ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941


    ตอนที่ ๑๙๔๑

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ แต่ว่าปัญหาทั้งหมดเมื่อมีกุศลและปัญญาสามารถที่จะแก้ได้ ได้อย่างดีด้วย มั่นใจได้ในเรื่องปัญญาและกุศลไม่ต้องไปแสวงหาอย่างอื่น

    ถ้ายังไม่รู้ว่าเมตตาคืออะไร จะเจริญเมตตาได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ บางคนใจดีมากเลยแจกของก็เก่ง พบคนที่ลำบากเดือดร้อนช่วยเหลือได้ทันที แต่วาจาไม่ดี แล้วจะให้สมบูรณ์ครบถ้วนกว่านั้นดีไหมแทนที่ยังคงเก็บสิ่งที่ไม่ดีไว้ แค่วาจาทำให้คนฟังมีความสุข มีความเห็นใจมีความเข้าใจ มีความเป็นมิตรพร้อมที่จะเกื้อกูล นี่ไงคุณทวีชัยไม่ต้องไปทำอะไรมาก แค่พูดคนที่คบคุณทวีชัยก็มีความสุขแล้ว ดีไหม หรือว่าจะต้องไปแสวงหาอย่างอื่นอีก

    ผู้ฟัง ดี

    ท่านอาจารย์ แล้วทำอยู่หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ประพฤติเท่าที่จะประพฤติได้

    ท่านอาจารย์ ชีวิตประจำวันจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แค่พูด แต่พูดนั้นต้องมาจากใจดีด้วย ใจที่เป็นเพื่อนแล้วก็รู้เลยว่าคำพูดนี้เขาเสียใจ เขาน้อยใจ เขาขุ่นเคืองใจ เขาไม่พอใจ ใครได้ยินก็ไม่ชอบทั้งนั้น เพราะฉะนั้น กุศลจิตนั่นเอง ความเมตตานั่นเองที่เป็นเหตุทำให้กล่าววาจาที่เปลี่ยนจากเดิมได้ ก็เป็นกุศลในชีวิตประจำวันทั้งหมดที่เป็นได้ มีได้ เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น

    เห็นไหมว่า ทั้งหมดอยู่ที่ความเข้าใจ ที่บ้านของคุณทวีชัยคนในบ้านมีความสุขไหม

    ผู้ฟัง ก็ต้องย่อมมี

    ท่านอาจารย์ กายดีไหมของคุณทวีชัยทำให้เขามีความสุขไหม

    ผู้ฟัง พอสมควร แก่ความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ วาจาเล่า

    ผู้ฟัง ดีขึ้นมาก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็แสดงว่าได้รับประโยชน์จากความเข้าใจพระธรรม ยังต้องการอย่างอื่นอีกไหม ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

    ถ้าต้องการเมื่อไหร่ก็คือเป็นคนดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ดีไม่ใช่หวังที่จะให้คนอื่นรัก หรือต้องการอะไรจากความดี แต่ปัญญาเห็นถูกว่าดี ไม่ใช่อกุศลไม่ใช่สิ่งที่เลว

    แล้วก็ไม่สะสมความชั่วความเลวสักนิดหนึ่งไม่ว่าทางกาย ทางวาจา ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ก็เป็นผู้ที่ช่วยคนอื่นด้วยไม่ให้เขาเดือดร้อนใจ และในขณะนั้นก็เป็นกุศลด้วย

    ไม่เห็นยากเลยหรือยากเลย หรือยาก ทุกอย่างอยู่ที่ใจ กลับไปคราวนี้ก็ดีขึ้นอีกใช่ไหม หรือว่าพรุ่งนี้ก็จะดีด้วย วันนี้ก็ดีด้วย เป็นคนดีทุกวัน

    อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความละเอียดของความเข้าใจในเรื่องกรรม และผลของกรรม ที่มีคนเขากล่าวว่าแก้กรรมได้ เป็นไปตามพระธรรมคำสอนหรือไม่อย่างไร เพื่อความเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งในส่วนนี้

    ท่านอาจารย์ ความจริงก็เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าเราอาจจะได้ยินคำพูดว่าเชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม แต่คนที่พูดอย่างนี้ก็ยังไม่รู้ว่ากรรมคืออะไร

    เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นที่จะเข้าใจธรรมได้จริงๆ ก็คือว่าตั้งต้นด้วยคืออะไรก่อน แล้วเราถึงจะสามารถเข้าใจความละเอียดขึ้น

    เพราะฉะนั้น พื้นฐานที่จะทำให้เข้าใจพระธรรมคำสอนต้องมีก่อน ตั้งแต่คำแรกคือว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงเพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว กรรมก็เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนเพราะเหตุว่าที่เข้าใจกันก็เข้าใจว่ากรรมหมายความถึงการกระทำ

    ที่จริงแล้วคือว่าการกระทำก็ต้องมีทั้งทำดี และทำชั่ว เพราะฉะนั้น เมื่อเหตุต่างกันผลก็ต้องต่างกันด้วย แต่ข้อสำคัญก็คือว่าใครก็ตามที่ยังไม่ได้ทำให้คนอื่นมีความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงแต่บอกเขาแล้วเขาเชื่อ บุคคลนั้นไม่ใช่เป็นผู้ที่มีปัญญาหรือว่ามีเหตุผล เป็นแต่เพียงว่าเขาว่าอะไรก็เชื่ออย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น สำหรับเรื่องกรรมและผลของกรรมไม่ใช่ว่าเขาว่าอย่างไร เราก็เชื่ออย่างนั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่ากรรมคืออะไร

    กรรมเป็นสิ่งที่มีจริงไม่ใช่เราไม่ใช่ใครทั้งสิ้น แต่เป็นสภาพที่จงใจตั้งใจในวันหนึ่งๆ เราก็มีความจงใจตั้งใจที่จะทำแล้วแต่ว่าจะทำอะไร แต่ถ้าละเอียดอย่างยิ่ง กรรมได้แก่เจตนาเจตสิก สภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต เป็นสภาพที่จงใจ ในขณะที่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อรู้แล้วติดข้องยินดีต้องการเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ตั้งแต่เช้ามาการกระทำของเราโดยที่เราไม่รู้เลยเป็นไปตามกำลังของจิตซึ่งเป็นอกุศลแต่ก็ยังไม่ถึงกับการเป็นอกุศลกรรมบถ เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เบียดเบียนใคร แต่เมื่อไหร่ที่มีความจงใจมีความตั้งใจที่จะกระทำกรรมหนึ่งกรรมใด และได้ทำสำเร็จลงไปแล้ว ไม่ใช่ว่าเพียงฟัง แต่ขณะที่ฟังให้รู้จริงๆ ว่าเราได้ทำกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า ไม่ใช่พอได้ยินก็ฟังไปเรื่อยๆ แต่ว่าพอฟังแล้วเข้าใจ เราได้ทำกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า ทุกคนตอบได้ใช่ไหม

    เมื่อสักครู่นี้ไปเลี้ยงอาหาร แจกเงินคนยากไร้ เป็นกรรมที่ต้องการให้เขามีความสุข ได้อิ่ม แล้วก็ได้เงินทองพอสมควร ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิตจงใจปรารถนาที่จะให้เขาพ้นจากความหิวแล้วก็ได้มีเงินทองบ้างเล็กๆ น้อยๆ ขณะนั้นก็เป็นกุศลกรรม

    เพราะฉะนั้น กุศลกรรมก็เช่นเดียวกับสภาพธรรมอื่นมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับ ไม่มีสภาพธรรมใดเลยซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ก็มีกุศลสลับกับอกุศลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องเป็นผู้ตรงว่าถ้าไม่มีจิตกุศลกรรมและอกุศลกรรมก็ไม่มี แต่เมื่อมีแล้วดับไปแล้ว กรรมที่ได้กระทำแล้วสามารถที่จะเป็นปัจจัยทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น กุศลจิตเกิดเมื่อไหร่กระทำกรรมสำเร็จเมื่อไหร่ แม้ว่าจะดับไปแล้ว กำลังของเจตนาที่เป็นกรรมนั้นก็ยังสามารถที่จะทำให้ผลเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น พอได้เข้าใจอย่างนี้บ้างแก้กรรมได้ไหม ต้องคิดแล้ว ไม่ใช่เพียงฟัง แล้วไม่มาประกอบกัน แต่ฟังแล้วมีความเข้าใจมั่นคง ว่ากรรมได้แก่กุศลและอกุศลซึ่งเกิดกับจิต และก็ดับไปแล้วด้วย แต่ถึงแม้ว่าดับไปแล้วก็ยังสามารถที่จะทำให้ผลเกิดขึ้นตามกำลังของกรรมนั้น

