคัญตน แต่ความสำคัญตนเกิดแน่เมื่อเกิดแล้วขณะนั้นจะรู้สึกว่าสำคัญ ขณะใดก็ตามที่รู้สึกว่าสำคัญ ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำเลย ขณะนั้นมานะเจตสิกเกิด ไม่ใช่ทิฏฐิเจตสิก แล้วก็ไม่ใช่เราด้วย
ฟังธรรมเพื่อให้รู้ว่ามีจริง แต่ทั้งหมดที่เคยยึดถือว่าเป็นเราทั้งหมด เข้าใจผิดเพราะเหตุว่ายังมีความไม่รู้และไม่เข้าใจความจริงของสภาพธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย แต่ก็มีประเภทต่างๆ เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้อวิชชานุสัยก็เป็นพื้นฐานที่จะทำให้อกุศลทั้งหลายเกิด เมื่อไหร่ที่อวิชชานุสัยดับหมดถึงความเป็นพระอรหันต์ กิเลสใดๆ ทั้งหมด อนุสัยอีก ๖ ก็เกิดไม่ได้เลย รวมทั้งอวิชชานุสัยก็เกิดไม่ได้
วิจิกิจฉานุสัยหมายความว่าความสงสัย พูดถึงจิตสงสัยไหมตามความเป็นจริงต้องตรง พูดถึงจิตธาตุรู้สภาพรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น จะขาดจิตไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เคยลืมคิดถึงธาตุรู้ แต่ความจริงถ้าไม่มีธาตุรู้อะไรก็ไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น ธาตุรู้จริงๆ เป็นอย่างไร เห็นไหม บอกว่าไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้นแต่รู้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วรู้ เพราะฉะนั้น ลักษณะของธาตุรู้เมื่อปรากฏเป็นธาตุรู้ขณะนั้นจะมีลักษณะอย่างไร สงสัยไหม ถามจริงๆ ก็ต้องตอบจริงๆ สงสัยไหม สงสัยเพราะว่าลักษณะความเป็นธาตุรู้เท่านั้นไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น คิดดูว่าจะเป็นอย่างไร
เวลานี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น มีเสียง มีรูปร่างสัณฐานต่างๆ มีความ จำ ความคิดนึก แต่ว่าเฉพาะธาตุรู้เท่านั้นซึ่งไม่ใช่จำด้วย เพราะฉะนั้น ลักษณะของธาตุรู้แท้ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่ใช่เจตสิกใดๆ เลยทั้งสิ้น ขณะนั้นที่ปรากฏเมื่อไหร่ก็ค่อยๆ ละคลายวิจิกิจฉานุสัย เพราะเหตุว่าแม้ว่าสภาพธรรมนั้นจะปรากฏความสงสัยอื่นยังมีในการเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมนั้นเป็นต้น แสดงให้เห็นว่ากิเลสมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น จะไปคิดดับโดยรวดเร็วเป็นไปไม่ได้เลย คิดเพียงว่าขอให้ได้ฟังและขอให้เข้าใจขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะทำให้หมดความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมที่ได้ยินมาตั้งแต่ต้น ธาตุรู้สภาพรู้ไม่มีอะไรเจือปนไม่มีรูปใดๆ เลย
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ โลกต้องมืด ถูกต้องไหม และโลกมืดหรือยังเดี๋ยวนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าธาตุรู้ยังไม่ได้ปรากฏ เพราะฉะนั้น วิจิกิจฉานุสัยก็ยังมีอยู่
อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ก็ได้สนทนาถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมก็เป็นเหตุให้ได้สะสมความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย สำคัญที่ความเข้าใจถูกเห็นถูก ซึ่งมีข้อความช่วงหนึ่งที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาซึ่งก็ไพเราะทีเดียวว่าปัญญาต้องมีตั้งแต่ขั้นการฟัง และไม่ไปในทางที่ผิด
ท่านอาจารย์ ถ้าจะถามก็ได้เพราะว่าทุกอย่างต้องเป็นความกระจ่าง มิฉะนั้นเราฟังธรรมก็เสียประโยชน์ ฟังครึ่งๆ กลางๆ และยังสงสัยอยู่
ผู้ฟัง คิดว่าเราไม่สำคัญก็เป็นมานะเจตสิก
ท่านอาจารย์ ขณะที่ไม่สำคัญก็คือสำคัญหรือเปล่า ยังมีเราที่สำคัญแต่ก็เหมือนไม่สำคัญหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียด และมีใครสงสัยไหมถ้าขณะนั้นมีสว่างจะเป็นธาตุรู้หรือเปล่า เห็นไหม สงสัยได้หลายรูปแบบ แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจจริงๆ สว่างไม่ใช่ธาตุรู้ เห็นไหม กว่าจะค่อยๆ พิจารณาถึงความต่างจริงๆ ที่จะประจักษ์ชัดหมดความสงสัยว่าสภาพไม่รู้ต้องไม่รู้ จะรู้ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะปรากฏให้เห็นหรือไม่ปรากฏให้เห็นก็ตาม สิ่งที่มีนั้นเมื่อไม่สามารถจะรู้อะไรได้ก็คือไม่ใช่ธาตุรู้ เมื่อไม่ใช่ธาตุรู้ที่เกิดก็ไม่ใช่ทั้งจิตและเจตสิก ต้องมีความชัดเจนในความเข้าใจธรรมด้วย ไม่ใช่ฟังแล้วจำเฉยๆ
