ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๕๐
สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
อ.คำปั่น การศึกษาธรรมที่จะเป็นการปูพื้นฐาน สำหรับความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมที่จะเพิ่มพูนและมั่นคงยิ่งขึ้น คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องทราบว่าธรรมคืออะไร เพราะถ้าเราติดคำแล้วอาจจะคิดว่าเราศึกษาธรรม เราฟังธรรม แต่ไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้น ทุกคำควรที่จะเข้าใจจริงๆ เพราะเหตุว่าเป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งยากที่จะเข้าถึงความลึกซึ้งของแต่ละคำ เช่น
ธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ถ้าคนที่ไม่เคยฟังมาก่อนเลยแล้วสนทนากันด้วยคำถามว่า ขณะนี้อะไรมีจริง ก็ตอบไม่ได้ ไม่มีทางจะตอบได้เลยแม้ว่าจะเป็นภาษาไทยธรรมดา ขณะนี้อะไรมีจริง
แต่เมื่อฟังธรรมแล้วเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยว่าจริงก็คือ สิ่งที่มีปกติในชีวิตประจำวันตามธรรมดานั่นเอง
คำว่าธรรมดา มาจากคำภาษาบาลีว่า ธัม มะ ตา หมายความถึงความเป็นไปของธรรม เป็นปกติ คือ เป็นอย่างนี้จะไม่เป็นอย่างอื่น เป็นธรรมดา
ขณะนี้เป็นธรรมดา หมายความว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นไปตามสภาพธรรมนั้นๆ เช่น ขณะนี้มีเห็น แล้วใครจะคิดบ้างว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เห็น ทั้งๆ ที่ทุกคนก็เห็นแล้วไม่มีความสงสัย ไม่มีความคิดใดๆ เลยเพราะไม่ใช่พระโพธิสัตว์
ซึ่งก่อนที่จะมีการตรัสรู้ความจริงของเห็น ท่านก็เห็นมาตั้งนานมากแต่ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของเห็นได้ จนกว่าบารมีที่ได้บำเพ็ญมาแล้วนานแสนนานด้วยคุณความดีประการต่างๆ เพราะอกุศลหรือความไม่ดีไม่สามารถจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนไหนของการที่กำลังบำเพ็ญบารมี ถ้าไม่มีการฟังธรรมให้เข้าใจ ไม่มีทางที่จะเป็นบารมีได้ ก็อยู่มาเหมือนเดิมเกินแสนโกฏิกัปป์
มีการเห็น มีการได้ยิน มีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ ด้วยความไม่รู้ แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือ ถ้าขณะใดที่ไม่เข้าใจความจริงเหมือนอยู่ในความมืด ถ้ายังไม่สว่างก็ไม่รู้ว่าอยู่ในความมืด
ถ้าฝันแล้วยังไม่ตื่น จะรู้หรือไม่ว่าฝัน ไม่มีทางเลย แต่เมื่อตื่นแล้วถึงจะรู้ว่าเมื่อสักครู่นี้ฝัน เพราะฉะนั้นกำลังอยู่ในความฝัน อยู่ในความมืดโดยไม่ได้รู้ตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงเมื่อตื่นแล้วต่างกับที่ยังไม่รู้และยังฝันอยู่
เพราะฉะนั้น ขณะนี้แม้ว่ามีสิ่งที่มีจริงแต่เหมือนฝัน
ในฝันมีดอกไม้ได้ใช่ไหม ถึงไม่ฝัน ขณะกำลังเห็นก็ยังมีความจำว่าเป็นดอกไม้ ทุกอย่างเป็นแต่เพียงการจำสิ่งที่ปรากฏ โดยไม่สามารถจะรู้ความจริงว่า สิ่งที่ปรากฏนี้เองเกิดขึ้นและดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้
จนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เป็นนิมิตความหลากหลาย ทั้งๆ ที่แข็งเหมือนกันแต่ทำไมสีเหลือง สีขาว สีน้ำตาล น่าแปลกใช่ไหม ก็แค่แข็ง กระทบสัมผัส จับดู นี่แสดงความละเอียดอย่างยิ่งว่า แม้แข็งก็มีส่วนประกอบที่หลากหลาย จนทำให้ปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ แล้วอย่างนี้จะไม่อยู่ในความมืดหรือ จะไม่อยู่ในความคิดแล้วฝันไปแต่ละชาติๆ หรือ