    เพราะฉะนั้น กรรมทำแล้วดับแล้วหมดแล้วแก้กรรมได้ไหม เพราะฉะนั้น ผู้นั้นไม่รู้เรื่องของกรรมและผลของกรรมเลย ข้อสำคัญที่สุดก็คือว่า เป็นคนที่ใครบอกก็เชื่อ ไม่มีเหตุผลเลย เป็นผู้ที่ฟังพระธรรมฟังเพื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฟังพระพุทธเจ้าบอกอย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น แต่ว่าฟังวาจาสัจจะซึ่งเป็นคำจริงมีเหตุมีผลถูกต้อง สามารถที่จะเข้าใจได้ จึงสมควรที่จะเชื่อ

    เพราะฉะนั้น ยุคนี้สมัยนี้จะได้ยินคำว่าแก้กรรม คนนั้นไม่เข้าใจคำว่ากรรม จึงเชื่อว่ากรรมจะแก้ได้อย่างไร ทำแล้วหมดแล้วจบไปแล้ว และก็ไม่กลับไปอีก

    เพราะฉะนั้น แก้กรรมไม่ได้แน่นอนแล้วก็ข้อสำคัญที่สุดก็คือว่าคนที่บอกเป็นใคร สามารถที่จะรู้กรรมของคนอื่นหรือหรือแม้แต่กรรมของตัวเองรู้หรือเปล่า

    วันนี้ทุกคนได้ยินคำว่ากรรมแล้วสามารถที่จะรู้ด้วยตัวเองใช่ไหมทำกรรมอะไรบ้างวันนี้เมื่อวานนี้ และวันก่อนๆ และพรุ่งนี้ถ้าเข้าใจเรื่องกรรมก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าพรุ่งนี้จะมีกรรมอะไรที่มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่มีคนอื่นมาทำให้แล้วก็เมื่อกรรมสำเร็จไปแล้วก็ไม่ใช่ว่ามีคนอื่นไปรับผลของกรรมนั้น แต่ผู้ที่กระทำกรรมนั่นเองจะเป็นผู้ที่กรรมที่ได้กระทำไว้ดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้ผลของกรรมเกิดขึ้น

    ข้อสำคัญที่สุดผลของกรรมก็คือเกิดแล้วเป็นผลของกรรม เกิดแล้วต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่เห็น เป็นผลของกรรมทำให้ต้องเห็น ขณะใดที่ได้ยิน เป็นผลของกรรมทำให้จิตเกิดขึ้นได้ยิน จากไม่มีได้ยินแล้วก็มีได้ยิน

    น่าอัศจรรย์กรรมไหม ทำได้ ทำให้ได้ยินเกิดได้ ใครก็ทำให้ได้ยินเกิดไม่ได้ แต่กรรมทำให้ได้ยินเกิดได้ ทำให้จิตได้กลิ่นเกิดได้ ทำให้จิตที่สามารถลิ้มรส รู้รสเกิดได้ ทำให้จิตสามารถจะรู้สิ่งที่กระทบกาย เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ถ้าเป็นเรานี่เหมือนธรรมดา แต่ไม่ใช่เรา เพราะเป็นธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ก็แสดงให้เห็นความน่าอัศจรรย์ยิ่งของธรรมซึ่งไม่ใช่เราและก็ไม่ใช่ใครเลย และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วยเมื่อไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาใครจะแก้กรรมให้ใครได้ เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ฟังคำสอนแล้วเป็นผู้ที่มีเหตุผล และมั่นคงในเรื่องธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ก็จะเป็นผู้ไม่เชื่อว่าใครจะแก้กรรมและไม่เชื่อว่าเขาจะรู้กรรมของคนอื่นได้อย่างไร กรรมดับไปแล้วมากมายมหาศาล และใครจะเป็นผู้ไปรู้กรรมของคนอื่นได้ เพราะฉะนั้น วาจาสัจจะหรือเปล่าที่กล่าวว่าคนนี้ชาติก่อนเคยทำกรรมอะไรไว้ เว้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้เรื่องกรรมและผลของกรรมได้ของคนอื่น แต่บางท่าน ท่านสามารถที่จะระลึกชาติแล้วก็รู้ได้ว่าเคยทำกรรมอะไรไว้แล้วผลของกรรมตามกำลังของปัญญาที่ท่านสามารถจะรู้ได้ แต่ยุคนี้สมัยนี้แม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏยังไม่รู้แล้วจะไปรู้ถึงสิ่งที่เกิดแล้วดับไปแล้ว และก็ของคนอื่นด้วย เป็นไปได้อย่างไร