อ.คำปั่น สหายธรรมที่ได้ร่วมเดินทางมาครั้งนี้ท่านก็มีความสนใจที่ว่าอยากจะไปเรียนอภิธรรม อยากจะศึกษาอภิธรรม กราบเรียนท่านอาจารย์ได้สนทนาถึงความเป็นจริงว่าอภิธรรมคืออะไร มีจริงๆ ในชีวิตประจำวันอย่างไร หรือว่าการที่จะเข้าใจอภิธรรมนี้จะต้องไปเรียนในห้องเรียนหรืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่าทุกคำถามมีคำตอบ เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าคนอื่นชาวโลกทั้งหลายไม่สามารถที่จะรู้ถึงความจริงนั้นได้จนกว่าจะได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินคำว่าธรรมก่อนหรือว่าได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน คือธรรมเป็นเรื่องคิด เพียงคำถามธรรมดาสั้นๆ อย่างนี้ก็ สามารถที่จะสนทนากันได้ เพราะแม้แต่พระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระอานนท์ ท่านพระมหากัสสปล้วนแต่เป็นอัครสาวกหรือสาวกที่เป็นมหาสาวก ไม่ใช่ธรรมดาสาวก ก็ยังสนทนากันด้วยคำถามที่เราอาจจะคิดว่าทำไมถามกันอย่างนี้ ไม่เห็นพูดเรื่องคำยากๆ อะไรเลย ท่านถามกันว่าป่าโคสิงคสาลวันจะงามด้วยเหตุใด เห็นไหม แค่นี้เหมือนข้างนอกจะงามด้วยเหตุใด หรือว่าในห้องนี้ก่อนที่เราจะมานั่งงามไหมและจะงามด้วยเหตุใด ถ้าไม่มีคนเลยหรือว่ามีคนที่เป็นคนพาลมีคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยห้องนี้ต้องเดือดร้อนต้องมีการทำลายให้เสียหาย แต่ว่าไม่ว่าที่ใดก็ตามแม้แต่ป่าจะงามด้วยเหตุใดถ้ามีผู้ที่ไม่มีกิเลสและมีคุณความดีอยู่ตรงไหนตรงนั้นก็งาม
เพราะฉนั้น ที่นี่ก็มีต้นไม้หลายต้นจะงามด้วยเหตุใด ถ้าเราไม่มานั่งสนทนาธรรมกันที่นี่ก็ยังคงเป็นแต่เพียงต้นไม้บ้าง ห้องว่างเปล่าๆ บ้าง เพราะฉะนั้น ทุกคำคิดได้สนทนากันได้เพื่อที่จะได้คำตอบ ซึ่งจะทำให้เริ่มเป็นความเข้าใจของตนเอง ที่สำคัญที่สุดการฟังธรรมไม่ใช่ไปจำใครเขาพูด ใครเขาว่า จะมีคำพูดเสมอเขาว่าอย่างนั้น เขาว่าอย่างนี้ ก็เขา แล้วสำคัญอย่างไรที่เขาจะว่าอะไร
แต่ที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นความจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ถามว่า ได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนหรือได้ยินคำว่าธรรมก่อน ทุกคนก็ตั้งแต่เด็กได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาจจะตัดคำว่าสัมมาออกเพราะยาวแล้วไม่รู้ความหมายก็บอกว่าพระพุทธเจ้า แต่ถ้าศึกษาแล้วก็รู้ว่ามีพระพุทธเจ้าที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ไม่ใช่มีแต่เฉพาะคำว่าพระพุทธเจ้าซึ่งหมายความถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น พุทธะคือผู้รู้ ผู้ตื่น ต้องเบิกบานแน่ที่ได้รู้ความจริงซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน และก็รู้เองคิดเองก็ไม่ได้ด้วย
เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าแล้ว ต่อจากนั้นตั้งแต่เด็กมาทำอะไรเมื่อได้ยินคำนี้แล้ว แต่ว่าคำไหนที่ได้ยินสมควรที่จะเข้าใจคำนั้นขึ้นหรือเปล่า คนอื่นจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ แล้วสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าคือใคร สำคัญอย่างไร ทำไมใครๆ ก็พูดถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องมีความสำคัญแน่นอน เพราะฉะนั้น ความสำคัญคือจะรู้ไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ฟังธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีอยู่แล้วแต่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้
เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องสืบเนื่องถึงคำว่าธรรมด้วยเพราะเหตุว่าไปวัด พระทำอะไร ไม่ใช่มีชีวิตอย่างธรรมดาอย่างชาวบ้าน ยังมากกว่านั้นอีก จริงๆ แล้วต้องมีการศึกษาธรรม ต้องอบรมเจริญปัญญา ละอกุศล แต่นั่นก็เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งถ้าไม่สามารถที่จะไปอยู่ตรงนั้นได้ก็สามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยการฟังพระธรรม
พระธรรมต้องหมายความถึงคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากที่ทรงตรัสรู้ จึงใช้คำว่าพระธรรม มีพระพุทธ แล้วก็มีพระธรรม แล้วก็มีพระสงฆ์ เพราะฉะนั้น คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอัศจรรย์เพราะเหตุว่าสามารถทำให้เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วไตร่ตรองแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจความจริงขึ้น มิฉะนั้นไม่มีประโยชน์เลย ประโยชน์ของการฟัง ไม่ว่าฟังอะไรก็ตาม คือเข้าใจคำที่ได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นวิชาการใดๆ หรืออะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่าพระธรรม คนอื่นไม่ได้สอน คนอื่นไม่ได้กล่าว แต่เป็นธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980