เหมือนฝันเพราะอะไร ตื่นมาก็ไม่มีฝันนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น แต่ละขณะนี้เหมือนฝันคือเหมือนว่ายังมีอยู่ จนกว่าจะรู้ความจริงว่าตื่นแล้วไม่มี ทุกอย่างที่มีในฝันก็ไม่มี ดังนั้น แต่ละขณะๆ นี้ถ้ารู้ความจริงคือตื่น แต่ละขณะที่เคยเข้าใจว่ามีก็ไม่มี ไม่ใช่แค่เหมือนไม่มี แต่ไม่มีจริงๆ เมื่อความจริงเป็นอย่างนั้น
แต่กว่าจะรู้อย่างนั้นได้ แม้การฟังในขั้นต้นก็แสนยากที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัญญาที่ทรงบำเพ็ญบารมีตรัสรู้ความจริงของสิ่งซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้ นอกจากจะมีความเพียรที่จะฟังแล้วเห็นประโยชน์ มิฉะนั้นก็อยู่ในความฝันไปแต่ละชาติ
ในฝันสนุกไหม ทุกข์ไหม ตกใจไหม ดีใจไหม แต่ชีวิตจริงก็คืออย่างนั้น ชั่วคราว เหมือนฝันแล้วก็ไม่มี สิ่งที่เกิดแล้วไม่กลับมาอีกเลย ฟังอย่างนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า เราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วชาติไหนในอดีตจนกระทั่งเห็นประโยชน์
เพราะฉะนั้น ชาตินี้ เหมือนฝันว่าเรากำลังเป็นคนนี้ ชาตินี้ อย่างนี้ แต่เมื่อตื่นขึ้นก็ไม่มีเราสักขณะเดียวที่ฝันไป แล้วก็ฝันทุกวันว่าเรายังเป็นอยู่ในขณะนั้น
ดังนั้นการฟังธรรมคือ ฟังเพื่อที่จะเข้าใจพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจถูก เห็นถูก ตามที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้ และมีพระมหากรุณาให้เราได้เข้าใจด้วย นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะว่าจะต้องอยู่ไปอีกนานเท่าไรไม่มีใครรู้
และที่อยู่มาแล้วนานเท่าไรก็ไม่ต้องไปคิดถึงเพราะผ่านมาแล้ว แต่ที่จะอยู่ต่อไปข้างหน้า จะอยู่อย่างไร อยู่อย่างทุกข์ อย่างสุข อย่างลำบาก อย่างสบาย หรืออะไรก็ตามแต่ซึ่งไม่สามารถที่จะเลือกได้ แต่มาจากไหน มาจากขณะนี้ เดี๋ยวนี้
ถ้าขณะนี้มีปัญญา มีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูก สะสมไป ต่อๆ ไปก็มีปัญญาเหมือนที่ได้มีแล้วในชาตินี้เพราะได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อน
มิฉะนั้นทุกคนจะฟังเพื่ออะไร คนอื่นเขาไม่เห็นฟังกันเลย แล้วเราฟังทำไม บางคนก็สงสัยว่าเราฟังเพื่ออะไร ฟังแล้วจะมีประโยชน์อะไร ประโยชน์ของเขาต่างกับประโยชน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประโยชน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือรู้ความจริง ซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องมีสิ่งที่ปรากฏทุกวันตั้งแต่เกิดจนตาย
แต่ประโยชน์ของคนอื่นไม่ใช่อย่างนั้นเลย ไม่รู้ความจริงแล้วยังมีความติดข้อง มีความต้องการในสิ่งต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ของใคร เพียงแค่เห็นเป็นของใครได้ คิดว่าเรามีทรัพย์สมบัติมากมาย ถ้าขณะนั้นไม่เห็น มีหรือไม่ ก็มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น
เพราะฉะนั้น คิดดู ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้ พระองค์เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เพียบพร้อมด้วยสมบัตินานับประการ ถึงแก่การที่จะได้เป็นถึงพระจักรพรรดิ์ สละทั้งหมดเพื่อรู้ความจริง เพราะฉะนั้น ความจริงนี้มีประโยชน์กว่าสิ่งอื่นใด เพราะถึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ก็จากโลกนี้ไป เป็นใครก็เป็นต่อไปได้ไม่นาน เป็นได้เพียงแค่ชั่วคราว แต่การที่จะเข้าใจความจริงสามารถสืบต่อไปจนกระทั่งรู้ความจริงได้