    ไม่ทราบมีใครสงสัยหรือมีใครคิดจะเชื่อบ้างไหมเรื่องกรรมของคนอื่น และก็คนอื่นสามารถที่จะรู้ได้ ยิ่งเป็นเรื่องแก้กรรมยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยเพราะเหตุว่ากรรมทำแล้ว หมดแล้ว ดับแล้วๆ ก็ไม่กลับมาอีก

    เมื่อเช้านี้ก็ทำกรรมที่เป็นกุศลหลายอย่างใช่ไหม ใครจะรู้ว่าจะให้ผลเมื่อไหร่ แต่ผลมีแน่แล้วถ้าเป็นกุศลกรรมผลก็คือว่าต้องเป็นสิ่งที่ดีเกิดดี เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายดี เพราะว่าเป็นผลของกุศลกรรม

    อ.คำปั่น ในสังคมไทยก็จะมีการเข้าไปหาบุคคลต่างๆ และเขาก็บอกว่าให้ไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ไปปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยโคกระบือเป็นต้นอย่างนี้

    กราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ว่าแล้วคำพูดในสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่อย่างไร

    ท่านอาจารย์ คำพูดนั้นไม่ได้ให้ความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้นใช่ไหม เพียงแต่เหมือนคำบอกหรือคำสั่งซึ่งคนฟังเชื่อเลยเป็นไปได้อย่างไร ไม่มีปัญญา ไม่มีความเห็นผิดถูก ไม่มีเหตุผลใดๆ เพียงแต่บอกว่าให้ทำอย่างนั้นให้ทำอย่างนี้

    แล้วจะแก้อย่างไร ไปฆ่าคนมาแล้วในอดีต ไปทรมานเขามาแสนสาหัสแล้วบอกว่าให้ปล่อยนก ๗ ตัวแล้วก็จะมีประโยชน์อะไรสติปัญญาอะไรก็ไม่มีเลย

    แทนที่จะให้รู้ว่าจริงๆ แล้วก็คือว่าทุกอย่างเป็นเหตุซึ่งจะทำให้เกิดผล เพราะฉะนั้น ถ้าจะไม่ได้รับผลที่ไม่ดีก็ทำดี ไม่ได้เคยแนะนำให้ใครทำสิ่งที่ดี เพียงแต่บอกว่าแก้กรรมซึ่งคนนั้นกลัวผลของกรรมก็ทำไป โดยที่ทำผิดมาตั้งมากมาย ฆ่าคนมาจำนวนมากแล้วบอกว่าให้ไปปล่อยนก ๗ ตัวไม่มีเหตุผลใดๆ เลยทั้งสิ้น

    ที่สำคัญที่สุดให้เขาได้ฟังวาจาสัจจะซึ่งเป็นความจริงซึ่งจะทำให้เขาละเว้นงดการกระทำที่ไม่ดีต่อไป เพราะเหตุว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้

    พูดก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นดีหรือเปล่า ถูกต้องหรือเปล่า เป็นวาจาชั่วหรือเปล่า สมควรกล่าวหรือเปล่า เพราะว่าทั้งหมดที่เป็นไปในโลก ไม่ว่าที่ไหนก็ตามเพราะไม่รู้ นี่สำคัญที่สุดถ้าเข้าใจคำนี้จะเห็นพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เห็นว่าทุกคนเกิดมาด้วยความไม่รู้อยู่ๆ ไปด้วยความไม่รู้ พูดไปทำไป คิดไปด้วยความไม่รู้ จนกว่าจะมีความรู้ความเข้าใจเมื่อนั้นก็จะพูดถูกคิดถูกเพราะเหตุว่ามีความรู้ที่ถูกต้องค่อยๆ รู้จากสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน คือรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกขณะแม้ในขณะนี้ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงได้

    เพราะฉนั้น ได้ฟังแล้วยังไม่เข้าใจก็มีการซักถามเพื่อความเข้าใจแต่ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือเพื่อความสำคัญตนธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมากถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ยังมีความเป็นเราที่ต้องการจะเข้าใจธรรม แล้วก็ต้องการจะเป็นคนดี โดยการที่เราเป็นคนดี แต่พระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดง ดีก็เป็นธรรมไม่ใช่เราอกุศลความไม่ดีก็เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามเหตุตามผลที่ว่าถ้าอกุศลเกิดใครจะไปวิงวอนกราบไหว้ขอให้เราได้พบผลที่ดีก็เป็นไปไม่ได้ และถ้ากุศลกรรมได้ทำไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปนั่งกราบไหว้วิงวอนขอให้ได้รับผลที่ดี แต่ที่สำคัญเหนือกว่านั่นคือความเห็นถูกความเข้าใจถูกว่าถึงจะดีอย่างไรหรือไม่ดีอย่างไรหรืออะไรๆ ทั้งหมดก็ตามเพราะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งสามารถจะเริ่มรู้เริ่มเข้าใจได้

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมเพื่อละความติดข้องด้วยความไม่รู้ว่ามีเรา มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงเพราะเหตุว่ากว่าจะรู้ความจริงว่าแต่ละอย่างที่มีในขณะนี้เกิดแล้วจึงมี แต่อะไรทำให้เกิดขึ้น ไม่มีใครไปดลบันดาลให้เกิด แต่ต้องมีปัจจัยที่แต่ละอย่างจะเกิดขึ้นจริงๆ ละเอียดมาก

    เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจในความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา โดยเฉพาะสถานที่นี้คยาถ้าเป็นในครั้งอดีตก็ใกล้เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะตรัสรู้คือก่อนนั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะได้บำเพ็ญบารมีมานานแสนนานจนกระทั่งถึงกาลวาระที่จะถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังสารวัฏฏ์ คือสามารถที่จะดับกิเลสหมดถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ทรงแสดงพระธรรมอนุเคราะห์คนอื่นให้สามารถค่อยๆ เข้าใจเพื่อจะค่อยๆ ละคลายขัดเกลากิเลสจนกว่ากิเลสจะดับไปหมดสิ้นไม่เหลือเลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเริ่มเห็นความจริงแล้ว พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระปัญญาหลังจากที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมานานแสนนาน

    เพราะฉะนั้น เราอยู่ตรงไหนของสังสารวัฏฏ์ที่ผ่านมาแล้ว และก็ไม่ทราบว่าจะได้เคยฟังพระธรรมมาแล้วมากน้อยอย่างไร แต่ในขณะที่ฟังเป็นผู้ที่มีศรัทธาเห็นประโยชน์ และเห็นความลึกซึ้งของธรรม เพราะฉะนั้น ฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่งคือไตร่ตรองแต่ละคำให้รู้ค่าจริงๆ ว่าเป็นวาจาสัจจะ เพราะฉะนั้น เมื่อมีความสงสัยยังไม่เข้าใจก็สนทนาเพื่อต้องการความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อความเป็นเรา ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมากกว่าจะหมดความเป็นตัวตนหรือความเป็นเรา

    ผู้ฟัง คือทุกคำที่ท่านอาจารย์กำลังบรรยายหรือว่ากำลังตอบคำถามก็คือขณะนี้ซึ่งไม่ใช่เรา ก็ต้องเข้าใจลักษณะของขณะนี้ ด้วยใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ พูดได้ว่าขณะนี้ บอกให้ละเอียดว่าขณะไหน