ขณะนี้สิ่งที่มีจริงถูกปกปิดไว้ เป็นดอกกุหลาบ เป็นโต๊ะ เป็นอะไรต่างๆ แต่ลักษณะของสิ่งที่มีจริงต้องอาศัยการฟังเพื่อละความติดข้อง เพื่อละความไม่รู้ เพราะเหตุว่าติดข้องเพราะไม่รู้ ถ้ารู้จริงๆ จะติดข้องได้อย่างไร เพียงแค่ปรากฏสั้นมากแล้วดับไปแล้วไม่กลับมาอีก ก็ติดข้องด้วยความเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงไม่ได้
เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ความจริงทำให้เบาบางจากความทุกข์ที่เกิดจากความไม่รู้ ซึ่งคือกิเลสนั่นเอง โดยไม่รู้เลยว่าความทุกข์ของเรามาจากไหน มาจากความไม่รู้ มาจากความติดข้อง มาจากความไม่ดีทั้งหลายคืออกุศลธรรมทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น เมื่อรู้แล้วอกุศลเหล่านั้นค่อยๆ คลายลง จางลง น้อยลง จนกระทั่งสามารถที่จะไม่มีอกุศลอีกต่อไปได้
ต่างกันหรือไม่ กับการที่ไม่รู้แล้วมีอกุศลและเป็นทุกข์ กับ การที่รู้แล้วไม่มีอกุศลแล้วเป็นสุข เพราะฉะนั้น ฟังสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ทีละเล็กทีละน้อย เป็นปกติ เพราะยากที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เพราะตัวตนทำให้ผิดปกติ
ความละเอียดของธรรมเหมือนทวนกระแสของความไม่รู้ และกระแสของกิเลสทั้งหลาย แม้แต่เมื่อฟังแล้วยังมีกิเลสที่จะไปทำให้ผิดปกติ
เพราะฉะนั้น ก็ไม่ได้ทวนกระแสเลย เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว ตัวกิเลสนั่นเองที่ทำให้ปิดบังไม่ให้รู้ความจริงตามปกติ ซึ่งความจริงตามปกติเกิดแล้วดับ เห็นไหมว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไปทำอะไรไม่ได้
ถ้าคิดที่จะทำก็เพราะไม่รู้แล้วทำให้หลงทาง คือไม่มีวันที่จะรู้ความเป็นปกติ เพราะฉะนั้น วันนี้ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ไม่ว่าการที่เราจะมานั่งฟังที่นี่ ทุกอย่างเป็นปกติชั่วคราว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย
ทั้งหมดแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละคน และในแต่ละคนก็แต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไปไม่กลับมาอีก ทุกขณะกำลังเป็นอย่างนี้
ผู้ฟัง เรียนถามเกี่ยวกับเรื่องกุศลที่เกิดขึ้นนั้นเร็ว หรือเพราะว่าอกุศลปิดบัง ทำให้บางครั้งเราไม่เข้าใจในสิ่งนั้นๆ
ท่านอาจารย์ ไม่ว่ากุศลหรืออกุศล เกิดแล้วดับ แล้วก็ไม่ใช่คุณโป๊ด ไม่ใช่ใครเลย ก่อนอื่นคือไม่ลืมว่า สิ่งที่มีจริงเกิดแล้วจึงปรากฏว่ามีจริง แต่สิ่งนั้นเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ให้คิดอย่างนั้นก็ไม่ได้ คิดคำว่า กุศล คิดคำว่า อกุศล
เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความคิดเรื่องต่างๆ ถึงแม้ไม่คิดคำว่า กุศลหรืออกุศล ก็คิดคำอื่น คิดเรื่องอื่นได้โดยที่บังคับไม่ได้ ทุกอย่างให้เข้าใจว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย แม้แต่แต่ละคำที่พูดหรือคิดก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
เพราะฉะนั้น ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้มีเพราะเกิดแล้วปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ แต่การเกิดปรากฏสั้นมาก ดับไปโดยไม่รู้ความจริง เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมเกิดสืบต่อไม่ขาดสายเลย ด้วยเหตุนี้ การปรากฏสืบต่อไม่ขาดสายปิดบัง ไม่ให้เห็นการเกิดขึ้นของสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง ซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกันเลย มากมายและปิดสนิทแน่นจนกระทั่งเหมือนกับว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาตลอด
เพราะฉะนั้น จึงต้องฟัง ก่อนอื่นฟังว่า ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงแต่ยังไม่ได้รู้ความจริง มีจริงๆ ไหมเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง มีจริง คือทุกอย่างเป็นธรรม เกิดขึ้นแล้วดับไป แต่บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างที่อาจารย์ได้บอกว่ามีเหตุและปัจจัย อยากทราบว่าเหตุและปัจจัยอะไร ที่ทำให้เป็นเหตุและปัจจัยนั้น
ท่านอาจารย์ ตอนนี้ ความไม่รู้ ทั้งๆ ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความไม่รู้
ไม่รู้ทุกอย่าง จนกระทั่งใช้คำว่าความไม่รู้ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร คำว่าสังขารไม่ใช่ภาษาไทย หมายความถึง สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดต้องอาศัยเหตุปัจจัย และปัจจัยหนึ่งก็คือเพราะไม่รู้
เวลานี้เกิดแล้วเพราะไม่รู้ เวลานี้เกิดแล้ว มีแล้ว กำลังไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น ซึ่งเราคงไม่ต้องย้อนไปไกลจนถึงว่ามาจากไหน อะไรบ้าง เพียงแค่ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงเกิดแล้วไม่รู้ แค่นี้ก็เป็นการตั้งต้นที่จะรู้ว่า ไม่ว่าอะไร ทุกอย่างทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากความไม่รู้
ผู้ฟัง จะทำอย่างไรให้รู้ความจริงได้
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อนี้ไม่มีใครตั้งให้เลย แล้วทำไมจึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช้ชื่ออื่น ไม่ได้เรียกอย่างอื่น สัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งใหญ่ในจักรวาลทั้งหมด
เพราะคำว่าพุทธะคือปัญญา ต้องเป็นปัญญาระดับไหน เพราะฉะนั้น เพียงแต่การได้ยินว่า มีผู้ที่มีปัญญาสูงสุด สามารถที่จะตรัสรู้ความจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ เดี๋ยวนี้และเมื่อไรก็ได้ ทั้งหมดไม่เว้นเลย
แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีปัญญาจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเราคิดเองไม่ได้เลย แต่เมื่อมีผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้วปัญญามากกว่าเราและมากกว่าใคร จากที่ไม่เคยรู้ก็สามารถค่อยๆ เข้าใจได้ แต่จะรู้จริงทั้งหมดอย่างที่บุคคลนั้นตรัสรู้และทรงแสดงไม่ได้ เพราะปัญญาต่างกัน
เพราะฉะนั้น รู้ตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้ไม่รู้ ก็ต้องฟังแล้วค่อยๆ ไตร่ตรองตามลำดับด้วย อย่างพูดถึงกุศล พูดถึงอกุศล แล้วกุศลคืออะไร
คนที่ต้องการที่จะเข้าใจความจริงโดยสิ้นเชิง ต้องเริ่มจากคำว่าคืออะไรก่อน ไม่ใช่ว่าตามๆ กันไปเลย เขาบอกว่ากุศล เราก็บอกตาม ความเมตตา ความกรุณา อะไรก็ตาม แต่คืออะไร จะบอกว่าเมตตาก็ต้องถาม คืออะไร
ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่าเข้าวัดเป็นกุศลหรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถามว่า ไปทำไม เข้าวัดต้องไปใช่ไหม ไปทำไม
ผู้ฟัง ไปกราบพระ
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุใดจึงกราบ
ผู้ฟัง เป็นชาวพุทธส่วนมากจะเข้าวัดไปกราบพระ ไปทำสังฆทาน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร
ท่านอาจารย์ ถ้าใช้คำว่าชาวพุทธ ต้องรู้ว่าพุทธะคืออะไร ชาวพุทธคือใคร ชาวพุทธต้องรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำสอนทั้งหมดคือพุทธศาสนามาจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะชื่อว่าชาวพุทธไหม เห็นพระพุทธรูป เข้าใจว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ความจริงเป็นเพียงการเตือนให้ระลึกถึงบุคคลผู้เลิศคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และที่กราบนั้นก็คือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีปัญญาสามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุทเฉท
เพราะฉะนั้น แค่สั้นๆ ว่าเราระลึกถึงผู้ที่มีปัญญาที่ดับกิเลสได้เป็นสมุทเฉท พอไหม เพราะว่าบางคนไม่คิดถึงเลย เมื่อไปถึงก็กราบ แต่ไม่ทราบว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถที่จะดับกิเลสได้หมด และต้องมีความเข้าใจต่อไปว่าทำอย่างไรถึงดับได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ดับได้ ใช่ไหม เพราะอะไรจึงดับได้
ดังนั้นต้องมีการที่จะศึกษา จนกระทั่งเริ่มเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพระปัญญาคุณของพระองค์ จากการที่เราไม่เคยรู้อะไรเลย แล้วเป็นความรู้ของเราเองโดยการฟังแล้วไตร่ตรอง เพราะฉะนั้น ต้องเป็นคนที่ละเอียดมาก
ถ้าจะไปวัด ถามว่าไปทำไม เก่าๆ ก่อนๆ ก็ผ่านไปแล้วด้วยความไม่รู้ ตอนนี้ถามว่า ถ้าจะไปวัด ไปทำไม ต้องเป็นคนที่ตรงมาก ถ้าเริ่มโดยที่ไม่ตรงก็ไม่ได้สาระเพราะไม่ตรงตั้งแต่ต้น ชื่อว่าชาวพุทธหรือไม่
ชาวพุทธคือผู้ที่มีปัญญาแล้วรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่โดยชื่อ ไม่ใช่โดยการถูกสอนให้กราบไหว้ แต่โดยการเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง จนเริ่มเข้าใจว่าบุคคลนี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน เช่น พูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ไม่พูดถึงสิ่งอื่น
ถ้าเป็นวิชาการอื่นเขาสอนเราไปไกลมากเรื่องอื่นถึงกับโลกอื่น แต่ว่าไม่พูดถึงเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้คืออะไร และถ้าไม่มีเดี๋ยวนี้ จะมีการออกไปนอกโลก หรือการคิดเรื่องอื่นไหม วิชาการต่างๆ จะมีไหม ถ้าไม่มีเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง บางคนบอกว่าฟังแล้วยังฟังไม่เข้าใจ บางคนไปเรียนพระอภิธรรมแล้วเข้าใจเรื่องวิถีจิตตรงนั้น แต่เขาฟังท่านอาจารย์สุจินต์แล้วไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่การฟังท่านอาจารย์คำภาษาบาลีก็มีน้อยแล้วเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ซึ่งท่านอาจารย์จะเน้นตลอดเวลาว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ท่านอาจารย์ ตั้งแต่คำแรกที่บอกว่าฟังไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ฟัง เขาได้ยิน ฟังอย่างไรไม่เข้าใจ ภาษาไทยแท้ๆ แต่ก็เป็นความจริงเพราะแม้แต่ชาวมคธ ชาวสาวัตถีพูดภาษาที่เขาใช้ทุกวัน ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสในภาษานั้น เขายังต้องฟังด้วยการพิจารณาไตร่ตรอง เพราะฉะนั้น คนที่บอกว่าฟังไม่เข้าใจ
ก็ต้องถามเขาว่า ไม่เข้าใจคำไหนที่ฟัง ถ้าจะพูดถึงธรรมก็คือสิ่งที่มีจริง ไม่เข้าใจหรือ
สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ มีจริงๆ แน่นอน แต่เขาคิดไม่ถึง คิดไม่ออกว่าอะไรมีจริง เขาไปคิดเรื่องอื่นว่าอะไรจะมีจริงมากมายก่ายกองในความคิดของเขา ถ้าถามแล้วพยายามไปหาคำตอบ แล้วสิ่งที่มีจริงคืออะไร บางคนได้ยินมาบ้างว่าอริยสัจจะ ก็อาจจะตอบว่าอริยสัจจะ แต่ไม่รู้ว่าอริยสัจจะคืออะไร นั่นคือไม่เข้าใจ