    ผู้ฟัง ขณะกำลังได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นหนึ่งขณะใช่ไหม ขณะนี้ต้องชัดเจน ขณะนี้คือขณะได้ยิน ขณะนี้คือขณะเห็น ขณะนี้คือขณะคิดต้องชัดเจนมาก เพราะว่าแต่ละหนึ่งขณะ มิฉะนั้นจะไม่เข้าใจธรรมเพราะเหตุว่าถูกลวงด้วยการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วที่สุดของสภาพธรรมทั้งหมด เหมือนกับว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แต่ถ้าจะกล่าวถึงสิ่งหนึ่งจะรู้ได้ว่าไม่เที่ยง เห็นไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึงหนึ่งขณะเห็นเกิดแล้วดับแล้ว

    เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวถึงธรรมต้องกล่าวทีละหนึ่ง จึงสามารถที่จะรู้ความจริงได้ว่าเป็นความจริงที่ว่าเห็นไม่ใช่เรา ได้ยินไม่ใช่เรา ทุกอย่างที่ปรากฏเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม มีลักษณะจริงๆ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง และก็เป็นอภิธัมมะด้วยเพราะเหตุว่าลึกซึ้งอย่างยิ่งเพราะแม้ฟังก็ยังไม่เห็นการเกิดดับของสภาพธรรมเลย แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นถ้าผู้มีพระภาคจะตรัสรู้อะไร และถ้าไม่เป็นจริงอย่างนั้นจะทรงแสดงธรรมที่เป็นวาจาสัจจะอย่างนี้เพื่ออะไร แต่เพื่อให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าความไม่รู้ไม่สามารถจะเห็นความจริงนี้ได้เพราะเหตุว่าเต็มไปด้วยความติดข้อง และไม่รู้มากมายเหมือนม่านทึบ หนาแน่นจนเหมือนเหล็กที่ปิดกั้นไม่ให้เห็นความจริงของสิ่งที่เป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น การฟังก็เพื่อเข้าใจขึ้นค่อยๆ เห็นถูกขึ้นเพื่อละคลายความติดข้อง จนกระทั่งสภาพธรรมสามารถที่จะปรากฏตามความเป็นจริงกับปัญญาที่ได้อบรม และเข้าใจเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง กรรมคือเจตนาเจตสิกประกอบกับจิตทุกดวง ดังนั้นทุกขณะจิต เกิดกรรมทุกครั้ง

    ท่านอาจารย์ ตามที่คุณหมอกล่าว เจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภททุกขณะไม่เว้นเลย ด้วยเหตุนี้เจตนาเป็นปัจจัยให้เกิดจิต อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เมื่อเกิดพร้อมกันภาษาบาลีก็ใช้คำว่าสหชาตปัจจัย

    เพราะฉะนั้น เจตนามีสองอย่าง เจตนาที่เกิดกับทุกขณะจิตไม่ว่าจิตจะเป็นกุศลเป็นอกุศลเป็นวิบากหรือเป็นประเภทไหนก็ตามแต่ แม้โลกุตตระจิตก็ต้องมีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย คำใดที่ตรัสแล้วเปลี่ยนไม่ได้ เจตนาเจตสิกเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จิตเกิดขึ้นเกิดพร้อมกัน และก็ดับพร้อมกัน และเมื่อเป็นนามธาตุคือธาตุรู้ก็ต้องรู้สิ่งเดียวกัน แต่ว่าทำกิจต่างกันคือในขณะที่นามธาตุคือจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกันอาศัยกันและกัน

    จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเช่นเดียวนี้มีเสียง เฉพาะเสียงที่ปรากฏจิตรู้แจ้งในเสียงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงเบาเสียงสูงเสียงต่ำใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ด้วย จิตได้ยินเกิดขึ้นไม่ใช่ของใครเลยต้องได้ยินเฉพาะเสียงรู้แจ้งเฉพาะเสียงนั้นที่ปรากฏเป็นสหชาตปัจจัย

    แต่ถ้าเกิดกับสภาพธรรมคือเจตสิกอื่นๆ เช่นโลภะ เจตนานั้นมีโลภะเกิดร่วมด้วยทำให้ติดข้อง และถ้าโลภะนั้นมีกำลังมากขึ้น เจตนาก็มีกำลังขึ้นเมื่อโลภะเป็นอกุศลธรรมมีความติดข้องมากก็เป็นปัจจัยให้เจตนาจงใจที่จะได้โดยทุจริต ด้วยกำลังของโลภะเพราะฉะนั้น เจตนานั้นมีกำลังกว่าเจตนาที่เกิดทุกขณะกับจิตซึ่งเป็นสหชาตเท่านั้นเองถ้าเป็นผลของกรรมๆ ก็ทำให้จิตและเจตสิก และเจตนาซึ่งเป็นผลของกรรมเกิดขึ้นทำกิจเห็นเท่านั้น ไม่มีเจตสิกอื่นมาเกิดร่วมด้วย แต่เวลาที่เป็นกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนา เพราะเหตุว่า สภาพธรรมอื่นคือเจตสิกที่เป็นกุศลเกิดร่วมด้วยหรือเจตสิกที่เป็นอกุศลเกิดร่วมด้วย ทำให้เจตนานั้นเป็นไปตามปัจจัยคือสภาพของเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น จึงมีกุศลกรรม และอกุศลกรรมตามกำลังของเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดกับจิตในขณะนั้น

    อย่างเวลาที่ไปให้อาหารเป็นทาน ขณะนั้นมีการสละ สิ่งที่จะให้บุคคลอื่น เจตนาในขณะนั้นก็มีกำลังที่จะทำให้มีการขวนขวายแสวงหาอาหาร เดินทางไปแล้วก็แจก จะนั่งในรถก็มีการที่อนุโมทนาในกุศลของแต่ละคนที่เจตนาอย่างนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ยื่นให้ด้วยมือก็ตาม กุศลจิตก็เกิดเจตนานั้นก็เกิดแล้วก็ดับไป สะสมแล้วอยู่ในจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่ากุศลจิต และอกุศลจิตแม้จะเล็กน้อยสักปานใดเกิดแล้วดับไปก็จริง แต่สะสมอยู่ในจิตซึ่งเกิดดับสืบต่อทุกขณะ ไม่มีใครสามารถที่จะเอาออกไปได้เลย เพราะเหตุว่าจิตเป็นธาตุที่ทันทีที่จิตนั้นดับไปก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะอื่นเกิดสืบต่อจากทุกอย่างที่มีในจิตขณะก่อนไปสู่ในจิตขณะต่อไป

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนเกิดมาแล้วก็มีอัธยาศัยต่างกัน โลภะก็ยังมี อโลภะความไม่โลภสามารถที่จะสละหรือช่วยเหลือคนอื่นก็ยังมี โทสะความขุ่นใจแม้เล็กน้อยจนกระทั่งมีความโกรธอย่างแรงเกิดขึ้นเพราะปัจจัยก็ยังมี หรือว่าความให้อภัย แล้วก็มีเมตตาไม่ถือโกรธก็มี เพราะฉะนั้น คนหนึ่งๆ ไม่ได้มีจิตที่มีดวงเดียวเกิดแล้วก็อยู่ไปเรื่อยๆ ทุกวัน และก็ไปดับตอนตาย แต่จิตนี่มีอายุที่สั้นมาก เร็วมากเพียงเกิดขึ้นดับแล้ว เร็วอย่างนั้นขณะนี้เหมือนกับว่ามีหลายคนในห้อง รู้ไหมว่าจิตเกิดดับสืบต่อจำแล้วก็คิดแล้วก็สารพัดอย่าง ซึ่งทำให้มีสภาพธรรมปรากฏเป็นคนนั้นบ้างคนนี้บ้างเรื่องราวต่างๆ บ้าง

    แต่ลืมว่าจิตเจตสิกเหมือนกับผู้ผลิตทำให้สิ่งต่างๆ ปรากฏเป็นเรื่องราวต่างๆ โดยไม่มีใครคิดถึงจิตเลยไม่มีใครคิดถึงจิตและเจตสิกเลย แต่จิตและเจตสิกต่างหากที่ทำให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เป็นเรื่องราวต่างๆ ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    มีใครคิดถึงแกงขี้เหล็กบ้างไหม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    24 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