แต่ถ้าได้ยินว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เห็นมีจริงหรือไม่ เข้าใจไหม ถามอย่างนี้เข้าใจหรือไม่ ภาษาไทยแท้ๆ ถามว่าเห็นมีจริงหรือไม่ แล้วบอกไม่เข้าใจได้อย่างไร เพราะฉะนั้น คนนั้นไม่ได้ฟัง ถ้าฟังทุกคำซึ่งเป็นภาษาไทยแท้ๆ แล้วพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ แล้วกำลังมีด้วย แล้วไม่เข้าใจได้อย่างไร ฟังไม่เข้าใจ ต้องแปลก
ผู้ฟัง เป็นเพราะว่าตอนฟัง ไม่ได้ตั้งใจฟังจริงๆ แต่คิดเรื่องอื่นที่เป็นตัวเรา ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ไม่ได้ฟัง จะบอกว่าฟังไม่เข้าใจนี่เเปลก
ผู้ฟัง แล้วการที่ท่านอาจารย์บอกว่าไม่มีเรา ในเมื่อตัวเราก็ยังเป็นตัวเราอยู่ จะไม่มีเราได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟัง ถูกต้องใช่หรือไม่ เราคือตรงไหน อะไรที่ว่าเป็นเรา เมื่อครู่นี้ที่บอกว่ามีเรา ขอให้บอกมาที่ว่ามีเรา เป็นเรา นั่นคืออะไร ทีละอย่าง
ผู้ฟัง หน้าตา จมูก ผิว สีผิว ลักษณะ เป็นลักษณะของเรา ไม่ใช่ของคนนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องฟังคำสอนเลยก็มีเรา ผิว หน้าตา อะไรทุกอย่าง ก็ไม่ต้องฟัง ต้องมาฟังอะไรกันในเมื่อทุกคนรู้แล้วทั้งนั้น ใช่ไหมแต่ฟังเพื่อให้เข้าใจถูกว่า ที่คิดว่ารู้นั้นไม่รู้
ดังนั้น คนที่จะฟังธรรมเพราะเข้าใจถูกว่าเพราะไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วไม่ฟัง รู้แล้วจะต้องฟังเพื่ออะไร เพราะฉะนั้น ทุกคำละเอียดมาก เมื่อเป็นความเห็นที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อได้ศึกษาพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความละเอียดของสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยต้องค่อยๆ พิจารณา ใครก็ตามที่บอกว่าฟังไม่เข้าใจนั้น เขาไม่พิจารณาอะไรเลย แม้แต่คำว่าขณะนี้ ก็ต้องเดี๋ยวนี้ มีเราตรงไหน ก็ตอบเหมือนเดิมใช่ไหม
แต่ลองบอกมาว่าผิวคืออะไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงแสดงความจริงทุกขณะ ใครจะตอบได้ว่าผิวคืออะไร หน้าตาคืออะไร เมื่อสักครู่บอกว่ามีอะไรบ้าง มีผิว หน้าตา ลักษณะ ผม เล็บ มือ ทั้งหมดคืออะไร หลับตามีหรือไม่ เท่านี้ จริงหรือไม่
ผู้ฟัง แม้กระทั่งหลับตาก็ยังเป็นความนึกคิดอยู่เลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความละเอียดและตรงต่อความเป็นจริง สิ่งที่มีปรากฏในขณะนี้เคยจำมานานๆ มากยากที่จะลบเลือนได้ในแสนโกฏิกัปป์
แม้แต่ในชาตินี้ก็จำแล้วว่าสิ่งที่เห็นเป็นนั่น เป็นนี่ เพราะมีรูปร่างสัณฐานที่ต่างกัน ถ้าเป็นสีขาวทั้งหมด สีดำทั้งหมด ไม่มีสีสันต่างๆ จะมีนิมิตที่แสดงความต่างของรูปร่างสัณฐานได้ไหม
นี่คือความจริงทุกวัน ความจริงแท้และลึกลงไปกว่านั้นคือ มีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดปรากฏแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย ฟังอีกกี่ชาติก็เป็นความจริงซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง จนกว่าปัญญาถึงระดับที่ประจักษ์แจ้ง
เพราะฉะนั้น เข้าใจพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้จักพระองค์ทีละเล็กทีละน้อย ถ้าเราเป็นฝุ่นอยู่ที่ดิน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือฟากฟ้าขึ้นไปอีก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980